เมืองเมฆาคล้อย เมืองใหญ่ภายใต้อิทธิพลของสำนักหมอกคราม ในวันนี้ทั่วทั้งเมืองถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงมงคล งานสมรสระหว่างตระกูลซูและยอดศิษย์จากสำนักหมอกครามถือเป็เื่ราวใหญ่โตที่ชาวเมืองต่างให้ความสนใจและจับตามอง ทว่าบรรยากาศภายในห้องรับรองของตระกูลซูกลับหนาวเหน็บราวกับอยู่ท่ามกลางฤดูเหมันต์
"ปัง!"
ซูเจิ้นไห่ ประมุขตระกูลซูตบโต๊ะไม้เนื้อแข็งจนแตกเป็รอยร้าว ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเืปูดโปนตรงขมับอย่างน่ากลัว
"สำนักหมอกครามรังแกกันเกินไปแล้ว!"
เบื้องหน้าของเขาคือรายงานลับที่เพิ่งได้รับมาจากสายข่าว คนที่ทางสำนักส่งมาแต่งงานกับบุตรสาวของเขา ไม่ใช่ 'ศิษย์สายในระดับสูง' หรือ 'อัจฉริยะรุ่นเยาว์' อย่างที่เคยคาดหวังไว้ แต่เป็เพียง 'มู่ฝาน' เด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าสำนักได้เพียงสองเดือน และมีสถานะเป็แค่ศิษย์รับใช้ที่มีหน้าที่เฝ้าหอคัมภีร์ผุพังเท่านั้น
"ท่านประมุข โปรดระงับโทสะก่อน" พ่อบ้านเฒ่ารีบเอ่ยเตือนด้วยความกังวล "ยามนี้แเื่มากันเต็มงานแล้ว ขบวนเ้าบ่าวก็มาถึงหน้าประตูจวน หากเรายกเลิกงานแต่งงานตอนนี้ ตระกูลซูย่อมกลายเป็ตัวตลกของคนทั้งเมือง และยังจะเป็การหักหน้าสำนักหมอกครามโดยตรงอีกด้วย"
ซูเจิ้นไห่สูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นเทาด้วยความเจ็บแค้น เดิมทีเขาหวังจะใช้การแต่งงานครั้งนี้ดึงอำนาจของสำนักหมอกครามมาช่วยคุ้มครองตระกูลที่กำลังตกต่ำ และหวังว่าลูกเขยผู้เก่งกาจจะช่วยดูแลซูเหยียนหราน บุตรสาวที่สูญเสียพลังยุทธ์ไป แต่สำนักหมอกครามกลับส่ง 'เศษขยะ' มาให้เขา นี่เป็การส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าสำนักหมอกครามไม่ได้ให้คุณค่าแก่ตระกูลซูอีกต่อไป
"ท่านพ่อ"
เสียงหวานปนเศร้าดังขึ้นที่หน้าประตู ซูเหยียนหรานในชุดเ้าสาวสีแดงสดก้าวเดินเข้ามา ใบหน้าของนางงดงามผุดผาดจนน่าตะลึงพรึงเพริด ทว่าั์ตากลับหม่นหมองไร้ซึ่งประกายชีวิต
"ปล่อยให้งานแต่งงานดำเนินต่อไปเถอะ"
"เหยียนหราน แต่เ้าต้องแต่งงานกับคนรับใช้ต้อยต่ำเชียวนะ!"
"จะเป็ศิษย์สายในหรือคนรับใช้ ยามนี้ก็ไม่ต่างกันหรอก" ซูเหยียนหรานยิ้มเยาะในชะตากรรมของตนเอง "ในเมื่อข้ากลายเป็คนพิการที่ไม่อาจฝึกยุทธ์ได้อีกต่อไป จะคู่กับผู้ใดก็มีค่าเท่ากัน อย่างน้อยการแต่งงานครั้งนี้ก็ยังรักษาหน้าตาของตระกูลเอาไว้ได้"
ซูเจิ้นไห่มองดูบุตรสาวด้วยความปวดร้าวใจ ก่อนจะกัดฟันพยักหน้ารับคำ
"ก็ได้ ให้มันแต่งเข้ามา แต่ข้าขอสาบาน ข้าจะไม่มีวันยอมให้ไอ้สวะนั่นได้เชิดหน้าชูตาในตระกูลซูเด็ดขาด!"
งานมงคลสมรสผ่านพ้นไปอย่างยิ่งใหญ่ในสายตาของคนภายนอก ทว่าภายในใจของคู่บ่าวสาวกลับว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง มู่ฝานเข้าพิธีด้วยท่าทีสงบนิ่งราบเรียบ ไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งใด ซึ่งทำให้แเื่บางคนพากันชื่นชมในความสุขุมลุ่มลึกของเขา โดยหารู้ไม่ว่าในเวลานั้นเขากลังตั้งจิตโคจรลมปราณอยู่ตลอดเวลา
ในที่สุด ก็ถึง่เวลาส่งตัวเข้าหอ
ภายในห้องหอที่จุดเทียนมงคลสว่างไสว มู่ฝานปิดประตูลงแล้วหันไปมองเ้าสาวที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงมงคล เขาเดินเข้าไปเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือเปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาวออก
วินาทีนั้น แม้แต่คนที่มีจิตใจมั่นคงดุจขุนเขาอย่างมู่ฝานยังต้องชะงักไปชั่วครู่ ซูเหยียนหรานนับว่างดงามล่มเมืองอย่างแท้จริง คิ้วเรียวดั่งภาพวาด ั์ตาสุกใสดั่งสายน้ำไหล แม้จะมีร่องรอยของความโศกเศร้าปกคลุมอยู่ ทว่าก็ไม่อาจบดบังรัศมีอันเจิดจรัสของนางได้เลย ซูเหยียนหรานเงยหน้าขึ้นมองสามีหมาดๆ ของนาง เห็นเพียงชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่ดูธรรมดาไร้พิษสงคนหนึ่ง
"ท่านพี่" นางเอ่ยเสียงแ่เบา ก่อนจะกัดริมฝีปากแน่น ยื่นมืออันสั่นเทาออกมาหมายจะปลดสายคาดเอวของมู่ฝาน "ให้ข้าปรนนิบัติท่านเข้านอนเถอะ"
นางยอมรับในชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงแล้ว หน้าที่ของภรรยา นางย่อมต้องทำมันให้สมบูรณ์
"หมับ!"
มือหนาของมู่ฝานคว้าข้อมือของนางไว้แ่เบา ซูเหยียนหรานเงยหน้าขึ้นมองด้วยความใ
"ท่านพี่?"
"ไม่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้น" มู่ฝานปล่อยมือนางพลางถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว "ข้ารู้ดีว่าเ้าถูกบังคับ ตัวข้าเองก็เช่นกัน การแต่งงานครั้งนี้เป็เพียงละครฉากหนึ่งที่แสดงให้ผู้อื่นดู เ้าไม่จำเป็ต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่อยากทำหรอก"
ซูเหยียนหรานจ้องมองเขาด้วยความไม่เชื่อสายตา แววตาของบุรุษตรงหน้าใสกระจ่างบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งความใคร่และตัณหาราคะที่พวกผู้ชายมักแสดงออกมายามเมื่อได้เห็นรูปโฉมของนาง
"แต่ว่า..."
"ปัง!"
ประตูห้องหอถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ขัดจังหวะบทสนทนาของทั้งสอง เด็กสาวร่างเล็กในชุดสีเหลืองสดใสพุ่งตัวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก นางคือ 'ซูหลิงเอ๋อร์' น้องสาวของซูเหยียนหรานนั่นเอง
"ท่านพี่ เกิดเื่ใหญ่แล้ว!" ซูหลิงเอ๋อร์หอบหายใจถี่ วิ่งเข้ามากั้นกลางระหว่างมู่ฝานกับพี่สาวพลางจ้องมองมู่ฝานด้วยสายตาโกรธขึง
"หลิงเอ๋อร์ เ้าเสียมารยาทเกินไปแล้ว ที่นี่คือห้องหอนะ" ซูเหยียนหรานเอ่ยดุน้องสาว
"ท่านพี่จะมาห่วงเื่มารยาทอันใดในยามนี้อีก!" ซูหลิงเอ๋อร์ชี้หน้ามู่ฝานอย่างเอาเื่ "ท่านพี่รู้หรือไม่ว่าคนผู้นี้แท้จริงแล้วเป็ใคร ข้าเพิ่งได้ยินพวกศิษย์สำนักหมอกครามที่เมามายอยู่ในงานเลี้ยงลอบคุยกัน เขาไม่ใช่ศิษย์สายในอัจฉริยะอันใดทั้งสิ้น! เขาชื่อมู่ฝาน เป็เพียงศิษย์รับใช้ที่มีหน้าที่เฝ้าหอคัมภีร์ พร์ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเกือบจะถูกขับออกจากสำนักอยู่รอมร่อ!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องหอในทันที
ซูเหยียนหรานหันขวับมาจ้องมองมู่ฝาน แววตาที่เคยมีความรู้สึกขอบคุณเมื่อครู่ พลันแปรเปลี่ยนเป็ความเ็าและผิดหวังอย่างรุนแรง ศิษย์รับใช้... แม้จะเตรียมใจไว้แล้วว่าสามีอาจไม่ใช่ยอดบุรุษ ทว่าการเป็เพียงศิษย์รับใช้ซึ่งเป็ชนชั้นล่างสุดของโลกผู้ฝึกยุทธ์เช่นนี้ มันคือการตบหน้าตระกูลซูอย่างรุนแรงที่สุด
"เื่ที่นางพูด เป็ความจริงหรือไม่" ซูเหยียนหรานเอ่ยถามเสียงเย็นเฉียบ
มู่ฝานยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ไม่คิดที่จะเอ่ยปากแก้ตัวใดๆ
"จริงแท้แน่นอน ข้าเป็เพียงศิษย์ดูแลหอคัมภีร์เก่า"
คำยอมรับอย่างตรงไปตรงมานั้น ยิ่งทำให้ซูเหยียนหรานรู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยาม นางคิดว่าเขาจะเอ่ยปากอธิบายหรือแสดงท่าทีละอายใจบ้าง ทว่าเขากลับมีท่าทางเฉยชาไม่แยแสเลยสักนิด ความโกรธแค้นแล่นริ้วขึ้นมาในอกของหญิงสาวทันที
"ออกไป!" นางชี้มือไปที่ประตู "ออกไปจากห้องของข้า!"
"พี่เหยียนหราน..."
"ข้าบอกให้ออกไป!" ซูเหยียนหรานตวาดลั่น น้ำตาเอ่อคลอเบ้าด้วยความอัดอั้น "ส่งเขาไปอยู่ที่เรือนพักคนใช้ทางทิศตะวันตก อย่าให้ข้าเห็นหน้าเขาอีกเด็ดขาด!"
มู่ฝานมองดูภรรยาป้ายแดงด้วยความเข้าใจ เขาไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองนางเลยแม้แต่น้อย หากเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับนาง ก็คงจะรู้สึกไม่ต่างกัน
"ได้ ตามที่เ้า้า"
มู่ฝานหมุนตัวเดินออกจากห้องหอที่ตกแต่งไว้อย่างวิจิตรตระการตา ก้าวเดินเข้าสู่ความมืดมิดภายนอกอย่างไม่ลังเล ซูหลิงเอ๋อร์รีบวิ่งตามออกมาแล้วก้าวเท้าขวางหน้าเขาไว้
"นี่ เ้าคนลวงโลก!"
มู่ฝานหยุดชะงัก จ้องมองเด็กสาวที่กำลังยืนเท้าสะเอว
"ข้าไม่ได้ลวงผู้ใด ทางสำนักเป็ผู้ส่งข้ามาเอง และข้าก็ไม่เคยป่าวประกาศว่าตนเองเก่งกาจสามารถ"
"เ้า..." ซูหลิงเอ๋อร์ถึงกับเถียงไม่ออก นางมองดูชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน จะโกรธเคืองก็โกรธได้ไม่เต็มที่ เพราะดูท่าทางแล้วเขาเองก็คงไม่ได้ปรารถนาจะแต่งเข้ามาที่นี่เช่นกัน "พี่สาวของข้ายามนี้กำลังเสียใจ เ้าอย่าได้ถือสานางเลย แล้วก็... คืนนี้เ้าไปพักผ่อนที่เรือนพักคนใช้ทางทิศตะวันตกก็แล้วกัน ที่นั่นอาจจะเก่าทรุดโทรมไปเสียหน่อย แต่ก็พอซุกหัวนอนได้"
มู่ฝานพยักหน้ารับทราบ "ขอบใจ แล้ว... มีเื่อันใดอีกหรือไม่"
ซูหลิงเอ๋อร์กัดริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าไหมใบเล็กที่ห้อยอยู่ตรงเอว หยิบก้อนเงินออกมาหนึ่งก้อนแล้วยัดใส่มือของมู่ฝาน
"เอ้านี่! เงินสิบตำลึง ถือว่าเป็ค่าชดเชยที่พี่สาวของข้าไล่เ้าออกมา อย่าได้นำไปซื้อสุราดื่มจนหมดเสียล่ะ เก็บเอาไว้ซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็บ้าง!"
มู่ฝานก้มลงมองก้อนเงินในฝ่ามือ ดวงตาพลันส่องประกายวาววับขึ้นมาในทันที เงินสิบตำลึง! ยามที่อยู่สำนักหมอกคราม ศิษย์รับใช้อย่างเขาจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเป็เพียงแต้มคุณูปการของสำนัก ซึ่งแทบจะนำมาแลกเปลี่ยนเป็เงินตราที่ใช้จริงไม่ได้เลย เขาต้องเผชิญกับสภาวะขัดสนเงินทองมาตลอดสองเดือน ทว่าในยามนี้ เขากลับมีเงินสดอยู่ในมือแล้ว
และที่สำคัญ ในระบบ 'หอหมื่นวิถี' ของเขานั้น มีกลไกอันอัศจรรย์อย่างหนึ่งที่เขาปรารถนาจะทดลองมาโดยตลอด นั่นคือการ 'สุ่มรางวัลแบบระบุประเภทจำเพาะ' ซึ่งเงื่อนไขการเปิดใช้งานครั้งแรกต้องใช้เงินจำนวนสิบตำลึงพอดี!
"ขอบใจเ้ามากนะ น้องภรรยา!"
มู่ฝานเผยรอยยิ้มกว้างขวางออกมาเป็ครั้งแรก ยิ้มอันจริงใจนั้นทำเอาซูหลิงเอ๋อร์ถึงกับใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ
"ใคร... ใครเป็น้องภรรยาของเ้ากัน! รีบไปได้แล้ว!"
นางผลักอกเขาเบาๆ ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าเรือนไป ทิ้งให้มู่ฝานยืนกำก้อนเงินแน่นอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง
เขาเร่งฝีเท้าเดินไปยังเรือนพักคนใช้ที่เก่าแก่ทรุดโทรมตามคำบอกเล่า ทว่าหัวใจภายในอกกลับเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อมาถึงเรือนพักผุพังที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง มู่ฝานไม่ได้ใส่ใจที่จะปัดกวาดทำความสะอาดแม้แต่น้อย เขาจัดการปิดประตูหน้าต่างอย่างมิดชิด แล้วทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้กระดานแข็งๆ ทันที
"ระบบ... หอหมื่นวิถี"
ภาพเจดีย์หยกอันโอ่อ่าปรากฏขึ้นในห้วงจิตสำนึกของเขา
"ข้ามีเงินสิบตำลึงแล้ว ข้า้าเปิดใช้งานกลไกสุ่มรางวัลแบบระบุประเภทในรอบนี้!"
เสียงระฆังโบราณดังกังวานก้องในหัว พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนของระบบที่ตอบรับกลับมา
[ตรวจพบเงินบริจาคจำนวน 10 ตำลึง... ยืนยันการระบุประเภทรางวัล]
[กรุณาเลือกหมวดหมู่ที่้า: 1. โอสถ 2. ศาสตรา 3. เคล็ดวิชา 4. กายา]
มู่ฝานสูดหายใจเข้าลึก เขาไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย
"ข้าเลือก หมวดที่ 4 กายา!"
พร์ทางร่างกายของร่างเดิมนี้อ่อนด้อยเกินไป หากเขา้าจะก้าวหน้าบนวิถีแห่งยุทธ์อย่างมั่นคง เขาจำเป็ต้องผลัดเปลี่ยนรากฐานโครงสร้างของตัวเองใหม่ทั้งหมด
[รับทราบ... เริ่มต้นการสุ่มรับกายา์]
ลำแสงสีทองเจิดจรัสสว่างวาบขึ้นภายในหอหมื่นวิถี มู่ฝานจ้องมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่ระทึกพลุ่งพล่าน ชะตาชีวิตของบุตรเขยขยะผู้นี้ กำลังจะแปรเปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน!