
ตอนที่2 ลักพาตัว
หญิงสาวทรุดกายลงนั่ง มือเล็กกำแน่นปากสวยเม้มเข้าหากันขณะที่สายตาจ้องคนที่นอนอยู่ตาไม่กะพริบ คนดีๆ ที่ไหนกันจะมานอนหลับสบายอยู่ต่อหน้าผู้หญิงที่ถูกขังอยู่ในกรงอย่างน่าสงสารแบบนี้ นอกจากจะเป็เขานั่นเองที่จับตัวของเธอมา แต่เหตุผลของเขาล่ะมันคืออะไร ความสงสัยทั้งหมดทั้งมวลก่อตัวขึ้นเป็คำถามมากมายที่รอคอยคำตอบ
ป่านนี้ทั้งบิดาและมารดาของเธอคงกำลังเป็ห่วงอย่างกระวนกระวายใจแล้วกระมัง โดยเฉพาะรายหลัง เพราะเธอสนิทกับมารดาที่สุด เพียงแค่คิดถึงหน้าของมารดาม่านน้ำบางๆ ก็ก่อตัวขึ้นในดวงตา แม้จะกะพริบตาถี่ๆ ขับไล่สัญลักษณ์แห่งความอ่อนแอที่กำลังกัดกินใจแต่ก็ไร้ผล หญิงสาวปาดน้ำที่ไหลผ่านแก้มเนียนออกด้วยชายแขนเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อดีที่สวมใส่อยู่ เสียงกรนของศัตรูลึกลับของเธอดังกวนประสาทกระตุ้นให้หงุดหงิดรำคาญใจอย่างที่สุด หากเวลานี้การประคองสติและวางแผนสำหรับการหลบหนีคือสิ่งที่หญิงสาวกำลังขบคิด ทว่าความอ่อนล้าของร่างกายบวกกับอาการปวดมึนในหัวทำให้เปลือกตาของเธอหนักอึ้ง หญิงสาวเอนกายลงนอนด้วยกำลังพ่ายแพ้ให้กับความอ่อนล้า แล้วความรู้สึกตัวก็ค่อยๆ เลือนหายไปช้าๆ พร้อมกับสติสัมปชัญญะดับวูบลง…
คฤหาสน์ดำรงค์เทวะ
“ตอนนี้ผมว่าคุณอาทั้งสองทำใจดีๆ ไว้ก่อนนะครับ ผมได้ให้เพื่อนที่เป็ตำรวจช่วยสืบดูอีกทางแล้วคาดว่าไม่นานก็คงจะได้เื่อะไรคืบหน้าบ้าง”
“อาอดเป็ห่วงน้องณัจไม่ได้หรอกลูกโมไนย ไม่รู้ว่าป่านนี้น้องจะเป็ตายร้ายดียังไงบ้าง”
นางเก็จแก้วกล่าวทั้งน้ำตานองหน้า ดวงตาแดงช้ำบ่งบอกว่าผ่านการร้องห่มร้องไห้อย่างหนักมา หลังจากที่ลูกสาวเพียงคนเดียวหายไปหนึ่งคืน ป่านนี้ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับมาจากเ้าตัว อีกทั้งนางกับสามีพยายามโทรหาเพื่อนสนิททุกคนของบุตรสาวแล้วแต่ก็ยังไร้วี่แวว ทั้งที่โดยปกติแล้วลูกสาวของนางเป็เด็กดีเรียบร้อยมาตลอด จนอดที่จะคิดไปไม่ได้ว่าลูกสาวของนางอาจถูกลักพาตัวไปหรือไม่ก็อาจกำลังตกอยู่ในอันตราย…
“ใจเย็นๆ ก่อนเถอะคุณ อย่าเพิ่งกระโตกกระตากไปนัก บางทีเื่มันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้ ยัยหนูอาจมีเหตุจำเป็หรือไปทำธุระที่ไหนแล้วกลับไม่ทัน จนต้องค้างคืนก็ได้”
นายเวทิศ ดำรงค์เทวะ มหาเศรษฐีติดอันดับหนึ่งในสิบของประเทศไทยปลอบภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก หวังจะให้นางมีกำลังใจดีขึ้น ทั้งที่รู้ว่าเหตุผลของเขาแทบไม่มีความเป็ได้เลยก็ตาม
“ถ้าเป็อย่างที่คุณพี่ว่าแล้วทำไมลูกต้องปิดโทรศัพท์มือถือด้วยล่ะคะ ปกติแล้วเนี่ยเวลาจะไปไหนมาไหนน้องณัจก็จะบอกให้เรารู้ตลอด ไม่เคยมีสักครั้งที่จะเงียบหายไปเฉยๆ แบบนี้ นี่คุณพี่ไม่เป็ห่วงลูกบ้างเลยเหรอ” ประโยคท้ายภรรยาพูดตัดพ้อสามี
“ทำไมผมจะไม่ห่วงลูกล่ะคุณ ยัยณัจก็ลูกสาวผมเหมือนกันนะ”
สามีจับมือภรรยาบีบเบาๆ อย่างพยายามให้กำลังใจ เพราะรู้ว่าคุณหญิงเก็จแก้วจิตใจอ่อนไหวเพียงใด บวกกับที่นางรักและเป็ห่วงลูกสาวเป็อย่างมาก เลี้ยงดูในแบบที่คนทั่วไปเรียกกันว่าไข่ในหินเลยทีเดียว
“คุณอาทั้งสองไม่ต้องเป็ห่วงนะครับ เป็ตายยังไงผมก็จะพาคู่หมั้นของผมกลับมาให้ได้”
โมไนยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาส่องประกายมุ่งมั่น ขณะที่มองมายังผู้สูงวัยทั้งสอง
“โมไนยต้องหาทางช่วยพาน้องณัจกลับมาให้ได้นะลูก ช่วยน้องกลับมาให้ได้นะ ฮือๆๆ”
นางเก็จแก้วสะกดกลั้นความเสียใจเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป นางปล่อยโฮออกมาราวกับคนจะขาดใจ ซบหน้าลงกับอกสามี ใครจะเข้าใจหัวอกหัวใจของคนเป็แม่ดีเท่าตัวนางเอง นายเวทิศเข้ามาโอบไหล่ห่อที่กำลังไหวสะท้านเพราะแรงสะอื้นไห้ของภรรยาด้วยความรัก เกือบสามสิบปีที่อยู่กินด้วยกันมาฉันท์สามีภรรยาทั้งสองล้วนผ่านเื่ราวสุขทุกข์มาด้วยกันอย่างมากมาย และตลอดเวลาที่มักผ่านเื่ร้ายๆ มาได้ก็เนื่องด้วยกำลังใจที่ต่างฝ่ายต่างส่งให้กันและกัน ทว่าครั้งนี้มันดูจะหนักหนาสาหัสเอาการทีเดียวกับการมาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของบุตรสาวแบบนี้