เช้าวันนี้ จูอวิ่นเถิงถือกระบี่ก้าวออกจากประตู บุกฝ่าเข้าไปยังตำหนักเฟิ่งเทียน
จูหลิงเยว่และจูหลิงอี๋ สองพี่สาวแท้ ๆ ต่างร้อนใจมาตลอดทั้งเช้า ยามนี้เมื่อเห็นจูอวิ่นเถิงกลับมาอย่างปลอดภัย พวกนางจึงรีบวิ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
“ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว น้องสาม เ้าวู่วามเกินไป”
จูหลิงอี๋ถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางเอ่ยถาม “เสด็จปู่ไม่ได้ลงโทษเ้าใช่หรือไม่?”
จูอวิ่นเถิงส่ายหน้าตอบ “ไม่เลย แถมข้ายังทำสำเร็จแล้วด้วย”
“จริงหรือ?”
จูหลิงเยว่และจูหลิงอี๋ต่างเบิกบานใจยิ่งนัก
พวกนางล้วนชิงชังนางหลี่ว์ และไร้ซึ่งความรู้สึกดีต่อจูอวิ่นเหวิน น้องรองผู้เสแสร้งผู้นั้นเช่นเดียวกัน
อันที่จริงพวกนางพอจะระแคะระคายถึงเบื้องลึกเื้ัการสิ้นพระชนม์ของเสด็จแม่และพี่ใหญ่มาบ้าง แม้จะชิงชังคนเ่าั้จับใจ แต่ขณะเดียวกันก็หวาดกลัวพวกเขายิ่งนัก
หากเสด็จปู่ต้องเลือกผู้สืบทอด พวกนางเห็นว่าทางที่ดีที่สุดคือเลือกน้องสามของพวกนาง
หากทรงเลือกจูอวิ่นเหวิน พวกนางไม่กล้าจินตนาการเลยว่า ในวันข้างหน้า จูอวิ่นเหวิน หรือแม้กระทั่งนางหลี่ว์ จะกระทำสิ่งใดต่อพวกนางบ้าง
โดยเฉพาะนางหลี่ว์ที่คอยกลั่นแกล้งพวกนางอย่างลับ ๆ มาโดยตลอด
ยามนี้น้องสามสามารถขัดขวางการแต่งตั้งได้สำเร็จ พวกนางจึงรู้สึกว่าอนาคตเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
อีกอย่าง ตำแหน่งนั้นเดิมทีก็สมควรเป็ของบุตรภรรยาเอกอย่างพวกเขา นางหลี่ว์เป็เพียงแค่อนุภรรยาเท่านั้น
จูอวิ่นเหวินยังไม่คู่ควร!
“พี่สาม”
จูหลิงฮว่าเอ่ยด้วยท่าทางน่าเวทนา “วันข้างหน้าท่านจะดีต่อพวกเราตลอดไปหรือไม่?”
นางกับจูหลิงซิ่วเพิ่งจะอายุเพียงสิบขวบต้น ๆ ยังอยู่ในวัยไร้เดียงสา มีเื่ราวมากมายที่ยังไม่ประสีประสา รู้เพียงแค่ต้องคอยตามติดพี่หญิงทั้งสอง และรอคอยให้พี่สามกลับมาเท่านั้น
แต่พวกนางไม่มีวันลืมเลือนเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้ จู่ ๆ นางหลี่ว์ก็นำตัวท่านแม่ของพวกนางไป และท่านก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย
นับั้แ่นั้นเป็ต้นมา นางหลี่ว์ก็ปฏิบัติต่อพวกนางอย่างเลวร้าย เมื่อไร้ซึ่งมารดา พวกนางจึงเหลือเพียงพี่หญิงทั้งสองและพี่สามเท่านั้น ราวกับว่าพี่สามคือที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวของพวกนาง
“ย่อมต้องเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว”
จูอวิ่นเถิงลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กน้อยทั้งสองอย่างแ่เบา
พวกนางยังเยาว์วัย หน้าตาน่ารักน่าชัง ชวนให้ผู้คนเอ็นดูยิ่งนัก
แต่พวกนางกลับผ่ายผอม ราวกับไม่ได้กินอิ่มมาเนิ่นนาน ชวนให้รู้สึกปวดใจเหลือเกิน
ก่อนที่จะทะลุมิติมา จูอวิ่นเถิงเคยอ่านบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับบุตรสาวของจูเปียว
พี่หญิงใหญ่ยังถือว่าโชคดีที่ได้แต่งงานกับบุตรชายของฉางซิงโหว ส่วนพี่หญิงรองกลับต้องแต่งงานกับนายกองที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม
ส่วนน้องสามและน้องสี่ไม่มีบันทึกแน่ชัด แต่เมื่อประเมินจากนิสัยใจคอของนางหลี่ว์ในตอนนี้แล้ว จูอวิ่นเถิงเชื่อว่าพวกนางจะต้องถูกนางหลี่ว์ชักใยอยู่เื้ัอย่างแน่นอน
ซึ่งนั่นจะทำให้ชีวิตในภายภาคหน้าของพี่หญิงรองและน้องหญิงทั้งสองต้องพบเจอกับความยากลำบาก
ในเมื่อยามนี้เขาสามารถขัดขวางไม่ให้จูอวิ่นเหวินขึ้นเป็ผู้สืบทอดบัลลังก์ได้สำเร็จ ทั้งยังมีความมั่นใจในการแย่งชิงตำแหน่งพระนัดดารัชทายาท เขาจึงตั้งมั่นว่าจะไม่มีทางปล่อยให้โศกนาฏกรรมในประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมอย่างเด็ดขาด
“พี่สามดีที่สุดเลย”
จูหลิงซิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน เด็กน้อยทั้งสองล้วนพึ่งพาและเชื่อใจจูอวิ่นเถิงอย่างหมดหัวใจ
จูอวิ่นเถิงกล่าวขึ้นว่า “พวกเรากลับเข้าไปด้านในกันก่อนเถอะ”
แต่เมื่อเดินเข้าไปถึงห้องโถง จูอวิ่นเถิงก็ััได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
แม้จะเพิ่งทะลุมิติมาได้ไม่นาน แต่หลังจากหลอมรวมเข้ากับความทรงจำเดิม จูอวิ่นเถิงก็จำได้แม่นยำว่า บ่าวไพร่ในตำหนักไม่ใช่คนกลุ่มนี้ พอกวาดสายตามองออกไปก็เห็นเพียงใบหน้าที่แปลกตา
“ที่นี่เปลี่ยนคนรับใช้ใหม่หรือ?” จูอวิ่นเถิงเอ่ยถาม
จูหลิงเยว่ตอบว่า “เมื่อครู่ ตงฉิง... คนสนิทของพระชายารัชทายาทมาที่นี่ แล้วเปลี่ยนตัวบ่าวไพร่เดิมของเราออกไปจนหมด นางบอกว่าคนเก่าทำงานไม่ประสา จึงเปลี่ยนบ่าวไพร่ชุดใหม่ที่รู้ความมากกว่ามาให้พวกเรา”
จูอวิ่นเถิงขมวดคิ้วมุ่น เปลี่ยนคนรู้ความอะไรกัน เห็นได้ชัดว่าจงใจส่งคนมาจับตาดูเขาทุกฝีก้าวต่างหาก
คงเป็เพราะนางหลี่ว์คิดว่าจูอวิ่นเถิงซ่อนคมงำประกายเอาไว้ จึงทำให้นางตื่นตระหนกใอย่างหนัก นางคงเห็นว่าบ่าวไพร่ชุดเดิมไร้ความสามารถในการสอดแนม จึงได้เปลี่ยนคนชุดใหม่เข้ามาจับตาดูเขาทุกซอกทุกมุม เพื่อไม่ให้จูอวิ่นเถิงหลงเหลือพื้นที่ส่วนตัวอีกต่อไป
หากมีความเคลื่อนไหวใด ๆ ผิดปกติ นางหลี่ว์ก็จะได้รู้เป็คนแรก
จูหลิงเยว่และจูหลิงอี๋ต่างก็เข้าใจเจตนานี้ดี แต่พวกนางไร้ซึ่งกำลัง อีกทั้งยังไม่กล้าเอ่ยปากปฏิเสธ
นางหลี่ว์ลงมือโต้กลับรวดเร็วยิ่งนัก เพื่อรับมือกับการจู่โจมของจูอวิ่นเถิง
“พระนัดดาสามพ่ะย่ะค่ะ”
ในตอนนั้นเอง ขันทีหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อม ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าจูอวิ่นเถิง
“บ่าวหลิ่วลิ่ว ถวายบังคมพระนัดดาสามพ่ะย่ะค่ะ!”
ขันทีที่ชื่อหลิ่วลิ่วผู้นี้โขกศีรษะให้จูอวิ่นเถิงถึงสามครั้งด้วยท่าทีขึงขังจริงจัง
“น้องสาม เขาก็เป็คนที่พระชายารัชทายาทจัดเตรียมมาเช่นกัน” จูหลิงเยว่เอ่ยขึ้น
หลิ่วลิ่วยังคงคุกเข่าอยู่ พลางเอ่ยอย่างนอบน้อม “พระชายารัชทายาทรับสั่งให้บ่าวคอยติดตามรับใช้อยู่ข้างกายท่านพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเห็นว่านางหลี่ว์จัดแจงทุกอย่างด้วยตนเอง เปลี่ยนคนข้างกายเขายกชุด ทั้งยังส่งสายสืบเข้ามามากมายเพียงนี้ จูอวิ่นเถิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขุ่นเคืองและรังเกียจเป็อย่างยิ่ง
‘ดูท่าตำหนักบูรพาแห่งนี้ คงจะอยู่ต่อไปไม่ได้เสียแล้ว’
จูอวิ่นเถิงไม่ได้แสดงความเกรี้ยวกราดออกมาให้เห็น เขาเพียงเดินผ่านหน้าหลิ่วลิ่วผู้นั้น แล้วตรงเข้าไปในห้อง
ขณะเดียวกันก็กำลังคิดว่าควรจะเกลี้ยกล่อมเสด็จปู่เช่นไร ถึงจะอนุญาตให้เขาย้ายออกจากตำหนักบูรพา
การย้ายออกจากตำหนักบูรพา ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใดก็ล้วนไม่มีปัญหา ขอเพียงแค่ให้หลุดพ้นจากการควบคุมของนางหลี่ว์ได้ก็พอ
ทางที่ดีที่สุดคือการมีคฤหาสน์นอกวังเป็ของตนเอง แต่เขาควรจะเอ่ยปากเช่นไรดี?
ตอนนี้เขายังคิดหาวิธีที่แน่ชัดไม่ได้
“พระนัดดา สำรับมื้อกลางวันมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลิ่วลิ่วเห็นจูอวิ่นเถิงไม่แยแสตน แต่ก็ไม่กล้าชักช้าละเลยหน้าที่
แม้เขาจะเป็คนที่นางหลี่ว์ส่งมา แต่จูอวิ่นเถิงก็มีฐานะเป็ถึงพระนัดดา การจะสั่งปะาเขา ย่อมเป็เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวเท่านั้น
ขอเพียงแค่นำเื่ราวของจูอวิ่นเถิงกลับไปรายงานให้นางหลี่ว์ทราบก็พอแล้ว ส่วนเื่อื่น ๆ เขาไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่าย
“ยกเข้ามา!” จูอวิ่นเถิงกล่าว
วุ่นวายมาทั้ง่เช้า เขาเองก็รู้สึกหิวแล้วเหมือนกัน พี่หญิงน้องหญิงก็คงจะหิวแล้วเช่นกัน
แต่เมื่อขันทียกสำรับอาหารเข้ามา จูอวิ่นเถิงกลับมองเห็นเพียงน้ำแกงใสแจ๋ว กับผักต้มไร้ความมันสองจาน จึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเข้าหากัน
“พวกเรากินอาหารที่จืดชืดและน้อยนิดเช่นนี้มาตลอดเลยหรือ?”
ในความทรงจำที่จูอวิ่นเถิงพยายามนึกได้ เขายังไม่ทันได้นึกถึงปัญหาเื่อาหารการกินในชีวิตประจำวันเลย
จูหลิงอี๋เอ่ยขึ้นว่า “ใน่ไว้ทุกข์ร้อยวันให้เสด็จพ่อ พวกเราก็กินอาหารเช่นนี้มาตลอด แต่ตอนนี้พ้น่ไว้ทุกข์ร้อยวันไปแล้ว กลับยังคงให้กินแต่ของเหล่านี้อยู่ดี”
“ข้ากินไม่อิ่มเลย” จูหลิงซิ่วที่อายุน้อยที่สุดพึมพำเสียงแ่
ท่าทีของนางดูต่ำต้อยเจียมตัวนัก แม้แต่จะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ยังไม่กล้าใช้เสียงดัง
ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ทันทีว่า คงเป็นางหลี่ว์ที่คอยกดขี่ข่มเหง ทำกิริยาร้ายกาจใส่พวกนาง มิน่าเล่า น้องหญิงถึงได้ซูบผอมเพียงนี้ พี่หญิงทั้งสองเองก็ดูผอมแห้งไม่ต่างกัน
อีกด้านหนึ่งของตำหนักบูรพา พี่น้องอย่างจูอวิ่นเหวินและจูอวิ่นเจียนย่อมต้องได้กินอาหารดี ๆ มีเนื้อมีปลาอย่างแน่นอน
แต่จะทำเช่นไรได้ ในเมื่อตำหนักบูรพาแห่งนี้นางหลี่ว์เป็ใหญ่ นางกล่าวสิ่งใดย่อมเป็ไปตามนั้น จูอวิ่นเถิงนึกตั้งปณิธานในใจว่า จะต้องพาพี่หญิงและน้องหญิงออกไปจากที่นี่ให้จงได้
ไม่เช่นนั้น นางหลี่ว์ย่อมต้องคอยขัดแข้งขัดขาเป็แน่
“น้องสาม เ้ากินก่อนเถอะ”
จูหลิงเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “่นี้เ้าเหนื่อยมากแล้ว กินให้มากหน่อย”
จูอวิ่นเถิงส่ายหน้า พลางเอ่ยว่า “หลิงฮว่ากับหลิงซิ่วอยู่ในวัยกำลังโต พวกนางควรกินให้มากหน่อย แต่ไม่ต้องกังวลไป อย่างเร็วที่สุดภายในวันพรุ่งนี้ ข้าขอรับรองว่าทุกคนจะได้กินข้าวกันจนอิ่มท้องอย่างแน่นอน”
“ขอบคุณพี่สาม!”
จูหลิงฮว่าและจูหลิงซิ่วตอบรับอย่างร่าเริง แต่พวกนางเองก็รู้ธรรมเนียมดี จึงไม่กล้ากินมากไปกว่าเดิมจริง ๆ
อาหารมื้อกลางวันผ่านพ้นไป ทั้งห้าคนกินอาหารเพียงเท่านี้ ย่อมไม่มีทางอิ่มท้องได้อย่างแน่นอน
จูอวิ่นเถิง้าดูแลพวกนาง เขาจึงกินไปได้ไม่ถึงครึ่งกระเพาะก็เอ่ยปากบอกว่าอิ่มแล้ว
ขันทีที่ชื่อหลิ่วลิ่วรีบรวบรวมสิ่งที่ตนพบเห็นในตอนนี้เตรียมเอาไว้ เพื่อรอรายงานให้ตงฉิงทราบในยามบ่าย ทุกเื่ราวไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนต้องรายงานให้ครบถ้วน นี่คือคำสั่งของพระชายารัชทายาท
หลังจากกินอาหารเสร็จ จูอวิ่นเถิงก็เริ่มคิดใคร่ครวญถึงแผนการแย่งชิงตำแหน่งในขั้นต่อไป รวมถึงหาวิธีซื้อใจหลานอวี้และพรรคพวก
ขอเพียงทำให้หลานอวี้ยอมสวามิภักดิ์ได้อย่างราบคาบ แผนการแย่งชิงตำแหน่งของเขาก็ถือว่าสำเร็จไปแล้วถึงแปดส่วน
“พี่สาม!”
ขณะนั้นเอง จูหลิงซิ่วก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอก นางชะเง้อมองออกไปด้านนอกสลับกับมองหน้าจูอวิ่นเถิง ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “พวกเสด็จอารอง เสด็จอาสาม และเสด็จอาสี่มาเ้าค่ะ”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ราวกับหวาดกลัวเสด็จอาทั้งสามมากทีเดียว