"หลานคงสงสัยล่ะสิ ว่าทำไมย่าถึงพาออกมาเร็วแบบนี้" นางหวังซื่อพาหลานสาวออกจากตลาดมืดแล้วก็พาเดินไปอีกทางหนึ่งแทนทางไปยังสหกรณ์ที่จอดรถจักรยานเอาไว้ ซึ่งละแวกนี้เป็ที่ตั้งโรงเรียนของอำเภอ จึงพอมีต้นไม้ให้มานั่งพักกันได้
"ค่ะ นี่เพิ่งจะสิบโมงกว่าเอง" หงอ้ายพยักหน้ารับ พร้อมกับมองเวลาบนนาฬิกาข้อมือที่เธอให้ทอมซื้อมาให้ และเธอยังมอบให้อาฟางม่านในวันแต่งงาน และพี่ชายทั้ง 4 คนไปคนละเรือนด้วย
"วันนี้เรามาเช้าเลยได้ลูกค้าเยอะกว่าเมื่อวาน แต่ตะกร้ากลับมีแค่สองใบเท่าเดิม ถ้าใครสังเกตจะเห็นว่าเรามีของขายอยู่ตลอด และยังไม่มีอะไรหมดสักอย่าง" นางหวังซื่อเอ่ยตอบกลับหลานสาวไปแค่ประเด็นสำคัญไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม เพราะเธอรู้สึกว่าั้แ่หลานสาวฟื้นขึ้นมานอกจากจะดูร่าเริง ช่างพูด และยังฉลาดขึ้นมากด้วย นางคิดว่าอธิบายเพียงแค่นี้หลานสาวก็น่าจะเข้าใจแล้ว
"อ๋อ หนูเข้าใจแล้วค่ะ ย่าเก่งที่สุดเลย" หงอ้ายพอได้ฟังที่ย่าฟางพูดก็ร้องออกมาพร้อมกับทำตาโตด้วยความทึ่งและชื่นชมในความฉลาดและความระมัดระวังตัวของผู้เป็ย่า
"เดี๋ยวเรานั่งพักกันสักครู่หนึ่งค่อยกลับเข้าไปใหม่ ทำเหมือนว่าเราออกมาเติมของ" นางหวังซื่อที่เห็นว่าหลานสาวเข้าใจได้จริงๆ ก็รู้สึกภูมิใจในตัวของอีกฝ่ายเหมือนที่อีกฝ่ายภูมิใจในตัวนางเช่นกัน
"งั้นเราพักกินขนมกันดีกว่าค่ะ" หงอ้ายเอ่ยถามความคิดเห็นของย่าฟาง
"อืม ก็ดีย่าขอน้ำส้มสักขวดเถอะ พูดจนคอแห้งไปหมดแล้ว" นางหวังซื่อก็เห็นด้วยกับหลานสาว และยังเอ่ยบอกของที่นางอยากกินไปด้วย ของเพียงชิ้นสองชิ้นเล็กๆ แบบนี้คงไม่เป็ที่สนใจของคนอื่นสักเท่าไร
เมื่อทั้งสองย่าหลานนั่งพักกันจนพอใจแล้วก็แบกตะกร้ากลับเข้าตลาดมืดอีกครั้ง เพราะยังมีเวลาอีกชั่วโมงกว่าๆ ให้ขายของได้ ทั้งสองก็ไม่อยากปล่อยให้เสียเปล่า
"นึกว่าคุณป้าจะไม่มาเสียอีกค่ะวันนี้" ลูกค้าสาวที่เป็ลูกค้าคนแรกของพวกเธอเดินเข้ามาทักทายเมื่อเห็นพวกเธอเดินกลับเข้ามาในตลาดอีกครั้ง หงอ้ายและย่าฟางเดินไปประจำที่แล้ววางตะกร้าลง โดยไม่ลืมแสดงท่าทางว่าตะกร้าที่สะพายอยู่มีน้ำหนักมากไปด้วย คิดจะแสดงมันต้องทำให้สุด
"พอดีวันนี้คนมาซื้อของเยอะ จนต้องไปเอาของมาเพิ่ม คุณอยากได้อะไรบ้างล่ะ" นางหวังซื่อเห็นหญิงสาวทักทายด้วยท่าทางเป็กันเอง จึงยอมเอ่ยตอบกลับไปเพื่อให้คนอื่นๆ ได้ยินด้วยว่านางก็ต้องไปเติมของมาเพิ่มเหมือนกัน
"คุณป้าอยู่แถวนี้หรือคะ อุ๊ย! ขอโทษที่ละลาบละล้วงค่ะ วันนี้ฉันอยากได้สบู่ 5 ก้อน แล้วก็เนื้อหมู 3 ชั่ง ถ้ามีน้ำมันพืชก็เอาด้วยค่ะ ที่สหกรณ์ของหมดต้องรออีกหลายวัน" หญิงสาวอายุประมาณ 30 ปี หน้าตาดี แต่งกายสวยงาม ดูแล้วไม่น่าจะใช่ชาวบ้านทั่วไปเอ่ยปากถามขึ้นเหมือนความเคยชิน แต่พอรู้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหนก็รีบขอโทษ และเอ่ยบอกของที่้าออกไป แต่ก็ยังลืมตัวเอ่ยชวนคุยตามนิสัยออกไปอีก
"สบู่ 5 ก้อน 30 หยวน เนื้อหมู 3 ชั่ง 9 หยวน น้ำมันหนักขวดละ 2 ชั่ง 8 หยวน ทั้งหมด 47 หยวนค่ะ" หงอ้ายและย่าฟางไม่ได้ไม่พอใจกับคำถามของอีกฝ่าย คงน่าจะเป็ความเคยชินที่ชอบชวนคนอื่นๆ คุยของอีกฝ่ายมากกว่า เพียงแต่มันผิดสถานที่และเวลาไป ซึ่งพอได้ฟังสิ่งที่ลูกค้า้าหงอ้ายก็นั่งลงหน้าตะกร้าแล้วก็ทำท่าทางวุ่นวายเปิดหาของในตะกร้าทั้งสองใบอยู่คนเดียว จนได้ของครบก็บอกราคาให้ลูกค้าฟัง
"นี่เงินจ๊ะ ว่าแต่หนูคิดเงินได้เร็วมากเลย ถ้างั้นฉันไปก่อนนะคะ" หญิงสาวเอ่ยขึ้นแล้วก็รับของไปใส่ตะกร้าจากนั้นก็เดินออกประตูไป ซึ่งหงอ้ายคิดว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะใช่ภรรยาของชาวบ้านแน่นอน ทั้งการแต่งตัวการวางตัวดูเหมือนพวกคุณหญิงคุณนายที่เคยเห็นมาในชีวิตก่อน
หลังจากนั้นการขายของก็เป็ไปเรื่อยๆ เหมือนเมื่อวาน เพราะดูเหมือน่เวลาทองจะหมดลงไปเมื่อตอนที่พวกเธอตัดสินใจออกไปด้านนอก แต่ทั้งสองคนก็พอใจมากกับการขายของในวันนี้แล้ว พอเที่ยงวันก็พากันเดินออกจากตลาดเพื่อจะไปหาอะไรกิน
ย่าฟางพาเธอมานั่งที่ใต้ต้นไม้บริเวณเมื่อเช้าอีกครั้ง ซึ่งแถวนี้ค่อนข้างเงียบสงบ แต่ไม่เปลี่ยวร้างมีผู้คนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา และยังมีโรงเรียนประจำอำเภอตั้งอยู่ ซึ่งบางครั้งก็ได้ยินเสียงสอนของอาจารย์บางคนดังมาให้ได้ยินด้วย
"หลานอยากมาเรียนที่นี่ไหม" นางหวังซื่อสังเกตเห็นหลานสาวดูจะสนใจโรงเรียนประจำอำเภอมาก เพราะคอยมองไปทางนั้นอยู่ตลอดเวลา จึงเอ่ยถามออกไป เพราะคิดว่าหลานสาวอาจจะอยากไปเรียนหนังสือเหมือนพวกพี่ๆ
"หนูอยากให้พวกพี่ชายได้มาเรียนที่นี่กันค่ะ ถ้าเป็ไปได้ก็อยากให้พวกพี่ๆ ได้เรียนจนจบชั้นมัธยมปลายเลย" หงอ้ายเอ่ยตอบไปตามที่คิด เหลือเวลาอีก 7 ปีมหาลัยจะเปิดให้สอบอีกครั้ง ถ้าเธอให้พวกพี่ๆ ได้เรียนจนจบชั้นมัธยมปลาย พอถึงเวลาพวกเขาก็มีโอกาสที่จะสอบเข้ามหาลัย ส่วนจะได้หรือไม่ เธอไม่คาดหวัง แค่อยากให้พวกเขาได้มีโอกาสอย่างเต็มที่เท่านั้น
"แล้วหลานล่ะ ไม่อยากมาเรียนบางหรือ" นางหวังซื่อเอ่ยถามหลานสาว ถ้านางสามารถขายของได้แบบนี้ไปอีกสักระยะ ก็น่าจะพอมีเงินสร้างบ้านและยังพอส่งหลานทุกคนมาเรียนในอำเภอได้ นางกับสามีไม่มีความคิดว่าการเรียนเป็เื่ไร้ประโยชน์ ยิ่งเรียนยิ่งมีความรู้ยิ่งสามารถเอาตัวรอดได้มากขึ้น นางกับสามีเองก็ยังได้เรียนในระดับสูงสุดที่มีในตอนนั้นเหมือนกัน
"อยากค่ะ แต่ว่าหนูต้องกลับไปเรียนชั้นประถมอีกตั้งสองปี" หงอ้ายเอ่ยตอบย่าฟาง เป็เพราะร่างนี้สลบไปใน่เปิดเรียนพอดี ที่บ้านจึงให้เธอหยุดเรียนไปก่อนแล้วค่อยให้ไปเรียนใหม่ในปีหน้า
ตอนนี้พี่ชายสามคนเรียนประถม 4 กันหมดแล้วซึ่งเป็ปีสุดท้าย ส่วนพี่สี่เรียนพร้อมกับเธอตอนนี้อีกฝ่ายก็อยู่ชั้นประถม 3 ในยุคนี้ถ้าเรียนจบชั้นประถม 4 ปี ต่อไปก็เป็มัธยมต้น 2 ปี และมัธยมปลายอีก 2 ปี ซึ่งหลังจากนี้อีกไม่กี่ปีถึงจะมีการปรับให้เรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายชั้นละ 3 ปี ส่วนเื่เรียนมหาลัยเธอยังไม่คิดในตอนนี้ เพราะถ้าในอนาคตการค้าขายเปิดกว้างแล้ว เธออยากจะฉวยโอกาสในตอนนั้นทำธุรกิจให้มั่นคงมากกว่า ส่วนเื่เรียนก็ขอให้พวกพี่ชายรับผิดชอบไปก็แล้วกัน
หลังกินซูชิที่เธอเอาออกมาจากระบบเกมฟาร์มเป็อาหารเที่ยง และนั่งพักกันครู่หนึ่ง ย่าฟางก็พาเธอเดินกลับไปที่สหกรณ์ โดยแวะเข้าไปหาซื้อข้าวของอะไรที่เธอไม่มีในระบบเกม และย่าฟางก็ซื้อลูกอมตรากระต่ายขาวมาให้เธอหนึ่งถุง คงเพราะเห็นเธอจ้องมองมันอย่างเอาเป็เอาตาย ซึ่งราคาก็ไม่ถูกเลยและยังต้องใช้คูปองอีกด้วย
"ย่าไม่เห็นต้องซื้อมาเลยค่ะ เสียคูปองไปตั้งหลายใบ" หงอ้ายเอ่ยบอกย่าฟางในขณะที่เดินกอดถุงลูกอมออกมาจากสหกรณ์
"ก็ย่าเห็นหลานมองจนถุงลูกอมแทบจะทะลุแบบนั้น ก็นึกว่าอยากได้เสียอีก" นางหวังซื่อเห็นท่าทางของหลานสาวในตอนจ้องถุงลูกอมที่ดูเหมือนเด็กอายุ 10 ปีคนอื่นๆ ก็ตัดสินใจจ่ายเงินซื้อมาให้หลานสาวในทันที เพราะั้แ่ฟื้นขึ้นมา หลานสาวก็มีท่าทางรู้ความเหมือนกับผู้ใหญ่ ไม่ใช่การเลียนแบบท่าทางตามอาสาวเหมือนเมื่อก่อนอีก
"หนูก็แค่อยากรู้ว่ามันจะอร่อยขนาดไหนกับราคาหนึ่งหยวน" หงอ้ายเอ่ยแก้ตัวกับย่าฟาง การที่เธอยืนมองถุงลูกอมเป็เพราะตื่นเต้นที่ได้เห็นลูกอมกระต่ายขาวในตำนาน เพราะในนิยายเื่ไหนๆ ก็ต้องมีลูกอมตรากระต่ายขาว นมผงรสมอลล์กันทั้งนั้น เพียงแต่นมผงเธอไม่อยากได้เพราะมีนมสดอยู่แล้ว แต่ลูกอมกระต่ายขาวมันไม่เหมือนกับลูกอมที่มีอยู่ในระบบเกมฟาร์มของเธอ ก็เลยสนใจมากไปหน่อยแค่นั้นเอง
"ซื้อมาแล้วก็กินดูสิ จะได้รู้ว่ามันคุ้มกับราคาหนึ่งหยวนไหม ไปเถอะกลับบ้านกัน หลานอย่าลืมสวมหมวกเอาไว้ ตอนนี้แดดร้อนมากเลย" นางหวังซื่อเอ่ยบอกหลานสาว แล้วก็ขี่จักรยานตรงกลับบ้าน พอตอนใกล้ถึงหมู่บ้านก็จอดจักรยานให้หลานสาวเอานมสด และของที่จะใช้ทำกับข้าวมาใส่ตะกร้าสะพายหลังของตนเอง
"ย่าคะ หนูอยากกินปลา เราเอาเนื้อปลามาทำกับข้าวได้ไหมคะ" หงอ้ายที่เอาของใส่ลงในตะกร้าของย่าจนครบตามที่ย่าบอกแล้วก็นึกถึงของที่ตนเองอยากกินขึ้นมาเลยต้องถามย่าฟาง เพราะย่าบอกว่าของบางอย่างที่มีในระบบแต่ที่นี่ไม่มีก็ไม่ควรเอาออกมา เพราะจะทำให้คนอื่นๆ สงสัยได้ เธอเห็นว่าในระบบเกมมีเนื้อปลาอยู่ค่อนข้างเยอะ
"ได้สิ เอาออกมาเถอะ วันนี้ย่าเห็นในตลาดมีคนเอาปลามาขายอยู่เหมือนกัน เพียงแต่หลานจะกินได้ใช่ไหม ครั้งก่อนก็ไม่ยอมกินเพราะบอกว่ามันเหม็นคาว" นางหวังซื่อพอได้ยินที่หลานสาวถามก็เอ่ยตอบกลับไป แต่ไม่ลืมถามว่าอีกฝ่ายจะยอมกินแน่ใช่ไหม เพราะครั้งก่อนที่บุตรชายทั้งสองคนไปที่แม่น้ำแล้วจับปลากลับมาให้ทำอาหาร หลานสาวก็ไม่ยอมกินวิ่งหนีเข้าห้องเพราะบอกว่าเหม็นคาวปลา จนสะใภ้รองต้องไปหายืมไข่ไก่จากบ้านอื่นมาต้มให้เด็กหญิงกินแทน
"ถ้าเป็ปลาทอดก็น่าจะกินได้ค่ะ" หงอ้ายได้ยินที่ย่าฟางบอกก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี่เวลาทำแกงปลาไม่ได้ใส่สมุนไพรดับกลิ่นเหมือนที่เธอเคยกิน และในระบบก็มีแค่ขิงกับกระเทียมเท่านั้น แต่เธออยากให้ทุกคนได้กินปลาจึงนึกถึงปลาทอดขึ้นมา และเนื้อปลาที่เห็นในระบบเกม แต่พอเอาออกมาก็กลับกลายเป็ปลาแบบเป็ตัวแทน
"งั้นก็เอาน้ำมันออกมาเพิ่มด้วย ที่บ้านใกล้จะหมดแล้ว พวกพี่ชายหลานขอแต่ไข่ทอดกินกันทุกวันเลย" นางหวังซื่อคิดไปถึงปลาทอดก็พยักหน้าว่าทำได้ และพอทอดแล้วก็ไม่น่าจะมีกลิ่นคาวหลานสาวน่าจะกินได้ แล้วยังไม่ลืมบ่นเื่ที่หลานชายทั้ง 6 คน ชอบร้องขอกินไข่ดาวในทุกเช้า หรือที่นางเรียกว่าไข่ทอดจนติดปากนั่นเอง
เมื่อเอาข้าวของออกมาจนครบแล้ว ย่าฟางก็เริ่มปั่นจักรยานกลับบ้านอีกครั้ง และพอมาถึงตรงทางเข้าหมู่บ้านก็เจอกับนางจางที่กำลังนั่งคุยอยู่กับคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน เป็เพราะ่นี้ไม่ค่อยมีงานมากแล้ว พวกคนในหมู่บ้านก็เลยไม่ต้องลงงานกันทั้งวันอีก จึงมีเวลามานั่งจับกลุ่มพูดคุยกัน
"แหม~ นางฟางั้แ่ลูกสาวแต่งออกไปอยู่ในอำเภอก็ต้องขี่จักรยานเข้าอำเภอไปทุกวันเลยนะ" นางจางร้องขึ้นเสียงดัง
"แล้วหล่อนมีปัญหาอะไรอย่างนั้นเหรอนางจาง" ย่าฟางเอ่ยตอบกลับไป พร้อมกับชะลอรถจักรยานลง เพราะข้างหน้ามีกลุ่มเด็กๆ วิ่งเล่นกันอยู่
"ไม่มี๊ ไม่มี ใครจะกล้ามีเื่กับครอบครัวฟางได้ล่ะ เห็นทำตัวยากจนอยู่ตั้งนาน แต่พอลูกสาวแต่งงานก็แทบจะขนสมบัติที่ลูกชายคนที่สามเสียสละไปเป็ทหารหามาให้ไปแบบนั้น ใครจะไปกล้ามีเื่ด้วยกัน" หลังจากที่ฟังนางจางพูดหงอ้ายก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพูดถึงอาสาม แต่พอมองไปทิศทางของบ้านก็เห็นว่าอาสะใภ้สามกำลังเดินมาหาพวกเธอ
"บ้านเราจะเอาให้สินเดิมน้องสาวมากมายแค่ไหน ก็คงไม่ต้องลำบากป้าจางมาวิพากษ์วิจารณ์หรอก พ่อสามีแม่สามีและพวกพี่ชายมีลูกสาวน้องสาวแค่คนเดียว ต่อให้ยกบ้านทั้งหลังให้ไปด้วยก็ไม่มีใครว่าอะไร" จี้ซื่อที่เดินมาดูแม่สามีกับหลานสาวว่ากลับมาจากในอำเภอหรือยังก็พอดีได้ยินที่นางจางพูดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยตอบกลับไป
"ฉันพูดก็เพราะเป็ห่วงครอบครัวบ้านสามของหล่อนหรอกนะจี้ซื่อ สามีหล่อนไปเป็ทหารปีหนึ่งจะได้กลับบ้านมาสักกี่วัน แต่ของที่สามีหล่อนไปเสี่ยงอันตรายแลกมากลับถูกยกให้น้องสาวไปจนหมดแบบนั้น เธอไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือยังไง" นางจางยังไม่ยอมแพ้ พยายามจะปลุกปั่นความขัดแย้งให้กับครอบครัวฟาง ด้วยความอิจฉาริษยาที่ในอดีตอีกฝ่ายเคยอยู่ต่ำกว่าตนเอง แต่ตอนนี้กลับเชิดหน้าชูตาขึ้นมาได้
"สามีฉันเป็ลูกชายของบ้านฟางเป็พี่ชายของเสี่ยวม่าน และสินเดิมทั้งหมดที่ให้เสี่ยวม่านไปก็เป็ของบ้านฟาง แล้วป้าจางจะมาเดือดร้อนวุ่นวายด้วยทำไมล่ะ" จี้ซื่อเอ่ยตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ส่งให้นางจาง ที่คิดจะพูดเพื่อให้เธอไม่พอใจบ้านสามี ของพวกนั้นถึงแม้แม่สามีจะบอกใครๆ ว่าเป็สามีของเธอหามา แต่ความจริงเป็ยังไงเธอและคนในบ้านต่างรู้กันดีว่าแม่สามีต่างหากที่เป็คนหามา เพราะฉะนั้นเื่พวกนี้ไม่ต้องรอให้แม่สามีจัดการเธอในฐานะที่เป็ลูกสะใภ้ไม่มีทางยอมให้ใครมาว่าบ้านของสามีได้หรอก
***********
หงอ้าย : อาสะใภ้สาม MVP (ผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการเล่นนั้น)
อาสะใภ้สามจี้ซื่อ : ให้มันรู้บางว่าตัวตึงบ้านฟางเป็ใคร
ไรต์ : เออ…สุขสันต์วันแห่งความรักค่ะ