บทที่ 30
ประวัติของราชวงศ์เหยียน [1]
นครหลวงเหยียนจิงเมืองศูนย์กลางแห่งราชวงศ์เหยียน
นครหลวงเหยียนจิงคือหัวใจของราชวงศ์เหยียน อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่รุ่งเรืองมาหลายชั่วอายุคนเมืองหลวงแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่กึ่งกลางของแผ่นดินเหยียนล้อมรอบด้วยเขตปกครองทั้งเก้าซึ่งเปรียบเสมือนแขนขาอันแข็งแกร่งที่โอบอุ้มบัลลังก์ัเอาไว้เบื้องบน
เหนือกำแพงเมืองที่สูงตระหง่านตลอดแนวป้อมปราการที่ทอดตัวล้อมรอบนครหลวง มีทั้งปืนไฟ กลไกยิงเกาทัณฑ์และหอสังเกตการณ์ที่คอยจับตาความเคลื่อนไหวตลอดสิบสองชั่วยาม ภายในกำแพงนั้นถนนใหญ่ปูด้วยหินสีเทาขาวทอดยาวเชื่อมโยงทั่วทุกเขต ภูมิสถาปัตย์อันวิจิตรตระการตาทั้งจัตุรัสลานพิธี ศาลเ้า และตำหนักขุนนางต่างถูกจัดวางอย่างมีระเบียบแบบแผนตรงกลางคือพระราชวังจิ้งเทียนที่ตั้งตระหง่านโอฬารเป็ศูนย์รวมแห่งอำนาจบัลลังก์ั
ราชวงศ์เหยียนมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับร้อยปีก่อร่างสร้างอำนาจด้วยเปลวเพลิงและา แต่แม้จะมีความรุ่งเรืองเพียงใดไม่มีสิ่งใดหลีกพ้นเงามืดแห่งความขัดแย้งไปได้ เมื่อหลายสิบปีก่อนก่อนที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจะขึ้นครองราชย์แผ่นดินเหยียนก็เคยเผชิญหายนะที่เกือบทำให้ราชวงศ์ทั้งราชวงศ์ล่มสลาย
ในห้วงเวลานั้นฮ่องเต้องค์ก่อนทรงพระชราภาพ และประชวรหนักจนใกล้ตทว่ากลับมิได้แต่งตั้งรัชทายาทผู้ใดมารองรับราชสมบัติทั้งยังทรงมีโอรสที่ประสูติจากพระมเหสี พระสนม และหญิงงามทั่วทั้งแผ่นดินรวมแล้วถึงสิบแปดองค์แต่ละองค์ล้วนมีฐานอำนาจและกองกำลังสนับสนุนที่แข็งแกร่งในเขตปกครองต่าง ๆ
เมื่อข่าวลือเื่การสิ้นพระชนม์ขององค์จักรพรรดิแพร่สะพัดออกไปในนครหลวงบรรยากาศทั่วทั้งแคว้นก็แปรเปลี่ยนเป็ความระส่ำระสายทันทีเหล่าอ๋องทั้งหลายที่ครองเมืองสำคัญ ต่างพากันลุกขึ้นตั้งตนเป็ใหญ่โดยอ้างสิทธิ์ในสายเืและอ้างราชโองการเท็จเพื่อชิงความชอบธรรมผู้คนทั่วทั้งแผ่นดินต่างหวาดกลัวและสับสนมิอาจล่วงรู้ได้ว่าผู้ใดคือรัชทายาทโดยแท้จริง
นครหลวงเหยียนจิงในยามนั้นมิใช่ศูนย์กลางแห่งอารยธรรมและความรุ่งเรืองดั่งเช่นทุกวันนี้หากแต่เต็มไปด้วยเถ้าธุลีแห่งา รอยเืที่สาดกระเซ็นตามตรอกซอกซอยและเงาของเพลิงไฟที่แผดเผาบ้านเรือนพวกทหารรับจ้างและขุนศึกต่างชาติถูกว่าจ้างเข้ามาในนครหลวงเพื่อทำศึกในนามขององค์ชายแต่ละองค์ราษฎรผู้บริสุทธิ์พลอยรับเคราะห์ถูกลากเข้าสู่การเกณฑ์ทัพหรือถูกฆ่าเพื่อข่มขวัญศัตรู ข้าวปลาอาหารขาดแคลนตลาดแล้งเงา ผู้คนอดอยากล้มตายข้างทางซากศพกองพะเนินจนแม่น้ำในเมืองขุ่นมัวไปด้วยโลหิต
ศึกชิงราชสมบัติในครั้งนั้นยาวนานถึงห้าปีเต็ม ไม่มีเขตปกครองใดรอดพ้นจากการถูกเผาผลาญหลายตระกูลใหญ่ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตถึงกับสิ้นสกุลไปในคืนเดียวอ๋องบางองค์ที่เคยเป็วีรบุรุษ กลับกลายเป็ทรราชย์เข่นฆ่าพี่น้องร่วมสายเือย่างอำมหิตเพื่อ่ชิงอำนาจที่ไม่มีที่สิ้นสุด
และแล้ว สิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดฝันก็เกิดขึ้นฮ่องเต้องค์ก่อนกลับสิ้นพระชนม์ลงในรัตติกาลอันสงัดโดยไม่ตรัสพระราชโองการแต่งตั้งรัชทายาท ไม่เหลือพระราชลัญจกร ไม่ทิ้งสุวรรณโองการไม่แม้แต่จะเผยเจตจำนงว่าพระองค์ทรงมอบบัลลังก์ให้แก่ผู้ใดนั่นกลายเป็ชนวนโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์เหยียน
การแย่งชิงบัลลังก์ที่ดุเดือดที่สุดจึงเริ่มต้นขึ้นในวันนั้น…
แต่ท่ามกลางความวุ่นวายและการนองเืในการแย่งชิงราชสมบัติครั้งนั้นไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อนว่า ผู้ที่คว้าชัยเหนือทุกคนกลับไม่ใช่องค์ชายใหญ่โอรสคนโตผู้ถูกวางตัวให้เป็รัชทายาทมาั้แ่ต้น
หากแต่เป็องค์ชายลำดับที่เก้าบุตรชายของนางสนมเอกผู้หนึ่ง ซึ่งแต่เดิมมีฐานะต่ำต้อยถูกมองว่าไม่มีวันแตะต้องอำนาจสูงสุดได้
องค์ชายเก้า เหยียนฉางเยว่ผู้มีสายตาสงบนิ่งเยือกเย็นแต่แฝงความคมกริบเขาคือคนที่ก้าวขึ้นครองบัลลังก์ในท้ายที่สุด กลายเป็ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันแห่งราชวงศ์เหยียน
ทว่าผู้ที่อยู่เื้ัความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้หาใช่เหยียนฉางเยว่เพียงลำพังไม่หากแต่เป็ฝีมือของน้องชายร่วมสายโลหิตจากครรภ์เดียวกัน องค์ชายลำดับที่สิบผู้มีนามว่าเหยียนฉางหลง
ใน่เวลาที่ทั่วทั้งแผ่นดินลุกเป็ไฟและแผ่นฟ้าเบื้องบนยังไม่เลือกข้างว่าใครจะคู่ควรกับบัลลังก์ัเหยียนฉางหลงผู้มีพร์ในเชิงกลศึกและอุบายวางแผนเคลื่อนทัพอย่างสุขุมเยือกเย็น เขาละทิ้งฐานะองค์ชายที่ใครต่อใครต่างดูแคลนหันไปกอบรวมไพร่พลและทหารกล้าจากชายแดนด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือสร้างกองทัพของตนเองขึ้นมาด้วยสองมือ
ในเวลาเพียงไม่ถึงสองปีเขาสามารถฝึกปรือกองทัพเล็ก ๆ ให้กลายเป็กองทัพเหล็กกล้าเดินหน้าโจมตีเมืองสำคัญของเหล่าองค์ชายที่ชิงราชสมบัติ บางคราวเขาใช้กำลังบางคราวใช้เล่ห์กล บ้างก็แสร้งยอมศิโรราบเพื่อหลอกล่อศัตรูให้ตายใจแล้วฉวยโอกาสลอบสังหารในยามค่ำคืนหรือยึดเมืองในเวลาเพียงชั่วอึดใจ
ทุกสนามรบที่เหยียนฉางหลงเหยียบย่างล้วนลงท้ายด้วยการไหลรินของโลหิตและชัยชนะที่เด็ดขาด ราวกับยมทูตในสนามรบเขานำทัพตีแตกกองกำลังขององค์ชายสามในทิศเหนือ บดขยี้ฐานอำนาจขององค์ชายเจ็ดทางทิศตะวันออกและในที่สุดยังลอบปลิดชีพองค์ชายสิบหกผู้แข็งแกร่งที่สุดด้วยน้ำมือของตนเอง
แม้จะมีโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการสถาปนาตนเองขึ้นเป็จักรพรรดิแต่เหยียนฉางหลงกลับเลือกยกตำแหน่งนั้นให้แก่พี่ชาย เหยียนฉางเยว่โดยยอมลดตนลงมาเป็แม่ทัพผู้ซื่อสัตย์เฝ้าปกป้องแผ่นดินและบัลลังก์ที่ตนเองปูทางมาให้ท่ามกลางเสียงสรรเสริญและเกียรติยศทั้งหลายเขากลับเลือกใช้ชีวิตในเงามืดเื้ัพระราชวังจิ้งเทียนให้คนทั้งใต้หล้าร่ำลือถึงคุณงามความดีขององค์จักรพรรดิองค์ใหม่แต่มีเพียงไม่กี่ผู้ที่รู้ว่า เสาหลักแท้จริงของแผ่นดินเหยียน ณ เวลานั้นคือตัวเขาเอง
ในสายตาของเหล่าขุนนางและแม่ทัพทั่วทั้งแผ่นดินเหยียนฉางหลงคือแม่ทัพผู้มีฝีมือไร้ผู้เทียมทาน แต่ในสายตาของประชาชนเขาคือขุนศึกผู้เยือกเย็น มีความสามารถในการปราบปรามและปกครองไม่ว่าเขาจะเดินทางไปที่ใด ความสงบและระเบียบย่อมกลับคืนมาในไม่ช้า
บางคนกล่าวว่าเหตุที่เขาไม่ยอมขึ้นครองราชย์ มิใช่เพราะไม่ปรารถนาบัลลังก์แต่เป็เพราะเขามีคำสัตย์ที่เคยให้ไว้ต่อมารดาและพี่ชายว่าจะเป็เงาที่คอยสนับสนุนและปกป้องไม่ว่าทั้งราชวงศ์จะตกอยู่ในหายนะหรือรุ่งเรือง
ชื่อของเหยียนฉางหลงจึงกลายเป็ตำนานที่แฝงอยู่ใต้ร่มเงาบัลลังก์เหยียนจิงบุรุษผู้สามารถยึดครองแผ่นดินด้วยตนเองแต่กลับเลือกจะถวายมันให้ผู้อื่นอย่างสง่างาม