บทนำ
สองพันห้าร้อยหกสิบสามปีก่อน สมัยพุทธกาล…
ความปลื้มปีติยินดีอย่างหาที่สุดมิได้ผุดขึ้นในมโนิญญาของชายหนุ่ม เมื่อได้เปล่งวาจากล่าวคำอธิษฐาน จนตัวเขาไม่สามารถจะเก็บงำเอาไว้ในใจได้ เขารีบเดินทางไปยังอารามซึ่งเป็ที่พำนักของพระภิกษุผู้เป็อาจารย์ เพื่อบอกเล่าเื่นี้ให้ท่านรับฟัง
“อาตมาขออนุโมทนาในกุศลเจตนาอันยิ่งใหญ่ของประสกด้วย ประสกได้ทำในสิ่งที่บุคคลอื่นนั้นทำได้ยากนัก นับจากนี้ไปขอให้ประสกตั้งใจสั่งสมบุญบารมีในภายภาคหน้าเถิด”
พระเถระกล่าวชมเชยในความตั้งใจของลูกศิษย์ ภิกษุรูปนี้หากมองเผิน ๆ แล้วท่านเหมือนคนปอนๆ เพราะจีวรที่ท่านนุ่งห่มนั้นเป็ของเศร้าหมอง แต่ใบหน้าและผิวพรรณของท่านกลับผ่องใสยิ่งนัก ราวกับว่านี่เป็เครื่องแสดงถึงภูมิธรรมชั้นอุกฤษฏ์ของท่าน
“ขอรับพระอาจารย์ ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะลำบากสักแค่ไหน กระผมก็พร้อมที่จะเผชิญ กระผมรู้สึกใจหายกับคำพยากรณ์ของพระศาสดาท่านขอรับ เกรงว่าหากถึงยุคนั้นแล้วจักไม่มีผู้ใดสืบทอดพระศาสนาของพระองค์ท่าน” อุบาสกกล่าวถึงเจตนาของตนอีกครั้ง พระเถระรับฟังด้วยอาการดุษณียภาพ
“ทราบมาว่าพระอาจารย์จะจาริกไปยังแคว้นอื่นในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้…?”
“เป็อย่างนั้น ประสก…”
“แล้วพระอาจารย์จะกลับมาที่เมืองนี้อีกครั้งไหมขอรับ ?”
เมื่อศิษย์กล่าวถึงตรงนี้ พระภิกษุรูปนั้นได้นิ่งเสีย ชายหนุ่มทราบได้ทันทีว่า นี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่ได้พบกับท่าน
“ขอพระอาจารย์รักษาตัวด้วยนะขอรับ ศิษย์ขอบพระคุณในทุกสิ่งทุกอย่างที่มอบให้ โดยเฉพาะคุณธรรมคำสั่งสอน รวมถึงพระกรรมฐานที่พระอาจารย์ได้ถ่ายทอดแก่กระผม”
“ขอบใจที่เป็ห่วงอาตมา ขอให้ประสกเจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป”
พระเถระพยักหน้าโดยอาการสงบพร้อมกับให้ศีลพร เห็นว่ารบกวนเวลาท่านมากแล้ว อุบาสกหนุ่มจึงขอเดินทางกลับ
ระหว่างทางที่เขาเดินกลับไปนั้น สตรีนางหนึ่งได้ยืนอยู่ริมทางพร้อมกับหญิงรับใช้ เหมือนเธอจะรอได้สักครู่หนึ่งแล้ว
“เป็สุขสบายดีอยู่หรือแม่ ?” อุบาสกกล่าวทักทาย
“จ้ะพ่อ ไม่ได้เจ็บไม่ได้ไข้อะไร พ่อล่ะ ? ไปพบพระอาจารย์มาหรือ ?” นางตอบแล้วเอ่ยถามเขาบ้าง
“เป็เช่นนั้นแม่” ชายหนุ่มบอกสั้น ๆ
“ข้าเองก็จักไปพบท่านพระอาจารย์เหมือนกัน แต่เห็นพ่อกำลังสนทนาอยู่จึงรอก่อน”
“ขออภัยที่ทำให้แม่ต้องเสียเวลาคอย”
“หามิได้ ข้าเพิ่งมาถึงไม่นาน ไม่ได้เป็การเสียเวลามากมายแต่อย่างใด”
ทั้งสองถามไถ่สารทุกข์สุกดิบได้พักหนึ่ง ฝ่ายชายนึกได้ว่าตนกำลังทำให้นางเสียเวลาจึงขอตัวกลับ เมื่อเขาเดินออกไปแล้วหญิงสาวกับนางทาสีจึงเดินเข้าไปหยุดที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าศาลาโรงฉัน นิมนต์เรียกสามเณรซึ่งกวาดพื้นอยู่ไม่ไกลมาแล้วรบกวนให้เธอช่วยเข้าไปเรียกพระอาจารย์มาที่ศาลา ฝ่ายพระเถระเมื่อได้ทราบก็บอกให้สามเณรตามมาคอยรับใช้ด้วยเนื่องจากบรรพชิตไม่ควรอยู่กับมาตุคามเป็การส่วนตัวทั้งในที่ลับหรือที่แจ้ง ครั้นทั้งสองฝ่ายได้พบปะทักทายกันตามมารยาทแล้ว อุบาสิกาสาวจึงเอ่ยสนทนากับท่านเหมือนเป็เชิงถามอยู่นัย ๆ ว่า
“เมื่อครู่ข้าพบกับศิษย์ของพระคุณท่าน หน้าตาของเขาแลดูสดใสเบิกบานยิ่งนักอย่างที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเหมือนคนได้ทำบุญใหญ่มา”
ด้วยความที่ตระกูลของทั้งสองฝ่ายรู้จักสนิทสนมกันดี อีกทั้งเป็เื่ที่ควรบอกกล่าวเพื่อให้ผู้มีศรัทธาได้ร่วมอนุโมทนาด้วย พระเถระจึงเล่าเื่ทั้งหมดให้นางฟัง
“ข้าขออนุโมทนาเ้าค่ะ”
อุบาสิกาสาวกล่าว ยกมือขึ้นประนมไหว้ ฝ่ายนางทาสีก็ทำเช่นเดียวกัน จากนั้นจึงพูดถึงเื่ที่พระเถระจะจาริกไปยังแคว้นอื่นเหมือนกับที่อุบาสกหนุ่มได้สนทนากับท่าน ก่อนจะลากลับนางได้ถวายภัตตาหารที่นำมาให้กับท่านด้วย
“ดูแม่เ้าไม่ค่อยสดใสนะเ้าคะ ั้แ่ออกจากศาลามา”
หญิงรับใช้ถามเ้านายด้วยความเป็ห่วง นอกจากเป็ทาสีนางยังเป็พี่เลี้ยงมาั้แ่เวลาที่อุบาสิกาสาวเกิดในเรือนด้วย ดังนั้นเวลานายหญิงมีเื่ทุกข์ร้อนอันใดนางจึงรู้ได้ไม่ยาก
“พี่ก็รู้ว่าข้าเป็เยี่ยงนี้เพราะเหตุอันใด”
นางทาสีรู้ทันทีเมื่อได้ยินคำตอบ พยายามหาคำพูดมาปลอบใจเ้านาย
“ข้าเชื่อว่า นายท่านก็คงมีใจให้กับแม่เ้าด้วยเช่นกัน เพราะั้แ่ที่ข้ารู้จักกับนายท่าน เขาไม่เคยสนใจหญิงผู้ใด นอกจากแม่เ้าเพียงผู้เดียว”
“แล้วเหตุใด เขาจึงเฉยชาไม่รับไมตรีจากข้าเล่า ? ทั้ง ๆ ที่เขารู้ว่าข้าคิดเยี่ยงใด”
หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ไม่ถึงกับร่ำไห้แต่ก็แสดงออกถึงความเศร้าโศก
“เื่นี้ ข้ามิทราบได้ หากแม่เ้ายังไม่สบายใจ อย่างนั้นลองไปปรึกษากับพระเถรีดีหรือไม่เ้าคะ ?”
นางทาสีหมายถึงพระภิกษุณีผู้เป็อาจารย์ของเ้านาย ฝ่ายหญิงสาวเองก็เห็นดีด้วยกับนาง จึงพากันไปพบพระเถรีในกุฏิซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตพระภิกษุสงฆ์นัก เมื่อพบกับพระเถรีแล้ว อุบาสิกาได้เล่าความเป็ไปทุกอย่าง แล้วขอให้พระเถรีช่วยหาทางออกให้กับตน
“เื่นี้ แม่คงพูดลำบาก พวกเธอทั้งสองยังไม่ได้หมั้นหมายกันตามประเพณี หากแม่แนะนำอะไรไปจะเป็การล่วงละเมิดพระวินัย” พระเถรีตอบตามตรง
“ได้โปรดเถิดเ้าค่ะ โปรดช่วยเหลือลูกแม้เพียงสักเล็กน้อยก็ยังดี” อุบาสิกาพนมมืออ้อนวอน นางทาสีผู้เป็พี่เลี้ยงครั้นเห็นนายหญิงก็ให้รู้สึกสงสารจับใจ จึงเอื้อมมือไปจับที่ตักของนางเบา ๆ
เพราะ้าอนุเคราะห์อัธายาศัยของอุบาสิกา พระเถรีจึงหลับตาลง อธิษฐานจิตด้วยอภิญญาอันแก่กล้า ใช้บุพเพสันนิวาสานุสสติญาณตรวจย้อนระลึกถึงบุพกรรมที่ทั้งสองได้กระทำร่วมกันมาในหลายๆ อดีตชาติ ท่านใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นก็รู้ความเป็ไปทุกประการ
พระเถรีลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ หากผู้ใดได้อยู่รอบ ๆ บริเวณนั้นคงจะสามารถรู้สึกถึงกระแสจิตอันเปี่ยมล้นไปด้วยเมตตาจากกำลังสมาธิของท่านได้
“ลูกเอ๋ย…” ท่านเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่อ่อนโยน
“หากหนทางข้างหน้าเป็หนทางที่ยากลำบาก ลูกจักยินดีหรือไม่ ?”
“ยินดีเ้าค่ะ”
อุบาสิกาสาวตอบพระเถรีอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อยด้วยสีหน้าอันแน่วแน่ไม่แปรผัน หากสิ่งที่พระอาจารย์จะพูดต่อไปนี้สามารถทำให้นางได้อยู่กับคนอันเป็ที่รัก ไม่ว่าเส้นทางจะยากลำบากขนาดไหน นางก็พร้อมที่จะฟันฝ่าไป
“ถ้าแม่จะบอกว่า ลูกไม่มีโอกาสในภพนี้ แม้ในภพต่อ ๆ ไปลูกก็อาจจักไม่มีโอกาส ลูกจักทำเยี่ยงไร ?”
คำพูดของพระเถรีราวกับอสนีบาตพุ่งเข้ามาผ่าลงตรงกลางใจ แต่ความทุกข์ทรมานนี้ไม่อาจทำให้ความรักที่นางมีนั้นสั่นคลอนได้เลย
“อาจจะ หมายความว่าลูกยังมีโอกาสอยู่ ใช่ไหมเ้าคะ ?”
หญิงสาวถามอย่างมีความหวัง ทว่าพระอาจารย์ไม่ได้ให้คำตอบใด ๆ ท่านนิ่งเงียบอย่าสงบ เช่นเดียวกับบรรดาภิกษุและภิกษุณ๊อื่นรูปอื่น ๆ ผู้ทรงคุณธรรมขั้นสูง
“ถ้าพระแม่เ้าไม่ได้กล่าวอันใด แสดงว่าลูกยังมีความหวัง โปรดบอกลูกมาเถิดเ้าค่ะ ว่าลูกต้องทำเช่นไร”
อุบาสิกาก้มลงกราบท่านสามครั้งเพื่อเป็การอ้อนวอน ฝ่ายพระเถรีแม้ท่านจะพ้นแล้วซึ่งราคะ โทสะ และโมหะทั้งปวง แต่ท่านก็เข้าใจถึงความรักอันเป็ธรรมชาติของทุกสรรพสัตว์ในโลกนี้อย่างแจ่มแจ้ง ท่านได้บอกกับลูกศิษย์ตรงหน้าว่า
“เขาปรารถนาจักทำสิ่งใด ลูกจงปรารถนาสิ่งนั้น เขาสร้างบารมีเท่าใด ลูกจงสร้างบารมีให้ทัดเทียมกับเขา แม่บอกลูกได้เท่านี้”
“แต่แม่ขอบอกกับลูกอีกอย่าง ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีทุกข์ จำไว้นะลูก…”
ประโยคสุดท้ายพระเถรีได้ยกพุทธพจน์มากล่าวเพื่อแสดงให้เห็นถึงทุกข์อันเกิดจากความรักซึ่งเป็โลกธรรม แต่จิตอันปรารถนาที่แรงกล้าของอุบาสิกานั้นมีมากจนประมาณไม่ได้นี่เอง จึงทำให้คำพูดที่ท่านกล่าว ไม่เข้าไปสู่ห้องแห่งหทัยของนาง
อุบาสิกาสำรวมจิตอธิษฐาน รวบรวมสมาธิซึ่งตนได้สั่งสมอบรมมานับแต่ตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน กลั่นเอาความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ออกมา เปล่งวาจาอันพรรณานาเป็ร้อยกรองด้วยแก้วเสียงอันใสบริสุทธิ์ประดุจนกการเวก
ขอสำรวมเพ่งพินิจจิตประสานด้วยบุญทานท่วมท้นอสงไขย
รัตนะแก้วสามงามวิไลอันได้แก่พระจอมไตรสยัมภู
ทั้งพระธรรมนำปัญญาสุดวิเศษทั้งพระสงฆ์สิ้นกิเลสดำรงอยู่
คุณบิดามารดาแลคุณครู คุณท่านผู้ผดุงธรรมแห่งกรรมดี
โอ้ชาตินี้บำราศวาสนาไม่อาจมาร่วมรักปักวิถี
แต่ร่างกายบริสุทธิ์ไร้ราคี จักไม่มีมันผู้ใดมากล้ำกราย
พรหมจรรย์อันงามในภพนี้ดรุณีขอประณตน้อมถวาย
มิให้ตกเป็ของต้องมือชายขอมอบหมายเพื่อพุทธบูชา
หมั่นฟูมฟักศีลธรรมนำชีวิตชูดวงจิตมุ่งมาดปรารถนา
รวมกุศลสั่งสมระดมมาจงส่องแสงอนันตาจักรวาล
เทพ์นับพันทุกชั้นฟ้าฟังเสียงข้ากัลยาอธิษฐาน
แม้นล่วงลับดับจิตจนวายปราณ กี่ชาติภพผันผ่านก็ตามที
ขอดวงจิตพิสมัยบุรุษปราชญ์อย่าได้ขาดความทรงจำนำสุขี
เขาไปเกิดทุกแห่งหนบนธรณีตัวข้านี้น้อมติดตามด้วยบุญญาณ
เป็คู่สร้างคู่สมบรมชาติ ร่วมประกาศวิทยาพาสืบสาน
จนดวงจิตจบกระแสพระนิพพานก่อนสิ้นกาลพุทธศาสน์ไปปราศเอย ฯ
------------------------------
กัลยาอธิษฐาน
เื่เด็กก้นบาตร, ยุคุง