“ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดระงับโทสะ ผู้น้อยหามีความคิดเช่นนั้นผู้น้อยล้วนแต่คิดเพื่อตระกูลฉู่ทั้งสิ้น ตลอดหลายปีนี้ก็ทำงานด้วยความระมัดระวังไม่กล้าเกียจคร้านแม้แต่น้อยเ้าค่ะ”
อนุหวังเพียงกระพริบตาน้ำตาก็ร่วงเผาะ นางคลานเข่าไปตรงหน้าฉู่จวินหลันร่ำไห้น่าสงสารราวกับดอกหลีต้องฝน
“คุณหนูสามหากอนุผู้นี้ทำสิ่งใดไม่เหมาะสม ท่านจะตีจะด่าก็ย่อมได้เหตุใดต้องใส่ความต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าเช่นนี้ด้วย ผู้น้อยไหนเลยจะกล้ากดขี่คุณหนูกับคุณชายใหญ่กัน”
อนุหวังที่กำกับดูแลเรือนในจวนของฉู่ไฉเหลียงมาได้หลายปีเล่ห์เหลี่ยมย่อมไม่ธรรมดา ครานี้นางร่ำไห้จนดวงตาแดงก่ำเสียงสะอื้นยังแฝงไว้ด้วยความออดอ้อนน่าหวั่นไหวแม้แต่สตรีด้วยกันเองเมื่อเห็นก็ยังอดใจอ่อนไม่ได้
ทว่าฉู่จวินหลันเพียงก้มหน้าหลุบตาลงถอยออกไปสองก้าว เอ่ยเสียงแ่อย่างหวาดกลัวว่า “อนุหวังเข้าใจผิดแล้วข้าจะเอ่ยเื่มากมายต่อหน้าท่านย่าได้อย่างไรกัน”
ท่าทางอ่อนแอเช่นนี้ยิ่งปลุกเร้าความรู้สึกอยากปกป้องของฮูหยินผู้เฒ่าให้แรงกล้ายิ่งขึ้น
“หลันเจี่ยร์ไม่ใช่เด็กที่ไม่รู้จักกาลเทศะเช่นนั้น!คนที่ตำหนิเ้าคือข้า เหตุใดเ้าถึงต้องโยงมาที่หลันเจี่ยร์อีก!”ฮูหยินผู้เฒ่าชี้ไปที่อนุหวัง พลางเอ็ดด้วยเสียงดุดัน“ข้ารู้ดีว่าเ้าเป็คนเช่นไร ไฉเหลียงก็รู้ดี ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ต่างรู้ดี!เ้าบอกว่าไม่ได้กดขี่บุตรที่เกิดจากภรรยาเอก เช่นนั้นข้าถามหน่อยเหตุใดทุกคนถึงได้เสื้อผ้าและเครื่องประดับใหม่กันหมด มีเพียงหลันเจี่ยร์ที่ไม่ได้!”
อนุหวังได้ยินดังนั้นใจพลันสะท้านคิดในใจว่าตนประมาทเกินไปแล้ว!
นางถูกสมบัติสองหีบนั้นทำให้หน้ามืดตามัว!เดิมนางคิดว่าด้วยนิสัยหยิ่งทะนงของฉู่จวินหลัน หลังฟื้นขึ้นมาคงไม่อยากได้สิ่งของที่ตนไม่มอบให้ และเมื่อเห็นว่าผู้อื่นใช้ของตระกูลฉู่ฉู่จวินหลันก็คงเอาสมบัติที่องค์หญิงใหญ่มอบมาออกมาอวดแทน!
เมื่อถึงเวลานั้นตนก็เพียงฉวยโอกาสย้อนกลับด้วยข้ออ้าง ‘ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่าสิ่งเหล่านี้เป็เพียงของที่องค์หญิงใหญ่ฝากให้ดูแลหรือเหตุใดจึงนำมาใช้ตามอำเภอใจได้!’ แต่นางไม่คิดเลยว่าฉู่จวินหลันกลับไม่แสดงท่าทีแข็งกร้าว!
เวลานี้นางคาดเดาวิธีการของฉู่จวินหลันไม่ได้เลย
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นอนุหวังที่ถูกต้อนจนเงียบก็ยิ่งอารมณ์ดีนัก“อนุหวัง ข้าจะย้ำกับเ้าอีกครั้งที่ไฉเหลียงไว้ใจให้เ้าดูแลเรือนในนั่นเพราะใจดี หากไม่อย่างนั้นแล้วเ้าซึ่งเป็เพียงอนุจะมีสิทธิ์ดูแลเรือนได้อย่างไร!เ้าทำตัวราวกับเป็ฮูหยินใหญ่ แต่กลับไม่คิดดูแลบุตรธิดาที่เกิดจากภรรยาเอกของดีล้วนให้แต่ลูกตัวเองสองคน ลำเอียงถึงเพียงนี้ข้าสงสัยนักว่าของดีในห้องคลังที่เ้าดูแลอยู่จะไม่ถูกเ้าแอบเก็บไว้เองหมดแล้วหรือ!”
“ฮูหยินผู้เฒ่าผู้น้อยถูกใส่ร้าย! ผู้น้อยไม่ได้ทำเช่นนั้นเ้าค่ะ!”อนุหวังรีบก้มศีรษะโขกพื้นปฏิเสธสุดชีวิต
แต่ฉู่อวิ๋นเจียวกับฉู่เพ่ยซานกลับแอบเบ้ปากเพราะของที่พวกนางได้มาก็น้อยนิดนักจะไปเทียบกับฉู่เมิ่งอิ๋งที่มีมารดาหนุนหลังได้อย่างไรั้แ่เื่กินอยู่ก็ไม่เหมือนแล้ว ยิ่งเวลานี้ยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจน
“เ้าคิดว่าข้าหูหนวกตาบอดนั่งอยู่ในเรือนไม่รู้เื่ราวหรือ!” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยต่อเสียงเย็น“หากเ้าอยากดูแลเรือนต่อก็ตั้งใจทำให้ดี แต่ถ้าไม่มีความสามารถพอก็รีบนำป้ายสิทธิ์คืนมาเสีย! มีที่ไหนปล่อยให้อนุดูเรือนเช่นนี้บ้าง!ไฉเหลียงใจอ่อน ถึงข้าไม่อยากเอาเื่กับเ้า แต่ข้าจะทำเป็มองข้ามไม่ได้!หากปล่อยให้ข่าวลืออนุกดขี่บุตรธิดาที่เกิดจากภรรยาเอกแพร่ออกไปเช่นนั้นไฉเหลียงจะเอาหน้าไปพบผู้คนในราชสำนักได้อย่างไร!”
ถ้อยคำของฮูหยินผู้เฒ่าหนักแน่นเปี่ยมด้วยอำนาจราวกับตอกเข้าไปตรงจุดอ่อนของอนุหวังโดยตรง
อนุหวังในฐานะผู้ที่นอนเคียงข้างฉู่ไฉเหลียงย่อมรู้ดีกว่าใครว่าสามีเป็คนเช่นไร เขามุ่งมั่นคิดแต่จะไต่เต้าในราชสำนักหากเขายอมรับคำของฮูหยินผู้เฒ่าว่าการกระทำของนางส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานเช่นนั้นสิทธิ์และอำนาจของนางคงถูกยึดคืนไปจริงๆ!
นางย่อมไม่อาจปล่อยให้หญิงแก่ผู้นี้สมหวังได้!
อนุหวังตัดสินใจในใจแน่วแน่แล้วรีบเอ่ยเสียงอ่อนโยนทันที “ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวได้ถูกต้องนักแต่ผู้น้อยไม่ทราบเื่นี้เลยคงเป็เพราะสาวใช้ทำงานไม่รอบคอบจึงเกิดข้อผิดพลาดขึ้นผู้น้อยจะตรวจสอบให้ชัดเจนแน่นอนเ้าค่ะอีกทั้งผู้น้อยกำลังคิดจะเปิดห้องคลังเพื่อนำเครื่องประทินโฉมมอบให้แก่บรรดาคุณหนูทั้งหลายเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้ตระกูลฉู่ของเราต้องเสียหน้าในงานชุมนุมผู้สูงศักดิ์ที่จะถึงนี้เ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินแล้วก็อดด่าอนุหวังในใจว่าเ้าเล่ห์นักไม่ได้
แต่บรรดาพี่น้องสตรีคนอื่นๆกลับพากันเบิกบานใจ
คนที่ได้ของมากที่สุดครั้งก่อนคือฉู่เมิ่งอิ๋งกับฉู่หวาจางบุตรของอนุหวังพวกนางอิจฉาแต่ไม่กล้าออกหน้าเรียกร้อง ครั้นได้ยินว่าจะมีการแจกจ่ายเพิ่มเติมก็ล้วนดีใจเครื่องประดับสำหรับบุรุษนั้นมีแค่ไม่กี่แบบ แต่สำหรับสตรีหากได้เครื่องประทินโฉมดีๆ มาช่วยเสริมรูปลักษณ์ย่อมงดงามขึ้นไม่น้อย
บรรยากาศในห้องผ่อนคลายลงไปถนัดตาฮูหยินผู้เฒ่าเห็นอนุหวังยอมถอยเช่นนี้ก็ไม่กดดันต่อเพียงแค่นเสียงหนึ่งคราแล้วกล่าวว่า “เ้าจำคำสอนของวันนี้ไว้ให้มั่นหากมีคราวหน้า เ้าก็ไม่ต้องคิดจะได้ดูแลป้ายสิทธิ์ในเรือนนี้อีก!”
หัวใจอนุหวังพลันกระตุกทั้งหวาดหวั่นทั้งโกรธ แต่ทำได้เพียงก้มลงคำนับรับคำ
เมื่อแยกย้ายกลับเรือนฉู่อวิ๋นเจียวกับฉู่เพ่ยซานก็ซุบซิบกันอย่างลิงโลดราวกับนกน้อยสองตัวที่เพิ่งหลุดพ้นจากกรง
แต่ฉู่เมิ่งอิ๋งกลับไม่สบายใจนักถึงขั้นถอดปิ่นที่ปักบนศีรษะออกอย่างหงุดหงิด แล้วจงใจเดินไปด้านข้างฉู่จวินหลัน
“ฉู่จวินหลันเ้ากำลังลำพองใจอยู่หรือ” ฉู่เมิ่งอิ๋งกดเสียงต่ำ
ฉู่จวินหลันเพียงยิ้มบาง“ลำพองใจ?”
ฉู่เมิ่งอิ๋งคล้องแขนฉู่จวินหลันพลางยิ้มละไมเอ่ยอย่างสนิทสนม “เ้ากล่าวหาว่าอนุหวังกดขี่แล้วไปฟ้องฮูหยินผู้เฒ่า! เ้าคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะหนุนหลังเ้าตลอดไปหรือเ้าโง่เขลาหรือแสร้งโง่กันแน่ หากฮูหยินผู้เฒ่ายึดป้ายสิทธิ์จากอนุหวังจริงเช่นนั้นเรือนนี้ยังจะเป็ดังเดิมหรือ บางทีครอบครัวของท่านอารอง หรือแม้แต่ท่านอาสามก็จะพากันย้ายเข้ามาวันนั้นเรือนนี้ก็จะกลายเป็ของผู้อื่น!”
“แล้วเกี่ยวอันใดกับข้าเล่า”
“ว่าอย่างไรนะ”
“หากเรือนนี้กลายเป็ของผู้อื่นแล้วเกี่ยวอันใดกับข้า”
ฉู่เมิ่งอิ๋งเบิกตากว้างพลางจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง“เ้าหมายความว่าอะไร!”
“ก็มีแต่คนไร้ความสามารถเท่านั้นที่มัวแต่จับจ้องสมบัติในจวน”ฉู่จวินหลันยิ้มบางอย่างไม่ใส่ใจแล้วสะบัดแขนออก
ฉู่เมิ่งอิ๋งโกรธจนใบหน้าแดงก่ำแต่ไม่อาจเสียกิริยาในที่สาธารณะได้ จึงได้แต่กัดฟันเดินหนีไป
ฉู่จวินหลันจึงไปยังเรือนฝั่งตะวันออกเพื่อฝังเข็มรักษาฉู่หวาถิงดังปกติ
ไม่นานก็มีสาวใช้ยกเครื่องประทินโฉมของร้านเฟิ่นเตี๋ยอันเลื่องชื่อที่อยู่ในห้องคลังมาให้
เครื่องประทินโฉมของร้านเฟิ่นเตี๋ยเป็ที่เลื่องลือไปทั่วแคว้นต้ายงกล่องกระเบื้องเคลือบขนาดฝ่ามือเพียงหนึ่งกล่องราคาสูงถึงเจ็ดตำลึง
จื่อเยียนที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะจ้องมองกล่องเครื่องประทินโฉมตาเป็ประกายพลางเอ่ยด้วยความยินดี “คุณหนูเ้าคะ ดีแล้วเ้าค่ะบ่าวอยากให้ท่านได้ใช้เครื่องประทินโฉมของร้านเฟิ่นเตี๋ยมานานแล้ว เขาร่ำลือกันว่าชาดนี้เลิศล้ำยิ่งนักกลิ่นก็หอมสดชื่น คุณหนูงดงามถึงเพียงนี้ เครื่องประทินโฉมธรรมดาๆจะคู่ควรกับผิวพรรณของท่านได้อย่างไร”
ฉู่จวินหลันหัวเราะเสียงเบา“ข้ามีสิ่งใดพิเศษกัน อีกอย่างข้าไม่ได้ชอบเครื่องประทินโฉมพวกนี้อยู่แล้ว”
ฉู่หวาถิงหัวเราะตาม“เป็สตรีก็ควรใช้ของดี สีสันสดใหม่อยู่เสมอ นั่นถือเป็พื้นฐานที่สุด”
“พี่ชายใหญ่กล่าวถูกต้องที่สุดเ้าค่ะ”ฉู่จวินหลันเข้าใจความหวังดีของฉู่หวาถิง แต่ก็อดที่จะหยอกเย้าไม่ได้
ระหว่างที่พูดคุยกันเสียงเป่าเล่อก็ดังขึ้นจากหน้าลานเรือน “คุณหนูห้ามาที่นี่มีเื่อันใดหรือขอรับ”
เสียงฉู่อวิ๋นเจียวที่ดังตามมาอ่อนหวานแจ่มใสแปลกไปจากเคยนัก “ข้ามาหาพี่หญิงสามนางอยู่ที่นี่หรือไม่”
ฉู่จวินหลันสบตากับจื่อเยียนคราหนึ่งแล้วบอกให้นางออกไปต้อนรับ ส่วนตัวเองก็ฝังเข็มให้ฉู่หวาถิงต่อ
ไม่นานฉู่อวิ๋นเจียวก็เดินเข้ามานางสวมเสื้อคลุมแขนแคบสีแดงชาดปักลาย บนศีรษะประดับด้วยดอกไม้ใหม่สดเครื่องแต่งกายงดงามประณีต
ฉู่จวินหลันที่จดจ่ออยู่กับการฝังเข็มให้ฉู่หวาถิงไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเพียงเอ่ยเสียงเรียบ “น้องสาวห้ามีอะไรหรือ”
ฉู่อวิ๋นเจียวที่ปกติมักใจร้อนดุจถ่านเพลิงกลับยิ้มละไมเป็มิตร “ข้านึกได้ว่าเรือนของพี่หญิงสามเพิ่งไฟไหม้ข้าวของเครื่องใช้ย่อมขาดแคลน ที่เรือนข้ายังมีชาดเหลืออยู่บ้างจึงตั้งใจนำชาดที่อนุหวังเพิ่งส่งมาให้พี่หญิงสาม ท่านงดงามถึงเพียงนี้ชาดชั้นดีจึงจะเหมาะสมเ้าค่ะ”
ว่าแล้วก็วางกล่องชาดของร้านเฟิ่นเตี๋ยที่เหมือนกับกล่องของฉู่จวินหลันไม่มีผิดลงบนโต๊ะไม้แปดเซียน
ฉู่อวิ๋นเจียวมองเข็มเงินในมือฉู่จวินหลันด้วยความใคร่รู้แต่ทุกครั้งที่สบเข้ากับดวงตาเย็นเยียบของอีกฝ่าย นางก็ขนลุกไปทั้งร่างแทบรักษาท่าทีเสแสร้งเป็มิตรไว้ไม่อยู่
ฉู่จวินหลันใช้พลังภายในบิดเข็มเงินปลายเข็มก็ส่งเสียงก้องใสประดุจวิหคร้องนางเหลือบมองกล่องกระเบื้องเคลือบสีขาวบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ แล้วหัวเราะเสียงเบา
ด้วยประสาทััอันเฉียบคมและความเชี่ยวชาญด้านวิชาแพทย์แม้ยังไม่ได้แตะต้องกล่องเพียงได้กลิ่นก็รู้ได้ทันที...ชาดที่ฉู่อวิ๋นเจียวนำมาให้ตนเองนั้นมีพิษ!