บทที่ 5 พิษสามศพ
สวี่ซานอินเทโอสถสีดำออกมาจากขวดเล็ก มันส่งกลิ่นเหม็นคาวรุนแรง
เมื่อมองเห็นโอสถสีดำนั้น ซูฝานก็รู้สึกไม่ดีทันที เขารีบถอยหลังอย่างตื่นตระหนก
ฉึก!
สวี่ซานอินหัวเราะเสียงแหลมอย่างชั่วร้าย ลุกขึ้นก้าวเดียวก็พุ่งไปอยู่ตรงหน้าซูฝาน แล้วคว้าคอของซูฝานไว้ทันที ยัดโอสถสีดำเข้าไปในปากของซูฝาน
กระทั่งซูฝานกลืนโอสถเม็ดนั้นลงไป เขาจึงปล่อยมือ แล้วเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้อย่างไม่รีบร้อน
“นี่คืออะไร?”
ซูฝานรู้สึกใและสงสัยอย่างยิ่ง ท้องของเขาปั่นป่วนราวกับคลื่นในทะเลกำลังโหมกระหน่ำ รู้สึกทรมานอย่างแสนสาหัส
“นี่คือพิษสามศพ มีพิษร้ายแรง หากเ้าไม่กินโอสถถอนพิษ ร่างกายของเ้าจะค่อย ๆ เน่าเปื่อย จนกระทั่งกลายเป็แอ่งเื”
สวี่ซานอินกล่าวอย่างช้า ๆ แล้วล้วงขวดเล็ก ๆ ออกมา เทโอสถเม็ดสีขาวออกมาหนึ่งเม็ด แล้วโยนให้ซูฝาน “นี่คือโอสถถอนพิษ เ้าต้องกินมันทุกเจ็ดวัน ข้าจะให้เ้าหนึ่งเม็ดก่อน หลังจากเจ็ดวันให้กลับมาหาข้าเพื่อรับโอสถเม็ดที่สอง”
‘ด้วยวิธีนี้ ข้าก็ไม่ต้องกลัวว่าไอ้หนุ่มนี่จะหนีไป’
ซูฝานคว้าโอสถเม็ดนั้นไว้ แล้วค่อย ๆ เก็บเข้าอกอย่างระมัดระวัง ‘ช่างน่าสาปแช่งนัก ไอ้มารเฒ่านี่ กล้าใช้พิษมาควบคุมข้าหรือ? รอดูเถอะ สักวันข้าจะต้องฆ่าเ้าให้ตายให้ได้’
สวี่ซานอินล้วงถุงเก็บของออกมาอีกใบหนึ่ง
ถุงเก็บของนั้นมีพื้นที่ภายในกว้างใหญ่ สามารถเก็บของได้มากกว่าปกติหลายร้อยเท่า
สวี่ซานอินหยิบศิลาิญญาห้าสิบก้อน ยาลูกกลอนสามเม็ด เครื่องแบบศิษย์ของสำนักสามชุด และป้ายประจำตัวหนึ่งอันออกมาจากถุงเก็บของ แล้วโยนไปให้
ของมากมายเช่นนี้ ซูฝานจะรับไหวด้วยสองมือได้อย่างไร ของทุกอย่างพลันร่วงหล่นลงพื้น
เขาอดไม่ได้ที่จะมองไปยังถุงเก็บของในมือของสวี่ซานอิน หากมีถุงเก็บของสักใบคงจะดีเหลือเกิน
“รอให้เ้าเอาชนะสวีเจียวเจียวได้ ข้าจะมอบถุงเก็บของให้เ้าหนึ่งใบ”
สวี่ซานอินนั้นเข้าใจวิธีการปกครองคน ทั้งการให้รางวัลและการลงโทษ “ขอบพระคุณท่านผู้าุโ ศิษย์จะพยายามอย่างเต็มที่ขอรับ”
ซูฝานแสดงท่าทางดีใจอย่างยิ่ง เขาเก็บของที่อยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วยัดเข้าไปในอ้อมอกทั้งหมด ทำให้เสื้อผ้าพองออกมาราวกับหญิงตั้งครรภ์หกเดือน
ท่าทางตลกขบขันเช่นนั้น ทำให้อารมณ์ของสวี่ซานอินดีขึ้นไม่น้อย
“สวีตง”
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูด้านนอกรีบวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความใและหวาดกลัว คุกเข่าคำนับ “คารวะท่านอาจารย์”
“จัดหาถ้ำให้เขาสักแห่ง”
“ขอรับ” สวีตงพยักหน้าอย่างนอบน้อม
......
ครู่ต่อมาซูฝานมาถึงหน้าถ้ำที่ถูกทิ้งร้างมานาน พื้นเต็มไปด้วยกิ่งไม้แห้งและใบไม้ร่วง ผนังปกคลุมด้วยใยแมงมุมและฝุ่นผง
“นี่คือถ้ำที่เ้าจะใช้ฝึกฝนต่อจากนี้”
สวีตงผลักประตูหินที่เปิดแง้มอยู่ครึ่งหนึ่ง นำพาซูฝานเดินเข้าไปข้างใน
ต้าเฮยโก่วเดินตามมาอย่างเงียบ ๆ
ก่อนที่ซูฝานจะได้ตรวจดูถ้ำอย่างละเอียด สวีตงก็ปิดประตูหินลงอย่างแรงด้วยเสียงดังปัง แล้วจ้องมองซูฝานด้วยสายตาไม่เป็มิตร
“ศิษย์พี่สวี ท่านจะทำอะไร?” ซูฝานถาม เขาหันหน้ามองอย่างสงสัยไปทางสวีตง แสร้งทำเป็โง่เขลา
“ศิษย์น้องซู เ้าช่างโชคดีจริง ๆ”
“ศิษย์ใหม่คนอื่น ๆ ได้รับศิลาิญญาเพียงสิบก้อนเท่านั้น แต่เ้ากลับได้รับถึงห้าสิบก้อน”
สวีตงกล่าวพลางหัวเราะเบา ๆ “ก็เพราะผู้าุโเกรงว่าข้าจะแพ้สวีเจียวเจียวนั่นแหละ ถึงได้ให้ศิลาิญญาแก่ข้ามากขึ้น”
ซูฝานหยิบศิลาิญญาห้าก้อนออกมา ส่งให้สวีตง พลางยิ้มประจบว่า “นี่เป็เพียงน้ำใจเล็กน้อย ไม่อาจเรียกว่าของกำนัล หวังว่าต่อไปศิษย์พี่สวีจะช่วยดูแลข้าด้วย”
“ศิษย์น้องซู เ้ากำลังไล่ขอทานอยู่หรือ?” สวีตงขมวดคิ้วขึ้น ความรู้สึกกดดันที่มองไม่เห็นราวกับคลื่นน้ำทะเลโถมเข้าใส่ซูฝานอย่างรวดเร็ว
สวีตงมีวรยุทธ์ขอบเขตหลอมกายาขั้นสูง ซูฝานย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของเขาอย่างแน่นอน
แต่ซูฝานยังมีอาวุธลับอยู่ในมือเช่นกัน เขาไม่ร้อนใจเลย!
“ศิษย์พี่สวี ข้าและสวีเจียวเจียวจะมีการประลองกันในอีกครึ่งเดือน ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยตรงของผู้าุโ หากเพราะศิลาิญญาถูกปล้น ทำให้การฝึกฝนของข้าต้องล่าช้า จนทำให้ข้าพ่ายแพ้ต่อสวีเจียวเจียว เกรงว่าเมื่อถึงเวลานั้น ท่านก็คงรับผิดชอบไม่ไหวเช่นกัน”
สวีตงรู้สึกหวาดหวั่นในใจ
เด็กหนุ่มผู้นี้ ไม่ใช่คนโง่เลย ตรงกันข้าม เขาเป็คนที่เฉลียวฉลาดมาก
“ศิษย์น้องซู ข้าแค่พูดเล่นเท่านั้น อย่าได้ถือสาหาความเลย ข้าพักอยู่ที่ถ้ำหมายเลขสิบ หากเ้ามีเื่ใด้าความช่วยเหลือ ก็มาหาข้าได้ตลอดเวลา” สวีตงกล่าวพลางยิ้ม จากนั้นก็หมุนตัวเปิดประตูหิน แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“ศิษย์พี่เดินทางปลอดภัย” ซูฝานโบกมือ แยกเขี้ยวยิงฟัน
‘ไอ้หนูน้อย ยังคิดจะมาแย่งศิลาิญญาของข้าอีกหรือ? ไปฉี่แล้วส่องกระจกดูตัวเองเสียก่อนเถอะว่ามีฝีมือพอหรือไม่?’
ซูฝานยุ่งจนดึกดื่น ถ้ำที่เดิมทีสกปรกรกรุงรังในที่สุดก็สดใสเป็ประกายอีกครั้ง
แม้ว่าถ้ำจะเล็ก แต่ซูฝานก็รู้สึกพึงพอใจเป็พิเศษ
“ท่านปู่ ท่านเห็นแล้วหรือไม่? หลานชายได้เข้าสู่ประตูเซียนแล้ว มีถ้ำสำหรับฝึกฝนเป็ของตนเอง...” ซูฝานยืนอยู่นอกถ้ำ สวมใส่อาภรณ์ชุดใหม่เอี่ยม เงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ใบหน้าเล็ก ๆ ที่สะอาดสดใสและอ่อนเยาว์ปรากฏรอยยิ้มบริสุทธิ์
ทันใดนั้น!
ณ ยอดเขาลูกมหึมาในที่ไกล ๆ ปรากฏแสงสว่างจ้าพุ่งออกมา ส่องสว่างไปทั่วท้องนภายามราตรี
“นั่นคือสวีเจียวเจียว นางกำลังปลุกร่างิญญาอัคคี”
เสียงของต้าเฮยโก่วดังขึ้น
ซูฝานชะงักเล็กน้อย หันไปมองต้าเฮยโก่วแล้วถามอย่างประหลาดใจ
“ท่านสามารถมองเห็นได้แม้จากระยะไกลเช่นนี้เลยหรือ?”
ตำแหน่งของเขาในตอนนี้ ห่างจากยอดเขาที่มีแสงไฟพวยพุ่งขึ้นมาอย่างน้อยก็หลายลี้ นอกจากแสงไฟที่ลุกโชนแล้ว เขาไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย
“นับประสาอะไร” ต้าเฮยโก่วยิ้มอย่างหยิ่งผยองพลางกล่าวว่า “ตอนที่ข้าอยู่ใน่ที่รุ่งโรจน์ที่สุด แม้แต่มดตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไปพันลี้ ข้าก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจน”
มุมปากของซูฝานกระตุกเล็กน้อย
‘พันลี้?’
เขาไม่กล้าจินตนาการเลย
ซูฝานมองดูแสงไฟบนยอดเขาแล้วถามขึ้นอย่างกะทันหัน “ความแตกต่างระหว่างร่างร่างิญญาไร้ค่ากับร่างิญญาธาตุนั้นแตกต่างกันมากจริงหรือ?”
“แน่นอนว่าเป็เช่นนั้น
ร่างิญญาธาตุมีมากมาย เช่น ร่างิญญาอัคคี ร่างิญญาทอง ร่างิญญาไม้ ร่างิญญาอัสนี ร่างิญญาวายุ ทั้งหมดล้วนมีพร์ในการฝึกฝนที่ยอดเยี่ยม
แต่ร่างิญญาไร้ค่าไม่มีพร์ใด ๆ เลย
ยกตัวอย่างเ้ากับสวีเจียวเจียวก็แล้วกัน
หากสวีเจียวเจียวปลุกร่างิญญาอัคคีได้ เพียงแค่มีศิลาิญญาเพียงพอ กอปรกับโอสถเสริมพลังบำเพ็ญ ภายในเวลาครึ่งเดือน ก็เพียงพอที่จะทำให้นางก้าวข้ามไปสู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้”