หลายวันต่อมา อาการของผู้เฒ่าจางเหมินดีขึ้นตามลำดับ แต่ยังคงนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล โดยมีจางจื่อฟ่านและจางจื่อลู่คอยดูแลใกล้ชิดอยู่ตลอด และยังมีหมอเฉิงที่แวะเวียนมาคุยเล่นเป็เพื่อนด้วยในวันที่เขาว่างจากการทำงาน
“อาการดีขึ้นแล้วนะครับ ไม่กี่วันคงกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว” หมอเฉิงกล่าวกับผู้เฒ่าจางในบ่ายวันหนึ่ง
“เฮอะๆ ก็ดีน่ะสิหมอ อยู่ที่นี่เบื่อจะแย่อยู่แล้ว ผมเป็ห่วงสวนผลไม้เป็ห่วงวัวนม เป็ห่วงแปลงดอกไม้หน้าบ้าน” ผู้เฒ่าเฉิงกล่าวตอบอย่างอารมณ์ดี
“กลับไปบ้านก็ต้องพักก่อนครับผู้เฒ่า ไม่ได้ให้กลับไปทำงานเหมือนเดิม ่นี้ต้องงดงานทุกอย่างก่อนนะครับ เดี๋ยวแผลจะไม่หาย อาจต้องกลับมานอนที่โรงพยาบาลต่อก็ได้” หมอหนุ่มพูดกับคนแก่พลางยิ้มน้อยๆ
“โอ้ ไม่ๆหล่ะหมอ นอนโรงบาลแค่รอบนี้รอบเดียวก็พอ ผมไม่ชอบเอาเสียจริงๆ ให้ตายสิ” คนแก่บ่นอุบ ในขณะที่หมอหนุ่มยังคงคงหัวเราะเรื่อยๆอยู่อย่างนั้น เมื่อเห็นอาการจริงจังของผู้เฒ่าจาง
“ลูกสาวผมเป็ไงบ้างหมอ” อยู่ๆผู้เฒ่าจางเหมินถามขึ้นมาดื้อๆ ทำเอาคนถูกถามถึงกับชะงักไป เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“ก็สวยดีครับ” หมอเฉิงตอบสั้นๆ
“แค่สวยเท่านั้นเองเหรอหมอ ฮ่าฮ่า” คนแก่พูดขึ้นทางหัวเราะชอบใจ
“คุณจางจื่อฟ่านเป็คนสวย ฉลาด และมั่นใจในตัวเองมากครับ เธอเป็คนเก่ง” หมอเฉิงตอบตามจริง
“ก็อย่างที่ผมบอกหมอนั่นแหละ เด็กคนนี้ดื้อรั้นเกินคน ทะเยอทะยาน เย่อหยิ่งทระนงซะไม่มี ถึงได้ไม่มีผู้ชายคนไหนกล้าจีบยังไงล่ะ” ผู้เฒ่าจางพูดพร้อมกับส่ายหัวไปมาเมื่อพูดถึงลูกสาวคนโต
หมอเฉิงได้แต่ยิ้มส่งให้ โดยไม่ออกความเห็นใดๆ
“แล้วหมอคิดยังไงกับจื่อฟ่านล่ะ” ผู้เฒ่าจางถาม คนฟังอึกอักลังเลที่จะตอบ
“จะให้ผมคิดอย่างไรได้ล่ะครับนอกจากคิดว่าเธอเป็คนเก่งและสวยแล้ว คุณจางเองก็อาจจะมีคนรักอยู่แล้วโดยที่ไม่ได้บอกให้ผู้เฒ่ารู้ก็ได้” หมอเฉิงพูดเรียบๆ
“หมอหมายถึง โรเจอร์ ชาร์ล หัวหน้าเขาอย่างนั้นล่ะสิฮ่าๆ” ผู้เฒ่าจางถามอย่างรู้ทัน พร้อมกับหัวเราะร่า
“ครับ” หมอเฉิงตอบเบาๆ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่หรอก เชื่อผมสิหมอ” ผู้เฒ่าจางหัวเราะร่าอยู่อย่างนั้น
“ผมเคยบอกหมอไปแล้ว ว่าตอนที่ผมไม่ได้สติน่ะ ผมไปที่โลกแห่งความตายมาแล้ว และได้ไปพบกับจื่อเยี่ย ภรรยาที่ที่ล่วงลับไปก่อน เขาบอกว่าผมน่ะยังตายไม่ได้หร๊อก เพราะต้องอยู่ดูจื่อฟ่านแต่งงงานกับคุณก่อน ฮ่าฮ่า ผมพูดจริงๆนะหมอ” ผู้เฒ่าจางเหมินกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ ทำเอาหมอหนุ่มอมยิ้มอย่างพึงพอใจ
“อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับผู้เฒ่า คุณจางได้ยินเธอจะรู้สึกไม่ดีกับผมได้” หมอเฉิงตอบทั้งที่ใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“รู้สึกไม่ดียังไงอ่ะหมอ” ผู้เฒ่าจางเหมินถามด้วยสีหน้างงๆ
“ผมไม่คิดว่าคุณจางเขาจะรู้สึกดีกับผมหรอกครับ ดูๆแล้วเขาน่าจะเกลียดขี้หน้าผมด้วยซ้ำฮ่าๆๆ” หมอเฉิงพูดพลางหัวเราะเบาๆในลำคอ
“ผมว่าไม่จริงอ่ะดูเขาน่าจะสนใจคุณหมอด้วยซ้ำ เชื่อผมสิผมเลี้ยงเด็กคนนี้มาย่อมรู้นิสัยใจคออย่างดี จื่อฟ่านถึงจะเป็คนเก่งไม่ยอมคน แต่ที่จริงแล้วเธอเป็คนอ่อนไหวและไร้เดียงสานัก” ผู้เฒ่าจางเหมินพูดถึงลูกสาว
ทั้งสองคุยกันอย่างสนุกสนานต่างหัวเราะชอบพอกันอยู่พักใหญ่จนกระทั่งจางจื่อฟ่านเดินเข้ามาในห้องทั้งสองจึงเงียบกริบแล้วมองหน้ากันไปมา
เมื่อเห็นพิรุธดังนั้นจางจื่อฟ่านจึงผิดสังเกตหญิงสาวมองหน้าหมอเฉิงที มองหน้าผู้เป็พ่อทีด้วยความงุนงงและสงสัย เมื่อครู่ทั้งสองคุยกันอย่างออกรสแต่เมื่อเธอเข้ามาทั้งสองกับเงียบกริบ
“คุณจางเข้ามาแล้วผู้เฒ่ามีเพื่อนแล้วนะครับผมว่าผมขอตัวก่อนดีกว่า” พูดจบหมอเฉิงหันไปสบตากับจางจื่อฟ่านครั้งนึงอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินออกจากห้องไปทิ้งสองพ่อลูกให้อยู่ตามลำพัง หญิงสาวมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา
“พ่ออาการเป็ไงบ้างคะ ยังเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” หญิงสาวเอ่ยถามผู้เป็พ่อพลางก้มสำรวจตามาแที่ผ่าตัดไว้แต่ก็เห็นว่าไม่มีอันไหนผิดปกติเธอยิ้มให้ผู้เป็พ่ออย่างรักใคร่
“ไม่กี่วันคงออกจากโรงพยาบาลได้แล้วนะคะอยู่ที่นี่พ่อคงเบื่อแย่” จางจื่อฟ่านชวนคุยไปเรื่อยๆ
“มันก็เบื่อจริงๆนั่นแหละแต่จะทำอย่างไรได้คนยังไม่ถึงที่ตายทั้งที่อยากตาย ก็โชคดีได้หมอเก่งแล้วก็เป็คนดีเลยทำให้พ่อรอดมาได้” ผู้เฒ่าจางพูด จางจื่อฟ่านใบหน้าสลดลงเมื่อได้ยินคำพูดของพ่อแบบนั้น หญิงสาวไม่รู้จะพูดยังไงให้พ่อมีกำลังใจสู้ต่อไป เธอเอื้อมมือไปกุมมือของผู้เป็พ่อเอาไว้
“พ่ออย่าพูดอย่างนั้นสิคะพ่อต้องอยู่ไปอีกหลายปีอยู่เป็ร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกๆ หนูสัญญาว่าต่อไปหนูจะกลับมาบ้านบ่อยๆไม่ให้พ่อกับจื่อลู่ต้องเหงาอีก” จางจื่อฟ่านปลอบโยนผู้เป็พ่อ
“ลูกจะกลับมาได้เหรองานของลูกยิ่งรัดตัวเวลาจะพักผ่อนยังแทบจะไม่มี” ผู้เป็พ่อพูดด้วยอาการตัดพ้ออย่างเห็นได้ชัด
“ได้สิคะจากนี้ไปหนูจะหาเวลากลับบ้านบ่อยๆที่ผ่านมาหนูขอโทษนะคะที่ไม่เคยได้ทำหน้าที่ลูกดูแลพ่อเลยสักครั้ง” หญิงสาวพูดอย่างโทษตัวเอง
“หรือลูกอยากจะกลับมาอยู่บ้านไหมล่ะงานบ้านเราก็มีถ้าอยากทำธุรกิจเราก็ทำอะไรก็ได้อยู่ที่นี่ได้ไหม” ผู้เป็พ่อถาม จางจื่อฟ่านอึดอัดที่จะตอบ หญิงสาวอ้ำอึ้งอยู่อย่างนั้นจนผู้เป็ข้อสังเกตุเห็น
“หนูขอคิดดูอีกทีนะคะ” หญิงสาวตอบเลี่ยงๆ
“แต่พ่อเชื่อว่าลูกจะกลับมาอยู่บ้านพ่อเชื่ออย่างนั้นฮ่าๆๆ” ผู้เฒ่าจางเหมินพูดอย่างมั่นใจ จางจื่อฟ่านมองหน้าผู้เป็พ่ออย่างงุนงง
“ฮ่าๆๆพ่อพูดเื่จริงนะ พ่อเห็นหมดแล้วอนาคตน่ะ แค่พอรู้ว่าลูกสาวพ่อจะได้แต่งงานกับคนดีๆอย่างหมอเฉิงพ่อก็สบายใจแล้ว” พูดเข้าจางพูดอย่างมั่นใจ
“พูดเื่นี้อีกแล้วนะคะมันเป็ไปไม่ได้หรอกค่ะถ้าคุยเื่นี้หนูไม่คุยกับพ่อแล้ว” จางจื่อฟ่านตอบหันมองพ่ออย่างอ่อนใจ
“ลูกไม่ต้องเชื่อพ่อก็ได้ตอนนี้แต่รอดูเถอะ ทุกอย่างจะเป็ไปตามที่พ่อพูดนี่แหละ” ผู้เฒ่าจางกล่าว แล้วค่อยๆเอนหลังนอน หญิงสาวเอาผ้าห่มๆกายให้ผู้เป็พ่อ แล้วผู้เฒ่าจางก็หลับไปเพราะฤทธิ์ยา จางจื่อฟ่านยังคงนั่งอยู่ข้างๆเตียงของผู้เป็พ่อหญิงสาวสำรวจดูอาการแล้วมองผู้เป็พ่อด้วยความรัก
“สิ่งที่พ่อพูดมันคงเป็ไปไม่ได้หรอกค่ะ ถึงหนูจะรู้สึกยังไงกับหมอเฉิงก็คงไม่มีประโยชน์อะไรเพราะว่าหมอเฉินน่ะมีคนรักอยู่แล้วหนูคงไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้นพ่อคงไม่รู้สินะคะ” จางจื่อฟ่านพูดกับร่างอันหลับไหลของผู้เป็พ่อด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก
เพราะตัวเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอย่างไรกับหมอเฉิง เมื่อครั้งที่เธอได้รู้ว่าหมอเฉินมีคนรักอยู่แล้วเธอยอมรับว่าเธอรู้สึกเ็ปที่หัวใจ แต่จะทำอะไรได้เพราะว่าเธอกับหมอเฉิงไม่ได้เป็อะไรกันและตัวหมอเฉิงเองก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะชอบเธอหรือจะพูดคุยในทางชู้สาวกับเธอแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อคิดมาถึงตอนนี้จางจื่อฟ่านก็ได้แต่ถอนหายใจ เคยยอมรับว่าไม่เคยรู้สึกอย่างนี้กับใครแม้แต่กับ โรเจอร์ ชาร์ล ถึงแม้ว่าเธอกับเขาจะสนิทกันเพียงไหนเพราะทำงานร่วมกันแต่เธอก็ไม่เคยรู้สึกเกินเลยกับเขาแม้แต่นิดเดียว เธอกับเขาเป็ได้แค่เพื่อนที่รู้สึกดีต่อกันเป็ห่วงเป็ใยกันและหวังดีต่อกันเสมอ ซึ่งเธอกลับเขาก็รู้ตัวกันดี แต่ในทางสื่อต่างๆทั่วโลกกับลงในนิตยสารว่าเธอกับ โรเจอร์ ชาร์ล คบกันฉันคู่รัก
แต่ที่ผ่านมาเธอและเขาไม่ได้ออกมาปฏิเสธผ่านสื่อเพราะเห็นว่าเป็เื่ไร้สาระ และมีอะไรต้องทำมากมายกว่าที่จะมายุ่งวุ่นวายกับเื่พวกนี้ ทำให้คนมากมายต่างคิดไปเองว่าเธอกับเขาคบหากัน และทุกคนยังสนับสนุนเพราะเห็นว่าเธอกับเขาเป็คู่ที่เหมาะสมอย่างลงตัว เพราะเธอคือนักธุรกิจหญิงที่เก่งที่สุดก็ว่าได้ และเขาก็เป็นักธุรกิจหนุ่มที่เก่งในระดับโลกเลยทีเดียว จางจื่อฟ่านยังคงพูดกลับผู้เป็พ่อที่เข้าสู่ห้วงนิทราไปนานแล้ว
นั่งต่ออีกพักให
ญ่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก่อนที่หญิงสาวจะลุกขึ้นแล้วเดินจากห้องผู้ป่วยไป…