"ยินดีด้วยนะซูเก๋อ" ผู้นำตระกูลเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม "ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เ้าก็กลายเป็ผู้ใหญ่แล้ว"
ทุกคนต่างดูออกถึงความเอาใจใส่ที่ผู้นำตระกูลมีต่อซูเก๋อ ทั้งยังเป็ความเอาใจใส่ที่ก้าวข้ามความรักความเอ็นดูที่ผู้นำตระกูลมีต่อหลานชายหรือเหลนชายของตนเองไปไกลลิบ
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำตระกูลไม่ได้มองซูเก๋อเป็เพียงเด็กธรรมดาคนหนึ่งเลยแม้แต่น้อย หากแต่ยังให้เกียรติ
"ขอบคุณท่านผู้นำตระกูลขอรับ" ซูเก๋อเอ่ยด้วยรอยยิ้มผ่าเผยไม่โอนอ่อนและไม่เย่อหยิ่ง
ยามที่คนทั่วไปเผชิญหน้ากับผู้นำตระกูล มักจะตื่นตระหนกและนอบน้อมอยู่เสมอ ทว่าซูเก๋อกลับสงบผ่อนคลายอย่างยิ่ง
"ซูเก๋อ ยินดีด้วยนะ"
เหล่าผู้าุโหลายท่านต่างก็มีรอยยิ้มอบอุ่นเอื้ออารี พวกเขาล่วงรู้ตื้นลึกหนาบางของซูเก๋อดี จึงไม่รู้สึกแม้แต่น้อยว่าท่าทีของผู้นำตระกูลมีสิ่งใดผิดแปลก
"ขอบคุณขอรับ" ซูเก๋อคำนับตอบรับความหวังดีของเหล่าผู้าุโทีละท่าน
หลังจากทักทายสนทนากันพอประมาณ ผู้นำตระกูลก็ตบไหล่ซูเก๋อเบา ๆ ใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม
"แเื่ทยอยเดินทางเข้างานแล้ว ไปกันเถิด เ้าที่เป็ตัวเอกของงาน ได้เวลาออกไปเปิดตัวแล้ว"
เมื่อเอ่ยจบ ผู้นำตระกูลก็เดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของลานจัดเลี้ยง โดยมีซูเก๋อก้าวเท้าเดินตามหลังผู้นำตระกูลไปติด ๆ ทุกก้าวย่างมั่นคงและสงบนิ่ง ท่วงท่าผ่อนคลายสุขุม
คนในตระกูลที่เหลือ รวมถึงเหล่าผู้าุโและผู้ดูแลอีกมากมาย ต่างก็มุ่งหน้าไปยังลานจัดเลี้ยงเช่นกัน
ยามนี้ ณ ลานจัดเลี้ยง มีแเื่เดินทางมาถึงไม่น้อยแล้ว ส่วนใหญ่เป็ผู้คนจากสมาคมการค้าและกองกำลังทหารรับจ้างที่มีความร่วมมือกับตระกูลซู รวมถึงสมาชิกตระกูลขนาดเล็กที่สนิทสนมกับตระกูลซูด้วย
ส่วนบุคคลระดับสำคัญจริง ๆ ยังไม่มีผู้ใดเดินทางมาถึงเลยสักคน ซึ่งก็ถือเป็เื่ปกติที่บุคคลสำคัญมักจะปรากฏตัวเป็กลุ่มสุดท้ายเสมอ
"ท่านผู้นำตระกูลมาถึงแล้ว!" ยามที่เงาร่างของผู้นำตระกูลและซูเก๋อปรากฏขึ้นที่ลานจัดเลี้ยง คนในตระกูลซูคนหนึ่งก็กู่ร้องะโขึ้น เหล่าแเื่พลันหยุดการสนทนา สายตาทุกคู่หลั่งไหลมาจับจ้องที่ผู้นำตระกูลราวกับสายน้ำ
ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็สังเกตเห็นซูเก๋อที่อยู่ข้างกายผู้นำตระกูล หมวกใบเล็กประณีตสวยงามบนศีรษะของเขา บ่งบอกฐานะอย่างเด่นชัด
"เขาคือซูเก๋อ ตัวเอกของพิธีบรรลุนิติภาวะครั้งนี้หรือ?"
"หน้าตาไม่เลวเลยทีเดียว เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็พวกดีแต่เปลือกหรือไม่..."
"อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองเฉียนหลงในอดีต ผ่านพ้นไปห้าปี ไม่รู้ว่าจะยังพร์อันน่าพรั่นพรึงเหมือนเมื่อห้าปีก่อนอยู่หรือเปล่า"
ผู้คนต่างตื่นตาตื่นใจและอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตัวซูเก๋อ เ้าเด็กคนนี้มีความสามารถอันใดกันแน่ ถึงขั้นทำให้ผู้นำตระกูลซูยอมจัดพิธีบรรลุนิติภาวะที่ยิ่งใหญ่เอิกเกริกถึงเพียงนี้ให้แก่เขา
ในเมื่อบุคคลสำคัญยังมาไม่ถึง ผู้นำตระกูลก็ไม่ได้รีบร้อน หากแต่เอ่ยกับเหล่าแเื่ด้วยใบหน้าเอิบอิ่มเปี่ยมสุข
"ฮ่า ๆ ขอบคุณทุกท่านที่เจียดเวลาอันมีค่ามาร่วมพิธีบรรลุนิติภาวะของซูเก๋อ หากมีสิ่งใดต้อนรับขาดตกบกพร่อง ข้าขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ทุกท่านโปรดให้อภัยด้วยเถิด"
หลังสนทนาทักทายพอเป็พิธี ผู้นำตระกูลก็นำพาซูเก๋อไปแนะนำตัวกับแเื่ทีละคน ซึ่งทุกคนที่ถูกแนะนำต่างก็ยิ้มแย้มตอบรับอย่างเป็มิตร
ซูเก๋ออดนับถือผู้นำตระกูลไม่ได้ แขกมากมายถึงเพียงนี้ ผู้นำตระกูลกลับจดจำนามของทุกคนได้หมด ทั้งยังล่วงรู้ฐานะและเื่ราวเกียรติยศของแต่ละคนอย่างทะลุโปร่ง
ซูเก๋อจินตนาการออกเลยว่า ผู้นำตระกูลต้องทุ่มเทลงแรงและทำการบ้านลับหลังมามากมายเพียงใด และทุกสิ่งที่ผู้นำตระกูลทำไปทั้งหมดก็เพื่อตระกูลซูทั้งสิ้น
"ท่านเ้าเมืองมาถึงแล้ว!" คนในตระกูลที่ต้อนรับแขกอยู่ด้านหน้าพลันปรับระดับเสียงสูงขึ้น แผดร้องะโออกมาดังก้อง
ทุกคนพลันจิตใจตื่นตัว อารมณ์ฮึกเหิมตื่นเต้นขึ้นมาทันตา สายตาทุกคู่หันพรึบไปทางประตูใหญ่ของจวนตระกูลซู ลานจัดเลี้ยงจึงพลอยเงียบสงบลงไปทันที
เห็นเพียงชายวัยกลางคนท่วงท่าสง่างามเปี่ยมเมตตาเดินแย้มยิ้มเข้ามา ข้างกายมีผู้ติดตามในชุดผู้ดูแลเดินตามหลัง ในมือถือชะลอมไม้ไผ่ใบหนึ่ง ภายในชะลอมจัดวางกล่องของขวัญประณีตสวยงามไว้หลายกล่อง
"ท่านผู้นี้คือตงฟางเยี่ยน เ้าเมืองเฉียนหลงของเรา"
ผู้นำตระกูลกระซิบเสียงเบาข้างหูซูเก๋อ "คนผู้นี้ถือกำเนิดจากเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย ทั้งยังเป็หนึ่งในยอดฝีมือชั้นยอดของราชวงศ์ต้าเซี่ย มีขอบเขตการบำเพ็ญเพียรถึงขั้นเทียนกังระดับสี่ ความแข็งแกร่งของเขา หากมองไปทั่วทั้งราชวงศ์ต้าเซี่ย นับว่าติดอันดับหนึ่งในสิบได้เลย ส่วนในเมืองเฉียนหลงแห่งนี้ ยิ่งนับว่าติดหนึ่งในสาม"
"ติดหนึ่งในสามของเมืองเฉียนหลงหรือขอรับ? แล้วอีกสองท่านเล่า?"
ซูเก๋อจิตใจสั่นไหว เขารู้สึกแปลกใจยิ่งนัก ที่ผู้นำตระกูลของตนเองไม่ติดแม้แต่อันดับหนึ่งในสามแห่งเมืองเฉียนหลง
"อันดับหนึ่งย่อมเป็ผู้าุโมั่วปู้อวี่ ในฐานะเทพผู้ปกปักราชวงศ์ต้าเซี่ย ความแข็งแกร่งของผู้าุโมั่วปู้อวี่ย่อมไร้ข้อกังขา" ผู้นำตระกูลครุ่นคิด
"ส่วนอันดับสอง... เ้าคงเคยได้ยินชื่อกองทัพต่อต้านมารกระมัง? จอมทัพหนิงเกิงแห่งกองทัพต่อต้านมาร คือยอดฝีมือเกรียงไกรที่ยุคนี้เป็รองเพียงผู้าุโมั่วปู้อวี่เท่านั้น ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาสูงกว่าผู้าุโเจียงเยี่ยนเสียอีก"
ยอดฝีมือเกรียงไกรสามอันดับแรกแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย เมืองเฉียนหลงครองไปถึงสองตำแหน่ง
เกี่ยวกับการมาเยือนของตงฟางเยี่ยน ผู้นำตระกูลรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
"คนผู้นี้ปกติแทบไม่เคยปรากฏตัวมาร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้เลย คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้เขาจะเดินทางมาด้วยตนเอง"
ไม่เพียงมาเยือน ทั้งยังนำของขวัญมามอบให้อีกด้วย นับเป็เื่หาได้ยากยิ่งนัก
ไม่รอให้ซูเก๋อเอ่ยสิ่งใด ผู้นำตระกูลก็รีบก้าวเท้าเข้าไปต้อนรับตงฟางเยี่ยน พร้อมเอ่ยอย่างยิ้มแย้มกระตือรือร้น "ท่านเ้าเมืองมาเยือนด้วยตนเอง นับเป็เกียรติแก่ตระกูลซูอันต้อยต่ำแห่งนี้ยิ่งนักขอรับ!"
ตงฟางเยี่ยนยิ้มบาง ๆ "หลายวันมานี้อยู่นิ่งจนเบื่อหน่าย ประจวบเหมาะกับได้รับเทียบเชิญจากตระกูลซู จึงถือโอกาสมาเดินเล่นเสียหน่อย ผู้นำตระกูลซูคงไม่ถือสากระมัง?"
"นับเป็เกียรติของพวกเรายิ่งแล้วขอรับ" ผู้นำตระกูลแย้มยิ้มสดใส
"ผู้นี้คือซูเก๋อกระมัง?"
สายตาของตงฟางเยี่ยนตกอยู่บนร่างของซูเก๋อ เขากวาดสายตาพินิจพิจารณาอยู่สองสามหน ก่อนจะเอ่ยชมเชย "ไม่เลวเลยจริง ๆ สง่างามประหนึ่งหยกงาม โดดเด่นองอาจ มิน่าล่ะ ตอนนั้นถึงได้รับการคัดเลือกเป็กรณีพิเศษเข้าสู่สำนักทหารรับจ้างต้าเซี่ย"
เมื่อเห็นตงฟางเยี่ยนเอ่ยชมเชยเด็กหนุ่มถึงเพียงนี้ ผู้นำตระกูลก็ยิ่งแปลกใจขึ้นไปอีก นี่ไม่ใช่ตงฟางเยี่ยนในความทรงจำของเขาเลยสักนิด
"ขอบพระคุณท่านเ้าเมืองขอรับ" ซูเก๋อไม่ได้ล่วงรู้นิสัยของตงฟางเยี่ยน จึงนึกว่าอีกฝ่ายเป็คนเข้าถึงง่ายเช่นนี้อยู่แล้ว
"คำทักทายตามมารยาทไม่จำเป็ต้องเอื้อนเอ่ยแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วยนะ" ตงฟางเยี่ยนกวักมือเรียกผู้ติดตาม จากนั้นจึงเอ่ยกับซูเก๋อ "ยามมา ได้ถือโอกาสนำของขวัญชิ้นเล็กชิ้นน้อยติดมือมาด้วย หวังว่าจะถูกใจเ้า"
ซูเก๋อเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง
"ท่านเ้าเมือง เชิญด้านในขอรับ" ผู้นำตระกูลเอ่ยเชื้อเชิญด้วยรอยยิ้ม
ทว่าตงฟางเยี่ยนกลับโบกมือ "ช้าก่อน มีเื่หนึ่ง ข้าอยากจะรบกวนเ้าสักหน่อย"
ใจของผู้นำตระกูลพลันกระตุกวูบ เกรงว่าตงฟางเยี่ยนจะเอ่ยข้อเรียกร้องที่เกินเลยอันใดออกมา แต่ต่อหน้าผู้คนมากมายถึงเพียงนี้ เขาได้แต่กล้ำกลืนเอ่ยตอบไปว่า "ท่านเ้าเมืองโปรดเอ่ยมาเถิดขอรับ"
"เฮ้อ อย่าได้ประหม่าไป ไม่ใช่เื่ใหญ่อันใดหรอก"
ตงฟางเยี่ยนมองปราดเดียวก็อ่านใจผู้นำตระกูลซูออก จึงเอ่ยอธิบายว่า "สหายของข้าคนหนึ่งอยากให้หลานสาวมาร่วมสนุกด้วย ดังนั้นข้าจึงอยากจะขอเทียบเชิญจากผู้นำตระกูลซูเพิ่มอีกสักนิด"
"เพียงเท่านี้หรือขอรับ?" ผู้นำตระกูลประหม่าตั้งนาน ที่แท้ข้อเรียกร้องของตงฟางเยี่ยนกลับง่ายดายถึงเพียงนี้
เขาหัวเราะอย่างผ่าเผย "ก็แค่เทียบเชิญใบเดียวไม่ใช่หรือขอรับ? ข้าจะให้คนนำมาส่งให้เดี๋ยวนี้เลย"
ตงฟางเยี่ยนส่ายศีรษะ "ใบเดียวอาจจะไม่ค่อยพอ"
"เอ๋..." ผู้นำตระกูลชะงัก "เช่นนั้นต้องใช้กี่ใบหรือขอรับ?"
"หกสิบห้าใบ... ไม่สิ สักเจ็ดสิบใบเถิด ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า" ตงฟางเยี่ยนครุ่นคิด แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
"สหายของท่านเ้าเมือง... มีหลานสาวมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ?" ผู้นำตระกูลมึนงงไปแล้ว
มุมปากของซูเก๋อก็ขยับกระตุกเล็กน้อยเช่นกัน
ตงฟางเยี่ยนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เขามองดูผู้นำตระกูล "ต้องโทษข้าเอง เป็ข้าที่เอ่ยไม่กระจ่าง สหายของข้ามีหลานสาวเพียงคนเดียว แต่เหล่าสหายร่วมเรียนของนางก็อยากมาร่วมสนุกด้วย... ผู้นำตระกูลซู พอจะอนุโลมให้หน่อยได้หรือไม่?"
ผู้นำตระกูลเอ่ยตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย "ในเมื่อท่านเ้าเมืองเอ่ยปากแล้ว อย่าว่าแต่เทียบเชิญเจ็ดสิบใบเลย ต่อให้เป็เจ็ดร้อยใบ ก็ไม่มีปัญหาแน่นอนขอรับ"
ถึงอย่างไรตระกูลซูก็ยังต้องรักษาหน้าตาของตงฟางเยี่ยน และอย่าว่าแต่ตระกูลซูเลย ต่อให้เป็ตระกูลโจวหรือตระกูลอูหม่าก็ไม่กล้าปฏิเสธข้อเรียกร้องของตงฟางเยี่ยนโดยง่ายเช่นกัน
"เช่นนั้นก็ขอบใจมาก" ตงฟางเยี่ยนพยักหน้าพึงพอใจ
"เทียบเชิญข้าจะให้คนนำมาส่งให้ทันที ท่านเ้าเมืองเชิญนั่งด้านในเถิดขอรับ ทางด้านนั้นจะเงียบสงบกว่าเล็กน้อย" ผู้นำตระกูลใส่ใจความรู้สึกของตงฟางเยี่ยนเป็อย่างยิ่ง เขายังจำได้ดีว่าตงฟางเยี่ยนไม่ชอบความครึกครื้นวุ่นวาย
"เช่นนั้นก็รบกวนผู้นำตระกูลซูแล้ว" ตงฟางเยี่ยนไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของผู้นำตระกูล เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยกับผู้ติดตามข้างกาย
"เ้ารอรับเทียบเชิญอยู่ที่นี่ พอได้เทียบเชิญแล้ว รีบนำไปมอบให้เสี่ยวเสวี่ยโดยเร็ว จำไว้ ต้องรวดเร็ว หากเกิดความผิดพลาดอันใดขึ้น ข้าจะเอาความกับเ้าแต่เพียงผู้เดียว"
เมื่อได้ฟังดังนั้น ผู้นำตระกูลก็ยิ่งรู้สึกสนใจอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา สหายที่ตงฟางเยี่ยนเอ่ยถึงคือผู้ใดกันแน่ ถึงขั้นทำให้ตงฟางเยี่ยนให้ความสำคัญถึงเพียงนี้?