ด้านหน้าอีกมุมของร้านอีริน อีริค และอังเดรต่างเดินดูสินค้ากันอย่างตื่นตา
“หัวหน้า สินค้าหลายชิ้นในร้านดูมีลักษณะเฉพาะ บางชิ้นเด่นในธาตุเดียว แต่ถ้าเลือกให้เหมาะกับตนเอง น่าจะมีประโยชน์มากทีเดียว”
อีริคเอ่ยขึ้น ขณะจ้องมองไม้เท้าสีดำสนิทที่ฝังอัญมณีไฟไว้ตรงปลาย
“ใช่.. อัลริกเป็นพวกชอบสะสมของแปลก ๆ ไม้เท้าบางอันเสริมพลังโจมตีเวทได้แค่ธาตุเดียว แทบไม่รองรับธาตุอื่นเลย คนอื่นอาจมองเป็นของชำรุด แต่เขาก็ยังเก็บมาขาย ของพวกนี้จึงขายออกยากมาก”
ชายชราจะรู้สึกแปลก ๆ ทุกครั้ง เมื่อนึกถึงความชอบของเพื่อนเก่าคนนี้
อังเดรขมวดคิ้วก่อนถาม
“แล้วทำไมหัวหน้ายังพามาซื้อที่นี่ล่ะ?”
พ่อบ้านรอยหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดต่อ
“เพราะรายได้หลักของเขา ไม่ได้วางอยู่หน้าร้าน ถ้าเจ้าอยากได้อะไรที่เฉพาะเจาะจงแล้วไม่อยากเสียเวลาหา แค่บอกไว้ เขาจะไปหาให้ ขอแค่เจ้ามีเงิน ต่อให้ของนั้นหายาก เพียงให้เวลาเขาหน่อย เขาจะหาของมาให้จนได้”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“และที่สำคัญ สินค้าทุกชิ้นที่ผ่านมือเขา เขารับรองคุณภาพ ไม่อย่างนั้นร้านโทรม ๆ แบบนี้คงไม่อยู่รอดจนถึงทุกวันนี้หรอก จริงไหม?”
คำพูดของพ่อบ้าน ทำให้ทั้งสามเข้าใจทันทีว่า...นี่ไม่ใช่ร้านขายอุปกรณ์เวททั่วไป
และอัลริก...ก็ไม่ใช่แค่นักเวทขายของมือสองหรือของมีตำหนิ
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงพวกเขาเดินดูของทั่วร้านแต่ไม่มีใครเจอของที่ถูกใจจนเสียงประตูด้านในเปิดออก อัลริกเดินออกมาพร้อมกล่องไม้ทรงยาวในมือ
“ข้าได้มาแล้ว ตรงตามที่ท่านต้องการ ไม้เท้าเวทระดับเงิน สำหรับนักเวทฝึกหัด ทำจากไม้สนโบราณบนยอดเขาสูง อายุราวสองร้อยปี”
เขาพูดต่อพลางเปิดกล่อง หยิบไม้เท้าออกมาชูขึ้น
“ต้นสนต้นนี้เคยถูกฟ้าผ่าจนไหม้ แต่แก่นไม้ยังอยู่ จึงมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้น มีพลังสายฟ้าและอัคคีแฝงอยู่ ส่วนพายุที่รุนแรงบนภูเขา ก็ทิ้งร่องรอยของธาตุลมเอาไว้ด้วย...ธาตุไม้กับดินก็มีตามธรรมชาติของต้นไม้อยู่แล้ว”
ไม้เท้าที่เขาหยิบออกมามีสีเข้มคล้ายรอยไหม้ที่เกิดจากสายฟ้า ผิวไม้ที่นักประดิษฐ์ได้ขัดจนมันวาว ดูแข็งแรงจากกาลเวลานับร้อย ๆ ปีปลายหัวไม้เท้าถูกแกะสลักเป็นรูปหยักคล้ายสัญลักษณ์สายฟ้าจากหัวถึงปลายมีความยาวประมาณร้อยห้าสิบเซนติเมตร พอดีมือเด็กหนุ่มใช้
“ข้าจะพูดตรง ๆ เนื้อไม้หลักจากต้นนี้ถูกนำไปทำเป็นอาวุธเวทระดับหายาก ของชิ้นนี้คือเศษไม้ที่เหลือ แต่ผู้ช่วยนักประดิษฐ์นำมาลองสร้างไม้เท้าดู อักขระเวทที่ลงไว้จึงไม่ได้ดีเยี่ยมเหมือนของระดับสูง แต่ใช้งานได้ดีในฐานะอาวุธของนักเวทฝึกหัด”
เขาหันไปสบตาพ่อบ้าน
“ข้าไม่ปิดบัง เพราะเป็นท่านนะ รอย...ไม้เท้านี้ขายยากเพราะราคาสูงกว่าทั่วไป แถมสร้างโดยนักประดิษฐ์เทียร์สองขั้นสมบูรณ์ ผู้ซื้อเลยลังเล แต่ข้าทดสอบแล้ว และขอรับรองคุณภาพ แม้มันจะไม่ได้เพิ่มพลังโจมตีเวทได้มาก แต่ความสมดุลของธาตุถือว่าโดดเด่น ตรงตามที่ท่านต้องการ”
พ่อบ้านพยักหน้า
“ราคา?”
เขาถามสั้น ๆ ไม่แม้แต่ตรวจดูสินค้า
“อาวุธระดับเงินราคาสูงสุดอยู่ที่ร้อยยี่สิบเหรียญเงิน”
อัลริกตอบ
“แต่วัสดุของชิ้นนี้มาจากวัตถุดิบหายาก แม้เป็นเพียงเศษไม้ ราคายังสูงอยู่ หากเป็นลูกค้าทั่วไป ข้าคงตั้งไว้สามร้อยเหรียญเงิน แต่กับท่าน.. ถือเป็นการต้อนรับเพื่อนเก่ากลับบ้าน ข้าคิดแค่ราคาทุน สองร้อยยี่สิบเหรียญเงินก็พอ”
พ่อบ้านรอยหยิบเหรียญทองสามเหรียญจากถุง ส่งให้ทันที
“เจ้ารู้ว่าข้าไม่ชอบเป็นหนี้ใคร”
เขาพูดเสียงเรียบ
“เอาไป สามเหรียญทอง คิดเสียว่าเป็นค่าวิ่งเต้นสำหรับของชิ้นนี้ และขอจองของเหมือนกันนี้ สำหรับนักเวทฝึกหัดระดับสูงไว้ให้เจ้าหนูด้วย”
อัลริกรับเหรียญอย่างไม่เกี่ยง พร้อมหัวเราะเบา ๆ
“ผ่านไปตั้งนาน เจ้ายังเหมือนเดิม…ไม่ต้องห่วง ข้าจะคอยหาของไว้ให้”
เขาหันไปถามคนอื่น
“พวกเจ้ามีอะไรอยากได้อีกไหม? ข้าจะได้ดูไว้ให้ทีเดียว”
นิโคลัสชำเลืองมองพ่อบ้าน คล้ายลังเลจะพูดรอยหันกลับมา พยักหน้าเบา ๆ
“พูดได้เลย เขาไว้ใจได้”
“ข้าต้องการดาบสั้น ที่รับการเสริมเวทสายฟ้าได้”
อัลริกเลิกคิ้วขึ้นทันที มองนิโคลัสด้วยแววตาคาดเดาแต่จอมเวทรอยพูดแทรกขึ้นก่อน
“เอาไว้ใช้ป้องกันตัว เสริมเวทช็อกให้ศัตรูชะงักเพียงครู่เดียวเท่านั้น”
เขาพูดเสียงราบเรียบ ไม่มีอารมณ์ใด ๆ
อัลริกพยักหน้า
“เข้าใจแล้ว จะเอาระดับนักเวทฝึกหัดขั้นกลาง หรือขั้นสูง?”
“แค่ขั้นกลางก็พอ จะได้ใช้ได้เลย อีกอย่าง มันเป็นแค่อาวุธเสริม ไม่ใช่อาวุธหลัก”
นิโคลัสตอบ
“ตกลง ข้าจะจัดหาไว้ให้ แล้วจะเอาไปให้ที่สโตนบริดจ์ก็แล้วกัน”
ชายชราตอบรับ ก่อนส่งสัญญาณว่าจะไปแล้ว
นิโคลัสเก็บไม้เท้าเข้าถุงเก็บของ ก่อนกล่าวลาอัลริก และเดินออกจากร้านพร้อมพรรคพวกพวกเขาวางแผนเดินชมเมืองกันช่วงสั้น ๆ ก่อนจะกลับโรงแรมในช่วงบ่าย
แจ็ค อีริค และนิโคไล แยกตัวออกไปตามหาสาขาหลักของกลุ่มการค้าความหวังพร้อมกับสืบข่าวเกี่ยวกับรูปแบบการทดสอบ และผลสอบของปีก่อน ๆ
บนทางเดินกลับ พ่อบ้านเอ่ยขึ้น
“เจ้าควรฝึกใช้ไม้เท้านี้ให้คุ้นเคยก่อนสอบ เหลือเวลาอีกหลายวัน น่าจะฝึกได้คล่อง”
“เจ้าเน้นเวทสายฟ้ากับเวทลมไปก่อน ถ้าใช้หลายธาตุเกินไป จะโดดเด่นเกินโดยไม่จำเป็น”
“ขอรับ”
“เจ้าใช้ ‘เทนดรัส วอลท์’ กับ ‘เซวาริส คาเอล’ ได้คล่องหรือยัง? ระยะถึงสิบเมตรไหม?”
“สายฟ้า ‘เทนดรัส วอลท์’ ข้ายิงได้ไกลสุดสิบสองเมตร แต่ถ้าจะให้แม่นจริง ๆ อยู่ที่เก้าเมตรส่วน ‘เซวาริส คาเอล’ เวทลมจันทร์เสี้ยว แม่นยำที่เจ็ดเมตร พ้นสิบเมตรไป พลังจะตกลง คุมทิศทางได้ยาก”
“แค่นั้นก็พอแล้ว ฝึกต่อไปเถอะ”
พ่อบ้านกล่าวก่อนเสริม
“ด้านหลังโรงแรมมีโรงฝึกเก่าของข้าอยู่ เดี๋ยวให้เด็ก ๆ ไปทำความสะอาด ตอนเย็นน่าจะใช้งานได้”
พื้นที่ด้านหลังโรงแรม เป็นเขตส่วนตัว มีรั้วสูงและแนวกั้นสายตาอย่างดีไม่มีแขกคนใดเข้าออกได้โดยพลการ
ด้านในมีบ้านพักขนาดเล็กสี่หลัง และบ้านหลักหลังใหญ่ ที่เคยเป็นที่พักของจอมเวทรอยแม้ตอนนี้จะทรุดโทรมเพราะไม่มีคนอยู่มานาน แต่ยังสามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้ได้
ถัดไปคือโรงฝึก อาคารหินขนาดใหญ่ที่แข็งแรงทนทาน ผนังรอบนอกเต็มไปด้วยอักขระเวท
ทุกอย่างที่นี่คือ “อดีตของจอมเวทรอย”...ก่อนที่เขาจะกลายเป็นพ่อบ้านของตระกูลเบลลาทอร์
ยามเย็นหลังการฝึกซ้อมในโรงฝึก นิโคลัสกลับมาถึงอาคารที่พักพอดีกับกลุ่มที่ออกไปสืบข่าวเดินเข้ามาแจ็คเป็นคนแรกที่ส่งเสียงเรียกจากระยะไกล
“นายน้อย! พวกข้าสืบข่าวที่ท่านต้องการมาครบแล้วขอรับ!”
“ไม่ต้องรีบหรอก เดี๋ยวข้าอาบน้ำก่อน พวกเจ้าก็ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ไว้ค่อยคุยกันตอนอาหารเย็น”
แม้จะยิ้มรับ แต่แจ็ครีบกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“แต่นายน้อย...ข้าได้ข่าวบางอย่าง ไม่เกี่ยวกับการสอบก็จริง แต่ดูจะเป็นเรื่องใหญ่”
“ช่วงนี้มีคนหายสาบสูญมากขึ้นจนน่าผิดสังเกต พวกข้าแยกกันไปทั่วเมือง แต่ทุกเขตล้วนมีข่าวคล้ายกัน และที่สำคัญ ไม่ใช่กรณีซ้ำซ้อน เพราะผู้หายตัวไปอาศัยอยู่กันคนละเขต”
นิโคลัสพยักหน้า สีหน้าสงบนิ่ง
“เข้าใจแล้ว สรุปเรื่องกันให้เรียบร้อย พอถึงมื้อเย็นค่อยเล่าให้ท่านตาฟัง”
กล่าวจบ เขาก็แยกตัวเข้าห้องอาบน้ำเพื่อชำระร่างกายที่เต็มไปด้วยเหงื่อจากการฝึก
บนโต๊ะอาหารเย็น บรรยากาศเงียบขรึมผิดจากปกติ
ไม่ใช่เพราะความกังวลเรื่องคะแนนสอบ.. แต่เพราะข่าวคนหายที่เพิ่งถูกหยิบยกขึ้นมา
แจ็คเริ่มรายงานด้วยสีหน้าจริงจัง
“ผู้ที่หายตัวไปส่วนใหญ่เป็นคนยากจนในเขตตะวันตก ที่กระจายออกไปทำงานทั่วเมืองช่วงกลางคืน มีเพียงบางรายที่เป็นคนธรรมดาอยู่ในเขตอื่น บางรายไม่มีญาติ ไม่มีใครแจ้งคนหาย มีเพียงเพื่อนบ้านหรือคนรู้จักเห็นว่าหายไปนานจนน่าสงสัยเท่านั้น”
พ่อบ้านรอยพยักหน้า ชั่งใจเล็กน้อยก่อนถาม
“แล้วทางการล่ะ ตรวจพบอะไรบ้าง?”
“ไม่มีความคืบหน้าเลยขอรับ”
แจ็คตอบทันที
“จากข้อมูลที่ได้ คนแรกน่าจะหายไปตั้งแต่สองเดือนก่อน กว่าทางการจะเริ่มสนใจ ก็ผ่านไปเกือบเดือนแล้ว ตอนนี้ยอดคนหายรวมกันเกินยี่สิบราย แต่ไม่มีเบาะแสเลย แม้แต่คราบเลือดก็ไม่มี เหมือน ‘หายไปเฉย ๆ’ ยังไงยังงั้น”
ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะชั่วครู่ ก่อนที่พ่อบ้านจะตัดสินใจ
“ช่วงนี้...พวกเจ้าผลัดกันออกไปสืบข่าว แต่อย่าให้ใครจับพิรุธได้ ทำเหมือนแค่สงสัยข่าวลือก็พอ”
“รับทราบ!”
ทุกคนขานรับพร้อมกัน
“พรุ่งนี้ ข้าจะไปดูภารกิจที่สมาคมฮันเตอร์ว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไหม ส่วนนายน้อย เจ้ายังมีหน้าที่ฝึกซ้อมเข้าไว้ เรื่องแบบนี้เจ้าช่วยไม่ได้อยู่แล้ว”
“ขอรับ ท่านตา”
แม้คำตอบจะหนักแน่น แต่แววตาของนิโคลัสกลับซ่อนแผนการไว้เรียบร้อยแล้ว
หลังอาหารค่ำ เขากลับมายังโรงฝึกอีกครั้งยืนมองแสงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า
เขากำลังรอพวกซิลฟี่ ซึ่งมักกลับจากเที่ยวเล่นช่วงอาทิตย์ตกดินเป็นประจำ
‘ตั้งแต่มาถึง พวกนี้ออกไปเที่ยวกันทุกวันเลย...ไม่รู้ไปทำอะไรกันบ้าง’
แม้จะยังสื่อสารกันก่อนนอนทุกคืนผ่านการฝึกตำราสรรพสัตว์ แต่เขาก็รู้สึกว่าคุยกันน้อยลงกว่าตอนเดินทางด้วยกัน เนื่องจากเขาต้องทุ่มเวลาให้กับการฝึกฝนเวทมนตร์
เสียงกระพือปีกพร้อมเสียงร้องแผ่วเบาดังใกล้เข้ามาซิลฟี่ จ่าฝูงสีน้ำตาลบินนำฝูงนกน้อยราวสิบตัวเข้ามาทางช่องว่างหลังคาและมาเกาะใกล้เขาทันที
“ซิลฟี่ ข้ามีเรื่องอยากขอร้องเจ้ากับเพื่อน ๆ หน่อย”
“เรื่องอะไรนิค? ว่ามาเลย”
เขาพยักหน้า ก่อนเล่าเรื่องคนหายให้ฟังอย่างรวบรัดแม้เพื่อนของซิลฟี่จะไม่เข้าใจภาษามนุษย์โดยตรง แต่พลังจากตำราสรรพสัตว์ทำให้สื่อสารกันได้โดยไร้ข้อจำกัด
“เจ้าอยากให้พวกข้าช่วยสอดส่องใช่ไหม? แต่พวกข้าไม่ถนัดช่วงกลางคืนนะ”
“เจ้าพอจะชวนพวกกลางคืนมาช่วยได้ไหม ข้าจำเป็นต้องวานพวกเขา”
ซิลฟี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนผงกหัวรับ แล้วบินออกไปทันที
“พวกเจ้าเข้าไปพักก่อนเถอะ”
ฝูงนกน้อยทยอยบินเข้าสู่ ‘ถุงสัตว์เลี้ยง’ ด้วยท่าทีคุ้นเคย แต่แท้จริงแล้ว พวกมันถูกส่งเข้าสู่มิติสัตว์เลี้ยงภายในตำรา
ภายในมิติขนาดสิบลูกบาศก์เมตรนั้น ตอนนี้กลายเป็นสวนหย่อมเล็ก ๆ เต็มไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้ และผีเสื้อหลากสีที่บินว่อนเมื่อถึงยามเช้า พร้อมกับบ่อน้ำเล็ก ๆ ที่มีปลาแหวกว่ายอยู่ยังเพียงพอให้นกฝูงเล็ก ๆ อาศัยได้สบาย แต่อาจจะเริ่มคับแคบหากมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก
นั่นยังไม่รวมถึงสัตว์ประเภทอื่นด้วย เมื่อเขาต้องการความหลากหลายมากขึ้นในการทำภารกิจต่าง ๆ
ราวสิบห้านาทีต่อมา ซิลฟี่กลับมาอีกครั้งพร้อมนกฮูกสามตัวนิโคลัสไม่รอช้า นั่งลงและเริ่มฝึกตำราสรรพสัตว์ทันที กลิ่นหอมจาง ๆ แผ่ซ่านไปทั่วห้อง
ทั้งสามตัวพลันแสดงท่าทีแปลกไป พวกมันบินลงมายืนเบื้องหน้า ดวงตาเคลิบเคลิ้ม หัวเริ่มส่ายเบา เขาปล่อยพลังให้พวกมันซึมซับโดยไม่หวงแหนแม้แต่น้อย จนผ่านไปราวสิบห้านาที เขาจึงหยุดฝึก
“เอาล่ะ พวกเจ้าพอใจกันไหม?”
แม้ยังเหมือนเมามาย แต่พวกมันก็พยักหน้าแรงแทนคำตอบ
“ข้ามีเรื่องอยากวาน แต่รอพวกเจ้าฟื้นตัวก่อน เราค่อยคุยกัน”
ไม่นาน แววตาของพวกมันก็เริ่มแจ่มใสอีกครั้ง
“ข้าอยากให้พวกเจ้าช่วยสอดส่องทั่วเมือง ถ้ามีเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น การทำร้ายร่างกาย ลักพาตัว หรือฆาตกรรม ขอให้มารายงานข้าในช่วงเช้ามืด เจ้าสามารถชวนพรรคพวกเพิ่มได้ เมืองนี้ใหญ่มาก”
“ข้าให้สัญญาว่า ต่อให้ไม่มีข่าวอะไร ข้าก็จะมอบพลังนี้ให้พวกเจ้าทุกตัว ตกลงไหม?”
พวกมันพยักหน้าแรงพร้อมกันโดยไม่ลังเล
“ก่อนหน้านี้ พวกเจ้าเคยพบเหตุการณ์แบบที่ข้าบอกไหม?”
‘ไม่เลย แต่ข้าจะไปถามตัวอื่นให้ เช้ามืดจะมารายงาน’
นิโคลัสพยักหน้า สีหน้าพึงพอใจ
“ดีมาก ขอให้สังเกตตามที่เปลี่ยว ที่คนไม่พลุกพล่านก่อนเป็นหลักนะ ขอบคุณพวกเจ้ามาก แล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้ามืด”
หลังจากพวกมันบินจากไป นิโคลัสหันไปมองซิลฟี่ซึ่งยังอยู่ข้าง ๆ
“ช่วงนี้ลำบากเจ้าอีกแล้วนะ ซิลฟี่”
“เรื่องเล็กน้อยน่า นิค ข้าเองก็เที่ยวจนเบื่ออยู่แล้ว”
“มีใครรังแกเจ้าบ้างไหม?”
“แค่สังเกตเฉย ๆ แต่พอเห็นห่วงที่ข้าสวมไว้...พวกเขาก็ถอยแล้วล่ะ”
“ดีแล้ว พรุ่งนี้หาเพื่อนเพิ่มมาอีกหน่อยนะ เมืองนี้ใหญ่กว่าที่คิดมาก”
“เข้าใจแล้ว ข้าไปนอนก่อนนะ”
พูดจบ มันก็บินหายเข้าไปในหน้าอกของเขา เหมือนเวลาที่อยู่กันตามลำพัง
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เขาจึงเริ่มฝึกฝนต่อ แม้ว่าช่วงนี้ควรฝึกเวทมนตร์ให้เต็มที่ แต่เขายังคงฝึกฝนร่างกายอย่างหนักเหมือนเดิม เพื่อเพิ่มพลังให้กับแก่นวีราที่กะบังลม พลังโจมตีทางกายภาพจะอย่างไรก็ต้องใช้พลังวีรา
เพราะหากเกิดเหตุจวนตัว เขายังใช้ร่างกายเพื่อช่วยให้รอดชีวิตได้
นิโคลัสเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนนอกโรงฝึก
แม้แสงจันทร์สว่างไสวแต่ยังมีมุมมืดอยู่มากมายภายในเมือง
สายลมยามค่ำคืนเย็นเยียบ ดังจิตใจของเขายามนี้
“สายตาข้า...มีอยู่ทั่วเมือง”
เสียงเขาเอ่ยเบา ๆ พลางยิ้มมุมปาก
“อยากรู้นักว่า ข้าจะหาเจ้าเจอไหม…”