หนุ่มสาวทั้งสี่คนมองกันไปมาเมธาวดีเป็คนแรกที่ทำลายความเงียบ
“สองคนนี้รู้จักกันด้วยเหรอ”
“ก็...” มนตราอึกอัก ไม่รู้จะตอบอะไร
“เพิ่งรู้จักได้ไม่นาน แต่ในอนาคตไม่แน่เพราะตอนนี้กำลังทำความรู้จักกันอยู่...ใช่ไหมครับคุณมนตรา”
มนตราหน้าเหวอปกป้องขมวดคิ้วเหมือนไม่พอใจ เมธาวดีแสยะยิ้ม
“อ้อแก...นี่พี่ป้องนะ พี่ป้องคะนี่ฟิล์ม เพื่อนที่มหา’ลัยของเมเองค่ะ แล้วก็เป็เ้าของบาร์ XXX ชื่อดังด้วย”
เมธาวดีเกาะแขนปกป้องแน่น ฟิล์มกล่าวสวัสดีโดยไม่ยกมือไหว้ปกป้องพยักหน้ารับ มนตรามองทุกคนไปมาเหมือนหนูที่ลอบสังเกตการณ์แมว
“พี่ป้องนี่น่าจะเป็พี่ชายที่แสนดีมากๆเลยนะครับ ยัยเมเอาแต่เพ้อถึงเอ๊ยพูดถึงไม่หยุด” ฟิล์มแซว ดวงตาแวววาวดูเ้าเล่ห์
“ก็เป็พี่ชายเฉยๆ ธรรมดาๆ นี่แหละครับไม่ได้มีอะไรพิเศษ” ปกป้องเน้นเสียง
“พี่ป้องง่ะ!” เมทำเสียงสูงไม่พอใจแต่เมื่อเห็นมนตรามองอยู่ก็ไว้ท่า
“ทั้งสองคนเชิญตามสบายนะพี่กับมนตร์จะกลับแล้ว พี่มีธุระ”
“อะไรกันคะ! จะรีบไปไหน พี่ป้องไม่ได้กลับบ้านมาเป็ปีๆ แล้วนะ”
ปกป้องไม่สนใจ เขาแกะมือเมธาวดีออกเธอกระฟัดกระเฟียดปกป้องหันไปไหว้ลาพยาบาลที่ยืนนิ่งตรงโซฟาจนทุกคนแทบจะลืมไปแล้วว่าเธออยู่ตรงนั้นมนตราไหว้ตาม ปกป้องจับมือมนตราแน่นแล้วพาออกไป
“เฮ้! พี่มนตรา!”
มนตราสะดุ้ง ทั้งเธอและป้องหันขวับ
“ผมเรียกพี่มนตร์ได้แล้วเนอะถือว่าเรารู้จักกันมากขึ้นแล้ว เดี๋ยวผมติดต่อไปนะ”
ฟิล์มยิ้ม มันเป็ยิ้มที่สาวๆที่หลงใหลหนุ่มเกาหลีไทป์แบดบอยพร้อมจะหลงรักได้เลย
มนตราหน้าเจื่อนรู้สึกเหมือนปกป้องบีบมือเธอแน่นขึ้น เขาไม่พูดอะไรสักคำเอาแต่ดึงเธอก้าวลงบันไดพรวดๆ จนขาแทบจะพันกันล้มเธอได้ยินเสียงเมธาวดีเดินกระทืบเท้าปึงปังมาจากด้านหลัง
“โอ๊ยป้อง! นายลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันขาสั้น ฉันเดินไม่ทัน”
ปกป้องหยุดกึก หันมาขำพรืด
“โทษที ลืมไปว่าเธอเป็สเมิร์ฟช้านักให้อุ้มลงไปไหมล่ะ”
มนตราหยิกเขาด้วยมืออีกข้างปกป้องร้องโอดโอย แต่เมื่อหันไปเห็นฟิล์มกับเมธาวดีกำลังตามลงมา เขาก็รีบดึงเธอออกไปเมธาวดียังร้องไล่ตามหลังมาเพราะไม่อยากให้ปกป้องกลับไป แต่ปกป้องไม่สนใจพามนตราออกจากประตูรั้วไป
“เสียดายจังยังไม่ทันได้ดูห้องรับแขกบ้านนายเลย” มนตราพูดขณะสวมหมวกกันน็อก
“โอ้โห! เื่เผือกล่ะที่หนึ่ง”
“ก็แหม! ฉันเคยเห็นบ้านแบบนี้แต่ในละครนี่นาอุตส่าห์ได้เห็นเป็บุญตาแล้วในนิยายเื่ใหม่ฉันก็ตั้งใจจะใช้บ้านแบบนี้เป็ฉากด้วย” มนตราบ่นพึมพำ
“อ๋อ...งั้นไว้วันหลังฉันพามาแล้วกัน”
มนตรายังคงล็อกหมวกกันน็อกไม่ได้ปกป้องเอื้อมมือมาจับและใส่ให้เธอ มนตราแหงนหน้ามองเขา สายตาของทั้งคู่ประสานกันมนตรารู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวและเหงื่อแตก เธอรีบตัดบท
“เอ่อ...รีบไปกันเถอะเดี๋ยวน้องนายตามมา”
ปกป้องยิ้มเหมือนมีเลศนัยทั้งคู่ออกไปโดยไม่รู้ว่ามีสายตาสองคู่จับจ้องอยู่จากประตูรั้วด้านในบ้าน
“ฟิล์มนายรู้จักยัยผู้หญิงแต่งตัวเหมือนขอทานคนนั้นด้วยเหรอ” เมธาวดีเอ่ยอย่างเหยียดหยาม
“เฮ้ย! เธอก็พูดเกินไปเขาแต่งตัวสบายๆ ต่างหากล่ะ”
“‘เหยื่อ’ อีกคนของนายเหรอ” เมธาวดีหรี่ตามอง
“เหยื่ออะไรล่ะ เธอก็พูดเวอร์ไปยังกับฉันเป็คนเลวฉันยังจีบเขาไม่ติดเลย”
“หา! อย่าบอกนะว่านายจริงจังคาสโนวาอย่างนายจะไปชอบยัยเพิ้งนั่นจริงๆ น่ะนะ น่าสนใจตรงไหน!” เมธาวดีร้อง
“ทีแรกฉันก็เฉยๆ นะเธอก็รู้ว่าผู้หญิงเรียบๆ ไม่ใช่สเปคฉัน ฉันชอบผู้หญิงคาแรกเตอร์จัดๆ ไม่แบ๊วสุดๆก็เปรี้ยวหรือเท่สุดๆ แต่คนนี้จะว่าไงล่ะ... ธรรมชาติสุดๆ มั้งฉันว่าเขามีเสน่ห์น่าสนใจ”
“โอ๊ย! พอเถอะๆยิ่งฟังยิ่งจะอ้วก” เมธาวดีทำหน้าขยะแขยง แต่แล้วเธอก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“นี่...ถ้านายชอบเขานายก็เดินหน้าจีบให้เต็มที่เลยสิ”
ฟิล์มมองเมธาวดีที่ตาวาววิบวับแล้วเขาก็หัวเราะ
“ยัยเม!เธอให้ฉันจีบเขาเพื่อจะได้ไม่มีคนมาแย่งพี่ชายสุดที่รักของเธอไปใช่ไหมล่ะ”
“พูดมากน่ารำคาญ รีบจีบรีบจบเหอะ”เมธาวดีว่าแล้วสะบัดหน้าจากไป
ที่หน้าชานบ้านของมนตรา เธอนั่งลงบนพื้นแล้วจัดแจงแกะถุงเทต้มแซ่บคอหมูย่าง ไก่ย่าง และส้มตำใส่ถ้วยจานอย่างอารมณ์ดีปกป้องแบ่งข้าวเหนียวออกเป็สองจานแล้วส่งให้มนตรา
“แหม! อารมณ์ดีจริงนะได้เจอกิ๊กเสน่ห์แรงเหลือเกินเนอะ” ปกป้องประชด
“กิ๊กเกิ๊กอะไร แล้วฉันก็อารมณ์ดีที่นายเลี้ยงส้มตำต่างหาก”
“แล้วนี่ไปรู้จักกันได้ยังไง”ปกป้องเสียงเขียว
มนตราอึกอักแต่ก็เล่าไปตามความจริงปกป้องขมวดคิ้วมุ่น
“เฮ้อ! เอมนี่จริงๆเลย เที่ยวไปให้ไลน์ใครก็ไม่รู้ซี้ซั้ว แล้วเธอนี่ก็นะ เดี๋ยวนี้หัดกินเหล้าคอก็อ่อน” ปกป้องบ่นเป็ชุด
“อุ๊ยตาย! กล้าว่าคนอื่นคออ่อนนะยะนายกินแก้วเดียวก็ร่วงแล้วนี่” มนตราะเิหัวเราะ
“เออนั่นแหละ! ยังไงเธอก็ต้องระวังตัวนะ ไลน์ก็บล็อกไปได้เลยแล้วยิ่งเป็เพื่อนกับยัยเมด้วย ยิ่งไม่น่าไว้ใจ”
“เออว่าแต่ฉัน นายเองก็เถอะเสน่ห์แรงแม้แต่กับน้องก็ไม่เว้น”มนตราพูดขณะเคี้ยวคอหมูย่างกับมะละกอกร้วมๆ
ปกป้องถอนหายใจพลางเล่าว่าเมธาวดีเกาะเขาแจั้แ่เด็กแล้วตอนเด็กเขาก็รู้สึกดีที่มีเพื่อนเล่นแต่เมื่อถูกน้ายุพินพูดจากระแทกแดกดันหรือบางครั้งก็ใส่ไฟให้คุณปู่เข้าใจผิดบ่อยๆความสัมพันธ์ของเขากับเมธาวดีก็ค่อยๆ ห่างเหินไปแม้เมธาวดีจะพยายามห้ามไม่ให้แม่ตัวเองกลั่นแกล้งเขาก็ไม่เป็ผล อีกทั้งน้ายุพินยังยุแยงคุณปู่ส่งเขาไปเรียนโรงเรียนประจำอีกรู้ตัวอีกทีเขาก็ไม่ผูกพันกับใครสักคนในบ้านหลังนั้นแล้ว
“เสียดายเนอะ ถ้าน้ายุพินไม่เป็แบบนี้อย่างน้อยนายก็จะมีน้องสาวอีกคน”
“โธ่! ฉันไม่เสียดายหรอกมนตร์น้ากับน้องอย่างนั้น ไม่มีเสียยังจะดีกว่า”
“แต่มันเหงามากนะ...เวลาที่ต้องอยู่คนเดียว...เวลาที่เราหันไปไม่เจอใครสักคน”มนตราเสียงเศร้า
ปกป้องเข้าใจความรู้สึกของมนตราทันทีเธอสูญเสียคนในครอบครัวและต้องอยู่เพียงลำพัง แต่ใครจะรู้สึกโดดเดี่ยวกว่ากันนะระหว่างคนที่ยังมีครอบครัวอยู่แต่ไม่ได้รับความรัก กับคนที่เติบโตมาด้วยความรักจากคนในครอบครัวแต่พวกเขาจากไปแล้ว ปกป้องนึกสงสัย
“ฉันนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ไงเล่ายัยมนตร์”
“ขอบใจนะป้อง แต่ฉันขอพูดจากใจจริงนะ นายก็รู้ว่าคุณปู่ท่านเหลือเวลาไม่มากแล้วนะ”
ปกป้องก้มหน้าไม่พูดอะไรเอาแต่เคี้ยวไก่ย่างตุ้ยๆ
“ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนนะ วันพรุ่งนี้จะมาถึงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้บางทีไม่ฉันก็นายอาจจะไปก่อนคุณปู่ก็ได้”
“เฮ้ย! พูดแช่งตัวเองอะไรอย่างนั้นเล่า”
“ไม่ได้แช่ง แค่พูดความจริง นายเคยได้ยินสำนวนที่ว่า‘โลงศพไม่ได้มีไว้ใส่คนแก่แต่มีไว้ใส่คนตาย’ ไหม ก็เพราะชีวิตมันเปราะบางยิ่งกว่าแก้วเราถึงต้องใช้ชีวิตให้เหมือนวันนี้คือวันสุดท้าย ใช้ชีวิตแบบไม่มีอะไรติดค้างคาใจ”
มนตรามองหน้าปกป้องนิ่งและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นายให้อภัยคุณปู่ได้ไหม...ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อตัวนายเอง เพื่อที่นายจะไม่ต้องแบกรับความเ็ปติดตัวไปตลอดชีวิต”
ปกป้องนิ่งอึ้งมองหน้ามนตราเธอรู้ดีว่าเขายังไม่สามารถให้อภัยปู่ได้ แม้ปกป้องคงจะรู้สึกสลดใจกับสภาพของปู่ในวันนี้แต่าแที่ปู่ทิ้งไว้ก็ใหญ่เกินกว่าจะเยียวยาได้ในตอนนี้
“อื้อ! อย่างน้อยฉันจะแวะเข้าไปเยี่ยมปู่ให้บ่อยขึ้นแล้วกันแต่มีข้อแม้ว่าเธอต้องเข้าไปด้วยกัน” ปกป้องยอมแพ้
“โห! ฉันยังถูกน้ากับน้องสาวนายจ้องจะขวิดไม่พออีกเหรอ”มนตราโวยวาย
“เอ้า! ไหนเมื่อกี้ยังเสียดายความสัมพันธ์อะไรทำนองนั้นอยู่เลยล่ะน่านะ...จะพาเที่ยวบ้านด้วย ไหนว่าต้องเก็บข้อมูลนิยายเื่ใหม่ไม่ใช่เหรอ อยากไปส่องเอ๊ย! ดูห้องไหนขอให้บอก”
ปกป้องเอามือเหนียวๆที่จกไก่ย่างข้าวเหนียวมาขยี้หัวมนตราเธอร้องกรี๊ดแล้วกระโจนใส่ปกป้องอย่างแรงจนเขาเสียหลักหงายหลังลงกับพื้น รู้ตัวอีกทีมนตราก็นอนทับอยู่บนร่างของปกป้องแล้วจมูกของเธอบดลงไปบนริมฝีปากเขา มนตราใผงะรีบยันตัวออกจนเข่ากระแทกกล่องดวงใจของปกป้องเต็มๆ
“กรี๊ดดด”
“โอ๊ยยย แล้วเธอจะกรี๊ดทำไม ฉันเนี่ยคนเจ็บ!” ปกป้องรีบลุกมานั่งคุกเข่ากุมกล่องดวงใจ
“เออ! ไม่รู้ละนายกินเสร็จก็ล้างจานชามด้วยแล้วกัน ฉันจะไปอาบน้ำแล้ว”
“เดี๋ยวสิ! คืนนี้ขอนอนที่นี่ได้ไหม” ปกป้องออดอ้อน
“เฮ้ย! อะไรคอนโดตัวเองก็มี ก็ไปนอนสิ”
“มันดึกแล้วอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วด้วยขี่รถไม่ไหวหรอก ต้องหลับในแน่ๆ เลย ขอนอนในห้องนั่งเล่นนี่แหละ นะๆๆ”
“งั้น...ตามใจนายละกัน เดี๋ยวฉันไปเอาที่นอนปิกนิกกับชุดนอนเก่าของพ่อมาให้”
มนตราหันข้างพูดโดยไม่ได้สบตาปกป้องด้วยซ้ำเธอรีบขึ้นบันไดไปแล้วไปค้นเสื้อผ้าของพ่อ หัวใจยังคงเต้นโครมครามราวกับจะออกมาแดนซ์นอกอกพลางคิดว่าทำไมตัวเองถึงใจอ่อนยอมให้ปกป้องนอนพักง่ายๆแต่ใจหนึ่งเธอก็ไม่อยากไล่เขาไป และกลับรู้สึกยินดีระคนอุ่นใจที่จะมีเขาอยู่บ้านเป็เพื่อน
เมื่อมนตราอาบน้ำแต่งตัวเสร็จและหอบเสื้อผ้ากับที่นอนลงมาให้ปกป้องเขาก็ล้างจานชามเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ขอบใจนะมนตร์ ยังมีต้มแซ่บแล้วก็ไก่ย่างกับข้าวเหนียวเหลืออยู่อีกมื้อนะ เมื่อกี้ฉันอุ่นไว้ให้แล้ว เธอลองดูแล้วกันพอมันเย็นก็เอาเข้าตู้เย็น เธอจะได้เอามาอุ่นกินได้อีกมื้อนึง”
“ว้าว! รู้ใจนะเนี่ยว่าฉันไม่อยากออกไปหาอะไรกินเวลานั่งปั่นงาน”
“ไม่อยากหรือี้เีกันแน่แม่นักเขียน”ปกป้องเย้าแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
มนตราเดินไปเก็บต้มแซ่บเข้าตู้แล้วก็ต้องประหลาดใจที่ซิงก์ล้างจานของหล่อนวาววับแถมยังแห้งจนมองไม่ออกว่าเพิ่งถูกใช้งานมา จานชามถูกเรียงคว่ำใหม่เป็ระเบียบ เมื่อเธอเปิดดูตู้เก็บของก็เห็นพวกอาหารแห้งอย่างบะหมี่ปลากระป๋อง ฯลฯ ถูกจัดแยกประเภทไว้อย่างเรียบร้อยเช่นกันเช่นเดียวกับตู้เย็นที่ถูกเคลียร์เศษอาหารที่ไม่ได้ใช้ เช่น มะนาวครึ่งซีกผงปรุงรสแบบก้อนที่หมดอายุแล้ว ออกไปเรียบร้อยแล้วทั้งยังมีขวดน้ำที่กรอกแล้วแช่อยู่เต็ม
“โห! ป้องนี่มีระเบียบสุดยอดไปเลย”มนตราชื่นชม
เสียงปกป้องเปิดประตูห้องน้ำออกมามนตราหันไปเห็นเขานุ่งผ้าขาวม้าของพ่อ ผ้าที่พันรอบเอวนั้นดูต่ำกว่าที่ควรจะเป็เมื่อไล่สายตาขึ้นมาก็เห็นลอนกล้ามเรียงชัด หยดน้ำเกาะพราวบนหน้าอกเต่งตึงเส้นเืที่ลำคอนูนเด่น ผมเปียกชี้ไปมาและใบหน้าที่ยังเปียกชื้นส่งยิ้มทะเล้นให้เธอ
“มนตร์ ผ้าขาวม้าพ่อเธอสวยมาก แต่ฉันพันไม่เป็อะจะหลุดหลายทีแล้ว”
“เอ๊า! ไอ้บ้า แล้วนุ่งออกมาทำไมทำไมไม่แต่งตัวในห้องน้ำเล่า”
“ก็ไม่รู้จะแขวนผ้าตรงไหนอะไม่มีตู้อาบน้ำด้วย กลัวกระเด็นเปียกเสื้อผ้า”
“โอ๊ย! อีตาลูกคุณหนู รีบเอาเสื้อผ้าไปใส่สิ”มนตราหยิบเสื้อผ้าที่พาดอยู่ตรงเก้าอี้โต๊ะกินข้าวยื่นให้
ปกป้องเดินมา แต่แล้วผ้าขาวม้าที่พันรอบเอวอย่างิ่เหม่ก็ข้ามเส้นไปจนได้มันร่วงผล็อยลงกองที่พื้นอย่างไม่อาจต้านทานแรงโน้มถ่วงเผยให้เห็นสิ่งที่ควรจะต้านทานแรงโน้มถ่วงแต่กลับผงาดต่อต้าน
“กรี๊ดดดด”
“ย้ากกก!! ว้ากกก!!!”
จากผู้เขียน…
ยัยเมปากแซ่บพยายามยุพ่อหนุ่มคาสโนว่าให้ไปหักอกยัยมนตร์ของเรา แต่ใครจะอกหักกันแน่นะ