ตอนที่ 24 เสนอแผนเผาทุ่งนา
หัวหน้าหมู่บ้านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าไปขวางนางไว้ “ช้าก่อน ครอบครัวเ้าสามกำลังกินข้าวอยู่ ไม่สู้ใช้โอกาสนี้ขโมยภาพวาดออกมาดีกว่า!”
นี่เป็ความคิดที่ไม่เลวเลย ขณะที่ฉาซื่อได้ฟัง นางก็คิดถึงเงินมหาศาลที่ตัวเองได้หลังจากที่ขโมยภาพวาดออกมาด้วย จึงไม่ได้รีบร้อนไปทวงเนื้อที่บ้านของหลิงซานฉิงอีก
แต่นางก็ยังคงกังวล จึงพูดขึ้นว่า “ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้ครอบครัวจื่ออันกำลังกินข้าวอยู่ในบ้านนะ ข้าเกรงว่าคงขโมยตอนนี้ไม่ได้”
หัวหน้าหมู่บ้านเอามือไพล่หลังแล้วเดินวนไปมาอยู่กับที่ ทันใดนั้นแววตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมา “เช่นนั้นก็คิดวิธีให้พวกเขาออกมาจากบ้าน!”
ฉาซื่อกับหัวหน้าหมู่บ้านวางแผนร้ายกัน ทว่าหลิงซานฉิงและคนอื่น ๆ ไม่รู้เื่นี้เลย
บ้านรก ๆ ถูกจัดจนเป็ระเบียบขึ้นมา สถานที่แห่งนี้กว้างขวาง หลิงซานฉิงจึงชอบมัน
นางคีบเนื้อปลาไปวางลงในถ้วยของเจี่ยนเจี่ยน และกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เจี่ยนเจี่ยน กินให้พุงกางไปเลยนะ ในหม้อยังมีอีกเยอะเลย!”
ดวงตาเจี่ยนเจี่ยนเป็ประกาย เด็กน้อยทานจนอิ่มจัด แต่ทานได้ครู่หนึ่งก็หยุดลง และมองไปทางฉาจื่ออัน เพราะไม่เห็นเขาขยับตะเกียบเลย และเมื่อหันไปมองหลิงซานฉิง เขาก็เปล่งเสียงออกมา “อาอา…อา…” เด็กน้อยชี้เนื้อปลาในชามตัวเองพร้อมกับแสดงความหมาย ราวกับจะถามว่าเหตุใดพ่อถึงไม่กินเนื้อ
หลิงซานฉิงเหลือบมองฉาจื่ออันครู่หนึ่ง ก่อนจะลูบหัวเจี่ยนเจี่ยน “เด็กน้อยเจี่ยนเจี่ยน พวกเรากินของเรากันเถอะ เ้าคนซื่อบื้อนี่ไม่ชอบกินเนื้อ เดี๋ยวพอมันเหลือเขาก็กินเองแหละ”
ขณะกล่าว นางก็คีบหมูสามชั้นผัดซอสแดงอีกชิ้นไปใส่ในชามเจี่ยนเจี่ยนอีกครั้ง
“ว่าอย่างไรนะ ของเหลือรึ? เ้าสนใจครอบครัวด้วยรึ?” ในขณะที่ฉาจื่ออันคิดตาม เขาก็โกรธจนทุบตะเกียบลงบนโต๊ะ เจี่ยนเจี่ยนใมือสั่นจนทำเนื้อที่คีบอยู่ร่วงลง
หลิงซานฉิงตบโต๊ะอย่างแรง และแผดเสียงดังมากกว่าฉาจื่ออัน “ทำไม? จะหาเื่รึ?”
ทันใดนั้น ท่าทางที่กำลังโมโหของชายหนุ่มก็อ่อนลง สายตาของเขากวาดมองบนโต๊ะที่มีแต่เนื้อแต่ปลา ก่อนจะขมวดคิ้ว “ซานฉิง เ้าเอาเงินที่ได้ไปซื้อแต่เนื้อกับปลา แล้วจากนี้ไปหากเราไม่มีเงินจะทำอย่างไร?”
หลิงซานฉิงยังคงเปิดโอกาสให้เขาได้พูดต่อ
“ข้ายอมรับว่าเนื้อมันอร่อย ใคร ๆ ก็ชอบ แต่พวกเราต้องดำรงชีวิตกันต่อไปนะ ดังสุภาษิตที่กล่าวไว้ว่า หญิงฉลาดยากจะทำอาหารได้หากไม่มีข้าว[1] จงกันไว้ดีกว่าแก้ เลิกใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย และรู้จักมัธยัสถ์ แต่เ้ากลับใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย หากใช้ไปวัน ๆ ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ประหยัดวันละนิดวันละหน่อยถึงจะมีชีวิตรอด!” ฉาจื่ออันพูดจาอย่างฉะฉานฟังดูมีหลักการ
เพียงแต่เขาไม่ได้ส่ายหัวติเตียน แต่พูดจากความรู้ในหนังสืออย่างเป็ระเบียบแบบแผน
หลิงซานฉิงเห็นว่าเขาจะพูดอะไรบางอย่างอีก นางก็จับตะเกียบคีบซี่โครงหมูไปวางในถ้วยเขาด้วยรอยยิ้ม “หาเงินจะยากอะไร ตราบใดที่ข้าคิด ก็สามารถหาเงินได้ทุกเมื่อ ต่อไปนี้เ้าแค่เรียนหนังสือและดูแลเด็กเถอะ ข้าจะออกไปหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวเอง แค่นี้ก็พอแล้ว รีบกินเถอะ เย็นแล้วจะไม่อร่อยนะ”
คำพูดเหล่านี้ไม่จริงจังนัก แต่ก็ทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาก
ฉาจื่ออันหน้าแดง เขาละสายตากลับไปและเอ่ยพึมพำ “ลูกผู้ชายหาเลี้ยงครอบครัวเป็สัจธรรมที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ จะให้เ้าที่เป็ผู้หญิงออกหน้ารับเช่นนี้ ข้าไม่ยอมหรอก พวกเรามาประหยัดกันหน่อย รายได้ที่ได้จากทุ่งนาก็พอให้เราใช้จ่ายได้ แต่จะสุรุ่ยสุร่ายก็คงไม่ได้”
ขณะพูดเช่นนี้ เขาก็ลอบกลืนน้ำลายไปด้วย
มีใครบ้างที่ไม่ชอบกินเนื้อกัน เขาจำไม่ได้แล้วว่าไม่ได้กินเนื้อมานานแค่ไหน เพราะจะต้องมีเงินทุนถึงจะได้กิน แต่พอตอนนี้พวกเขามีเงินหน่อยก็ใช้มันอย่างสิ้นเปลือง แล้วในอนาคตจะทำอย่างไร?
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงดื้อรั้น หลิงซานฉิงจึงตบโต๊ะและกล่าวว่า “ผู้หญิงหาเงินแล้วมันอย่างไร ผู้หญิงหาเงินเลี้ยงครอบครัวแล้วมันผิดกฎหมายรึ? อีกอย่างเ้าไม่ไปสอบขุนนางรึ ตั้งใจอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านเถอะ สอบให้ได้จอหงวนและพาพวกเราไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองดีกว่าหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ที่นี่ไม่ใช่รึ”
เมื่อพูดถึงการสอบขุนนาง ฉาจื่ออันก็รู้สึกท้อใจขึ้นมาทันที “หากการสอบขุนนางง่ายขนาดนั้น ข้าคง...” สีหน้าเขามืดหม่นลงเล็กน้อย ทำไมเขาจะไม่อยากสอบให้ได้เร็ว ๆ ล่ะ
หลิงซานฉิงเม้มริมฝีปาก นางไม่สนว่าจะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน แต่ที่นางพูดเมื่อครู่ก็เพื่อเป็การปลุกเร้าเขาเท่านั้น ใครจะไปรู้ว่าเ้าคนซื่อบื้อนี่จะคิดจริงจัง
“เ้าสาม เ้าสาม...”
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปลอบโยนเขา ก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านนอก
หลิงซานฉิงมีลางสังหรณ์ว่าจะต้องมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้น นางจึงเลียริมฝีปาก และยัดเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปากตัวเองไป
ฉาจื่ออันรู้ว่าเสียงนี้เป็ของใครก็เบิกตากว้างมองไปที่นาง ยังไม่ทันปีใหม่หรือวันเทศกาลก็มีแต่เนื้อแต่ปลา หากเพื่อนบ้านรู้เข้าคงหัวเราะเยาะไม่น้อย แต่เมื่อมีคนมาเช่นนี้แล้ว คงสายเกินไปที่จะเอ่ยอะไรในตอนนี้
หัวหน้าหมู่บ้านผลักประตูเข้ามาก็เห็นปลาและเนื้อวางอยู่เต็มโต๊ะ เขาลอบกลืนน้ำลาย ฝืนไม่ให้ตัวเองพุ่งเข้าไปกิน และก้าวเดินไปข้างหน้า สายตาจ้องมองฉาจื่ออัน “เ้าสาม รีบไปดูข้างนอกเร็ว บ้านเ้าเกิดไฟไหม้! ต้นไม้รอบ ๆ ถูกไฟไหม้ไปหมดแล้ว มันรุนแรงมาก!”
“ไฟไหม้รึ?” ฉาจื่ออันใ มองไปที่หลิงซานฉิงทันที พื้นที่ตรงนั้นไม่ง่ายเลยที่จะฟื้นฟูผืนดิน แล้วอยู่ดี ๆ มันจะไหม้ได้อย่างไร
แม้แต่ฉาจื่ออันยังสงสัยขึ้นมา นับประสาอะไรกับหลิงซานฉิงที่ฉลาดหลักแหลม
นางลุกขึ้นยืนแล้วก็เห็นหัวหน้าหมู่บ้านเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ หลังจากพูดจบเขาก็เพ่งมองปลาและเนื้อเ่าั้ ไม่ได้แสดงสีหน้าตื่นเต้นอะไรออกมา
ครั้นหัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่าทั้งสองคนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมก็เอ่ยอย่างกังวล “พวกเ้ารีบไปดูสิ พื้นที่บ้านเ้าไม่สำคัญหรอก แต่อย่าทำให้พื้นที่รอบ ๆ ไหม้ไปด้วยสิ!”
หากไหม้ไปในพื้นที่ของคนอื่นก็ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ฉาจื่ออันจึงตื่นตระหนกขึ้นมาทันที และรีบดึงหลิงซานฉิงออกไป “รีบไปดูกันเถอะ หัวหน้าหมู่บ้าน ช่วยนำทางพวกเราไปที่นั่นด้วย พวกเรายังไม่คุ้นทาง”
สถานที่แห่งนั้นห่างไกลมาก ฉาจื่ออันไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน เขาจึงคิดว่าหลิงซานฉิงเองก็คงไม่รู้เช่นกัน
นางกำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่ก็คิดได้ว่าหากให้หัวหน้าหมู่บ้านอยู่ที่นี่ เนื้อที่อยู่บนโต๊ะนี้คงหายไปหมดแน่ จึงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไป
หัวหน้าหมู่บ้านเหลือบมองเนื้อและปลาบนโต๊ะอีกครั้งก็รู้สึกยากที่จะตัดใจ เนื้อมากมายขนาดนี้ หลายปีแล้วเขาก็ยังไม่เคยได้ัั! เขาจึงคิดแผนขึ้นมาทันที “พวกเ้ารีบไปเถอะ ข้าจะดูแลเจี่ยนเจี่ยนอยู่ที่นี่เอง”
เจี่ยนเจี่ยนกะพริบตา ไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังทำสิ่งใดกัน แต่เมื่อได้ยินว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะอยู่ที่นี่ เขาก็รีบส่ายหน้าทันที
เมื่อหลิงซานฉิงเห็นว่าเจี่ยนเจี่ยนหวาดกลัว นางก็เอ่ยด้วยสีหน้าบึ้งตึง “เราจำไม่ได้ว่าพื้นที่นั้นอยู่ที่ใด หากหัวหน้าหมู่บ้านไม่พาเราไปที่นั่น เช่นนั้นมันคงไหม้ลามไปยังพื้นที่คนอื่นจริง ๆ แน่”
ช่างวุ่นวายจริง ๆ หัวหน้าหมู่บ้านขบกรามอย่างจำใจ พลางเอ่ยเร่งเร้า “ไป ไป ไป!”
ทั้งสามคนรีบออกไปจากบ้าน หลิงซานฉิงรู้สึกเพียงว่ามีสายตาหนึ่งจ้องมองนางอยู่
แต่เมื่อนางหันกลับไปก็ไม่พบสิ่งใดที่ผิดปกติ นางจึงเร่งฝีเท้าต่อไปให้เร็วขึ้น
ครั้นฉาซื่อเห็นทั้งสามคนเดินไปไกลแล้ว นางก็รีบย่องเข้าไปข้างในทันที
นางมองเนื้อที่วางอยู่เต็มโต๊ะด้วยแววตาเปล่งประกาย นางไม่สนใจสิ่งใดไปชั่วขณะหนึ่ง จึงนั่งลงเอื้อมมือหยิบกินสองสามคำอย่างมูมมาม
“นังหลิงซานฉิงตัวดี ได้กินแต่ปลาแต่เนื้อก็ไม่คิดถึงแม่สามีเลยสักนิด โชคดีที่ตอนนี้ข้า่ชิงบ้านหลังนี้มาได้ นังคนอกตัญญูนั่นจิตใจโฉดชั่วเสมือนหมาป่า”
นางเคี้ยวเนื้อในปากเสียงดังชัดเจน แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วเจี่ยนเจี่ยนจะไม่เข้าใจสิ่งที่นางพูด แต่พฤติกรรมของนางนั้นชัดเจนมาก
เมื่อเห็นนางกินเนื้อคำใหญ่ไปทีละคำ เด็กน้อยก็กะพริบตาปริบ ๆ พร้อมกับกลืนน้ำลาย
เนื้อหมูสามชั้นนี้ยอดเยี่ยมมาก ฉาซื่อกินหมูสามชั้นผัดซอสแดงไปจนหมดทั้งจาน จากนั้นก็แทะหัวปลาจนหมดถึงได้พอใจ และไม่ลืมที่จะดูดนิ้วตัวเองอย่างเอร็ดอร่อย
ทันใดนั้น นางก็เหลือบมองขึ้นมาและเห็นว่าเจี่ยนเจี่ยนกำลังมองอยู่ นางจึงเอ่ยออกมาอย่างเ็า “ไอ้เด็กใบ้ มองอะไร หากมองอีกข้าจะควักลูกตาเ้าออกมา!”
ร่างเล็ก ๆ ของเจี่ยนเจี่ยนถึงกับสั่นเทา เด็กน้อยหน้าซีดด้วยความใ สองขาก้าวถอยหลังไปสามก้าว แต่ก้าวสุดท้ายไม่มั่นคงจึงล้มลงกับพื้น
ฉาซื่อถุยน้ำลายอีกคราก่อนจะยอมหยุด จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้อง
แม้เจี่ยนเจี่ยนจะหวาดกลัว ทว่าเด็กน้อยกลับลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว สองขาเล็กสั่นเทานั้นยืนขึ้นอยู่สองสามครั้งจนยืนได้อย่างมั่นคง เขาเดินเข้าไปในห้องก็เห็นฉาซื่อกำลังค้นของอยู่ข้างเตียง และไม่นานนางก็หยุดลง
เมื่อวานนี้หลิงซานฉิงซ่อนบางอย่างไว้ใต้เตียงอย่างลึกลับ ซึ่งเด็กน้อยเห็นมันอย่างชัดเจน และยังถูกสั่งว่าห้ามขโมยมันออกไป
เจี่ยนเจี่ยนเม้มริมฝีปาก เด็กน้อยก้าวไปข้างหน้าอย่างขลาดกลัว “อา อาอา…”
ฉาซื่อนำภาพวาดออกมา แววตาเปล่งประกายราวกับกำลังเห็นเงิน ตอนนี้นางกำลังจะรวยแล้ว
ครั้นนางเห็นเจี่ยนเจี่ยนมายืนขวางทางอยู่ก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจ และเห็นได้ชัดว่าเจี่ยนเจี่ยนไม่กล้าเข้าไปดึงนางไว้
นางหงุดหงิดขึ้นมาแต่ก็รีบเดินผ่านไป
เจี่ยนเจี่ยนคิดว่านางกำลังจะเอาภาพวาดนั้นออกไปก็รีบดึงกระโปรงนางไว้ แล้วชี้ไปที่ภาพวาด “อาอา” ‘นี่คือของของพวกเรานะ’
เดิมทีฉาซื่อก็หงุดหงิดที่เด็กน้อยเป็ใบ้อยู่แล้ว และตอนนี้ก็ยิ่งอารมณ์เสีย นางยกเท้าขึ้นถีบร่างเล็ก ๆ ตรงหน้า มือเจี่ยนเจี่ยนที่ดึงกระโปรงของนางไว้ก็หลุดออกมา ร่างเล็กของเด็กน้อยกระเด็นออกมากระแทกเข้ากับผนัง
ฉาซื่อจะไปสนใจเขาได้อย่างไร นางก้าวเดินออกไปด้านนอก บนโต๊ะยังเหลือเนื้อปลาอยู่ นางเลียริมฝีปากและหยิบเข้าปากไปอีกสองคำ สายตานางเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์ เมื่อเห็นว่าเนื้อปลาในจานนั้นยังไม่ทันได้ทาน นางก็พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ
หลิงซานฉิงไม่เอามาแบ่งให้นางเลยแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดนางจะต้องเหลือมันไว้ให้พวกเขาด้วยล่ะ!
“เจี่ยนเจี่ยน”
ทันทีที่นางหยิบจานขึ้นมา ก็ได้ยินเสียงฉาจื่ออันดังขึ้นจากด้านนอก นางแอบเอ่ยในใจว่านี่มันยังไม่ถึงเวลาที่อีกฝ่ายจะต้องกลับมา นางจึงตื่นตระหนกพลางรีบซ่อนภาพวาดไว้ข้างหลัง และวิ่งออกไปหลังบ้าน
ทันใดนั้นนางก็สะดุดเข้ากับอะไรสักอย่างจนร่างไถลไปด้านหน้า อีกทั้งยังล้มหัวคะมำอยู่กับพื้น “โอ๊ย เอวข้า…” ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวไปมาเพราะความเ็ป ทว่าเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นางก็รีบลุกขึ้นทันที
ก่อนที่ฉาจื่ออันจะเข้ามา นางก็ซ่อนตัวอยู่หลังบ้าน และรีบเดินออกไปทางประตูหลัง
ฉาจื่ออันมีสีหน้าขมขื่น ทันทีที่เข้ามาในบ้านก็เห็นว่าเนื้อบนโต๊ะส่วนใหญ่ถูกกินไปหมดแล้ว แต่เขากลับไม่เวลาไปสนใจ ครุ่นคิดเพียงว่าเรือนกระจกที่นั่นถูกเผาไปแล้ว ผักก็ไม่เหลือแล้ว และยังลามไปถึงต้นไม้ในหมู่บ้านอีก ช่างนำความเดือดร้อนมาให้ครอบครัวจริง ๆ
แต่หลิงซานฉิงกลับเดินวนไปมารอบ ๆ ท่อนไม้ที่ถูกเผาจนกลายเป็สีถ่าน ทันใดนั้นฝนก็ตกลงมา น้ำฝนตกกระทบลงบนท่อนไม้ ชะล้างขี้เถ้าบนพื้นออก ทว่าเหตุใดท่อนไม้ตรงหน้ามันถึงได้ดูคุ้นเคยนัก...
นางลูบคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นแววตาก็เปล่งประกายขึ้นมา นางตบมือขึ้นด้วยความดีใจจนแทบบ้า “นี่ไม่ใช่… ไม่นึกเลยว่าแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้ ์ช่างช่วยข้า…”
เวลานี้เองนางจึงได้ตระหนักว่าฝนกำลังตก แต่ก็ไม่สนใจว่าฝนจะตกใส่หรือไม่ นางเดินกลับไปที่บ้านพร้อมกับฮัมเพลงออกมาเล็กน้อย
ฉาจื่ออันอุ้มเจี่ยนเจี่ยนไว้ สีหน้าของทั้งคู่ดูเรียบนิ่ง เมื่อหลิงซานฉิงเดินเข้ามาในบ้านและเห็นเช่นนี้ก็หัวเราะออกมาทันที “พวกเ้าสองพ่อลูกช่างรู้ใจกันเหลือเกินนะ เหตุใดไม่เก็บกวาดโต๊ะข้างนอกให้เรียบร้อย?”
ในฤดูร้อนที่ร้อนแผดเผา พวกเขากินข้าวกันในสวน ตอนนี้ฝนตกลงมาแล้ว แต่โต๊ะนั้นยังไม่ถูกเคลื่อนย้าย
ปกติแล้วหลิงซานฉิงคงจะต้องบ่นออกมาหรือมอบบทเรียนให้เขาแล้ว แต่ตอนนี้นางกำลังอารมณ์ดี ดังนั้นหากไม่คิดเก็บกวาดก็ไม่ต้องทำ
เมื่อฉาจื่ออันเห็นว่านางยังหัวเราะ เขาก็ขมวดคิ้ว ภรรยาผู้นี้คงบ้าไปแล้วจริง ๆ
ไม่ได้… ตอนนี้ผักในทุ่งไม่เหลือแล้ว หากนางบ้าขึ้นมาจริง ๆ วันนี้ก็คงไม่มีหวัง
[1] อุปมาว่าถ้าไม่มีเงื่อนไขด้านวัตถุก็ไม่อาจที่จะทำงานได้ดี