ซุนจาง ซุนเจียง เป็สองคนถัดมาที่สามารถรวบรวมพลังมานาเข้าไปในร่างกายของตัวเองได้ พวกเขานั้นดูเหมือนจะมีพร์พอๆกัน หลังจากสองคน ก็เป็หญิงสาวอีกสามคนที่ตามกันมาติดๆ คนสุดท้ายแน่นอนคือหยูฮัวร์ เธอนั้นเป็คนที่มีอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม และเป็ผู้ที่ฝึกฝนหลังคนอื่นเขา ที่จริงเธออาจจะต้องใช้เวลานานกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ แต่ทว่าด้วยความที่เฉินเฟยไม่อยากให้เธอนั้นรู้สึกแย่ โดยที่คนอื่นทิ้งห่างเธอไป เขาจึงแอบช่วยหยูฮัวร์อย่างลับๆ โดยที่ไม่ให้ใครรู้
เขาแอบส่งพลังมานาของเขาเข้าไปในตัวของหยูฮัวร์ ไปกระตุ้นจุดต่างๆ ทำให้ความสามารถในการรับรู้ถึงมานาของเธอเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่ถึงมันจะชั่วคราวหากเธอนั้นจับจุดได้ มันก็เหมือนการขับจักรยาน เมื่อเป็แล้วก็ไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน
ทั้งหมดหลังจากที่สามารถััได้ถึงมานาแล้ว เฉินเฟยก็เหมือนเดิมให้ทุกคนวิ่งจนกว่าจะหมดแรงจนหมดสติ เขาทำแบบนี้เพื่อเป็การฝึกแบบลิมิตเบรคเกอร์ [Limit Breaker] เป็การฝึกที่จะทำให้ทุกคนนั้นผ่านขีดจำกัดของตัวเองให้ได้ไวที่สุด นี่เป็หลักการฝึกโหดของทหารรับจ้างกองกำลังพิเศษที่อยู่อีกโลกหนึ่ง ด้วยการฝึกที่โหดแบบนี้ทำให้พวกเขานั้นขึ้นไปสู่ทหารรับจ้างระดับ C ได้อย่างรวดเร็ว และหลังจากที่ขึ้นมาระดับ C ได้แล้วนั้นทุกอย่างก็จะช้าลง ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการฝึกฝนจากประสบการณ์เสี่ยงเป็เสี่ยงตายของจริงเท่านั้น
และแน่นอนวิธีการฝึกนี้ผู้ที่คิดค้นมันขึ้นมา ก็ไม่พ้นตัวของเฉินเฟยเอง
หากว่ากันตามหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว การที่ฝึกแบบนี้นั้นมันอาจจะไม่ส่งผลดีกับร่างกาย และอาจจะทำให้ร่างกายเกิดการาเ็ได้ แต่นั่นเป็การใช้มาตรฐานของบุคคลทั่วไป ไม่ใช่ผู้ที่มีพลังมานาหรือพลังชิอยู่ในตัว การฝึกแบบนี้ไม่เหมาะกับคนทั่วไปก็จริง แต่มันเหมาะกับผู้ที่มีพลังอยู่ในตัว
จางเป่าเป็คนแรกที่วิ่งเสร็จและล้มลงไปนอนกับพื้นสลบไป สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอัศจรรย์เป็อย่างมาก มานาที่อยู่ในร่างกายของจางเป่า ทำหน้าที่รักษาร่างกายของเขาโดยอัตโนมัติ จางเป่าที่เป็ลมนั้นอยู่ดีๆก็ลุกขึ้นมา และมองไปรอบๆด้วยความไม่เข้า
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมเมื่อกี้รู้สึกวูบไป แต่มันแค่ชั่วครู่หนึ่งก่อนที่เราจะรู้สึกหายเหนื่อยเป็ปริบทิ้ง”
จางเป่าหันไปหาเฉินเฟยและรีบถามเขาด้วยความตื่นเต้น
“นายน้อ… ไม่ใช่ซิ ลูกพี่เฟย เมื่อกี้นี้มัน”
“ลูกพี่เฟย?”
เฉินเฟยคิ้วกระตุกนี่เป็ครั้งแรกที่มีคนเรียกเขาแบบนี้ และถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกจักจี้เล็กน้อย เขาก็ไม่คิดที่จะแก้วิธีเรียกของจางเป่า อย่างน้อยการเรียกแบบนี้มันก็ยังดีกว่าถูกเรียกว่านายน้อย
เฉินเฟยกระแอ่มออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะอธิบายให้กับจางเป่าได้ฟัง
“สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ จางเป่า คือการที่เธอฝึกจนร่างกายของเธอไปต่อไม่ไหวแล้ว พลังชิที่อยู่ในร่างกายของเธอจึงทำการฟื้นฟูพลังให้เธอโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเธอ มันเหมือนกับกระบวนการป้องกันตัวเองแบบหนึ่งของร่างกาย ไม่มีอะไรต้องคิดมาก เธอไปนั่งรวบรวมพลังชิอย่างที่ฉันบอก เพื่อฟื้นฟูมัน หลังจากนั้นก็ถือว่าการฝึกวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว เธอจะอยู่รอคนอื่น หรือจะกลับเลยก็ได้”
เฉินเฟยมองดูเวลาในมือถือของเขา ตอนนี้ก็เป็เวลาหกโมงกว่าจะเจ็ดโมงแล้ว แสงแดดของเช้าวันใหม่มาถึงพอดิบพอดี
“ถ้าอย่างนั้นผมขออยู่ดูทุกคนฝึกก่อนก็แล้วกัน ผมไม่รีบไปโรงเรียนอยู่แล้ว”
เฉินเฟยพยักหน้า การเรียนก็สำคัญอยู่ แต่มันก็แค่สำคัญสำหรับปีนี้เท่านั้น หลังจากปีนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป สิ่งที่เรียนไปมันคงจะไร้ความหมายเมื่อถึงเวลานั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คงเป็ความแข็งแกร่งเพื่อเอาชีวิตรอด
“ถึงเวลานั้นแม้แต่ผู้ฝึกฝนตน หรือ คนจากยุทธภพที่ว่าแข็งแกร่ง คงไม่พ้นถูกจัดการกลายเป็เพียงแค่อาหารไว้สำหรับพวกมอนสเตอร์ระดับสูงเท่านั้น”
ทุกคนนอกจากจางเป่า หลังจากที่ััได้ถึงพลังมานาแล้ว ภายในร่างกายของทุกคนก็มีมานาอยู่ด้วยกันอย่างน้อยหนึ่งหน่วย พวกเขารู้สึกมีชีวิตชีวา แต่ทั้งๆที่พวกเขารู้สึกว่าร่างกายมีชีวิตชีวา ทำไมก็ไม่รู้เหมือนกันพวกเขากลับรู้สึกตึงๆอย่างบอกไม่ถูก
“วิ่งจนกว่าจะหมดสติ… เป็การฝึกที่ไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไหร่เลยนะ”
เป่ยเป่ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสั่นคลอน เธอหันไปหาหลินหยูที่อยู่ข้างๆเธอด้วยสายตาที่ขอร้อง
“หยูหยูช่วยไปบอกเฟยเฟยให้ลดการฝึกลงหน่อยได้ไหม เป่ยเป่ยไม่ไหวแน่ๆ”
หลินหยูที่ปกติเป็คนใจอ่อน โดยปกติถ้าเป่ยเป่ยทำแบบนี้เธอจะต้องช่วยแน่ๆ แต่วันนี้นั้นต่างกัน เธอนั้นส่ายหัวและปฏิเสธ
“เป่ยเป่ย ถ้าเราไม่ฝึกอย่างจริงจังละก็ หนทางสู่การเข้าสู่โลกแห่งยุทธภพก็จะไม่เปิดรับพวกเรานะ ดูอย่างเฉินเฟยสิ เขาอายุยังน้อยแต่กลับมีพลังเทียบเท่ากับท่านเ้าสำนักแห่งหมู่บ้านหยาง พลังขนาดนั้นลองคิดดูซิว่าเขาจะต้องฝึกอย่างหนักแค่ไหน”