บทที่ 97 สั่งสอนว่าที่ฮูหยิน
“สิ่งนี้...” ผู้นำตระกูลหลี่เม้มริมฝีปากแน่น
ถึงจดหมายจะไม่ระบุชื่อคนส่ง แต่การใช้กระดาษเนื้อสีขาวละเอียดนี้ย่อมบ่งบอกว่ามันเป็นกระดาษที่ส่งออกมาจากพระราชวัง ตามปกติแล้วกระดาษเนื้อขาวนี้จะต้องมีการตรวจสอบการใช้งานอย่างเข้มงวด เว้นแต่พวกมันจะไปอยู่ในจวนนอกพระราชวังแล้ว กระนั้น...ก็ยังยืนยันว่ามีแค่เชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่จะได้รับแจกกระดาษเช่นนี้เป็นของขวัญ
แล้วเชื้อพระวงศ์คนไหนที่ต้องการให้รู้ว่าตนเองเป็นเชื้อพระวงศ์แต่ไม่ต้องการระบุชื่อ แถมยังรู้ด้วยว่าไม่ได้อยู่ในพระราชวังส่วนกลาง เหลือเพียงจวนองค์ชายทั้งหลายรวมถึงจวนองค์รัชทายาทเท่านั้นที่จะมีพวกมันในครอบครอง กระดาษหายไป 1 แผ่นเช่นนี้ไม่นับว่าสำคัญสำหรับพวกเขา หรือไม่...ผู้จดบันทึกรายการก็คือคนที่นำกระดาษนี้ออกมาใช้เอง
มือของเขาสั่นเทา รู้สึกไม่อยากจะรับกระดาษแผ่นนั้นมาถือไว้ เขากลัวว่าถ้าเปิดอ่านแล้วจะทำให้ไม่สามารถรับความรู้สึกทั้งหมดได้ ชายวัยกลางคนมองหน้าบุตรชายที่ยังคงสงบนิ่งราวกับไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง แต่ลึกๆแล้ว...เขารู้ว่าที่คุณหนูเหยามาที่นี่ ต้องเกี่ยวข้องกับเจ้าลูกชายตัวแสบแน่นอน
เด็กสาวคนนี้มีเรื่องราวบุญคุณความแค้นกับหลี่ชิงหมิน ที่อุตส่าห์เสี่ยงตายนำจดหมายนี้มาให้ ย่อมเป็นเพราะต้องการตอบแทนเขา
“จดหมายจากพระชายา”
“อะไร?” ผู้นำตระกูลหลี่แทบกระโดดขึ้นมายืน
เมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่ใช่ว่าบุตรชายของเขาเข้าวังไปตามเทียบเชิญของพระชายาหรอกหรือ? เขาไม่ได้สอบถามว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือไม่ เจ้าเด็กตัวเหม็นผู้นี้ก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เขาฟังเช่นกัน ดังนั้นจึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป แล้วทำไมตอนนี้ยังเกิดเรื่องขึ้น และยังเกี่ยวข้องกับพระชายาอีก?
“คุณชายใช้ทักษะประเมินของตนเองก็รู้เลยหรือว่าเป็นจดหมายของผู้ใด ช่างเป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”
เหยาหยวนหยางก็ประหลาดใจเช่นกัน เดิมทีนางคิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนค่อนข้างดี ก่อนหน้านี้เป็นพระชายาที่ยกย่องชาโม่ลี่ฮวาและชาเหมยกุ้ยฮวาของสกุลหลี่อย่างมาก ถึงกับขอให้เลื่อนตำแหน่งพวกเขาเป็นขุนนางระดับกลางเลยไม่ใช่หรือ?
หรือว่าจะเกิดปัญหาในตอนร่วมขบวนเดินทาง? คุณชายหลี่ผู้นี้ทำสิ่งใดให้พระนางไม่พอใจจนถึงกับต้องลงมือทำเรื่องใหญ่นี้กันล่ะ!
ผู้นำตระกูลหลี่หยิบจดหมายออกมาคลี่ออก ในนั้นมีเพียงคำถามประโยคหนึ่ง และประโยคบอกเล่าอีกประโยคหนึ่งเท่านั้น “เจ้าต้องการอำนาจจากตระกูลหวงเพื่อแสดงให้ทุกคนได้รู้ว่าเจ้าคือสตรีที่ยอดเยี่ยมหรือไม่?” “ถ้าเจ้าต้องการ ข้าสามารถช่วยเจ้าได้”
มีเพียงสองประโยคที่ทรงอำนาจนี้เท่านั้น ผู้นำตระกูลหลี่ถึงกับปล่อยมือจากจดหมาย ไม่สิ! ต้องบอกว่าเขามือสั่นจนทำให้จดหมายในมือร่วงลงเสียมากกว่า
ใจความในจดหมายนี้คืออะไร? อยากจะส่งคนเข้าจวนสกุลหวงงั้นหรือ? นี่ขนาดบุตรชายของเขายังไม่ทันแต่งเข้า ก็มีคนอื่นที่ต้องการตระกูลหวงด้วยเสียแล้ว
“คุณหนูเหยา...”
“ท่านไม่จำเป็นต้องมองข้าเช่นนั้น ข้ามาพบพวกท่านแล้วย่อมต้องแปลว่าไม่เลือกตระกูลหวงเป็นเป้าหมาย...ถึงแม้ว่าตระกูลหวงในตอนนี้จะน่าสนใจมากก็เถอะ” เหยาหยวนหยางแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของตน หลี่ชิงหมินเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ไม่เลือกตระกูลหวงเป็นเป้าหมายหรือ?”
“หืม? ทำไมกัน? หรือว่าคุณชายหลี่อยากจะแต่งเข้าพร้อมกับข้า?” เหยาหยวนหยางแค่นหัวเราะออกมาอย่างเสียงดาย
ในความคิดของนาง ตระกูลหวงตอนนี้ดีมาก พวกเขาเต็มไปด้วยพลังอำนาจ หากมีคนสนับสนุนนางให้ได้กลายเป็นฮูหยินรองของตระกูลหวงได้ เท่ากับว่าชีวิตของนางจะรุ่งโรจน์ไม่น้อยเลย เนื่องจากฮูหยินใหญ่อย่างหลี่ชิงหมิน เช่นไรก็นับเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ไม่มีทางที่จะส่งต่อสายเลือดของตนเองเพื่อขึ้นเป็นผู้นำตระกูลได้อยู่แล้ว
ตอนนี้คนที่จับจ้องตำแหน่งฮูหยินรองตระกูลหวงนั้นมีมากมาย ต่อให้นางไม่รับมา คนอื่นก็ต้องพยายามเพื่อให้ได้มันมาอยู่ดี! น่าเสียดาย....ครั้งหนึ่งนางเคยติดหนี้บุญคุณคุณชายหลี่ชิงหมินผู้นี้ ไม่อย่างนั้น...เหยาหยวนหยางก็ไม่คิดจะรามือเช่นกัน
“ครั้งนี้ข้าถือว่าตอบแทนบุญคุณที่ช่วยเหลือแล้ว ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสดีๆอีก ข้าจะไม่ปล่อยมือต่อให้คนที่ต้องเสียผลประโยชน์จะเป็นท่านก็ตาม” นางกล่าวสมทบอีกคำ
การมาแสดงจุดยืนของตนเองในครั้งนี้ หลี่ชิงหมินรู้สึกนับถืออีกฝ่ายมากขึ้นเป็นเท่าตัว แค่นางมาบอกว่ามีจดหมายมาถึงตนเองจากพระชายาเพื่อเล่นงานเขาลับหลัง เท่านี้ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณครั้งนั้นกันแล้ว แต่นางยังยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเหยาหยวนหยางไม่ใช่ตัวดีอะไร กระนั้นนางก็ไม่ได้เลวร้ายมากเกินไปนัก
ผู้นำตระกูลหลี่ทำได้แค่ถอนหายใจ ไม่ว่าจะสตรีคนไหน...สุดท้ายแล้วก็ต้องมีฮูหยินรองให้บุตรเขยอยู่ดี พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเตรียมให้หลี่ชิงหมินพร้อมสำหรับการรับมือในอนาคต
บุตรชายของเขานั้นอ่อนแอ เขาเป็นคนเรียบง่ายเกียจคร้าน ไม่ชอบสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรกับใคร ถ้าถอยออกมาก้าวหนึ่งแล้วไม่มีปัญหาตามมาก็จะถอย ด้วยนิสัยที่เป็นเช่นนี้...อยู่ในตระกูลหลี่คงไม่ลำบาก ต่อให้แต่งภรรยาเข้ามาก็ยังไม่ลำบากเช่นกัน ทว่า...ตอนนี้สถานะของเขาเปลี่ยนไปแล้ว
หลี่ชิงหมินตัวน้อยของพวกเขากำลังจะได้แต่งเป็นภรรยาให้ผู้อื่น ถ้ายังรักษานิสัยเช่นนี้เอาไว้ เกรงว่าจะถูกรังแกเอาได้ง่ายๆ ดังนั้นหลังจากที่ทราบข่าวจากคุณหนูเหยา ผู้นำตระกูลหลี่ก็คุยกับภรรยาเป็นการส่วนตัว เช้าวันต่อมา...ใครจะไปคิดว่ามารดาที่ใจดีของหลี่ชิงหมินจะถือไม้เรียวมาหน้าเรือน
เกร้ง!! เกร้ง!! เกร้ง!!
“คุณชายเจ้าคะ เช้าแล้วเจ้าค่ะ” เสียงตะโกนของหญิงวัยกลางคนดังลั่นหน้าเรือน เสียงเคาะท่อนเหล็กเองก็เช่นกัน มันดังมากจนเหมือนฟ้ากำลังจะถล่มลงมา หลี่ชิงหมินที่กำลังนอนหลับอย่างสบายใจก็สะดุ้งเฮือก ฝูเซ่าที่อยู่หน้าเรือนตาลีตาเหลือกเข้ามาในห้องแทบจะไม่ทัน
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ฮะ ฮูหยิน มารดาของท่านมาที่นี่ขอรับ นางยังให้ข้ารับใช้คนสนิทเคาะท่อนเหล็กเพื่อปลุกท่านด้วย”
“แล้วเกิดอันใด ทำไมนางต้องทำเช่นนั้น”
“ขะ ข้าก็ไม่รู้ขอรับ ข้าแค่ตกใจพวกนางจึงรีบวิ่งมาเรียกท่านขอรับ”
“เจ้ารีบไปดูว่าเกิดเรื่องใหญ่อันใด ข้าจะรีบออกไป” คิ้วเรียวของหลี่ชิงหมินขมวดเข้าหากัน ร้อยวันพันปีไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น หลังจากที่พระชายาเริ่มเคลื่อนไหว มารดาของเขาก็รีบมาที่นี่ เช่นนั้นแปลว่าอาจจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นก็ได้
หลี่ชิงหมินรีบร้อน เขากังวลว่าตระกูลจะถูกหาเรื่องใส่หัว แต่ใครจะคิดว่าทันทีที่เขาออกมา มารดาที่ถือไม้เรียวยาวจะรอต้อนรับเขาอยู่ก่อนแล้ว ยังไม่ทันได้พูดจาใดๆ นางก็ฟาดเอาที่ก้นของเขาเต็มแรงแล้ว
“ตื่นสายเกินไป นี่ไม่ใช่เวลาที่ฮูหยินใหญ่จะตื่นได้”
“ขอรับ?”
เพี๊ยะ!
“แต่งกายไม่เรียบร้อย ดูผมเผ้าของเจ้ายังไม่แต่งให้ดีอีก ภาพลักษณ์ของฮูหยินใหญ่จะต้องสูงส่งอยู่เสมอ อย่าให้ผู้อื่นดูเบาได้ ถ้าอำนาจของเจ้าหมดไป เช่นนั้นก็เจ้าก็อยู่ในจวนอย่างสงบไม่ได้อีก”
เพี๊ยะ!!
“เจ้ายังไม่ล้างหน้าล้างตาเลยหรือไม่? ดูเอาเถิดว่าคราบน้ำลายยังติดที่ปากของเจ้าอยู่เลย นับเป็นเรื่องเสื่อมเสียที่สุด!!”
หญิงวัยกลางคนฟาดลงที่ก้นของลูกรักไม่น้อย การลงมือนี้กินเวลาไม่ต่ำกว่าสิบนาที ถึงแม้ว่าการตีนี้จะไม่ได้แรงจนเลือดตกยางออก แต่หลี่ชิงหมินรู้สึกว่าสติของเขาถูกกระชากออกไปพร้อมกับไม้เรียวนั่นแล้ว
“ท่านแม่ นี่มันอันใดขึ้น ทำไมจู่ๆถึงได้...”
“ข้ามีเวลาให้เจ้าครึ่งชั่วโมง ไปจัดการตนเองให้เรียบร้อย วันนี้ข้าจะฝึกเจ้ากินอาหารอย่างถูกต้อง รีบตามไปที่เรือนหลัก หากช้าแม้เพียงนาทีเดียว ข้าจะลงโทษเจ้าอีกแน่” หญิงวัยกลางคนหันหลังไป ลอบปาดน้ำตาทุกข์ใจที่ตนเองลงมือลงไม้กับชิงหมินเช่นนี้
ข้ารับใช้อาวุโสทั้งหลายเองก็ลอบเสียใจเหมือนกัน มองคุณชายหลี่ไม่เต็มตา กลัวว่าถ้าเห็นใบหน้าเศร้าของเขาแล้วทุกคนจะร่ำไห้ออกมาด้วยความสงสาร
นายเป็นเช่นไร บ่าวก็เป็นเช่นนั้น ในจวนนี้ไม่มีใครไม่รักและเอ็นดูคุณชายหลี่ แค่ให้พวกนางมาเคาะท่อนเหล็กปลุกคุณชายหลี่ยามหลับใหล ความรู้สึกผิดก็ท่วมท้นแล้ว
หลี่ชิงหมินที่ยังอยู่ในความสับสน ถูกฝูเซ่าเรียกสติ พวกเขามีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเพื่อจัดการเปลี่ยนชุดของตนเอง ถึงชิงหมินอยากจะสอบถามให้เข้าใจ แต่เขาก็กลัวว่าถ้าช้าไปหนึ่งนาทีจะถูกตีซ้ำๆอีก
คนใช้เวลาไม่นานในการเตรียมพร้อมอยู่แล้ว แต่เพราะต้องตื่นเช้าไม่เหมือนกับทุกครั้ง หลี่ชิงหมินจึงรู้สึกเพลียๆอยู่บ้าง ไหนจะแสบๆคันๆที่ก้นอีก มารดาของเขาตีไม่ยั้งมือเลย ถึงจะไม่เจ็บมาก แต่มันก็คันเหลือคณา
เมื่อได้เวลา ประตูห้องอาหารก็เปิดให้หลี่ชิงหมินเข้าไป ด้านในมีหญิงรับใช้ยืนเป็นเส้นตรง มารดาของเขาอยู่ตรงกลางและกำลังจับจ้องเขาอย่างเข้มงวดพร้อมไม้เรียวในมือของนางเหมือนเคย หลี่ชิงหมินลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขาอยากจะสอบถามสถานการณ์ แต่สุดท้ายก็ใจไม่กล้าพอ อาศัยความใจเย็นของตนเองแล้วค่อยๆเดินเข้าไปด้านในด้วยความประหม่า
“ก้าวเท้าขวาที่ 7 ไม่มั่นคงเจ้าค่ะ”
“ก้าวเท้าขวาที่ 11 ไม่มั่นคงเจ้าค่ะ”
“ก้าวเท้าซ้ายที่ 20 เอียงเจ้าค่ะ” เสียงร้องบอกเหมือนกับการนับจังหวะ ไม้เรียวในมือของมารดาเขาขยับไปมาและแสดงออกว่าต้องการฟาดลงมาที่ก้นของเขาอีกครั้ง
หลี่ชิงหมินไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องพยายามเดินให้ดีมากขึ้นจนตัวของเขาเริ่มเกร็งไปหมด แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ เมื่อเขาเดินมาถึงจุดที่ภรรยาอยู่ นางก็สั่งให้เขาแบมือออก
“ทุกย่างก้าวของฮูหยินใหญ่ต้องมั่นคง ทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่เจ้า หากเจ้าพลาดแม้เพียงก้าวเดียว คิ้วของบรรดาอนุภรรยาจะขมวดเข้าหากันและจับผิดเจ้าได้”
เมื่อสั่งสอนเสร็จ มารดาของเขาก็ตีลงที่ฝ่ามือของเขาจนเกิดรอยแดง ชิงหมินที่ไม่เข้าใจก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง ปรากฏว่าที่เรียกเขาแต่เช้าตรู่นี้ก็เพื่อสั่งสอนให้เขาเป็นฮูหยินใหญ่ตระกูลหวงอย่างนั้นหรือ? นี่มันสงครามประสาทรูปแบบไหนกัน
“ท่านแม่ ที่ท่านทำทั้งหมดเพื่อให้ข้าเป็นฮูหยินใหญ่ที่ดีหรือ?”
“เจ้าเพิ่งรู้ตัวหรืออย่างไร? อีกไม่นานเจ้าจะได้แต่งเข้าจวนสกุลหวงแล้ว ไม่มีเวลามาเอ้อระเหยอีกต่อไป”
“หืม? เช่นนั้นท่านแม่คิดจริงๆว่าถ้าข้าแต่งเข้าแล้วจะยังรักษามารยาทที่ท่านสอนหรือ?” ชิงหมินเลิกคิ้วถามกลับ น้ำเสียงของเขาไม่ได้แสดงว่าต้องการก่อกวน แต่เป็นการเอ่ยถามจากใจจริงต่างหาก
“ข้าจะทำให้เจ้าด้วยร่างกายเอง”
“ท่านแม่ นั่นเป็นไปไม่ได้หรอกขอรับ ท่านบังคับข้า ข้ามีแต่จะหนีเท่านั้น วันนี้ท่านตีข้าได้ พรุ่งนี้ข้ารู้สาเหตุแล้ว ข้าจะวิ่งหนีออกไปเล่นข้างนอก ดีไม่ดี...ข้าอาจจะวิ่งไปเล่นที่หอโคมแดง สถานที่ที่มีแต่คนตามใจข้าก็ได้” หลี่ชิงหมินหัวเราะ
“นะ นี่ นี่เจ้า!! เจ้าตัวแสบ!!!”
“ท่านแม่ ข้าพูดจริงๆนะขอรับ ท่านไม่ต้องเปลี่ยนข้าหรอก ข้าเป็นฮูหยินขั้น 1 ไม่พอใจใครก็ลงโทษได้แล้ว ท่านอย่าคิดว่าข้าไม่เอาไหน ข้าเก่งกาจมากนะขอรับ ไม่อย่างนั้นคงช่วยบิดาหลุดจากโทษประหารไม่ได้หรอก”
หลี่ชิงหมินยักไหล่ เดิมทีไม่คิดจะบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูล แต่ในเมื่อพวกเขากังวลเกินเหตุ เช่นนั้นการเปิดเผยความสามารถเล็กๆน้อยๆก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“จะ เจ้า หมายความเช่นไร...” แน่นอนว่าผู้เป็นมารดาได้ยินเช่นนี้ย่อมต้องตกใจมาก หลี่ชิงหมินถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเอ่ยเล่าความจริงให้ฟังตั้งแต่ต้น
คำพูดของเขาทำให้คนที่อยู่รอบๆต่างก็ตื่นตกใจไปตามๆกัน พวกเขาไม่คิดเลยว่าก่อนหน้านี้...คุณชายของเขาจะเข้าไปอยู่ในวงล้อมดาบของศัตรูมาก่อนแล้ว! นี่มันเรื่องใหญ่มากเลยไม่ใช่หรือ? คุณชายต้องการเก็บงำมันไว้เพื่อให้พวกนางไม่ต้องกลัวใช่ไหม?
………………………………………………..