ตอนที่ 13 กำเนิดจอมปีศาจ
หอกทะลวงภูผา!
เคร้ง!
“หืม”
เหล่ยตู้ผงะไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าหลินเฟยใช้ดาบของเขา ป้องกันการโจมตีได้อย่างหมดจดใน่วินาทีสุดท้าย หอกทะลวงภูผาของมันขึ้นชื่อในเื่ความรวดเร็ว วิชาหอกระดับกลางนี้มันฝึกจนเข้าขั้นสูงน้อยคนที่มีระดับน้อยกว่ามันจะสามารถรับการโจมตีได้โดยไม่ล่าถอย
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
หลินเฟยฟาดฟันดาบปราบพยัคฆ์ในมืออย่างดุเดือดแม้จะไรซึ่งทักษะใดแต่พลังโจมตีกลับทำเหล่ยตู้สองมือด้านชา ทวนนิลัที่เป็อาวุธระดับสูงของมันสั่นะเืราวกับกำลังกรีดร้อง หากแม้นมันเป็อาวุธระดับต่ำหรือกลาง คงจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกทำลายจากความต่างของพลังได้
มันงุนงงสับสนอย่างมากมันไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนว่าผู้มีพลังตบะขั้นผู้ฝึกตนคนใดจะสามารถต้านทานผู้ที่มีระดับห่างกันได้ แถมยังมีความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด
และที่สำคัญพละกำลังของมันที่ควรจะเหนือกว่าหลินเฟยอย่างเทียบไม่ติด กลับเป็มันเสียเองที่แทบจะไม่สามารถรับการโจมตีของหลินเฟยที่เต็มไปด้วยพละกำลังอันแข็งแกร่งได้
ความคิดของมันล้วนไม่ผิดแปลกแต่อย่างใด เพียงแต่หลินเฟยต่างหากที่ผิดแปลกไปอย่างมาก มันไม่มีทางรับรู้ว่าหลินเฟยตอนนี้นั้นมีสายเือันยิ่งใหญ่ของาาัไหลเวียนอยู่ในร่าง
อีกทั้งเส้นเอ็นกระดูกล้วนถูกผลัดเปลี่ยนให้มีความแข็งแกร่งไม่ต่างจากัน้อยๆตัวนึงและที่น่าใคือมันยังสามารถพัฒนาไปตามพลังตบะของหลินเฟยได้เสียอย่างนั้น ที่สำคัญคือจุดกำเนิดพลังลมปราณของหลินเฟยนั้นกว้างใหญ่ราวกับท้องทะเล
หากเปรียบกับเหล่ยตู้ที่จุดกำเนิดพลังของมันเปรียบเสมือนแอ่งน้ำขังขนาดใหญ่เท่านั้น ไม่แม้แต่จะกลายเป็บ่อน้ำเสียด้วยซ้ำ หากมันอยากมีจุดกำเนิดพลังที่กว้างใหญ่บ้าง ก็จำเป็ต้องมีวาสนาในการรับมรดกหรือของวิเศษบางอย่าง
เช่นโอสถที่ช่วยขยายจุดชีพจรต่างๆ แต่ของจำพวกนี้นั้นราคานับว่ามากมายมหาศาล ด้วยขั้นตอนการปรุงที่ซับซ้อนและยากเย็นเป็อย่างยิ่ง แม้เป็ตระกูลที่ร่ำรวยก็ยังต้องคิดมากเสียหน่อย หากจะต้องซื้อหามาให้ผู้เยาว์ในตระกูลของตนเอง
แต่หากได้มาก็นับว่าคุ้มค่า มันจะขยายจุดชีพจรและเส้นทางเดินพลังตามแต่คุณภาพของโอสถต่างๆ และส่วนมากโอสถจำพวกนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในครั้งแรกเท่านั้น หากกินในครั้งต่อๆไปปริมาณที่เป็ประโยชน์จะไม่คุ้มค่าอย่างมากกับราคาที่ต้องจ่ายออกไป
หรือไม่ก็มีอีกวิธีคือฝึกฝนบำเพ็ญตบะไปจนถึงขั้นปราณยุทธเงินเป็อย่างน้อย แล้วหากเหล่ยตู้สามารถไปถึงขั้นนั้นได้...แล้วหลินเฟยล่ะ เขาไม่กลายเป็มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดไปแล้วรึ
ต้องบอกว่าผู้ฝึกตนนั้นไม่ว่าจะเป็จักรพรรดิของราชวงศ์ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก ล้วนแต่เป็ผู้ที่โดดเด่นเหนือใครทั้งนั้น นั่นก็เป็เพราะโชควาสนาด้วยส่วนนึงโชควาสนาของเหล่าผู้ที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกตนนั้นนับเป็สิ่งที่ต้องมีเคียงคู่กับฝีมือเลยทีเดียว
ย่าห์!
หลินเฟยยิ่งโจมตียิ่งคึกคัก เรี่ยวแรงที่ใส่ไปก็ยิ่งมากขึ้นเหล่ยตู้พยามใช้วิชาออกมาแทบหมดสิ้นแต่กลับถูกหลินเฟยสบัดดาบสลายพลังไปได้โดยง่ายดาย
ตาของมันแทบจะถลนออกมานอกเบ้าใบหน้าขาวซีด มันพยามสำรวจหลินเฟยอยู่หลายครั้ง แต่ไม่ว่ามันจะใช้พลังปราณััยังไงตบะของหลินเฟยก็อยู่เพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นที่เจ็ดระดับสูงเท่านั้น!
“พี่เหล่ยตู้ ระวังล่ะ ข้าจะเอาจริงแล้ว!” หลินเฟยยิ้มกว้าง แต่รอยยิ้มของเขานั้นมันกลับทำให้เหล่ยตู้น่าซีดกว่าเดิม
‘บ้าน่า! นี่เขายังไม่ได้เอาจริงเลยรึ!’
เหล่ยตู้คิดพลางกระชับทวนในมือแน่นมันพยามตั้งรับอย่างเต็มที่มาตลอดหนึ่งก้านธูป แต่ไหนเลยคู่ต่อสู้ของมันกลับยังไม่ได้เอาจริงเสียอย่างนั้น เม็ดเหงื่อของมันผุดขึ้นเต็มใบหน้า แม้มันจะเริ่มหวาดกลัวหลินเฟยเข้าแล้วจริงๆ แต่มันเป็คนที่กระหายในการต่อสู้เป็ทุนเดิมอยู่แล้ว และตอนนี้แม้จะตั้งรับอย่างยากลำบากแต่มันก็ยังคงไร้ซึ่งาแแม้สักที่เดียว
เงาั!
หลินเฟยเรียกใช้ทักษะขึ้นในใจฉับพลันร่างของเขาก็พล่าเลือนหายไปจากสายตาของเหล่ยตู้ทันที ด้วยความที่ทักษะนี้ถูกใช้และทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง แม้มันจะยังไม่ใกล้ที่จะบรรลุผ่านไปยังขั้นที่สามของวิชาแต่ทว่าความเร็วของหลินเฟยในตอนนี้ ไม่ใช่ผู้ที่มีพลังตบะในขั้นปราณกำเนิดจะตามได้ทัน
“เฮือก!”
เหล่ยตู้สะท้านไปทั้งร่างมันรู้สึกเสียววาบไปทั่วแผ่นหลัง ด้วยความที่มันผ่านการต่อสู้มาไม่น้อยและยังได้เห็นหลินเฟยใช้กระบวนท่าลูกเตะเพลิงพิฆาตมาแล้ว มันรีบหันหลังกลับไปด้วยความรวดเร็ว
บู้ม!
หลินเฟยยิ้มน้อยๆเขาอดชื่นชมในปฏิกิริยาที่ว่องไวผิดกับรูปร่างของเหล่ยตู้ไม่ได้ มันหันหลังกลับมายกหอกในมือตั้งรับลูกเตะของเขาอย่างรวดเร็ว
...แต่ก็ยังช้าไปเล็กน้อยลูกเตะของหลินเฟยเตะเข้าชายโครงของมันแต่ต่างกับมู่ปิงเว่ยที่ลูกเตะนี้หลินเฟยไม่ได้บีบอัดพลังธาตุไฟของเขาเข้าไปใช้เพียงแต่พละกำลังและพลังปราณของเขาเท่านั้น
อ้าก!
แต่นั้นก็ยังรุนแรงมากอยู่ดี...
เหล่ยตู้กระเด็นไปไกลแต่ยังไม่ได้ตกจากลานประลอง มันพยามใช้หอกของมันยันกายลุกขึ้นด้วยร่างที่สั่นเทาพร้อมกับ หยิบโอสถขึ้นมาหนึ่งเม็ดโยนใส่ปาก
“ขะ ขอบคุณมากน้องหลินเฟยที่ให้คำชี้แนะ”
มันประสานมือกล่าวออกมาอย่างยากลำบาก ลูกเตะของหลินเฟยนี้แม้จะไม่โหดร้ายเท่ากับที่มู่ปิงเว่ยได้รับ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้กระดูกชายโครงของเหล่ยตู้แตกร้าวขึ้นได้
ตอนนี้มันรู้ซึ้งแล้วว่าหลินเฟยนั้นแข็งแกร่งกว่าที่มันคาดเดาไปอยู่มาก หากหลินเฟยเอาจริงแต่แรกมันคงยืนได้ไม่ถึงสิบลมหายใจ นั่นยังดีที่มันกล่าววาจากับหลินเฟยด้วยดี ไม่เช่นนั้นมันไม่รู้ว่าตอนนี้มันยังสามารถจะยืนอยู่บนลานประลองนี้ต่อได้หรือไม่
“ข้าก็ได้เรียนรู้มากเช่นกัน ขอบคุณพี่เหล่ย”
หลินเฟยประสานมือคืน เหล่ยตู้รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยมันยิ้มหนึ่งทีก่อนถอยกลับไปหามุมสงบเพื่อพักฟื้น แม้จะมีคนที่รอซ้ำมันอยู่ แต่ด้วยพลังตบะของมันยังพอที่จะสู้ต่อได้บ้างหากไม่เจอพวกปราณกำเนิดเช่นเดียวกัน
“อืม ทักษะดาบของข้าคงจะพออยู่ในขั้นเริ่มต้นกับเขาได้บ้างแล้วมั้ง...” หลินเฟยพลิกดาบในมือไปมา
เขาไม่รู้เลยว่าทักษะดาบของเขาได้ก้าวหน้าไปอย่างมาก จากการที่เขาใช้จิตสำนึกทบทวนท่วงท่าของอาจารย์ของเขาฟาดฟันในสนามรบโบราณ
และมันก็เริ่มจะแผ่กลิ่นไอของความลึกลับโบราณออกมาน้อยๆ แม้มันจะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่เขาเชื่อว่าหากเขาฝึกฝนมันบ่อยๆมันก็จะสามารถพัฒนาจนรู้แจ้งถึงทักษะต่างๆของอาจารย์เขาได้อย่างแน่นอน
หลินเฟยหวนนึกไปถึงกระบวนท่าของาาัเทียนเซิน ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจเทียมฟ้า ฟาดฟันพรากชีวิตของเหล่าเทพและอสูรภายในสนามรบจำนวนนับไม่ถ้วน จิตใจเขาก็พลันรู้สึกนับถือ ชื่นชมความแข็งแกร่งของอาจารย์เขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ หลินเฟยรู้ดีว่าการที่จะก้าวไปถึงจุดนั้นได้
มันต้องยากเย็นแสนเข็ญขนาดที่คนธรรมดาไม่สามารถจินตนาการได้แต่ตอนนี้ในแววตาของหลินเฟยปรากฏประกายแสงแห่งความมุ่งมั่นที่ยากจะสั่นคลอนได้ขึ้นเสียแล้ว
หลังจากนั้นหลินเฟยก็จัดการพวกที่หลงเข้ามาหมายจัดการเสี่ยวหลินไปอีกสองสามคน...เป็จำนวนที่น้อยมากหากเทียบกับสนามประลองที่อัดแน่นไปด้วยผู้เข้าร่วมลานประลองกว่าหนึ่งพันคนในตอนแรก จนถึงบัดนี้เขาได้สู้จริงๆก็มีเพียงกับเหล่ยตู้เท่านั้น...
“เฮ้อ...แล้วแบบนี้ข้าจะฝึกฝนทักษะการต่อสู้ได้เยี่ยงไร หรือข้าจำเป็ต้องลดระดับพลังปราณลงมาอีก แล้วแบบนี้ข้าจะรีบเร่งฝ่าทะลุขั้นไปเพื่อเหตุใด?”
หลินเฟยพึมพำออกมาเบาๆ ตอนนี้เป็ที่แน่นอนอยู่แล้วว่าหลินเฟยนั้นต้องติดหนึ่งในร้อยคนแน่นอน แต่เขากลับอยากแสดงฝีมือให้เป็ที่ประจักษ์แก่ผู้าุโหลายคนที่รับชมอยู่ ในรอบแรกนั้นเขาไม่ได้เป็ที่สนใจมากนัก จึงมีผู้าุโจำนวนไม่น้อยที่พลาดเห็นฉากที่หลินเฟยเผด็จศึกมู่ปิงเว่ย
ตอนแรกที่มู่ปิงเว่ยเข้ามาหมายจัดการเขานั้นแม้ดูเหมือนว่าเขาจะลงมือไปอย่างหนักหน่วง...แต่นั่นก็เป็เพียงทักษะที่เบาที่สุดของเขาแล้วด้วยซ้ำ...
ผู้เข้าร่วมประลองคนอื่นกลับหวาดเกรงเกินไปที่จะมาประลองกับเขาตอนนี้เขาทำเพียงได้แค่รอรอบคัดเลือกหาอันดับหนึ่งถึงสิบ ที่จะไปประลองชิงอันดับกับอีกสามทิศที่เหลือแล้ว
...และถ้าจะให้เขาไล่อาละวาดจัดการทุกคนที่ขวางหน้าเขารู้สึกเหนียมอายเกินไป มันก็ไม่ใช่ทางของเขาสักเท่าไหร่ หากเขาทำอย่างนั้นย่อมเป็ที่ตื่นตะลึงสามารถที่จะกวาดทุกคนที่ขวางหน้าล่วงลงไปด้วยพละกำลังอันมากล้นและวิชาลับประจำตระกูลที่ร้ายกาจยิ่งกว่าวิชาระดับสูงเสียอีก
แต่แล้วมันจะอย่างไรล่ะไม่เท่ากับว่าเขาประเป็ศัตรูกับทั่วทั้งหนึ่งพันคนเลยรึ เพียงแค่ผู้าุโห้าเขาก็ปวดหัวมากพอแล้วในตอนนี้
ครึ่งชั่วยามต่อมาการประลองรอบที่สองก็สิ้นสุดลง
การประลองรอบสุดท้ายนี้จะเป็การแบ่งผู้เข้ารอบทั้งหนึ่งร้อยคนออกเป็ห้าสายสายละยี่สิบคน หลินเฟยอยู่สายที่ห้า มาถึงตรงนี้เขากลับกระชุ่มกระชวยขึ้นอีกครั้ง
เขาคิดว่าเขาคงได้ประสบการณ์เพิ่มบ้างไม่มากก็น้อย ด้วยความที่ลานประลองในรอบที่สองมีขนาดใหญ่ขนาดรองรับคนได้หนึ่งพันคนการประลองรอบนี้จึงประลองได้ทีละสองสายจึงรอเพียงไม่นานก็มาถึงรอบของหลินเฟย
“ยอมแพ้”
“หะ!”
หลินเฟยตาโตมองไปยังชายชุดดำที่ทำหน้าที่กรรมการ เพราะั้แ่นั่งดูมายังไม่มีใครที่เอ่ยยอมแพ้ั้แ่ไม่ได้สู้ แล้วทำไมพอถึงรอบเขากลับเป็อย่างนี้ไปได้
กรรมการชุดดำได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจบอกเขาก็ทำอะไรไม่ได้หากคู่ต่อสู้เลือกที่จะยอมแพ้เอง หลินเฟยหน้าตึงขึ้นมาทันที เดินกลับไปหาสหายทั้งสี่ด้วยสีหน้าเศร้าๆ
“พี่หลินอยากออกแรงใช่หรือไม่”
ิเต้าที่เปลี่ยนสรรพนามของหลินเฟยไปแล้วเอ่ยถามอย่างรู้ทันมันสังเกตุหลินเฟยมาสักพักแล้วว่าเขาอยากประลองบ้างแค่เพียงเล็กๆน้อยก็ยังดี หลินเฟยไม่ตอบเพียงแต่พยักหน้าน้อยๆเท่านั้นเขากำลังคิดไม่ตก ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากประลองเพื่อได้อันดับหนึ่งไม่ใช่รึ
“พี่หลินเพียงกล่าวคำพูดนี้ออกไปเท่านั้น”
ิเต้าทำหน้าเ้าเล่ห์ หลินเฟยขมวดคิ้วทันทีเขาพอรู้นิสัยเ้าแผนการของิเต้ามาไม่น้อย ก็เป็มันในตอนนั้นที่คิดจะใช้หลี่ปิงขโมยโอสถวิเศษในตำหนักยา
มันยื่นหน้าเข้าไปกระซิบหลินเฟยที่ข้างหูของเขา ไม่นานหลินเฟยก็ทำตาโตส่ายหัวไปมา ใบหน้าที่ปกติจะเรียบนิ่งของหลินเฟย ปรากฏสีหน้าหนักใจออกมาพร้อมกับท่าทางที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก
“หลินเฟย – ฮ่าวหยง ประจำที่!”
ทันทีที่หลินเฟยได้ยินกรรมการชุดดำเรียกชื่อของเขาและคู่ต่อสู้หลินเฟยพลันหันไปเห็นคู่ต่อสู้ของเขากำลังจะยกมือจะขอยอมแพ้หลินเฟยกัดฟันแน่น แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็้าจะขัดเกลาทักษะดาบของเขาให้ดีขึ้นแม้เพียงสักเล็กน้อยก็ยังดี
“หยุด! หากเ้ายอมแพ้! ข้าจะตามรังความเ้า! แม้สำนักจะห้ามให้มีการต่อสู้ที่ถึงชีวิต แต่แขนของเ้า! ขาของเ้า! ข้าจะทำให้มันแหลกเละซะยิ่งกว่าน้ำซุปเนื้อวัว!”
.
.
.