บทที่ 34
เหยียนหลงอ๋อง
ขณะที่พวกเขาเดินผ่านเส้นทางหลักของจวนเหยียนหลงอ๋องเถาเถาก็ยังคงกระโดดโลดเต้นไปตามทางเดินหินสีขาวที่กว้างใหญ่สองข้างทางประดับด้วยเสาหินหยกดำสลักลายเปลวเพลิงพันเกี่ยว เสียงหัวเราะใส ๆของเด็กน้อยดังแว่วเป็นระยะดวงตากลมโตเปล่งประกายราวกับพบโลกใบใหม่ที่ทั้งน่าอัศจรรย์และน่าตื่นเต้น
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ดูสิเจ้าคะ! ตรงนั้นมีมังกรด้วย!”เถาเถาชี้นิ้วเล็ก ๆไปยังรูปแกะสลักมังกรเพลิงที่ขดตัวเฝ้าประตูหอพักทหารสายอัคคี
“แล้วตรงนั้นอีก! ดอกไม้สีแดงเต็มไปหมดเลย!” นางวิ่งไปแตะกลีบดอกเหมยที่ปลิวตกลงพื้นก่อนจะหยิบขึ้นมาแนบแก้มด้วยรอยยิ้มสดใส
ไป๋ซือเหนียงและเหยียนไป๋เฉินเดินตามมาเงียบๆ สายตาทั้งสองยังคงจับจ้องร่างเล็กที่วิ่งโลดเต้นไปมาใบหน้าที่มักเคร่งขรึมของเหยียนไป๋เฉินแฝงด้วยความอ่อนโยนบางเบาส่วนไป๋ซือเหนียงเพียงเผยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากอย่างอ่อนโยน
ในที่สุด...เส้นทางหลักที่ทอดยาวก็นำพาพวกเขามาถึงส่วนใจกลางของจวนแห่งนี้สถานที่ซึ่งเป็นหัวใจและศูนย์กลางอำนาจของเหยียนหลงอ๋องมาตลอดหลายสิบปี
เบื้องหน้าคือ ตำหนักเหยียนหลง เรือนหลักขนาดใหญ่ตระหง่านกลางพื้นที่ที่กว้างขวางตัวตำหนักตั้งบนฐานหินยกสูงกว่าเจ็ดชั้นบันได ศิลาแต่ละก้อนสลักลายมังกรเพลิงด้วยฝีมือช่างเอกเสาหลักเป็นหินหยกดำขนาดใหญ่ที่แต่ละต้นถูกฝังยันต์อาคมเสริมพลังค่ายกลคุ้มกันรอบบริเวณ
หลังคาเคลือบกระเบื้องสีดำสนิทขลิบทองที่สันมุมลวดลายเปลวเพลิงหมุนวนไปตามเส้นสายบนกระเบื้อง ดูราวกับจะมีชีวิตได้ทุกเมื่อ แสงแดดยามสายสะท้อนเงาทำให้ตำหนักทั้งหลังดูคล้ายเปลวไฟที่ลุกโชนกลางเวหากลิ่นอายของพลังปราณเพลิงแผ่ซ่านรอบบริเวณจนรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างในอากาศ
ไป๋ซือเหนียงหยุดยืนดวงตาคู่สวยของนางทอดมองไปยังภาพเบื้องหน้า ดวงตาคู่นั้นนิ่งสงบทว่าลึกลงไปมีแววระวังระไว ริมฝีปากเม้มแน่นเล็กน้อยเมื่อก้าวเข้าใกล้สถานที่แห่งนี้ไปทีละก้าว
บันไดหินที่ทอดยาวขึ้นสู่ชานตำหนักสูงชันและแข็งแรงด้านบนสุดของบันไดนั้น...มีบุรุษและสตรีสามคนยืนอยู่เงียบ ๆ
โดยรอบไม่มีทหารหรือข้ารับใช้คนใดอยู่เลยแม้แต่คนเดียวทำให้บรรยากาศเงียบสงัดประหนึ่งสถานที่ต้องห้ามที่มีเพียงผู้ทรงอำนาจสูงสุดเท่านั้นจะยืนหยัดได้
สามคนเบื้องบนชายชราผู้หนึ่งในชุดนักพรตสีเทา สตรีวัยกลางคนในชุดอาภรณ์แดงเข้มและบุรุษผู้เปล่งรัศมีข่มขวัญรุนแรงราวกับเทพสงคราม
ไป๋ซือเหนียงไม่ต้องถาม...ไม่ต้องคาดเดาใดๆ เพียงแค่ดวงตาของนางสบกับบุรุษวัยกลางคนผู้นั้น แม้จะอยู่ห่างไกลแต่กลับรู้สึกว่าร่างของตนถูกกดทับด้วยพลังที่หนักหน่วงและสงบนิ่ง
เขาคือ เหยียนหลงอ๋องชื่อของเขาคือเหยียนฉางหลง
ชายผู้ได้รับขนานนามว่า "เงาแห่งบัลลังก์มังกร"บุรุษผู้มีอำนาจเหนือผู้ใดในใต้หล้า ยกเว้นเพียงจักรพรรดิผู้เป็นพี่ชายของตน
เขายืนตระหง่านดั่งขุนเขารูปร่างสูงใหญ่ถึงร้อยเก้าสิบ ไหล่กว้างและแผ่นหลังกว้างดุจโล่เหล็กกล้ามเนื้อแน่นตึงภายใต้อาภรณ์ขุนนางทหารสีดำขลิบแดงเข้มอาภรณ์ปักลายมังกรเพลิงด้วยด้ายทองคำพาดทับด้วยเกราะหนังสัตว์วิญญาณที่ดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยพลังปราณอันเกรียงไกร
ชายผ้าคลุมยาวสีเลือดนกสะบัดเบา ๆตามแรงลมจาง ๆเส้นผมยาวสีดำสนิทที่ปลายแซมแดงราวกับเปลวเพลิงถูกรวบครึ่งศีรษะด้วยปิ่นทองแกะสลักรูปมังกรส่วนที่เหลือปล่อยสยายยาวสลับทับชุดเกราะหลัง
ใบหน้าคมคายราวรูปสลัก คิ้วเข้มขึงดวงตาเรียวยาวสีดำสนิทเปล่งแสงเย็นเยียบ ราวกับเหล็กกล้าในยามสงบแม้ไร้ความโกรธแต่กลับกดดันให้หัวใจผู้คนเต้นผิดจังหวะได้ง่าย ๆ จมูกโด่งคมริมฝีปากบางเฉียบและแน่นสนิท ดูเย็นชาอย่างยิ่ง
ด้านขวาของใบหน้ามีรอยแผลเป็นบางจางพาดยาวจากขมับถึงโหนกแก้มมันไม่ได้ทำให้ใบหน้าเขาขาดความสง่างาม หากแต่กลับเสริมให้ภาพลักษณ์เขาราวกับนักรบผู้ไม่เคยพ่ายศึก
เหรียญหยกมังกรเพลิงห้อยแนบเอวข้างซ้ายส่งกลิ่นพลังปราณแผ่วเบาแต่ทรงอำนาจแผ่ซ่านออกมารอบตัว
ไป๋ซือเหนียงแม้จะเคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยุทธภพในฐานะ “ฉือเยี่ยน” อดีตประมุขพรรคมารผู้ไร้พ่าย แต่เมื่อยืนต่อหน้าบุรุษผู้นี้หัวใจของนางยังต้องยอมรับอย่างเงียบงัน
‘นี่คือผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสวรรค์อย่างแท้จริง...’
ไม่เพียงเก่งกล้าในด้านการฝึกปราณแต่การบัญชาการศึกและการควบคุมอาณาจักร
แม้อีกฝ่ายจะไม่ใช่หนึ่งในร้อยยอดฝีมือขอบเขตสวรรค์ที่ปรากฏชื่อในทำเนียบ "ร้อยสวรรค์"แต่ถึงกระนั้น...บุรุษผู้นี้ เหยียนหลงอ๋องก็ยังถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสวรรค์ที่แข็งแกร่งยิ่งคนหนึ่งของแผ่นดินด้านสมรภูมิรบยิ่งหาใครเปรียบเทียบได้
ยามนี้ เหยียนหลงอ๋องยืนอยู่บนขั้นบันไดศิลาที่สูงจากพื้นกว่าเจ็ดชั้นมือข้างหนึ่งไขว้หลัง อีกข้างทิ้งสบายข้างลำตัว ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำสนิทขลิบแดงเข้ม พาดคลุมด้วยผ้าคลุมยาวสีเลือดนกที่ปลิวเบา ๆ ตามแรงลมดวงตาคู่คมกริบมองทอดลงมาจากเบื้องสูง ราวกับเหยี่ยวพญาอินทรีจับจ้องเหยื่อเบื้องล่าง
แววตาคู่นั้น แม้ปราศจากคลื่นอารมณ์แต่กลับให้ความรู้สึกกดดัน
ไป๋ซือเหนียงก้าวเดินอย่างมั่นคง
สายตาคู่สวยของนางเหลือบไปยังสตรีอีกผู้หนึ่งที่ยืนเคียงข้างเหยียนหลงอ๋อง
หญิงวัยกลางคน ผิวขาวผ่องประหนึ่งหยกดวงหน้างดงามแม้กาลเวลาจะพาอายุล่วงสู่ครึ่งร้อยแต่กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์สงบเย็นและเปี่ยมด้วยเมตตา
นางแต่งกายในชุดอาภรณ์ไหมสีม่วงอ่อนปักลายดอกเหมยบานสะพรั่ง ผ้าแพรที่พาดผ่านบ่าเย็บด้วยเส้นทองอย่างประณีตเสริมให้นางดูอ่อนโยนสูงศักดิ์ท่วงท่ายืนของนางสง่างามไม่ต่างจากหงส์สูงส่งที่ยืนอยู่เหนือฝูงไก่ในรั้วบ้าน
ผมยาวดำสนิทถูกรวบไว้ด้วยปิ่นหยกขาวรูปกลีบบุปผาใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอ่อนโยนแต่ไม่อาจซ่อนแววเศร้าลึกที่ซ่อนอยู่ในดวงตา
หญิงผู้นี้ย่อมไม่ต้องสงสัยว่าเป็น ซูอวิ๋นเจียวพระชายาเอกของเหยียนหลงอ๋อง และเป็นมารดาผู้สูญเสียลูกชายคนโต เหยียนเจิ้งหลงไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน
ในฐานะสายเลือดของตระกูลซูนางคือผู้มีศักดิ์เป็นท่านย่าแท้ ๆ ของเถาเถา ข้างกายซูอวิ๋นเจียว อีกหนึ่งบุรุษยืนตระหง่านเสริมขบวน
ชายชราอายุราวเจ็ดสิบถึงแปดสิบปีผมยาวขาวโพลน รวบเกล้ามัดไว้หลวม ๆ ด้านหลังใบหน้าเหี่ยวย่นลึกจนเห็นริ้วรอยแห่งกาลเวลาทว่าร่างกายกลับยืนตรงประหนึ่งหอกเหล็กแทงทะลุเมฆา
อาภรณ์สีเทาเข้มปักยันต์โบราณด้วยเส้นทองเรียบง่ายแต่แฝงอำนาจ เส้นเลือดบนแขนยังปูดนูนชัดเจนดวงตาของเขาเรืองแสงสีแดงอ่อนเจือจาง ยามทอดมองมายังพวกเขาทั้งสาม
กลิ่นพลังของยอดฝีมือขอบเขตสวรรค์แผ่ซ่านออกจากตัวชายชราผู้นี้ราวกับสังหารศัตรูนับพันในสมรภูมิยังมิได้ปลดเปลื้องจากจิตวิญญาณ
ไป๋ซือเหนียงชะงักเล็กน้อยใจกลางแววตาสะท้อนความเปลี่ยนแปลงอันยากสังเกต
แม้นางไม่เคยพบชายชราผู้นี้มาก่อนแต่ด้วยประสบการณ์ในฐานะอดีตประมุขพรรคมารและผู้ยืนเหนือผู้คนนางย่อมคาดเดาได้อย่างชัดเจนถึงตัวตนของเขา
‘...หอกคลั่ง...’ นางคิดในใจ
ชายชราผู้นี้คือ เจี้ยนหง
ผู้มีสมญานามว่า "หอกคลั่ง"
ยอดฝีมือขอบเขตสวรรค์ ลำดับที่ 88 ในทำเนียบร้อยสวรรค์
ในอดีตมีข่าวลือว่าเขายินดีสละชื่อเสียงในยุทธภพเพื่อติดตามรับใช้เหยียนหลงอ๋องจนกลายเป็นเงาหอกที่ค้ำจุนบัลลังก์เหล็กกล้าแห่งกองทัพมังกรเพลิงและวันนี้...นางได้ประจักษ์ด้วยตนเองแล้วว่าข่าวลือเป็นความจริง
ขณะที่ความคิดนั้นยังวนเวียนอยู่ในใจพวกเขาก็เดินมาถึงด้านหน้าของตำหนักเหยียนหลง เสียงฝีเท้าทั้งสามคู่หยุดลงพร้อมกันเสียงดังแผ่วเบาในความเงียบงันอันหนักอึ้ง
ทั้งสองฝ่ายยืนเผชิญหน้ากันตรงขั้นบันไดที่ทอดยาวไปยังตำหนักหลัก
หนึ่งฝ่ายเป็นเหยียนหลงอ๋องซูอวิ๋นเจียว และเจี้ยนหง
อีกฝ่ายเป็นเหยียนไป๋เฉินไป๋ซือเหนียง และเถาเถา
เถาเถายังคงยืนข้างบิดาดวงตากลมโตเงยมองผู้คนเบื้องบนอย่างไร้เดียงสา หากแต่มือเล็กยังจับชายเสื้อบิดา
ไป๋ซือเหนียงมองตรงไปยังเหยียนหลงอ๋องดวงตานิ่งสงบ
เหยียนไป๋เฉินยืนนิ่ง สีหน้าสงบนิ่ง
ความเงียบที่แผ่คลุมทั่วทั้งบริเวณราวกับเวลาหยุดนิ่ง
ไม่มีผู้ใดเอ่ยถ้อยคำไม่มีแม้แต่ลมหายใจหนักหน่วงจากทั้งสองฝ่าย
ราวกับทั้งหกคน ต่างกำลังรอคอยว่า…
ใครจะเป็นผู้กล่าววาจาแรกก่อนกัน