“หลินเสวี่ยจู๋เ้ากล้าทำร้ายท่านย่าได้อย่างไร เ้ามันเนรคุณ!” หลินเสวี่ยหลานเห็นฮูหยินผู้เฒ่าถูกทำร้ายก็รีบทำตัวเป็ผู้มีศีลธรรมสูงส่งทันทีนางตำหนิหลินเสวี่ยจู๋เสียงดัง
เมื่อนางะโเช่นนี้ ทุกคนในห้องขังที่นอนหลับอยู่ก็ตื่นกันหมด
หลินเสวี่ยจู๋ไม่ยี่หระ นางถามกลับ “เ้าหมายถึงย่าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเืกับข้าน่ะหรือ?”
ที่สกุลหลิน เหล่าบุตรชายบุตรสาวที่เกิดจากอนุถือว่าไม่มีคุณสมบัติที่จะเรียกฮูหยินผู้เฒ่าว่าย่า เนื่องจากไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเืนี่คือกฎที่ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งขึ้นเอง
“เ้า!” หลินเสวี่ยหลานพูดไม่ออกอีกครา
กัวซื่อผู้เป็มารดาแท้ๆของหลินเสวี่ยหลานเปิดปากทันที “เ้ามันคนชั่วช้า สมแล้วที่เกิดมาจากบิดามารดาที่มีจิตใจโฉดชั่วราวกับหมาป่าในเมื่อพวกเราไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเืกัน เ้ามีสิทธิ์อันใดมาทำให้พวกเราเดือดร้อน? ขอเพียงเ้ามีมโนธรรมสักนิดก็ควรบอกให้ผู้คุมปล่อยตัวพวกเราเสีย”
กัวซื่อคือฮูหยินเอกของหลินเฉิงคุนผู้เป็ทายาทสายตรงของสกุลหลิน งานอดิเรกของนางคือการทรมานบรรดาอนุของสามี
โชคดีที่หลินเฉิงคุนไม่เป็ที่รู้จักในเมืองหลวงเื่อื้อฉาวของกัวซื่อจึงไม่ถูกแพร่งพรายออกไป
ด้วยเหตุนี้ เมื่อสกุลหลินถูกยึดทรัพย์สินอนุในเรือนของหลินเฉิงคุนจำนวนเจ็ดคนจากเก้าคนจึงยอมถูกขายเป็ทาสไม่ยินยอมถูกเนรเทศไปพร้อมกับสกุลหลิน
หลินเสวี่ยจู๋ได้ฟังคำพูดของกัวซื่อก็เอ่ยเสียงเบา “ป้าสะใภ้ใหญ่เขยิบเข้ามาใกล้ๆหน่อย ข้าจะบอกวิธีที่จะทำให้ท่านถูกปล่อยตัวออกจากห้องขัง”
กัวซื่อได้ยินเช่นนั้นก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันทีนางรีบโน้มตัวไปข้างประตู แล้วยื่นหูออกไปด้านนอก
หลินเสวี่ยจู๋หยิบหินก้อนเล็กออกมาจากมิติอีกก้อนแล้วดีดออกไป
“โอ๊ย!” กัวซื่อกุมศีรษะพลางก่นด่า “นางคนสำส่อนเ้ากล้าทำร้ายข้า!”
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เพียงพลั้งมือน่ะไม่ได้ทำร้ายท่านจนตายเสียหน่อย ทว่าหากตายท่านก็ออกไปจากที่นี่ได้นะ”
ศีรษะของกัวซื่อราวกับมีควันผุดออกมาด้วยความโมโหนางกำลังจะเปิดปากด่าก็ได้ยินเสียงปลดกลอนประตูดังแว่วมาจากด้านนอก
ไม่นานหลินเฉิงจางกับเหวินซิ่วชิงก็เห็นหลินเสวี่ยจู๋ทั้งคู่คิดที่จะเดินไปหาหลินเสวี่ยจู๋ แต่กลับถูกผู้คุมผลักเข้าไปในห้องขังอีกห้องอย่างแรง
หวังกวงเจิ้งเดินตามหลังพวกเขามาสีหน้าของเขาดูอิดโรย แต่ยังคงวางมาดเช่นเดิม
หลินเสวี่ยจู๋สบตาเขาอย่างเ็า เมื่อวานตอนที่ตรวจสอบคลังสมบัติของขุนนางนาง ‘ดูแล’ ใต้เท้าหวังผู้นี้ไปเล็กน้อย
เมื่อค้นพบว่าทรัพย์สินที่ตนเองสั่งสมมาอย่างยากลำบากเป็เวลาถึงครึ่งชีวิตอันตรธานหายไปตอนนี้ใต้เท้าหวังย่อมต้องเกิดอารมณ์ที่ซับซ้อนมากกระมัง
เขากล่าวว่า “ฝ่าาทรงมีราชโองการรับสั่งให้นักโทษฏรีบรับสารภาพ แล้วเลือกวันออกเดินทาง ไม่อาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้”
ยังไม่ทันพูดจบ หลินเฉิงคุนก็ะโขึ้น “ใต้เท้า พวกเราไม่ผิดทั้งหมดเป็ความผิดของหยวนซิวผู้นั้น น้องชายข้าคือพ่อตาของเขาพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกัน ไม่เกี่ยวกับพวกเราเลย”
“ถ้าพวกเ้าไม่ผิดเช่นนั้นก็เป็ความผิดของฝ่าาอย่างนั้นหรือ?” หวังกวงเจิ้งสีหน้ามืดครึ้มก่อนจะโบกมือให้ผู้คุมที่ยืนอยู่ด้านหลัง
ผู้คุมรับคำสั่ง เขาเปิดประตูห้องขังแล้วหิ้วร่างของหลินเฉิงคุนออกมาก่อนจะใช้ไม้โบยโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
หลินเฉิงคุนถูกโบยเสียจนร้องไห้หาบิดามารดาจากนั้นก็ถูกโยนกลับเข้าไปในห้องขังอีกครา
หวังกวงเจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสแสร้ง “รับสารภาพั้แ่เนิ่นๆ จะได้ไม่ต้องถูกลงทัณฑ์เพียงถูกเนรเทศเท่านั้น อย่างไรก็ยังมีชีวิตอยู่ พวกเ้าคิดให้ตก อยู่ที่นี่ไม่มีความสุขหรอก”
หลินเฉิงคุนปัสสาวะเล็ดด้วยความใก่อนจะรีบกล่าว “ข้ายอมแล้วข้ารับสารภาพทั้งหมด”
“ยังมีผู้ใด้าจะรับสารภาพอีกหรือไม่?” หวังกวงเจิ้งกวาดตามองทุกคน
กัวซื่อแววตามืดครึ้ม นางก้าวออกมาข้างหน้า “ใต้เท้า หากข้ารายงานความผิดของผู้อื่นแล้วเปิดโปงคนผู้นั้นสำเร็จ ข้าจะได้ลดโทษหรือไม่?”
หวังกวงเจิ้งได้ฟังเช่นนี้ก็เกิดความสนใจ“เ้าอยากเปิดโปงผู้ใด?”
กัวซื่อชี้ไปที่หลินเสวี่ยจู๋ “เป็นางเมื่อวานนางซื้อตัวผู้คุม พวกเราล้วนเห็นกันหมด”
เมื่อเห็นว่าผู้ที่ถูกเปิดโปงคือหลินเสวี่ยจู๋หวังกวงจิ้งก็ยิ่งรู้สึกสนใจขึ้นมา รีบถามทันที “นางซื้อตัวผู้คุมเพื่อทำเื่อันใด?”
กัวซื่อพูดไม่ออกไปชั่วขณะ“ผู้...ผู้คุมแบกหยวนซิวมาแล้วยัง...ยังให้นางเลือกห้องขังเองอีก”
หลินเสวี่ยจู๋ได้ฟังเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาแล้วเอ่ยอย่างใจเย็น “ใต้เท้าสามีข้าเดินไม่สะดวก ผู้คุมใจดีจึงช่วยแบกเขามา ส่วนเื่ที่เลือกห้องขังเองคงไม่ใช่เื่ใหญ่อันใดกระมัง”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่รู้จะโต้เถียงอย่างไรจึงทำได้เพียงกล่าวเสริม “ใต้เท้า เช่นนั้นหากผู้คุมมอบกุญแจให้นักโทษเล่า? นี่ถือเป็เื่ใหญ่หรือไม่?”
หวังกวงเจิ้งได้ยินเช่นนั้นท่าทางก็เปลี่ยนไปทันทีเขาหันไปถามผู้คุมที่ยืนอยู่ด้านหลัง “เมื่อว่าผู้ใดรับผิดชอบเื่การย้ายห้องขังให้นักโทษ?”
“เป็หม่าซิงจากห้องขังฝั่งบูรพาขอรับ”
“นำตัวมา!”
“ขอรับ!”
ไม่นาน หม่าซิงที่ถูกผู้คุมอีกคนเอาแขนไขว้หลังก็ถูกผลักเข้ามา
กัวซื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบเอ่ย“เป็เขา เป็เขาเ้าค่ะ เขาถูกนางคนสำส่อนคนนั้นทำให้หลงใหลปรารถนาที่จะแนบชิดนางเ้าค่ะ”
“เ้าพูดจาเหลวไหล!”หม่าซิงพยายามดิ้นรน
หวังกวงเจิ้งหัวเราะเยาะ ก่อนจะเอ่ยด้วยความเหยียดหยาม“หม่าซิง ดูไม่ออกเลยว่าตัณหาของเ้าจะมีมากขนาดนั้น”
“ใต้เท้า ผู้น้อยไม่ได้ทำผู้น้อยเพียงเห็นว่าหลินเหนียงจื่อน่าสงสารจึงอยากช่วยนางเท่านั้น” หม่าซิงก้มศีรษะลงเนื้อตัวสั่นเทา
เดิมทีหวังกวงเจิ้งก็อึดอัดที่คลังสมบัติของตนเองถูกปล้นอยู่แล้วเขาปรารถนาที่จะหาเื่คนสักเล็กน้อย จึงคิดที่จะระบายโทสะใส่หม่าซิง
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากก็ได้ยินหลินเสวี่ยจู๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “ใต้เท้า ข้ามองหน้าท่านแล้ว่นี้ท่านดูเหมือนจะมีเคราะห์”
ทันทีที่เอ่ยจบทุกคนก็หน้าเปลี่ยนสี
ทายาทสายตรงของสกุลหลินทั้งประหลาดใจทั้งตื่นเต้น
พวกเขากำลังกลัดกลุ้มว่าจะจัดการกับนางสำส่อนผู้นี้อย่างไรไม่คาดคิดว่านางจะรนหาที่ตายเอง ทำให้พวกเขามีความสุขเสียจริง
ทว่าพวกเขาก็สงสัยเช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดหลินเสวี่ยจู๋ถึงต้องเอ่ยถึงเคราะห์ของขุนนางสุนัขผู้นี้ด้วย?
เมื่อหวังกวงเจิ้งได้ยินคำพูดนี้หัวใจก็เต้นโครมคราม เอ่ยปากถามโดยไม่แม้แต่จะคิด “เคราะห์อันใด?”
หลินเสวี่ยจู๋หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะแสร้งเอ่ยด้วยท่าทีลึกซึ้งและยากที่จะคาดเดา “ข้าเห็นว่าถึงแม้เคราะห์นี้จะไม่ถึงขั้นทำร้ายใต้เท้าแต่กลับสร้างความสูญเสียให้ใต้เท้าไม่น้อย”
คำพูดคลุมเครือแต่หวังกวงเจิ้งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เขารีบถาม “เช่นนั้นมีวิธีที่จะทำให้ข้าพ้นเคราะห์หรือไม่?”
หลินเสวี่ยจู๋ครุ่นคิดพลางนับนิ้ว“ขอเพียงไม่หมกมุ่นอยู่กับเื่ราวในอดีต ใต้เท้าต้องมองไปข้างหน้าขอเพียงหน้าที่การงานของใต้เท้าราบรื่น ยังจะต้องกังวลสิ่งใดอีกหรือ?”
หวังกวงเจิ้งครุ่นคิดแล้วก็เห็นว่าเป็เช่นนี้จริงๆ
ขุนนางในเมืองหลวงลอบวิพากษ์วิจารณ์กันว่าการปล้นคลังสมบัติในครั้งนี้เป็ฝีมือของฮ่องเต้ เช่นนั้นทรัพย์สินต่างๆ ย่อมไม่ได้คืน
แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับเื่นี้สู้มองไปข้างหน้าเสียจะดีกว่า
ขอเพียงหน้าที่การงานก้าวหน้าสิ่งเล็กน้อยที่เสียไปย่อมได้รับกลับคืนมาเป็เท่าตัวอย่างรวดเร็ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้หวังกวงเจิ้งก็มีความมั่นใจในทันที
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน“พวกเ้ายังไม่ยอมรับสารภาพอีกหรือ?”
“ยอมแล้ว พวกเรา้ารับสารภาพ”หลินเสวี่ยจู๋ชี้ไปที่ห้องขังของตนเอง ก่อนจะชี้ไปที่ห้องขังของบิดามารดา ท่าทีเต็มไปด้วยความเชื่อฟัง
หวังกวงเจิ้งแค่นเสียงทีหนึ่ง“นับว่าเ้ารู้ความ” แล้วโบกมือให้ผู้คุมนำหนังสือรับสารภาพออกมา
ทันทีที่ผู้คุมถือถาดเข้ามาแล้วเปิดผ้าที่คลุมอยู่ออกหน้าก็เปลี่ยนสีทันที
ในถาดว่างเปล่าหนังสือรับสารภาพที่วางไว้ในถาดก่อนหน้านี้ได้หายไปแล้ว
.............................