วันที่ ๘ ก.ย. ก่อนถึงวันฤกษ์แต่งงานหรือที่เรียกว่า วันสุกดิบตามธรรมเนียม บิดามารดาฝ่ายเ้าบ่าวจะนำผ้าไหว้ และขันหมากไปยังบ้านเ้าสาวขันหมากที่ฝ่ายชายนำไปนั้นมี ๒ อย่างคือขันหมากเอก ซึ่งประกอบด้วยขันใส่ข้าวสารหมากทั้งลูก พลูจีบจัดเรียงรอบปากขัน มีฉัตรระย้าปักเป็ยอด ตั้งขันไปบนพานแว่นฟ้ามีเตียบสำหรับใส่หมูต้ม หมากพลู ห่อหมก ขนมจีน มีฝาปิด แล้วหุ้มด้วยผ้าแพร ผ้าลายผ้าเกี้ยว หรือผ้าไหม นอกจากนี้ยังมีต้นกล้วย ต้นอ้อย มะพร้าวอ่อน พานใส่เหล้าและถั่วงาอีกด้วย ส่วนอีกอย่างหนึ่งคือขันหมากโทหรือขันหมากเลว มีขนม ส้ม กล้วยผลไม้ เป็จำนวนคู่
ในตอนเย็นของวันสุกดิบจะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ที่เรือนหอเป็จำนวนคู่ ๑๐ รูป ตามธรรมเนียม ฝ่ายเ้าบ่าวนิมนต์มาครึ่งหนึ่งเ้าสาวนิมนต์อีกครึ่งหนึ่ง เมื่อพระสวดจบแล้วบิดามารดาฝ่ายเ้าสาวจึงนำเ้าสาวออกมาให้นั่งใกล้ๆ กับเ้าบ่าวประธานสงฆ์ที่มาสวดมนต์สวมมงคลแฝดให้เ้าบ่าวเ้าสาว พระสงฆ์สวดชยันโตพร้อมกันก่อนประธานสงฆ์ซัดนํ้าพระพุทธมนต์ให้เปียกทั่วกันทั้งพวกเ้าบ่าวเ้าสาวบรรดาผู้ร่วมงาน เบียดกันเข้า ให้เ้าบ่าวเ้าสาวใกล้ชิดกัน
อรรคราช ยังไม่รู้ธรรมเนียม เขานั่งแข็งขืนกระทั่งพิธีการจบลงคืนนั้นเ้าบ่าวจะต้องนอนเฝ้าหอหนึ่งคืน เป็คืนที่ได้อยู่กับตัวเองเขาหวนถึงตอนยามเด็กที่ได้มาเล่นที่นี่ สิบปีผ่านไป เด็กหญิงที่เล่นด้วยกันกำลังจะเป็เ้าสาวของเขาแล้ว ยังไม่ทันได้รู้ ได้ศึกษานิสัยใจคอ
สักพักสาวใช้ถือโถหนึ่งมาวางไว้ “จ่อซัวให้นำมาให้เ้าค่ะถือซะว่าเป็การต้อนรับ คืนนี้เหงาหน่อยนะเ้าค่ะ คุณหนูกะรัตก็เช่นกันเธอฝากสิ่งนี้มาให้ด้วยเ้าค่ะ” สาวใช้ยื่นพานทอง ในนั้นดอกไม้ช่อสั้นๆ ยาว ๕เิเ รวบมาสามถึงสี่ช่อ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกเล็กๆ มากกว่า ๑๐ ดอกแต่ละดอกรูปร่างกลมเล็กคล้ายไข่ปลา สีเหลือง มีกลีบดอกสีเหลือง ๕ กลีบกลีบรองกลีบสีเขียว ๕ กลีบ ขนาดรูปร่างกลมรี ฟ้องว่าเป็ดอกสมบูรณ์เพศ
“ช่อดอกประยงค์” ว่าที่เ้าบ่าวมีรอยยิ้มเหนือฝีปาก
“เขาขันอะไรเหรอพี่ทับทิม” สาวใช้รีบนำทุกฉาก ทุกมุมภายในเรือนหอมารายงานว่าที่เ้าสาว
“ขันสิ่งใด บ่าวไม่กล้าถามเ้าค่ะ”
“ไม่ถามแล้วจะรู้ได้ยังไง”
“เื่ของนาย บ่าวไม่กล้าล่วงหรอกเ้าค่ะแต่ถ้าจะให้เดา น่าจะขันเื่ที่ให้น้ำเมาพร้อมดอกไม้มิไยเป็กับแกล้มเหล้ามังเ้าคะ”
“พี่ทับทิม ว่าน้ำเมางั้นรึ ใครให้ ให้ทำไมพี่ท่านไม่ใช่คนขี้เหล้าเมายาเสียประหน่อย”
“จ่อซัวเป็คนสั่งให้เอาไปให้เ้าค่ะเกรงว่าคุณอรรคราชจะเหงา ให้ดื่มน้ำเมาเป็เพื่อน”
“ส่งบ่าวชายไปใกล้มือเสียก็สิ้นเื่น้ำเมาจะช่วยอะไรได้” การะเกดยังเดียงสา มองไปที่เรือนหอของตัวเองแสงไฟจากตะเกียงยังไม่ดับ ในใจมีความตื่นเต้นเหลือคณา
“โอสถสัปดน เสาเรือนคลอน สูตรยาเพื่อท่านชายข้าได้ยินเขาบรรยายสรรพคุณไว้อย่างนี้ล่ะ แม่ทองอยู่” ในห้องนอน จ่อซัวโชติเผยแผนบางอย่างกับเมียหญิงกลางคนรับไม่ได้ ตีเข้าที่ไหล่
“ยังหนุ่มยังแน่น ไม่เห็นต้องเร่งเครื่อง”
“ได้ยินว่าผ้าเหลืองห่มแล้วเย็น เขยเราเพิ่งสึกมาแท้ๆถ้าคืนเข้าหอคืนแรกมีปัญหา มันก็จะพาลมีปัญหาทั้งหมดนะแม่ทองอยู่”
“กระนั้นแค่น้ำจันก็พอ ไม่รู้โอสถสัปดน ใส่อะไรลงไปบ้าง”
ความร้อนของคืนนั้น ความเหงา วังเวง ในคืนเก็บตัวมีเพียงโถน้ำเมาที่เ้าสัวส่งมากำนัล เลี่ยงความชุ่มคอไม่ได้ต้องหยิบพาลจิบเล็กน้อย ต่อเมื่อยิ่งดึก ยิ่งถี่ขึ้น คนกินกำลังหนุ่มแน่น หน้าแดงนอนไม่หลับ อาการ สรรพคุณทางยาแก้ปวดเมื่อย ช่วยในการไหลเวียนโลหิตบ่าวชายที่เฝ้าอยู่นอกเรือน เห็นอาการกระสับกระส่าย จะเข้ามานวด อรรคราชรีบปฏิเสธ ก่อนจะข่มใจหลับตาอยากให้ผ่านคืนนี้ไปได้ รีบปิดเปลือกตา ในใจสงสัย เหลือบมองไปที่โถน้ำจัน“นี่ไม่ใช่แค่น้ำเมาธรรมดาแน่”
“ให้เอาว่าน ม้าถอนหลัก สำคัญนักเป็แม่ยา ไม่หลักปักคงคาอีกทั้งห้า ต้นผักหม ต้นตายแล้วปลายเป็ อย่าลืมเอ็น แก่นลั่นทม ทั้งห้าเอาประสมใช้บีมต้มบนเตาไฟ เพียงใดสาบกลิ่นยา ไก่นกกาหารังไข่ ถ้ารินกินเข้าไปก่อนไก่โห่สักเก้าที ยานี้ชื่อเสาเรือนคลอน ตอนจิ้งจกยกพวกหนี พ้วยเรือนหาลั่นถี่ใขี้ขึ้นอยู่หม่อมฯ” ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ทับทิมอ่านสรรพคุณให้ประแสฟังพลางต้มน้ำจัน เตรียมรับเขย ตามคำสั่งเ้านาย
ชายหนุ่มพยายามสดับอารมณ์ นึกไปถึงหลวงพ่อ ประธานปลงผมพระพี่เลี้ยงที่อบรมมาก่อนหน้านี้ ยังจำได้ “เหล้า พึงงดเว้น เป็อบายมุขเหตุแห่งความฉิบหาย ผู้กินเข้าไปจะก่อเหตุแทบทั้งนั้น เป็ตัวกระตุ้นความเลวร้าย หลักธรรมคำสอนและมงคลชีวิต38 ประการ มงคล ที่ ๒๐ สำรวมจากการดื่มน้ำเมา ไม้ขีดเพียงก้านเดียวอาจเผาผลาญเมืองทั้งเมืองให้มอดไหม้ไปได้ฉันใด น้ำเมาเพียงเล็กน้อยก็อาจทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเราได้ฉันนั้น
น้ำเมา หมายถึง ของมึนเมาให้โทษทุกชนิด ซึมซาบเข้าไปในร่างกายไม่ว่าจะโดยวิธี ดื่ม ดม อัด นัตถุ์ สูบ ฉีด ก็ตาม สำรวม หมายถึงระมัดระวังในนัยหนึ่ง และเว้นขาดในอีกนัยหนึ่ง เหตุที่ใช้คำว่าสำรวมในน้ำเมาพระพุทธศาสนาเป็ศาสนาประเภทมีเหตุผล
โทษของการดื่มน้ำเมาพระสัมมาสัมพุทธเ้าทรงสรุปโทษของการดื่มสุราไว้ ๖ ประการ คือ ๑. ทำให้เสียทรัพย์เพราะไหนจะต้องซื้อเหล้ามาดื่มเอง ไหนจะต้องเลี้ยงเพื่อน งานการก็ไม่ได้ทำดังนี้แม้เป็มหาเศรษฐี ถ้าติดเหล้าก็อาจจะล่มจมได้ ๒. ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทเพราะดื่มเหล้าแล้วขาดสติไม่สามารถ ควบคุมตนเองได้จะเห็นได้ว่าในวงเหล้ามักจะมีเื่ชกต่อยตีรันฟันแทงอยู่เสมอเพื่อนรักกันพอเหล้าเข้าปาก ประเดี๋ยวเดียวก็ทะเลาะกัน ฆ่ากันเสียแล้ว ๓.ทำให้เกิดโรคหลายอย่าง ทั้งโรคตับแข็ง โรคกระเพาะ โรคหัวใจ โรคเส้นโลหิตในสมองแตกโรคทางระบบประสาท ฯลฯ ๔. ทำให้เสียชื่อเสียง เพราะไปทำสิ่งที่ไม่ดีเข้าใครรู้ว่าเป็คนขี้เมา ก็จะดูถูกเหยียดหยาม ไม่มีใครไว้วางใจ ๕.ทำให้แสดงอุจาดขาดความละอาย พอเมาแล้วอะไรที่ไม่กล้าทำ ก็ทำได้ จะนอนอยู่กลางถนนจะเอะอะโวยวาย จะถอดเสื้อผ้าในที่สาธารณะ ทำได้ทั้งนั้น ๖. ทำให้สติปัญญาเสื่อมถอยพอเมาแล้ว จะคิดอะไรก็คิดไม่ออก อ่านหนังสือก็ไม่ถูก พูดจาวกวน พอดื่มหนักๆเข้าอีกหน่อยก็กลายเป็คนหลงลืม ปัญญาเสื่อม
“เหล้าจึงผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง ผลาญทรัพย์ ผลาญไมตรี ผลาญสุขภาพผลาญเกียรติยศ ผลาญศักดิ์ศรี ผลาญสติปัญญา”
“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย …… เสียงชายหนุ่มร้องระงมเขากำลังต่อสู้กับปริมาณน้ำสัปดนที่ซึมผ่านเส้นเื
“โห่ ฮิ้ว โห่ ….. รุ่งขึ้น ๙ ก.ย. ซึ่งเป็วันฤกษ์แต่งงาน เ้าบ่าวข่มใจให้ทุกอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็วใบหน้าเืฝาดสีชมพู พร้อมกลิ่นละมุดติดกายทำให้เ้าบ่าวอรรคราชและเ้าสาวกะรัตมองกันอย่างไม่สนิทใจนักการแต่งงานตามธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณนั้น กว่าจะสำเร็จกันไม่ใช่เื่ง่ายวันนี้ยังต้องมีพิธีสงฆ์่เช้า ่บ่ายเป็พิธีปูที่นอนและพิธีเรียงหมอน
ทองอยู่และจ่อซัวโชติเข้ามาปูที่นอน เอาฟักเขียวผลหนึ่งหม้อใหม่ใส่นํ้าหม้อหนึ่ง พานถั่วงาที่ เหลือจากเคล้าเงินสินสอดและหินบดยาวางไว้ข้างที่นอน
“ขอให้ลูกทั้งสอง มีนํ้าใจใสสะอาด อยู่เย็นเป็สุขเหมือนฟักและนํ้า ให้มีใจหนักแน่นเหมือนศิลา และมีความเจริญงอกงามเหมือนถั่วงา”ทองอยู่เชื้อสายไทย พูดตามธรรมเนียมไม่ผิดเพี้ยน อรรคราชและกะรัตก้มลงกราบ
จ่อซัวโชติลุกไปวางหมอนหนุนศีรษะ เรียงกันตามความเชื่อให้หญิงนอนซ้าย ชายนอนขวา ก่อนจะเชิญหลวงอรรคราชและแม่รำเพย ลงไปนอนก่อนเป็สังเขป
“มั่นใจว่าทั้งคู่ อยู่ยืด อยู่ยงแน่นอนดูจากเราทั้งสองคู่นะเ้าสัว”
“ผมก็ว่าอย่างนั้นคุณหลวง”ทั้งสองที่เป็เ้าภาพแช่มชื่น ต่างแต่เ้าบ่าวและเ้าสาวยังเขินอาย
ต่อไปผู้ใหญ่จะต้องส่งตัว ให้เ้าบ่าวไปรออยู่ในมุดมุ้ง ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงนำพาเ้าสาวไปมอบให้ชายหนุ่มรับ่ยื่นมือจากมุ้งมาจับเป็การแสดงสัญลักษณ์ว่ารับ่ต่อสัญญาว่าจะดูแล
“ต่อไปเขาจะเป็ผู้นำ เป็เ้าชีวิตลูกต้องเคารพนบนอบพี่เขาในฐานะสามี” ทองอยู่พูดตามไล่หลัง สั่งสอนลูกสาวั์ตามีน้ำรื้นด้วยปีติ
กะรัตมองแม่ก่อนมองไปที่มือของเ้าบ่าวที่จับเธอไว้อย่างเอียงอายขวยเขิน
“ไปกันเถอะ เ้าบ่าวเ้าสาวเขาจะได้อยู่ด้วยกันห้ามออกไปไหนจนถึงเช้านะลูก” ทั้งสองครอบครัวจูงกันเดินออกไปด้วยความกระหยิ่มยิ้มในที่สุดก็มาถึงนาทีสำคัญ
คล้อยหลังผู้ใหญ่ ลมยังไม่พัดให้ใบไม้ไหว มือของเ้าบ่าวที่เอื้อมมาแตะเ้าสาวนั้นก็ค่อยๆลู่ลงด้วยความอ่อนแรง เ้าสาวมองอย่างหวั่นๆ
“คุณพี่อรรคราชคงเหนื่อยมากทานน้ำสักหน่อยดีกว่านะเ้าคะ” กะรัตพูดพลางหันหลังไปหยิบน้ำแต่มืออีกข้างของเ้าบ่าวก็เลื่อนมาแตะ
“ไม่ได้ไปไหน ไปเอาน้ำประเดี๋ยวเดียว ทานน้ำแล้วคุณพี่จะได้ดีขึ้น” พูดพลางแกะมือนั้น แล้วก้าวต่อไป แต่ได้สองก้าวก็ไม่พ้นร่างของอรรคราชกระโจนมาโอบกะรัตจากด้านหลัง ทิ้งน้ำหนักลงที่เธอแบบเต็มๆศีรษะซบที่ไหล่ของเ้าสาว ลมหายใจถี่และสั้น หากแต่เสียงยังเื่เล็กเมื่อเทียบกับกลิ่นของสุราที่ร่ำไปทั้งคืนกำลังออกฤทธิ์ซึมผ่านิัลมหายใจ
กะรัตพลิกตัวรับหันมาจับที่ไหล่เ้าบ่าว “ทำไมถึงได้เมา ในวันสำคัญของเราขนาดนี้เ้าคะ”
อรรคราชมองเ้าสาวั์ตาไร้โฟกัส ความไม่มีสติ บดบังทำให้เลินเล่อต่อความงามหยดย้อยของเ้าสาว
“สุราคือน้ำชโลมใจสำหรับคนเป็ทุกข์ คุณพี่ทุกข์มากเหรอคะ กับการแต่งงานแบบคลุมถุงชนแบบนี้”
อรรคราชส่ายหัว “ถ้าอย่างนั้นคุณพี่ร่ำสุราไปด้วยเหตุใด ปกติก็ร่ำแบบนี้รึ” เ้าบ่าวบ่ายหน้า
“เห็นท่าวันนี้คงคุยกันไม่รู้เื่คุณพี่ไปนอนก่อนที่เตียงเถิดเ้าค่ะ” กะรัตประคองร่างเ้าบ่าวไปที่เตียง รูปร่างที่สูงโปร่งและผึ่งผายของเขาทำให้ทุลักทุเลไปนิด ร่างของชายรุ่นกระทงกับหุ่นสะโอดสะองไปทุกฝีก้าวกระเทือนไปถึงโอสถสัปดนสูบฉีด เ้าบ่าวรวบเ้าสาวล้มไปพร้อมกันที่เตียงสายตามุ่งมั่นมองที่ใบหน้า กะรัตเขินอาย สายตาเ้าบ่าวยังจ้องไม่หยุดปรายตามองแวดล้อมของเรือนร่าง ไหล่ขาวเนียน ไล่ลงมา และลงมาเรื่อยๆ
“คุณพี่” กะรัตพูดเสียงอ่อย “ปล่อยก่อนนะคะน้องยังไม่คุ้นชิน”
อรรคราชสแยะยิ้มเบาๆ ใบหน้าของหนุ่มสุขุม นุ่มลึกพูดจาเป็แก่นสารน่าเชื่อถือ บัดนี้ เมื่ออยู่บนเตียงแล้วราวกับคนละคนชายหนุ่มระดมจูบและจูบเ้าสาวที่เพิ่งได้เป็เ้าของหมาดๆ
“อย่าค่ะคุณพี่ อย่าค่ะ” เ้าสาวดูหวาดกลัวแต่เหมือนเสียงวอนขอของเธอจะไม่ได้ผลใดๆกับเป็แรงเร้าให้หนุ่มร่ำสุรายิ่งถาโถมตามแรงปรารถนา
“บรรดาสมบัติที่ผมมี สิ่งที่มีค่าที่สุดคือลูกสาวคนเดียวคนนี้ ต่อไปคงต้องฝากคุณหลวงและรำเพย ให้ความเอ็นดูด้วยนะครับ”จ่อซัวโชติเอ่ยปากฝากสมบัติอันล้ำค่าตอนที่มาส่งหลวงอรรคพันธุ์และคุณรำเพยที่ท่าน้ำ ก่อนกลับ
“นี่มันถิ่นจ่อซัวนะคะ แต่งลูกเขยเข้าบ้านทางชั้นสิต้องออกปากขอฝากมากเสียกว่า”
“แม่รำเพย ยังชอบพูดเล่นกับจ่อซัวไม่หยุดไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วกระมังต่อไปนี้” หลวงอรรคพันธุ์พูดพลางชี้ชวนให้ทุกคนมองไปที่เรือนหอหลังใหม่ ขณะนี้ไฟที่สว่างจ้า ดับวูบไปส่งสัญญาณเตือนว่าอาจประกอบภารกิจบางอย่างอยู่
“คนทั้งบาง เขาชมกันว่า หนูกะรัต งดงามทั้งใบหน้ากิริยามารยาทเรียบร้อย สมกับเป็เบญจกัลยาณี มิเสียแรงจริงๆ ที่ส่งเธอไปอบรมถึงในรั้วในวัง”
“กระผมก็เตรียมการ ส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตระกูลคุณหลวงแหละครับ”
บรรยากาศในเรือนหอกำลังร้อนระอุ เ้าสาวถูกค่อมร่างมือทั้งสองถูกจับขึงด้วยร่างกายที่แข็งแรงกว่า การจู่โจมแบบไร้สติ ทำให้หญิงสาวที่ไร้ซึ่งประสบการณ์ใยิ่งขัดขืน ร่างยิ่งถูกดึงกระชับ
เ้าบ่าวยังไม่เอ่ยวจีใดๆได้แต่ใช้ความมุ่งมั่นที่สำเร็จกิจเป็ประโยคสนทนา เ้าสาวกระทุ้งที่เข่าเข้ากับกล่องดวงใจ อรรคราชต้องพลิกตัวกุมจุดสำคัญ นอนคุดคู้ร้องโอดโอยโอสถสัปดนยังส่งผลพลุ่นพล่านไม่หยุด ระคนกันไป ทั้งเจ็บ ทั้งอยาก
เ้าสาวจะวิ่งหนี แต่อีกใจก็ยังนึกเป็ห่วง“คุณพี่ไม่เป็อะไรมากใช่มั้ยเ้าคะ”
เ้าบ่าวโอบเธอ รวบตัวไว้ปลดเข็มขัดทอง สลัดออกอย่างรวดเร็วพร้อมปลดปลายผ้าถุง แต่เนื่องด้วยเพศพรหมจรรย์ ไม่ทันรู้ขั้นตอนการปลดที่ถูกต้อง ยักแย่ยักยันทำให้หญิงสาวยิ่งกลัว
“คุณพี่ทำอะไร อย่าค่ะ ประเดี๋ยวก่อน” ฝ่ายชายไม่ยอมปลดสำเร็จ แป๊บเดียวผ้าซิ่นเ้าสาวก็กองพรวดลงกับพื้น เ้าสาวถึงผงะ
แต่ที่ผงะกว่าคือเ้าบ่าวหนุ่มที่ได้ปลดผ้าซิ่นเ้าสาวเป็ครั้งแรกมองไปที่่ล่างอย่างตะลึงใจ
เพี๊ยะ!!! กะรัตตบไปที่หน้าของเ้าบ่าวก้มลงหยิบผ้าซิ่นขึ้นมาสวม ระหว่างก้ม ชายหนุ่มกดที่ไหล่เธอไว้ ไม่ปล่อยให้ลุกขึ้นหญิงสาวแข็งขืน แต่สู้แรงมือของชายหนุ่มไม่ได้ เขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้มีบางสิ่งอย่าง พุ่งเข้ามาคุกคาม ที่สุดกะรัตก็เอามือทั้งสองปิดที่ดวงตาส่งเสียงร้องกรี๊ดดดลั่น ก่อนสัญชาตญาณการปกป้องตัวเองจะทำงานรวดเร็วรวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายลุกขึ้นมาพรวด
ศีรษะของหญิงสาวเสยที่ปลายคางของชายหนุ่มอย่างแรงเ้าบ่าวอรรคราชเป็ลมล้มตึงไป
ใบหน้า เผ้าผม กระเซิง ปากแสยะยิ้มบางอย่างมีแผน ั์ตาเ้าเล่ห์บัดนี้ตกเป็ของหญิงสาว แทนที่จะหวาดกลัวเธอกลับเดินเข้าใกล้ชายเพศตรงข้ามอย่างกระหายและห้าวหาญ
“อย่าทำให้มันเสียเวลาเลยเ้าคะ ลุกขึ้น”กะรัตเปลี่ยนเป็คนปลุก แต่ฝ่ายชายยังหลับตาสนิท
“ทำไมหล่ออย่างนี้” เธอถามตัวเอง ทั้งๆที่เห็นเขามาทั้งวัน แต่ทำเหมือน เพิ่งจะเห็นเข้าครั้งแรก
“ใบหน้าเรียวยาว จมูกคมสัน คิ้วยังหนาเข้ม ขนตายาว”แล้วปรายตามอง่ร่าง
“ทั้งรูปหน้า และหุ่น แกจะขัดขืนไปทำไมหญิงโง่”ว่าแล้วกะรัตก็เขกกะโหลกตัวเอง
“ปล่อยฉันออกมาเสียทีแรกป่านนี้คงได้คลอนกันไปหลายยกแล้ว” กะรัตพูดพลางยิ้มกับร่างที่หลับตาพริ้มพลางลูบไล้ไปถึงจุดสำคัญ
“คุณพี่คะคุณพี่ คุณพี่”เธอคว้าหมับเข้ากล่องดวงใจอรรคราช หวังปลุกให้ตื่น “คุณพี่”
แม้สัญญาณจะแข็งตึง ทว่าอรรคราชยังหลับใหลไม่ได้สติ“คุณพี่เป็วีรบุรุษถึงเพียงนี้ อีนังกะรัต จะยังข่มใจได้อย่างไร ตื่นมาสิคะตื่นมา”
ไร้สัญญาณตอบรับ ใบหน้าอุ่นแดง หายใจรัวถี่ เพราะเห็นร่างชายทำให้หญิงสาวที่เหมือนจะเป็บุคลิกใหม่ อารมณ์ไม่คงที่ กะรัตละจากร่างหนุ่มกำยำปราดตามองเห็นโถน้ำจัน เธอคว้ามาเทดื่ม เพื่อดับอารมณ์
“น้ำอันใดกัน รสขมฝาด กลิ่นฉุน” จิบไปสองกรึบร้อนรุ่มที่หน้า “แต่ให้ความรู้สึกดีนะ” สายตามองไปที่ร่างของอรรคราช ดวงตาเย้ายวน
“ก่อนคุณพี่จะตื่น น้องก็คงจากไปแล้ว ยังไงก็แล้วแต่น้องจะไม่ให้ตัวเองเสียเที่ยวแน่นอน”
คำพูดของกะรัต ที่ไม่ใช่กะรัตแต่เป็อีกบุคลิกของหญิงสาวที่ไม่รู้ตัวเองเอ่ยออกมา “กว่าจะแทรกตัวออกมาได้”หญิงสาวในบุคลิกก๋ากั๋นอยู่ในร่างของกะรัต ผู้ซึ่งเป็หญิงงามเรียบร้อยตามแบบอย่าง