ก่วนจวินเยี่ยนคุ้นเคยกับการเห็นด้านที่เย็นชาห่างเหินต่อหน้าคนนอกของไป๋ซีอวิ๋น เมื่อก่อนเขาไม่เคยป่วยหนักจนถึงบัดนี้ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนเงียบสงบสุขุม สูงส่งเกินเอื้อม หลังจากป่วยหนักอุปนิสัยยิ่งมืดมนคนก็ไม่ได้หล่อเหลาเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ผู้คนเห็นแล้วเกิดความหวาดกลัว ตัวเขาเองดูเหมือนไม่ชอบคบค้าสมาคมกับผู้อื่นจึงแสดงอารมณ์ออกมาน้อยครั้ง
เช่นเดียวกับวันนี้ต่อล้อต่อเถียงกับฉีเมี่ยวเช่นนี้ได้ สำหรับเขาเป็นการค้นพบใหม่จริงๆ
ก่วนจวินเยี่ยนมิได้สนใจอะไรมากถึงเพียงนั้นอย่างไรเสียขอเพียงพี่รองของเขาสุขภาพดีขึ้นก็พอ จึงสั่งคนมุ่งหน้าไปยังหอเป่าฮว๋าอันโด่งดังในเมืองหลวงฉีเมี่ยวถูกบังคับให้เลือกเครื่องประดับศีรษะสองชุด ชุดหนึ่งเป็นเครื่องประดับศีรษะหยกแข็งน้ำดีจำนวนรวมกันเป็นเครื่องประดับแปดสิบเอ็ดชิ้น อีกชุดเป็นเครื่องประดับศีรษะทับทิมบริสุทธิ์สีเลือดจำนวนรวมกันเป็นเครื่องประดับหกสิบสามชิ้น เครื่องประดับศีรษะสองชุดนี้ใช้เงินทั้งหมดปาไปหนึ่งหมื่นตำลึงอีกทั้งยังถูกไป๋ซีอวิ๋นสยายมวยผม เลือกปิ่นดอกไม้ขนาดพอเหมาะในเครื่องประดับศีรษะทับทิมม้วนผมให้นางอีกครั้งซ้ำยังหยิบต่างหูทับทิมทรงหยาดฝนแทนที่ต่างหูดอกติงเซียง[1]ทั่วไปที่นางสวมอยู่
แต่งกายเช่นนี้เรียบง่ายแต่หรูหรา ทำให้เมื่อไปเลือกเนื้อผ้ากับแป้งชาดแป้งน้ำ หลงจู๊[2]เห็นแล้วยิ่งไม่กล้าเมินเฉย
ไป๋ซีอวิ๋นสุขภาพไม่ดีฉีเมี่ยวก็ไม่กล้าอยู่ข้างนอกนาน ในเมื่อหนีไม่พ้น ก็ได้แต่เลือกเนื้อผ้ากับแป้งชาดแป้งน้ำอย่างรวดเร็ว
แม้เป็นเช่นนี้ยังเดินเที่ยวหนึ่งชั่วยามกว่า
เห็นไป๋ซีอวิ๋นหน้าตาอมยิ้มแต่ไม่ค่อยมีชีวิตชีวา ฉีเมี่ยวเลยรีบเรียกก่วนจวินเยี่ยนสั่งคนกลับจวน
กลับจวนไปยังคงเข้าทางประตูข้างบัดนี้เรือนชิ่นหยวนไม่เหมือนลานบ้านหนึ่งในจวนโหว แต่กลายเป็นคฤหาสน์เดี่ยวๆ
เมื่อถึงห้องนอนไป๋ซีอวิ๋นยังหัวเราะ “เครื่องประดับศีรษะทับทิมชุดนี้เจ้าใส่แล้วสวย หรูหราสง่างามคนธรรมดาสวมเครื่องประดับศีรษะฉูดฉาดเช่นนี้ เกรงว่าจะถูกความแวววาวของอัญมณีแย่งชิงสีสันแลดูสีหน้ามัวสลัวหม่นหมอง บางคนเครื่องประดับขับให้เด่นไม่ได้เช่นนั้น เจ้ากลับต่างออกไปเกิดมาหน้าตาเพริศแพร้ว อัญมณีพวกนั้นอยู่บนร่างเจ้าเป็นเพียงของเสริม ถึงได้ผลในฐานะเครื่องประดับ”
พูดถึง‘หลักอัญมณี’ แต่กลับยกย่องหน้าตาของนางฉีเมี่ยวฟังแล้วเขินหน้าแดง ประคองเขานั่งลงบนเตียงหลัวฮั่นริมหน้าต่าง “ท่านรีบพักผ่อน ข้าไปเทน้ำให้ท่าน”
พูดแล้วก็ไปห้องด้านนอก
นางเห็นรอบข้างไม่มีผู้อื่นก็กดแหวนนิ้วก้อยดอกกุหลาบทองบริสุทธิ์ที่สวมอยู่บนมือขวาอย่างรวดเร็วจากนั้นกลีบดอกไม้กลีบหนึ่งยุบลงไป เข็มสั้นคมกริบที่ซ่อนอยู่ในแหวนก็ยื่นออกมา นิ้วกลางเฉียดผ่านปลายเข็มอย่างรวดเร็วหยาดเลือดก็หยดลงในแก้วน้ำ
การเคลื่อนไหวนี้เสร็จในชั่วอึดใจเกรงว่าอยู่ตรงหน้ายังต้องใช้สายตาดีๆ จ้องนางถึงพบเบาะแสได้
แหวนวงนี้ต้องขอบคุณบิดาคนดีกับมารดาคนดีของนางมันเป็นสิ่งที่เจอในกล่องเครื่องแป้งสินเดิม แม่ทัพฉีคาดว่านางอาจจะต้องเสียตัวให้ไป๋หย่งชุนเกรงว่าเมื่อร่วมหอกับไป๋ซีอวิ๋นจะไม่มีเลือดบริสุทธิ์ทำให้คนสงสัย จึงให้มารดาเลี้ยงเหมียวซื่อไปทำมาเพื่อนางโดยเฉพาะเล่ากันว่าเป็นสิ่งที่หญิงคณิกาในหอคณิกาใช้เพื่อหลอกขุนนางที่ซื่อสัตย์...
ของสิ่งนี้เดิมทีนางนึกไม่ออกนึกออกแล้วก็รู้สึกว่าสกปรก แต่เพื่อการเติม ‘ยา’ ให้ไป๋ซีอวิ๋น สิ่งนี้ทำให้คนพบเบาะแสได้ยาก ฉีเมี่ยวก็ไม่จู้จี้แล้ว
ไป๋ซีอวิ๋นไม่พบการเคลื่อนไหวของนางเพียงแต่อยู่ข้างนอกตลอดบ่ายก็หิวน้ำจริงๆ ในชั่วอึดใจดื่มน้ำที่มีกลิ่นดอกไม้อ่อนๆจนเกลี้ยง พลันรู้สึกสดชื่นขึ้นมากทันที
“เดี๋ยวไปตามคนจากร้านตัดเย็บมาวัดตัวให้เจ้า วันนี้เลือกแต่เนื้อผ้าดีๆ ใกล้ถึงฤดูร้อนแล้วให้พวกเขารีบทำเสื้อผ้าฤดูร้อนออกมาให้เจ้าก่อน เสื้อผ้าฤดูหนาววันหลังพวกเราค่อยไปดู”
“ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องไปอีก วันนี้เงินไหลออกไปราวกับน้ำ ยามนี้ในใจข้ายังรู้สึกไม่สบายอยู่เลยอีกทั้งเนื้อผ้าข้าก็เลือกไว้แล้ว ไม่ต้องไปเลือกอีก”ฉีเมี่ยวนั่งข้างกายเขา “อาจาว ท่านดีขึ้นบ้างหรือไม่”
“ข้าสบายดี ข้าสบายดีเสมอ”นิ้วมือเรียวยาวของไป๋ซีอวิ๋นลูบไล้ลำคอขาวราวหิมะของนาง สุดท้ายนิ้วชี้ยั่วเย้าต่างหูทับทิมทรงหยาดฝนบนติ่งหูอิ่มเอิบของนางทับทิมนั้นสวยสดงดงามราวกับหยดเลือด ขับให้ผิวขาวนวลเด่นราวกับเครื่องเคลือบฉ่ำวาวเกลี้ยงเกลา“ตั้งแต่เจ้ามา ข้าก็ดีขึ้นไปหมด”
พูดจาไพเราะอ่อนหวานเขาอ้าปากก็พูดออกมาได้จริงๆ!
ฉีเมี่ยวหน้าแดงไม่มองเขา
เขากลับดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขนอย่างไม่ยอมเลิกราสองคนล้มลงบนเตียงหลัวฮั่นด้วยกัน
ปิงเหลียนและคนอื่นๆข้างม่านฉลุเห็นแล้วอมยิ้มถอยออกไป ไป๋ซีอวิ๋นลูบแก้มนาง ปลายนิ้วลูบไล้คอเสื้อที่หลุดลุ่ยเล็กน้อยจากนั้นลูบผมยาวสยายของนาง
ใบหน้างามขาวกระจ่างใสดวงตาเป็นประกาย ผิวขาวราวหิมะ ผมยาวดุจแพรต่วนสีดำ ความบริสุทธิ์เช่นนี้ขัดแย้งกับเสน่ห์น่าหลงใหลที่มีอยู่ไป๋ซีอวิ๋นเคยดิ้นรนว่าเขาควรจะแตะต้องนางดีหรือไม่ หากสามารถรักษาเรือนร่างบริสุทธิ์ให้นางจะดีที่สุดจากนั้นค่อยหาทางหาคู่ครองที่ดีให้นาง นี่ถึงเป็นความรับผิดชอบที่ดีที่สุดสำหรับนาง
แต่เขาไป๋ซีอวิ๋นไม่กลัวตายได้อดทนต่อความลำบากทั้งหมดได้ แต่ไม่อาจผลักนางออกไปอย่างไม่สนใจใยดีได้
ทุกเหตุผลที่เขายังมีชีวิตอยู่ในยามนี้ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น แต่เพื่อนาง
ในเมื่อผลักออกไปไม่ได้ปล่อยวางไม่ได้ เหตุใดเขายังต้องทรมานตนเอง เวลาของเขากำลังนับถอยหลัง เดือนอ้ายปีที่สิบสามในรัชศกฮ่องเต้ฮุ่ยตี้ก็คือวันที่เขาจากไปเวลาสี่ปีครึ่งนี้ เขาอยากทิ้งสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้นาง รวมทั้งความทรงจำระหว่างทั้งคู่
ไป๋ซีอวิ๋นประกบริมฝีปากลงบนริมฝีปากของนาง
นางถูกเขาสัมผัสจนสั่นระริกอยากหลบก็ไม่มีสิทธิ์หลบ กระทั่งกลีบปากเย็นเล็กน้อยที่มีกลิ่นหอมยาทาบลงมา นางยิ่งไม่อาจหลบได้นางหลีกเลี่ยงการสัมผัสสนิทสนมเช่นนี้ของเขาอย่างเขินอาย คิดจะผลักมือของเขาที่สอดเข้าสาบเสื้อกอบกุมความอิ่มเอิบแต่ร่างกายกลับอ่อนยวบไม่ฟังนางเรียกใช้ จิตใต้สำนึกเคลิบเคลิ้มราวกับไม่ใช่ของตน
เมื่อไป๋ซีอวิ๋นหอบหายใจหืดหาดปล่อยนางสบสองตาพร่ามัวของนาง ริมฝีปากสีแดงนั้น ใบหน้างดงามบอบบาง รวมทั้งกลิ่นหอมเย็นอ่อนๆระหว่างลมหายใจทำให้ไม่ว่าบุรุษผู้ใดก็บ้าคลั่งได้
ฉีเมี่ยวอุตส่าห์ได้สติกลับมาบ้าง“อาจาว ยามนี้ร่างกายท่านไม่ไหว”
เดิมทีพูดให้คำแนะนำผู้ป่วยจากมุมมองของหมอเสียงของนางกลับยั่วยวนอย่างน่าแปลกใจ
ฉีเมี่ยวหงุดหงิดจนอยากเกาหัว
ไป๋ซีอวิ๋นกลับพูดอย่างจริงจัง“เจ้าพูดถูก อีกสองวันดีขึ้นหน่อย ถึงยามนั้นเจ้าอย่าคิดจะหนี”
นางหนีได้หรือมีสิทธิ์หนีหรือ อีกทั้งนางจะยอมหนีหรือ
นางไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตแต่ยามนี้นางเขินอายแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี จึงรีบลุกขึ้นออกไป
ไม่นานปิงเหลียนเข้ามารับใช้ไป๋ซีอวิ๋น ”เรียนซื่อจื่อ ฮูหยินบอกว่ายามนี้ให้ท่านงีบหลับชั่วครู่”
ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มพูด“นางล่ะ?”
“ฮูหยินต้มยาให้ท่านอยู่ในห้องครัว”
ความอบอุ่นแล่นสู่แขนขาและกระดูกความรู้สึกที่ถูกคนระวังดูแลปกป้องเช่นนี้ดีเกินไปแล้ว
ฉีเมี่ยวเตรียมอาหารเย็นและต้มยาเงียบๆอยู่ในห้องครัว ผ่านไปนานถึงรู้สึกว่าใบหน้าไม่ได้ร้อนผ่าวถึงขั้นนั้นแล้ว หลังจากดูแลไป๋ซีอวิ๋นกินข้าวและยาอวี้เหลียนก็มารายงาน
“เรียนซื่อจื่อ ฮูหยิน เมื่อครู่บ่าวเพิ่งกลับมาจากด้านหน้า รถม้าของอานลู่โหวฮูหยินเพิ่งแล่นถึงหน้าประตูใหญ่เห็นสีหน้าของอานลู่โหวฮูหยิน เหมือนจะไม่ค่อยดีนัก”
ฉีเมี่ยวตื่นตะลึง“แม่สามีเพิ่งกลับมาเวลานี้?”
ไป๋ซีอวิ๋นไม่แปลกใจเลยดื่มน้ำแกงยาในถ้วยเครื่องเคลือบสีขาวเขียนลายทองจนหมดอย่างสง่างาม ยื่นถ้วยเปล่าให้อ้ายเหลียนที่รับใช้อยู่ข้างๆจากนั้นปล่อยให้ฉีเมี่ยวหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดมุมปากให้เขา นี่ถึงพูดว่า “ดูท่าแม่บุญธรรมกับอานลู่โหวฮูหยินคุยกันสนุกสนาน อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นสหายสนิท”
ฉีเมี่ยวฟังแล้วปากอ้าตาค้าง
สหายสนิทแท้จริงคนหนึ่งกินข้าวอยู่ข้างใน อีกคนดื่มชานั่งรออยู่ข้างนอก? ถูกเพิกเฉยเช่นนั้นยังเรียกเป็นสหายสนิท!ไป๋ซีอวิ๋นก็ช่างหลับหูหลับตาพูดจาเหลวไหล
มิใช่ว่าจางซื่อเข้าวังข้าวไม่มีตกถึงท้องจนถึงยามนี้เพิ่งถูกปล่อยออกมากระมัง?
“อวี้เหลียน เจ้าไหวพริบดี ไปเรือนจินเซียงดูหน่อย แล้วก็ให้คนสังเกตความเคลื่อนไหวของเรือนจิ่นซิ่วได้ยินอะไรก็กลับมาบอกข้า”
“เจ้าค่ะ บ่าวจะไปจัดการ”
อวี้เหลียนถอยเท้าออกไปฉีเมี่ยวก็พูดคุยกับไป๋ซีอวิ๋นสักพัก จากนั้นพูดว่า “วันนี้เหนื่อยแล้ว พวกเรานอนเร็วสักหน่อยเถอะ?”
ไป๋ซีอวิ๋นย่อมไม่คัดค้าน
หลังจากล้างมือล้างหน้ากลับมาข้างเตียงป๋าปู้กลับเห็นบนเตียงที่มีผ้าปูสีแดงเข้มและมีหมอนลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง จัดเตรียมผ้าห่มไว้เพียงผืนเดียว
ฉีเมี่ยวหน้าแดงเรื่อทันที
สาวใช้พวกนี้น่าชังเสียจริงเมื่อก่อนทั้งคู่มีผ้าห่มสองผืน แม้นอนเตียงเดียวกัน แต่ต่างคนต่างนอน บัดนี้สองคนห่มผ้าผืนเดียวกันไม่กลัวว่านางจะนอนดิ้นจนทำให้ไป๋ซีอวิ๋นไม่มีผ้าห่ม?
ไป๋ซีอวิ๋นกลับรู้สึกดียิ่งนักแอบคิดว่าเดี๋ยวต้องถามว่าผู้ใดตาแหลมเช่นนี้ จะต้องตกรางวัลอย่างงาม
“พวกเรานอนเถอะ” ไป๋ซีอวิ๋นพูดอย่างจริงจัง
ฉีเมี่ยวจนปัญญาได้แต่ปีนขึ้นไปนอนข้างใน
เมื่อไป๋ซีอวิ๋นนอนลง‘ข้อได้เปรียบ’ที่สองคนห่มผ้าผืนเดียวกันก็มาแล้ว พวกเขาจะต้องนอนใกล้ชิดกันถึงจะไม่ทำให้ร่างกายครึ่งหนึ่งต้องอยู่นอกผ้าห่มไป๋ซีอวิ๋นจึงเอียงตัวโอบเอวของนาง ดึงนางมาโอบกอดข้างหน้าตนเอง “เด็กดี นอนเถอะ” น้ำเสียงคล้ายปลอบโยนเด็กขี้ตกใจ
ที่จริงความรู้สึกที่ถูกรักใคร่เช่นนี้ช่างดีเสียจริง
ยามแรกฉีเมี่ยวประหม่าอยู่บ้างแต่ไป๋ซีอวิ๋นก็เพียงโอบเอวนางเฉยๆ เท่านั้น นางจึงวางใจ หันหน้าเข้าหาเขาหลับตาลง
เพราะห่วงใยสภาพร่างกายของเขาอย่างไรเสียวันนี้ออกไปข้างนอกมาก็เหน็ดเหนื่อยเขาจริงๆ อีกทั้งวันนี้เพิ่มส่วนผสมให้เขามากไปหน่อยกลัวเขาทนไม่ไหว
ผู้ใดจะรู้ว่าไป๋ซีอวิ๋นหลับสนิทอย่างรวดเร็วท่าทางนั้นไม่เป็นไรด้วยซ้ำ
เมื่อฉีเมี่ยวแน่ใจว่าเขาหลับสนิทแล้วคราวนี้ถึงวางใจ เข้าสู่ห้วงนิทรา
• ••
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น กินข้าวเช้าเสร็จแล้วฉีเมี่ยวก็เริ่มฟังอวี้เหลียนเล่าเรื่องเรือนจินเซียงเมื่อวานอย่างสมจริงสมจัง“เดิมทีอานลู่โหวฮูหยินกลับมาคงจะอารมณ์ไม่ดี ก็ขว้างปาข้าวของในห้องภายหลังอานลู่โหวกลับมา เพิ่งซักถามสองประโยค สองคนก็เจ้าหนึ่งประโยคข้าหนึ่งประโยคทะเลาะกันขึ้นมาอานลู่โหวฮูหยินขับไล่คนไปเสียเลย ตนเองร้องไห้อยู่ในห้องสักพัก เนื้อหาละเอียดที่พวกเขาพูดบ่าวเข้าใกล้ไปฟังไม่ได้แต่ถึงอย่างไรก็เละเทะไปหมด”
ฉีเมี่ยวฟังแล้วมีความสุขเหลือเกินนี่เรียกว่าหมากัดหมา บิดามารดาที่ขาดความรับผิดชอบต่อลูกชายคู่นี้ สมควรโกรธซึ่งกันและกันจนตาย!
“ซื่อจื่อฮูหยิน”ขณะที่ฉีเมี่ยวมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ข้างนอกก็มีคนมาแจ้งข่าว “ฮูหยินเชิญซื่อจื่อฮูหยินไปกินข้าว นางมีเรื่องจะพูดกับท่าน”
[1] ดอกติงเซียง คือดอกไลแลค
[2] หลงจู๊ คือคำเรียกผู้จัดการร้าน