านองเื เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วศพนับหมื่นนับพันนอนเกลื่อนกลาดบนพื้นอย่างสหยดสยอง กลิ่นเืฉุนจนลอยเด่นอยู่กลางอากาศ
ทหารชุดเกราะสีดำขลับยืนอยู่กลางศพพร้อมกับร้องโห่เมื่อได้รับชัยชนะในา มือที่ถือดาบถือทุกยกขึ้นเพื่อบ่งบอกว่าตนได้รับชัยชนะอย่างสมหวัง ใบหน้าแปดเปื้อนเืของทหารเ่าั้มีรอยยิ้มดีใจประดับอยู่ทุกคน
เหตุการณ์ทุกอย่างบนสนามรบอยู่ในสายตาของบุรุษในอาภรณ์สีขาวที่ยืนดูบนูเาสูงตลอด มุมปากของเขากระตุกอย่างสงสัย แววตาดั่งพญาเหยี่ยวมองทุกการกระทำของเหล่าชายนักรบที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มทั้งๆที่เนื้อตัวและใบหน้าของคนเ่าั้เต็มไปด้วยเื
"คนเ่าั้มีความสุขที่ได้ฆ่าคนงั้นเหรอ"ในที่สุดเสียงนิ่งเรียบทว่ากับสงสัยก็ถูกพูดออกมา
"ฮ่าฮ่า เ้าช่างใสซื่อนัก เป็ความผิดข้าใช้หรือไม่ที่ทำให้เ้าตามไม่ทันโลกที่กว้างใหญ่เช่นนี้"ชายชราคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างยิ้มแย้ม แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตา มองมาอย่างศิษย์คนรักของเขาอย่างขบขัน
หวังโจ่วเฉิน จอมยุทธ์เร่ร่อนทว่าฝีมือของเขาเทียบเท่าจอมยุทธ์ที่โด่งดัง เขาอาศัยอยู่ในหุบเขาหนามเปื่อย เมื่อหลายปีก่อนเขาออกท่องยุทธภพบังเอิญได้มีโอกาสเข้าแคว้นหยาง ในครั้งนั้นแรกพบเขาเห็นไป๋เสี่ยวหรงนั่งอยู่ริมน้ำในใจกลางแคว้นใบหน้าประดับด้วยความเศร้าหมอง ทว่าสายตากลับเย็นะเื จิตใจที่เศร้าหมองทว่ากับแข็งแกร่ง เพียงเห็นครั้งแรกเขาก็รับรู้ได้เลยว่านางนั้นมีจิตที่จะฝึกวรยุทธได้ ตัดสินใจเชิญชวนนางมาเป็ศิษย์แต่เขาก็รู้ดีว่าตนเป็เพียงจอมยุทธ์เร่ร่อนแต่เมื่อพูดคุยกับนาง กลับรับรู้ได้ว่านางมีปนในใจที่ใหญ่จนแก้ไม่ได้ และนางยังเป็ถึงหลานสาวเพียงคนเดียวของสหายเก่าของเขา ไป๋เซียวหมิน เขาจึงได้เข้าไปพูดคุยเพื่อรับนางเป็ศิษย์และจะแก้ไขปนในใจของนางให้เอง จนสหายตกลงเขาจึงได้พานางมาอยู่ในหุบเขาหนามเปื่อยจนถึงปัจจุบันนี้
"นี่ก็ผ่านมาแล้วสิบสามปีเต็ม เ้าไม่อยากกลับไปหาท่านปู่ของเ้าหรือ"หวังโจ่วเฉินพูดอย่างเหนื่อยอ่อน ทุกปีเขาจะพูดเื่กลับบ้านกับนางทุกครั้งทว่าสิ่งที่ได้กลับมามีเพียงความเงียบสงบ และแววตาว่างเปล่าจากนาง
ไป๋เสี่ยวหรงในคราบบุรุษมองมาที่อาจารย์ของนางด้วยสายตาที่คาดจะเดาก่อนจะนั่งลงลูบขนของหมาป่าหิมะที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนพื้นน้ำเสียงแ่เบาดังขึ้นราวเสียงเพลง
"ท่านปู่อยากให้ข้ากลับไปหรือ"ใช่นางไม่เคยพูดถึงเื่ปู่ของนางเลย ครั้งสุดท้ายที่นางพูดถึงท่านปู่คือก่อนที่นางจะมาอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ ครั้งนั้นเป็ครั้งสุดท้ายที่นางนึกถึงคนคนนั้น
"ใช่"ใช่สหายของเขาจะเรียกให้ไปพูดถึงชีวิตประจำวันของหลานสาวของเขาทุกเดือน และตอนเขากลับมาไป๋เซียหมินจะให้เขามาถามหรือก็คือพยายามโน้มน้าวให้หลานสาวของเขากลับไปเยี่ยมเยียนเขาสักครั้ง
ไปเสี่ยวหรงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของหวังโจ่วเฉิน ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
"อืม"คำพูดสั้นๆทว่ากลับทำให้คนฟังหัวใจสั่นไหว
"เ้าตกลงงั้นเหรอ...ดี ดี เดี๋ยวข้าจะส่งยานสื่อสารให้ปู่ของเ้า"พูดจบดึงกระดาษสีเหลืองอ่อนบนกระดาษเขียนคำว่ายานออกมาพูดบางอย่างแล้วปล่อยให้มันลอยไปตามลม
ยานสื่อสารเป็ยานที่มีเฉพาะคนที่มีความสามารถจริงๆถึงจะมีอยู่ใน อาจารย์ของนางถึงจะเป็เพียงจอมยุทธ์เร่ร่อนแต่ความสามารถไม่เป็ลองใคร
"แล้วเ้าจะเดินทางวันใดหรือ"
"เมื่อใดก็ได้"
"เอาล่ะๆ ถือว่าข้าไม่ถาม แล้วเ้าจะกลับด้วยสภาพของเด็กหนุ่มเช่นนี้ ถ้ากลับถึงปู่เ้าจะไม่หัวใจวายหรอกหรือ"หวังโจ่วเฉินพูดอย่างมีเหตุมีผล
ไป๋เสี่ยวหรงเงียบลงคิดตามที่หวังโจ่วเฉินพูด นางอยู่ในคราบบุรุษตอนกลางวันมีเฉพาะกลางคืนเท่านั้นนางจึงจะอยู่ในร่างของสตรี
"ไว้ถึงที่หมายเื่รูปร่างหน้าตาค่อยคิดก็ไม่สาย"
หวังโจ่วเฉินกะพริบตาปริบๆให้ศิษย์รักของเขา คำพูดจุกอยู่ในลำคอ ไป๋เสี่ยวหรงมองการกระทำที่เหมือนพูดไม่พูดของหวังโจ่วเฉินแล้วเดินออกจากตรงนั้นไปพร้อมกับเ้าหมาป่าหิมะตัวขาว
เมื่อร่างของไป๋เสี่ยวหรงหายไปแล้วหวังโจ่วเฉินจึงระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ประสานมือไว้ข้างหลังสายตามองาที่จบลงไปแล้วด้านล่างูเาด้วยสายตานิ่งสงบ จนสายตาของเขาสะดุดกับสายตาอีกคู่ที่ทำให้เขาถึงกับเย็นวาบจนถึงกระดูก
บุรุษในชุดเกราะสีดำบนใบหน้ามีหน้ากากที่เป็สีเงินปกปิดอยู่เห็นเพียงแววตาและปากที่ได้รูปของเขาเท่านั้น
หวังโจ่วเฉินประสานมือคำนับเขาหนึ่งครั้ง เดินหันหลังจากไป ถึงเขาจะไม่รู้ว่าชายผู้นั้นเป็ใครแต่ก็พอรู้มาบ้างว่ากองทัพที่ได้รับชัยชนะในครั้งนี้คือกองทัพจากแคว้นหยาง แคว้นที่ใหญ่ที่สุดในใต้หล้า กองทัพของแคว้นแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านการทำศึกามากทุกครั้งที่มีศึกฝ่ายที่ได้รับชัยชนะจะตกเป็ของแคว้นหยางทุกครั้ง โดยผู้นำทัพคือ เว่ยจื่อชิง แม่ทัพใหญ่และอีกหนึ่งคนที่ค่อยเป็ขุนกำลังให้ซึ่งคนนั้นเป็คนที่ลึกลับมาก หากบุรุษเมื่อครู่ไม่ใช่เว่ยจื่อชิงแสดงว่าบุรุษผู้มีสายตาเย็นะเืและน่าเกรงขามเมื่อครู่คือขุมกำลังผู้นั้น