บทที่ 20 เฉาเสวียนเหิงทะลวงจินตัน
ภายในห้องศิลาเคลือบทมิฬลึกสุดของศาลบรรพชนที่ปิดตาย บรรยากาศหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยูเาั์ พลังปราณที่พลุ่งพล่านราวคลื่นั์ซัดกระหน่ำแผ่ซ่านออกมาจากร่างชราของเฉาเสวียนเหิงอย่างไม่หยุดยั้ง กลิ่นธูปหอมกรุ่นที่เคยคลุ้งทั่วศาลพลันถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายลมปราณบริสุทธิ์ที่หนักแน่น
ห้องศิลานี้ถูกสร้างขึ้นด้วยหินสีดำสนิท ซึ่งมีคุณสมบัติในการกักเก็บพลังปราณได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ไม่ว่าพลังงานมหาศาลเพียงใดก็ไม่อาจรั่วไหลออกไปสู่ภายนอกได้ง่ายๆ ค่ายกลป้องกันที่แกะสลักไว้รอบผนังห้องส่องประกายจางๆ ราวกับใยแมงมุมที่ทอด้วยแสงดาว รอคอยที่จะดูดซับและสะท้อนคลื่นพลังที่อาจจะทะลักออกมา
เฉาเฉวียนเหิงนั่งขัดสมาธิกลางห้องศิลา ร่างกายชราภาพที่เคยเหี่ยวย่นและอิดโรยราวกับใกล้ดับสูญ บัดนี้สั่นะเืรุนแรงราวกับถูกพายุหมุนวนภายในตันเถียน พลังปราณหนิงม่ายขั้นเก้า่ปลายที่สะสมมานับร้อยปีกำลังหลอมรวมกันอย่างบ้าคลั่ง หยดน้ำปราณสีทองอร่ามค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละหยดในทะเลจิติญญาที่เคยแห้งแล้ง
ราวกับดวงดาวที่กำลังเกิดใหม่ท่ามกลางความมืดมิด ทะเลจิติญญาของเขาที่เคยกว้างใหญ่แต่รกร้างว่างเปล่า บัดนี้เริ่มเต็มเปี่ยมไปด้วยกระแสพลังที่หมุนวนช้าๆ ทุกหยดน้ำปราณนั้นไม่ใช่แค่พลังงานธรรมดา แต่เป็ผลผลิตจากการบ่มเพาะที่ยาวนานหลายศตวรรษ ผ่านการต่อสู้ การสูญเสีย และความมุ่งมั่นที่ไม่เคยเสื่อมคลาย
ในห้วงความคิดของเฉาเสวียนเหิง ภาพความทรงจำเก่าๆ พลันผุดขึ้นราวกับภาพมายาที่ถูกปลุกให้ตื่น ด้วยร่างกายที่บอบช้ำและจิติญญาที่แหลกสลาย ความทรงจำเ่าั้ราวกับมีดคมที่กรีดลงในหัวใจ แต่แทนที่จะทำให้เขาอ่อนแอ มันกลับจุดประกายความเด็ดเดี่ยวให้ลุกโชนยิ่งขึ้น ‘ข้าจะไม่ยอมตายอย่างสิ้นหวัง’ เขาคิดในใจ ขณะที่พลังปราณในตัวยังคงหมุนวนอย่างไม่หยุดยั้ง
โอสถทะลวงจินตันระดับห้าที่มีความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนไร้มลทินละลายกลายเป็กระแสน้ำทิพย์ที่ไหลหลั่งทะลักเข้าไปในเส้นลมปราณทุกเส้น พลังงานอันมหาศาลนั้นชะล้างสิ่งเจือปนทั้งปวงที่สะสมมานานหลายร้อยปี ทำให้รากฐานที่เคยสั่นคลอนมั่นคงขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับภูผาที่ถูกหลอมใหม่
กระแสน้ำทิพย์นั้นไหลเวียนผ่านเส้นลมปราณหลักสิบสองเส้นและเส้นย่อยอีกนับพัน ราวกับแม่น้ำที่ชำระล้างมลทินทั้งปวง ทุกครั้งที่มันไหลผ่านจุดสำคัญ เช่น จุดตันเถียนหรือจุดหัวใจ เฉาเสวียนเหิงรู้สึกเหมือนถูกเพลิงเผาผลาญจากภายใน แต่ความเ็ปนั้นเป็เพียงบททดสอบสุดท้ายก่อนความสำเร็จ
ความเ็ปรุนแรงราวกับกระดูกทุกชิ้นถูกบดขยี้และประกอบใหม่ถาโถมเข้ามา แต่เฉาเสวียนเหิงกัดฟันแน่น ดวงตาที่เคยมืดมิดบัดนี้เปล่งประกายเด็ดเดี่ยวราวกับเหล็กกล้าที่ไม่ยอมโค้งงอแม้พายุโหมกระหน่ำ เหงื่อเม็ดโตไหลอาบใบหน้าเหี่ยวย่น ผสมปนเปกับเืสดที่ไหลซึมจากรูขุมขน แต่เขายังคงนั่งนิ่ง ควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอตามเคล็ดวิชาฝึกลมปราณของตระกูลที่เขาเคยฝึกฝนในวัยเยาว์
เคล็ดวิชาฝึกลมปราณนี้ช่วยให้เขาสามารถทนต่อความร้อนจากภายในได้ โดยการแปลงความเ็ปให้กลายเป็พลังงานบริสุทธิ์
ภายไปไม่นานนัก…
“ทะลวง!” เสียงคำรามแ่เบาแต่ทรงพลังดังขึ้นในห้วงจิติญญาของเขา ลมปราณทั้งหมดในทะเลจิติญญาพลันหมุนวนเป็เกลียวมหึมา หยดน้ำปราณสีทองนับพันรวมตัวกันในจุดศูนย์กลาง สร้างะเิพลังงานอันมหาศาลที่ะเืไปทั้งห้องศิลา ประกายแสงสีทองแผ่กระจายราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังเกิดใหม่
แก่นจินตันขนาดเท่ากำปั้นก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ สีทองอร่ามสว่างไสว ลอยเด่นกลางทะเลจิติญญาที่บัดนี้กว้างใหญ่และสงบนิ่งราวมหาสมุทรอันไร้ขอบเขต แก่นจินตันนี้ไม่ใช่แค่ลูกแก้วธรรมดา มันคือผลึกแห่งพลังชีวิตที่บริสุทธิ์ ภายในนั้นมีลวดลายปฐีที่หมุนวนช้าๆ ราวกับศิลาที่ถูกกักไว้ในรูปทรงสมบูรณ์ การก่อตัวของมันทำให้คลื่นพลังแผ่ซ่านออกไป สั่นะเืค่ายกลรอบห้องจนเกิดรอยร้าวเล็กน้อย แต่ค่ายกลนั้นถูกออกแบบมาให้ซ่อมแซมตัวเองได้ จึงกลับคืนสู่สภาพเดิมในชั่วพริบตา
พลังปราณจินตันแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเฉาเฉวียนเหิงอย่างไม่ปิดบัง ค่ายกลป้องกันรอบห้องศิลาสั่นะเืรุนแรงราวกับจะแตกสลาย กลิ่นอายมรณะที่เคยคลุ้งทั่วร่างกายชราหายวับไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยพลังชีวิตที่พลุ่งพล่านและหนักแน่นราวภูผาไท่ซาน
รูปลักษณ์ภายนอกของเฉาเฉวียนเหิงยังคงเป็ชายชราผมขาวโพลน ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ดวงตาคู่หนึ่งที่เคยมืดมิดบัดนี้ใสกระจ่างและลึกล้ำเกินหยั่งถึง ราวกับสระโบราณที่ซ่อนเร้นพลังมหาศาลไว้ภายใน ิัที่เคยหย่อนยานบัดนี้ตึงแน่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับได้รับการฟื้นฟูจากภายใน เส้นผมขาวโพลนนั้นยังคงเดิม แต่ภายในนั้นแฝงไว้ด้วยประกายทองจางๆ ที่สังเกตได้ยากหากไม่มองใกล้ๆ
กลิ่นอายลมปราณจินตันขั้นหนึ่ง่ต้นแผ่ขยายออกไปหลายสิบลี้ในชั่วพริบตา ราวกับคลื่นั์ที่ซัดกระหน่ำไปทั่วตระกูลเฉาอย่างเงียบ ๆ
มีเพียงผู้าุโที่คอยดูแลค่ายกลป้องกันเท่านั้นที่ตัวสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
เฉาเฉวียนเหิงลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาเปล่งประกายสีทองจางๆ พลังปราณไหลเวียนอย่างอิสระราวสายน้ำที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง อายุขัยที่เคยใกล้หมดสิ้นยืดยาวออกไปนับพันปีในพริบตา เขาลุกขึ้นยืน ร่างกายที่เคยอิดโรยบัดนี้แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า เหงื่อที่ไหลอาบกายแห้งสนิทในชั่วพริบตา เขาเหม่อลอยมองไปยังทิศทางของคฤหาสน์ตระกูลเฉา จิตััแผ่ขยายออกไปราวกับใยแมงมุมที่ครอบคลุมทุกมุม
เขาเห็นลูกหลานที่กำลังฝึกฝนอย่างขยันขันแข็งแม้ขาดแคลนทรัพยากร เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดด้วยความกลัวและสิ้นหวังจากข่าวการรุกรานของตระกูลหู เห็นเด็กฝาแฝดที่กำลังบ่มเพาะอย่างมุ่งมั่นในลานฝึกตนเล็กๆ และเห็นความสามัคคีที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ หัวใจของชายชราพลันบีบรัดด้วยความเ็ปและความปีติที่ผสมปนเปกัน
“ตระกูลเฉา... ในที่สุดเราก็มีหวังอีกครั้ง...” ในห้วงความคิด เขาเห็นภาพของลูกชายที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายสิบปีก่อน จากการต่อสู้กับอสูรในป่าลึก ความสูญเสียนั้นเคยทำให้เขาสิ้นหวัง แต่บัดนี้ มันกลายเป็แรงผลักดันให้เขาปกป้องคนที่เหลืออยู่ "ข้าจะไม่ให้ใครในตระกูลต้องตายอย่างไร้ค่าเช่นนั้นอีก" เขาสาบานในใจ ขณะที่จิตััยังคงสำรวจต่อไป
แต่ก่อนที่เขาจะเหม่อลอยไปมากกว่านี้ เสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงพลังดังขึ้นจากด้านหลัง “ผู้าุโใหญ่... ยินดีด้วยที่ท่านทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจินตันได้อย่างราบรื่น” เสียงนั้นคุ้นเคยและเต็มเปี่ยมด้วยความเคารพ ทำให้เฉาเฉวียนเหิงหันกลับไปมองด้วยความประหลาดใจ
เฉาเฉวียนเหิงสะดุ้งเล็กน้อย หันกลับไปเห็นร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ยืนนิ่งอยู่ที่ประตูหิน ดวงตาใสกระจางฉายแววคลี่ยิ้มบางๆ เขารีบคุกเข่าลงทันที น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลรินอาบแก้มเหี่ยวย่น “ท่านประมุข... หากไม่ใช่เพราะโอสถจากท่าน ข้าเฉาเฉวียนเหิงในชาตินี้คงไม่มีวันทะลวงเข้าสู่จินตันได้เด็ดขาด! พระคุณนี้... ข้าจะตอบแทนด้วยชีวิตที่เหลือทั้งหมด!” การคุกเข่านี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็การแสดงความเคารพจากใจจริง ประมุขเฉาหลินหยวนคือผู้ที่นำตระกูลรอดพ้นจากวิกฤติหลายครั้ง และโอสถเม็ดนั้นคือของล้ำค่าที่เขาได้รับจากประมุขโดยตรง
เฉาหลินหยวนยกมือขึ้นเบาๆ พลังปราณอบอุ่นแผ่ซ่านออกมา ช่วยให้ชายชราลุกขึ้นยืน “ลุกขึ้นเถิด ท่านผู้าุโใหญ่ เ้าคงเห็นสถานการณ์ของตระกูลแล้วกระมัง...” เฉาหลินหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใย เขารู้ดีว่าการทะลวงจินตันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเฉาเฉวียนเหิงเอง แต่เพื่อตระกูลทั้งหมด
เฉาเฉวียนเหิงลุกขึ้น ดวงตาเปล่งประกายแข็งกร้าวและรุกโชติยิ่งนัก “พวกตระกูลหูบ้าไปแล้วจริงๆ ! คิดว่าทำลายตระกูลเฉาได้ง่ายดายอย่างนั้นรึ? พวกมันกล้าบุกยึดร้านค้า เผาคลังสินค้า… ทำร้ายคนในตระกูลเฉา ข้าจะทำให้พวกมันชดใช้ด้วยเื!” เขากำหมัดแน่น ความโกรธนั้นราวกับเพลิงที่ลุกโชนในอก
เฉาหลินหยวนถอนหายใจเบาๆ อย่างไม่หวั่นไหว “ตอนนี้ตระกูลหูไม่ใช่ภัยคุกคามหลักของเราแล้ว... แต่เป็หุบเขาหลอมอัคนีต่างหาก การทำลายตระกูลหูนั้นง่ายดายยิ่งนัก เพียงข้าคนเดียวก็ถล่มมันให้ราบเป็หน้ากลองได้ในคืนเดียว แต่ยามนี้ตระกูลเฉายังอ่อนแอเกินไป... เราขาดเพียงแค่เวลาเท่านั้น”
เฉาเฉวียนเหิงมองประมุขตระกูลด้วยความเคารพยำเกรงยิ่งขึ้น “ท่านประมุข... แล้วเราจะทำอย่างไรขอรับ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น พร้อมที่จะทำตามคำสั่งทุกอย่าง
เฉาหลินหยวนยิ้มเย็นบางๆ ดวงตาเปล่งประกายเจตนาฆ่าฟันที่เย็นะเื “หากใครกล้าขวางทางข้า... ข้าก็จะทำลายมันให้ย่อยยับ! พวกมันคิดจะกวาดล้างตระกูลเฉา? เช่นนั้นข้าจะทำให้ตระกูลหูและหุบเขาหลอมอัคนีรู้ว่า... การเป็ศัตรูกับตระกูลเฉา มีราคาแพงเพียงใด! เราหาได้หวั่นเกรงไม่ แม้ฟ้าจะถล่มลงมา ข้าก็จะยกมันขึ้นด้วยมือทั้งสองข้าง!” คำพูดนั้นเต็มเปี่ยมด้วยพลัง ทำให้อากาศรอบตัวสั่นะเืเล็กน้อย
คำพูดนั้นราวกับฟ้าคำรามที่ดังก้องในห้วงจิติญญาของเฉาเฉวียนเหิง ทำให้หัวใจชราพลันร้อนรุ่มราวกับเพลิงที่ถูกจุดติด เขาหัวเราะเสียงดังลั่น ความดีใจและความมุ่งมั่นพลุ่งพล่านราวคลื่นั์ “ดี! ดี! ดี! ท่านประมุขพูดถูกต้องยิ่งนัก! ตระกูลเฉาเราจะไม่ยอมให้ใครรังแกอีกต่อไป! ข้าจะเคียงบ่าเคียงไหล่ท่าน สังหารศัตรูให้สิ้นซาก!” เสียงหัวเราะของเขาดังก้องไปทั่วห้องศิลา ราวกับประกาศาแก่ศัตรูทั้งปวง
ในห้องศิลาที่เคยเงียบสงบ บัดนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งการแก้แค้นที่กำลังลุกโชน พายุเืกำลังใกล้เข้ามา และตระกูลเฉาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมันอย่างเต็มภาคภูมิ! แต่ก่อนที่ทั้งสองจะจากกัน เฉาหลินหยวนหันมามองเฉาเฉวียนเหิงอีกครั้ง "ก่อนอื่น ท่านจงพักผ่อนให้หายเหนื่อย พลังปราณของท่านยังไม่มั่นคงดีนัก… อีกสัพพักข้าจะเรียกเหล่าาุโทั้งหมดบุกทะลวงตระกูลหูให้สิ้นซากในคราวเดียว!" เฉาหลินหยวนกล่าว ก่อนที่จะหายตัวไปราวกับเงาในความมืด
เฉาเฉวียนเหิงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นอีกครู่ใหญ่ ก่อนที่จะเดินออกจากห้องศิลา ด้วยก้าวย่างที่มั่นคงยิ่งกว่าที่เคย เขารู้ดีว่าการทะลวงจินตันครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่สำหรับตระกูลเฉา
ยุคที่พวกเขาจะไม่ถูกกดขี่อีกต่อไป ในใจเขาเต็มเปี่ยมด้วยแผนการมากมาย การฝึกฝนลูกหลาน การเสริมสร้างค่ายกล การหาทรัพยากรใหม่ๆ และที่สำคัญ การแก้แค้นศัตรูเก่า "ตระกูลหู... หุบเขาหลอมอัคนี... พวกเ้าจงรอคอยวันแห่งการล้างแค้นเถิด" เฉาเสวียนเหิงพึมพำ ขณะที่เดินผ่านความมืดมิดของศาลบรรพชน