หลังผ่านไป 3 สัปดาห์ อวี้จื่อหลินในร่างของทารกเพศหญิงที่เพิ่งคลอดนั้น ก็พอจะทำใจยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองที่น่ามหัศจรรย์นี้ ชีวิตของทารกนั้นไม่มีอะไรให้ทำมากมาย นอกจากกินกับนอนแล้ว อย่างอื่นล้วนแต่ไม่ได้ทำทั้งสิ้น จะด้วยร่างกายที่ยังไม่แข็งแรงพอหรืออย่างไรก็ตาม แต่อวี้จื่อหลินก็เบื่อมากจริง ๆ
จากที่ฟังท่านพ่อและท่านแม่คนใหม่คุยกันแล้ว อวี้จื่อหลินถึงได้รู้ว่า นี่ไม่ใช่โลกเดิมของนาง อีกทั้งยังไม่ใช่่เวลาเดียวกันด้วย นางสังเกตจากการแต่งกายและคำพูดของพวกเขาตลอดระยะเวลา 3 สัปดาห์แล้ว มีความคล้ายคลึงกับโลกเดิมของนางอย่างมาก อาจจะเป็โลกคู่ขนานอย่างที่เคยอ่านจากเื่เล่าในบันทึกของพี่ชายใหญ่ก็เป็ไปได้ แต่อวี้จื่อหลินไม่ได้หวาดกลัวอะไร เพียงแต่รู้สึกเศร้าอย่างมากใน่แรก ๆ ของการมาเกิดใหม่ที่โลกนี้ นางรู้สึกเสียใจที่จะไม่ได้เจอครอบครัวของนางอีกต่อไป ทั้งท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย น้องชาย น้องสาว รวมทั้งสาวใช้ที่รับใช้นางมาตลอด 8 ปี
แต่ท่านพ่อและท่านแม่คนใหม่ก็สามารถทำให้นางหายเศร้าได้อย่างรวดเร็ว นางได้รับความรักและเอาใจใส่จากทั้งสองคน ทั้งสองหน้าตาดี ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโตมานั้น นางจะหน้าตาเป็อย่างไร ย่อมต้องได้รับแต่ส่วนดี ๆ ของทั้งคู่มาแน่นอน ในโลกนี้ ดูเหมือนจะนิยมแต่งงานช้ากว่าโลกเดิมของนาง ท่านพ่อและท่านแม่ของนางอายุตั้ง 27 ปีแล้ว เพิ่งจะแต่งงานกันเมื่อ 1 ปีก่อนเอง ท่านพ่อของนางนั้น ชื่อว่า ‘เมิ่งหย่งฉี’ หน้าตาหล่อเหลา ความสง่างามเทียบเท่าได้กับเหวินจิ้งโหว ท่านพ่อของนางในโลกก่อน ส่วนท่านแม่ของนางนั้น ชื่อว่า ‘จ้าวลี่หลิง’ หน้าตาดีเหมาะสมกับท่านพ่อที่สุด อวี้จื่อหลินรู้ว่าทั้งสองคนรักนางมาก นางที่ได้ฐานะใหม่เป็ ‘เมิ่งจื่อหลิน’ จึงถือเป็แก้วตาดวงใจของทั้งสองคนเลยก็ว่าได้
หลังจากใช้ชีวิตในร่างทารกของเมิ่งจื่อหลิน เวลาก็ผ่านไปแล้ว 1 ปีกว่า เมิ่งจื่อหลินรู้เกี่ยวกับโลกใหม่นี้ขึ้นไม่น้อย นับจากอาชีพของท่านพ่อและท่านแม่ของนาง ท่านพ่อของนางเป็นักธุรกิจ มีทรัพย์สินมหาศาล หากจะเปรียบกับอาชีพของโลกก่อนก็คือพ่อค้านั่นเอง แต่ดูเหมือนว่าโลกนี้ ไม่ว่าอาชีพไหน ล้วนไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นจากอาชีพเหมือนอย่างโลกก่อน ชนชั้นในโลกนี้ล้วนแบ่งแยกด้วยคำว่า ‘เงิน’ ใครมีมากก็ถือว่าเป็ชนชั้นสูง ใครมีน้อยก็ลำบากดิ้นรนกับชีวิตกันต่อไป โชคดีที่นางเกิดมาในครอบครัวที่ถือว่าเป็ครอบครัวที่ร่ำรวยลำดับต้น ๆ ของประเทศนี้ ส่วนท่านแม่นั้น เป็ดีไซเนอร์ชื่อดัง ตอนแรกเมิ่งจื่อหลินไม่รู้ว่าดีไซเนอร์คืออะไร จนกระทั่งนางปีนตักของท่านแม่ระหว่างขีดเขียนอะไรบางอย่างในห้องทำงาน แล้วใช้รูปวาดนั้นมาตัดเย็บเสื้อผ้า จากที่เคยแอบฟังท่านแม่คุยกับอุปกรณ์สื่อสารบางอย่าง เห็นได้ว่ารายรับไม่เลวเลยทีเดียว
‘นี่ข้าถือว่าเป็คหบดีตัวน้อยด้วยหรือไม่’
หลังจากนั้นอีก 2 ปี เมิ่งจื่อหลินอายุได้ 3 ขวบกว่า นางก็ได้เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับโลกใบนี้ได้อย่างเต็มที่จากการเรียนผ่านสิ่งต่าง ๆ ภายในบ้านหลังใหญ่ของครอบครัว ทั้งกล่องสี่เหลี่ยมบาง ๆ ที่สามารถฉายภาพได้อย่างสมจริง ที่คนในโลกนี้เรียกว่าโทรทัศน์ หรือจะเป็เครื่องมือสื่อสารที่ทุกคนต้องมีติดว่าที่เรียกว่าโทรศัพท์ รวมทั้งเครื่องมือสำหรับติดต่อสื่อสาร และสามารถพิมพ์อักษรได้อย่างคอมพิวเตอร์ ล้วนแต่เปิดประสบการณ์ให้แก่ิญญาจากต่างโลกที่ดูเหมือนว่าจะล้าสมัยอย่างอวี้จื่อหลิน นางล้วนชอบใช้งานพวกมัน ท่านพ่อกับท่านแม่ถึงกับชมว่านางเป็เด็กเรียนรู้ได้เร็ว แต่พวกท่านก็จำกัดเวลาใช้งานของพวกนี้สำหรับนางไม่เกิน 2 ชั่วโมง หรือ 1 ชั่วยามต่อวัน แต่ถึงอย่างไร เมิ่งจื่อหลินก็พอใจยิ่งนัก บนโลกใหม่นี้ยังมีอะไรให้นางเรียนรู้ได้อีกมาก ชีวิตดีกว่า่เวลาที่ตนเองเป็ทารกยิ่งนัก คำพูดคำจา หรือการปฏิบัติตัวของนางล้วนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงหากเทียบกับโลกเก่า โลกใบนี้ช่างมีอิสรเสรี นางชอบใจยิ่งนัก
ผ่านไปอีก 3 ปี ก็ถึงเวลาที่นางจะได้เล่าเรียนเสียที เมิ่งจื่อหลิน ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเมิ่ง ตระกูลที่ธุรกิจส่วนใหญ่ของเมือง S และร่ำรวยเป็อันดับต้น ๆ ของประเทศ ทุกคนล้วนให้ความสำคัญ และ้าจะเกี่ยวดองกับตระกูลเมิ่งอย่างมาก เมื่อเมิ่งจื่อหลินได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 บรรดาเศรษฐีและนักธุรกิจที่้าเกี่ยวดองหรือทำงานร่วมกับตระกูลเมิ่ง ต่างส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนในสถานศึกษาเดียวกับเมิ่งจื่อหลิน แรกเริ่มนั้นเมิ่งจื่อหลินรู้สึกดีใจที่ได้พบปะเด็กอายุเท่านางมากหน้าหลายตา แต่พอทำความรู้จักแล้ว ิญญาอายุ 9 ขวบปี แต่โตกว่าวัยเช่นนางก็รู้สึกว่าเด็กพวกนี้ช่างน่าเอือมระอายิ่งนัก ล้วนแต่ถูกเสี้ยมสอนจากพ่อแม่ให้มาตีสนิทนางหวังผลประโยชน์ สุดท้าย เมิ่งจื่อหลินจึงไม่ได้ให้ความสนใจกับเด็กเหล่านี้อีก แต่โชคยังดี ที่นางได้เพื่อนสนิทตัวเล็กของนางมา 1 คน
‘สวีม่านถิง’ ลูกสาวคนที่สองของตระกูลสวี เป็ลูกสาวของเพื่อนสนิทของเมิ่งหย่งฉี พ่อของนาง เด็กผมแกละ ขาวอวบ น่ารักน่าชังในสายตาของเมิ่งจื่อหลินนั้น สวีม่านถิงมีลักษณะบางอย่างที่คล้ายกับอวี้จื่อเฟิ่ง น้องสาวที่รักของนางในโลกก่อนไม่มีผิด ทั้งช่างจ้อ ออดอ้อนเก่ง แล้วก็ซนตามประสาเด็กน้อยทั่วไป เมิ่งจื่อหลินจึงเลือกสวีม่านถิงเป็เพื่อนสนิทของนางไปโดยปริยาย
ในชีวิตวัยเรียนของเมิ่งจื่อหลินนั้น ั้แ่ประถมยันมัธยม ล้วนแต่เรียนรู้ได้รวดเร็ว อีกทั้งฉลาดหลักแหลม และทันเล่ห์เหลี่ยม จากการต้องคอยพินิจพิจารณาพฤติกรรมที่ส่อแววประจบประแจงของเพื่อนร่วมโรงเรียนของตัวเอง อีกทั้งพ่อของนางมักจะหอบหิ้วเอาเด็กหญิงตัวน้อยไปเข้าร่วมงานเลี้ยงทางธุรกิจ ไม่ก็งานประชุมทั้งหลายแหล่ ตามแต่คนในสังคมคนมีเงินจะจัดขึ้น ไม่เพียงแต่ท่านพ่อ ท่านแม่ของนางก็หิ้วนางไปช่วยงานเป็ตุ๊กตาเรียกแขกในร้านของท่านแม่เสมอ ลูกค้าที่มาเลือกซื้อแบรนด์ของท่านแม่ล้วนแต่เอ็นดูนางกันทุกคน ผนวกรวมความน่ารักของเมิ่งจื่อหลินและคุณภาพของสินค้าจากแบรนด์ท่านแม่ ทำให้ตกลูกค้าประจำได้กลุ่มใหญ่ แต่บางที ลูกค้าก็ไม่ได้ดีไปเสียหมด บางคนก็มาโวยวายหรือสร้างสถานการณ์ที่ทำให้อับอายขายขี้หน้า สร้างผลเสียแก่แบรนด์ของท่านแม่ เมิ่งจื่อหลินจึงได้เรียนรู้ที่จะรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ไว้อย่างดี
นอกจากต้องเรียนรู้งานจากประสบการณ์ตรงโดยบังเอิญแล้ว เมิ่งจื่อหลินจึงได้เรียนรู้ด้านวิชาการ ศาสตร์ศิลป์ต่าง ๆ ในโลกใหม่นี้ด้วย สิ่งต่าง ๆ ล้วนน่าเรียนรู้ทั้งสิ้น แม้จะเหนื่อยเพียงใด แต่เมิ่งจื่อหลินมีความสุขในการเรียนรู้สิ่งที่โลกก่อนไม่เคยได้ัั เมิ่งจื่อหลินมักอ้อนพ่อกับแม่ของตัวเองให้พาตัวเองไปลงเรียนคลาสเสริมทักษะต่าง ๆ ทั้งการเต้น การร้อง การวาดภาพ และอื่น ๆ อีกมากมายตามแต่ที่เมิ่งจื่อหลิน้า ในทุก ๆ ปีก็ได้ไปเรียนที่ต่างประเทศ เพื่อเป็การเพิ่มทักษะการใช้ภาษา ครั้งแรกที่ได้ไปยังต่างประเทศนั้น เมิ่งจื่อหลินจึงรับรู้ได้ว่า โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก
นอกจากเมิ่งจื่อหลินจะขยันเรียนรู้อย่างหนักหน่วงแล้ว การจัดการชีวิตเองก็มีความสมดุลระหว่างการเรียนรู้และการพักผ่อนเช่นกัน วันว่าง ๆ ก็พักผ่อนอ่านนวนิยาย ไม่ก็การ์ตูนอยู่ภายในห้องสมุดในบ้าน หรือไม่ก็ออกไปนั่งเล่นในห้องทำงานของพ่อหรือแม่ฆ่าเวลา พอโตมาแล้ว ก็ลองหัดเขียนนิยายลงเว็บ ได้ค่าขนมมาเล็ก ๆ น้อย ๆ และเป็การฝึกทักษะของตนอีกด้วย
“จื่อหลิน ฉันถามทีเถอะ เธอทำนู่นทำนี่มากมาย ไม่รู้จักเหนื่อยบ้างหรอ? แค่ให้ฉันไปนั่งเฝ้าในห้องทำงานพ่อฉันก็เบื่อจะแย่แล้ว” สวีม่านถิงในวัย 15 ปีเอ่ยถามเมิ่งจื่อหลินที่กำลังพิมพ์นิยายตอนใหม่อย่างเคร่งเครียด เมิ่งจื่อหลินเงยหน้าจากหน้าจอแล็ปท็อปราคาแพงของตัวเอง ก่อนจะดันแว่นตาที่เริ่มหลวมให้เข้าที่เข้าทาง ตามด้วยการคว้าแก้วเครื่องดื่มเย็นชื่นใจมาจิบเล็กน้อย แล้วตอบคำถามของสวีม่านถิง
“ก็เหนื่อยแหละ แต่โลกนี้มีอะไรให้ฉันทำตั้งมากมาย นี่ฉันยังไม่ได้ลองวาดรูปในไอแพดที่เขาฮิต ๆ กันเลยนะ”
“ถามจริง? มันจะเกินไปหน่อยรึเปล่า? มีอะไรที่เธอทำไม่ได้บ้างเนี่ย” สวีม่านถิงเบิกตามองเด็กสาวที่มีสถานะเป็เพื่อนสนิทตรงหน้า เธอไม่เชื่อหรอกว่าเมิ่งจื่อหลินจะไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้
“อืม... จะว่ายังไงดีล่ะ ที่ฉันไม่ถนัดสุด ๆ ก็คือการแต่งพวกโคลงกลอนนั่นแหละ ฉันแต่งออกมาไม่เห็นเพราะเหมือนคนอื่น ๆ เลย” เมิ่งจื่อหลินยิ้มแห้งให้กับสวีม่านถิง พอคิดถึงกิจกรรมประเภทนั้น เธอก็รู้สึกขยาด ให้กลับไปแต่งกลอนพวกนั้น สู้ให้เธอนั่งปั่นนิยายโดยไม่หลับไม่นอน 2 วัน 2 คืน ยังดีซะกว่า!
สวีม่านถิงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เมื่อนึกถึงผลงานอันเลอค่าของคนตรงหน้าที่แม้แต่ครูที่สอนก็จำใจกัดฟันแล้วบอกว่า ดีมาก นั้น ตอนสวีม่านถิงได้ยินครั้งแรกนั้นถึงกับพูดไม่ออก มันเหมือนกับมุกตลกฝืด ๆ ที่ทำเอาคนหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออกบนอินเทอร์เน็ตเ่าั้ไม่มีผิด
“เธอจะหัวเราะอีกนานมั้ยม่านม่าน? ถ้าหัวเราะพอแล้วฝากสั่งข้าวในเดลิเวอรี่ให้ฉันหน่อยสิ ฉันต้องรีบปั่นตอนนี้ให้เสร็จ ไม่งั้นนักอ่านต้องฉะฉันไม่เหลือชิ้นดีแน่” เมิ่งจื่อหลินบิดตัวเพื่อยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้เพื่อพิมพ์นิยาย เค้นเอาความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองลงไปอย่างเต็มที่
“จ้า ๆ นักเขียนมือทองอันดับหนึ่ง เอาชานมไข่มุกด้วยมั้ย? ฉันนั่งเฝ้าเธอนาน ๆ ก็ชักจะหิวแล้วเหมือนกัน” สวีม่านถิงคว้ากระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์ของตัวเองเพื่อเตรียมตัวจะออกไปร้านคาเฟ่ใกล้บ้านของเพื่อนสนิทข้างนอก
“เอา ขอความหวานแบบ 125 ไปเลยนะ”
“เธอจะไม่เป็เบาหวานก่อน 20 ใช่มั้ย? เดี๋ยวนี้คนเขามีแต่สั่งเอาหวานน้อย แต่เธอดันสั่งเพิ่มน้ำตาลเนี่ยนะ เหลือจะเชื่อจริง ๆ เลย”
“เถอะน่า การทำงานที่ดีต้องมีน้ำตาลมาช่วยเพิ่มพลังงาน อีกอย่างฉันกินแค่ 3 วันครั้งเองนะ”
“เอาเถอะ อย่างเธอออกไปซ้อมรำโบราณก็เบิร์นออกหมดแล้ว ฉันสั่งข้าวจากคาเฟ่มาให้เธอเลยนะ ี้เีรอให้มาส่ง”
“ได้จ้าที่รัก ฝากด้วยนะ”
สวีม่านถิงส่ายหน้าให้กับความขยัน และบ้างานของเพื่อนสนิท ปกติวันเสาร์อาทิตย์ หากเมิ่งจื่อหลินไม่มีตารางเรียนเสริมที่ไหน สวีม่านถิงก็มักจะมาขลุกอยู่ที่บ้านของเมิ่งจื่อหลินเป็ประจำ ส่วนใหญ่ก็มักจะทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบร่วมกัน วันไหนอารมณ์ดีก็นัดกันออกไปเที่ยวเล่นตามประสาวัยรุ่น ถ้าเมิ่งจื่อหลินมีงานเร่งด่วนให้ต้องจัดการ เธอก็มักจะเป็ฝ่ายส่งข้าวส่งน้ำให้เพื่อนรักของตัวเองแบบนี้เป็ประจำ
ในโลกใหม่นี้ เมิ่งจื่อหลินได้รู้จักกับบอยแบนด์และเกิร์ลกรุ๊ปจากประเทศ K ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกนี้ เมิ่งจื่อหลินก็ได้ผันตัวไปเป็แฟนคลับ คอยสนับสนุนผลงานต่าง ๆ ของศิลปินที่ชื่นชอบ ไปดูคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นบ้าง หากมีเวลาว่างมากสักหน่อย ก็บินไปดูถึงต่างประเทศเลยก็มี การเป็แฟนคลับมีทั้งความสบายใจและเหนื่อยใจ บางครั้งก็มีาน้ำลายบนโซเชียลให้ได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ และลับฝีปากกับคนไร้เหตุผลเ่าั้บ้างเป็บางโอกาส แต่ถึงจะน่าเหนื่อยใจอย่างไร ก็อดยอมรับไม่ได้ว่า หากตัวเองไม่ได้ชื่นชอบศิลปินเหล่านี้ ชีวิตนี้ก็เหมือนขาดอะไรไป ไม่มีสิ่งเยียวยาจิตใจในวันแย่ ๆ ได้ เมิ่งจื่อหลินแม้อยากเลิกติดตามแค่ไหน ก็ไม่เคยออกจากวงการนี้ได้แม้แต่ก้าวเดียว ถึงแม้จะอายุเกือบจะ 30 ก็ยังอยู่ในวงการนี้ต่อไป พร้อมกับผู้ช่วยข้างกายอย่างเพื่อนรักสวีม่านถิงที่เป็ดาวนำโชคของเมิ่งจื่อหลินมาโดยตลอด
ในเวลาเช้าตรู่ของวันอาทิตย์วันหนึ่ง สวีม่านถิงได้รับสายจากเพื่อนสนิทตัวดีของตัวเอง
[ฮัลโหล ม่านม่าน เื่ใหญ่แล้ว! วันนี้วันกดบัตรคอนเสิร์ตของวงลูกรักของฉัน! เธอลุกขึ้นมาช่วยฉันกดบัตรเดี๋ยวนี้เลย!]
เหลือจะเชื่อ! ปลุกเธอขึ้นมาให้มาช่วยกดบัตรคอนเสิร์ตเนี่ยนะ!
“เธอนี่มันตัวขัดขวางการนอนของฉันจริง ๆ นะเมิ่งจื่อหลิน เห้อ” สวีม่านถิงถอนหายใจอย่างปลงตก แต่ก็จำใจลุกขึ้นจากเตียงไปรออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ของตัวเอง อีกทั้งเกณฑ์พวกสาวใช้ในบ้านให้มาช่วยกันอีกโขยงใหญ่
“ถ้าเธอไม่ตอบแทนฉันแล้วก็พวกพี่สาวในบ้าน อย่าหวังเลยว่าฉันจะคอยช่วยเธอในครั้งหน้าอีก”
[แน่นอนอยู่แล้ว ม่านม่านคนดี เธอกับพวกพี่สาวในบ้านอยากได้อะไร ลิสต์มาได้เลยนะ ถ้าครั้งนี้ฉันได้บัตรแพงสุด และดีที่สุด ฉันเต็มใจตอบแทนไม่อั้น]
“ฉันจำได้ว่าคอนเสิร์ตนี้เธอก็ไปอ้อนขอลุงเมิ่งให้เป็สปอนเซอร์ไม่ใช่หรอ? ไม่มีบัตรสปอนรึไง?”
[บัตรสปอนไหนจะดีเท่ากดเองละ การได้ร่วมในากดบัตรมันสนุกจะตาย เธอไม่คิดอย่างงั้นหรอ?]
“ฉันละทึ่งกับความคิดของเธอจริง ๆ เอาล่ะ อีก 10 นาทีจะเริ่มแล้ว ตั้งสมาธิแล้วภาวนาให้กดได้นะจ๊ะที่รัก”
[ขอบใจนะ จำไว้นะ แพงสุด ดีที่สุด]
เมิ่งจื่อหลินเวิ่นเว้ออีกสักพักก็ถึงเวลาา การแข่งขันดุเดือดเกินไป เมิ่งจื่อหลินกดไม่ได้แม้แต่ใบเดียว แต่โชคดีที่สวีม่านถิงกดได้ เป็ที่นั่งที่ดีที่สุดและแพงที่สุดตามที่เพื่อนรัก้า วันต่อมาเมิ่งจื่อหลินจึงได้หอบของตอบแทนกองโตมายังบ้านตระกูลสวีเพื่อตอบแทนทุกคนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ไม่หุบเลยเป็อาทิตย์ และเมิ่งจื่อหลินก็ขอให้สวีม่านถิงช่วยเธอตลอดมา แล้วก็ได้บัตรที่้าทุกครั้ง
หรือฉัน สวีม่านถิงคนนี้ควรจะหารายได้พิเศษด้วยการรับกดบัตรคอนเสิร์ตดีนะ
ชีวิตของเมิ่งจื่อหลินเป็เช่นนี้มาตลอดั้แ่ประถมถึงมัธยมปลาย ทั้งเล่าเรียนจากห้องเรียน นอกห้องเรียน และประสบการณ์จริง ทำให้หล่อหลอมทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเมิ่งให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งหน้าตาและความสามารถไม่เป็รองใครแม้แต่คนเดียว พอเข้าสู่ชีวิตมหาวิทยาลัย คุณหนูเมิ่งก็ได้ออกจากบ้านไปอยู่ภายในหอพักมหาวิทยาลัยเป็ครั้งแรก ได้เปิดสังคมใหม่ ๆ และชีวิตใหม่ ๆ ที่ตนเองไม่เคยได้ััมาก่อน ตอนแรกพ่อกับแม่ของเธอนั้นคัดค้านเป็อย่างมากที่เลือกอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความดื้อรันและทักษะการเกลี้ยกล่อมของเมิ่งจื่อหลินเอง ก็ทำให้เมิ่งจื่อหลินได้เข้ามาอยู่ในสังคมมหาวิทยาลัยได้อย่างราบรื่น และไม่มีผู้ติดตามคอยกวนใจเหมือนอย่างแต่ก่อน เมิ่งจื่อหลินเลือกเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง เธอมีปณิธานที่จะสานต่อกิจการของครอบครัว และหลงใหลในเื่ของเครื่องประทินผิว รวมทั้งน้ำหอม อีกอย่างหนึ่งในเครือกิจการที่ตระกูลเมิ่งอยู่นั้น ยังไม่มีธุรกิจไหนที่ทำเกี่ยวกับเครื่องสำอางเหล่านี้ เมิ่งจื่อหลินจึงได้เลือกเรียนในสาขานี้อย่างไม่ลังเล
ในระหว่างที่เมิ่งจื่อหลินเรียนมหาวิทยาลัยอยู่นั้น เธอก็ได้ลงเรียนคลาสเรียนเต้นต่าง ๆ รวมทั้งศิลปะการร่ายรำแบบโบราณ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการร่ายรำในโลกก่อนของตัวเองมากนัก อีกทั้งยังเรียนการเล่นเครื่องดนตรีโบราณ ทั้งพิณ กู่ฉิน และขลุ่ย เมิ่งจื่อหลินล้วนแต่ลงเรียนจนเชี่ยวชาญ ผ่านการฝึกฝนมาหลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่ภาระงานในมหาวิทยาลัยของตัวเองที่หนักหนาสาหัส เมิ่งจื่อหลินเลยไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันอะไรเลย หลังจากเรียนจบปริญญาแล้ว เมิ่งจื่อหลินมีความคิดที่จะไปเรียนที่ต่างประเทศในสาขาการบริหารธุรกิจ และการออกแบบเครื่องประดับ จึงได้ใช้เวลากว่า 6 ปีหลังจากเรียนจบแล้ว ในการเรียนทักษะพวกนี้เพิ่มเติม หลังจากอายุ 27 ปี ก็ได้กลับมาช่วยงานตระกูลเมิ่งอย่างเต็มตัวเสียที