…เฉินหนานลืมตาตื่นสะลึมสะลือ…หลังจากหลับใหลไปร่วม3วันเต็ม มันก็คล้ายร่างเขามีการขยับเขยื้อน จนเขาต้องกระแอมไอ
แค่กๆ ขึ้นมาเบาๆ
เมื่อเห็นชายแก่ บีบ จับสำรวจร่างกายเขาอย่างไม่วางตา คล้ายเป็สิ่งแปลกใหม่ หายากในสายตาชายแก่เจียงกันเชียว
ด้านชายแก่เห็นสายตากดดัน เฉินหนานจ้องเขม็งเขาต้องรีบละมือ ออกจากร่างกายอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
ก่อนเขาแค่นเสียงไม่พอใจขึ้นมา “ชิ! เ้าเด็กอวดดี ช่างโอหังนัก ข้าอุตส่าห์เป็คนช่วยเหลือเ้าไว้ ยังไม่สำนึกบุญคุณข้าอีก”
เมื่อกล่าวเสร็จร่างชายแก่เจียง พลันเดินออกไปนอกเพิงพัก หยิบคันเบ็ดหลิวมีแต่เส้นเอ็น ทำตามเป้าหมายคือการตกปลาให้ได้
เฉินหนานลุกขึ้นจากเตียง รีบตามอีกฝ่ายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อกล่าวเสียงสุภาพ ค้อมกายลงต่ำประสานฝ่ามือ “ขอบคุณผู้าุโ” ทว่าเหมือนชายแก่เจียง จะงอลเขาเสียแล้ว หากเป็สตรีหรือเด็กน้อย มันก็จะดูน่ารัก ทว่าเมื่อเป็ชายแก่มันก็ดูทะแม่งๆ แปลกๆ พิลึกชอบกล
เฉินหนานได้แต่แอบลอบถอนลมหายใจยาว เมื่อเดินตามชายแก่ ไปยังสถานที่ตกปลาประจำ…ใกล้กับต้นไม้ใหญ่ ริมธารน้ำ ไม่ห่างจากเพิงพักมากนัก
เมื่อเห็นคันเบ็ดหลิวในฝ่ามือชายแก่ ตวัดวาดเส้นเอ็นออกไป ไม่มีแม้แต่ตัวเบ็ดตกปลา ไม่ต้องพูดถึงเหยื่อ เฉินหนานที่หดหรี่ดวงตาจนเล็กแคบถึงกับกุมขมับ กล่าวงึมงำเบาๆ “แล้วแบบนี้จะตกปลา…ได้อย่างไร?”
เฉินหนานนั่งพิงหลังข้างต้นไม้ใหญ่ าแของเขาหายดีไปมากแล้ว เมื่อนั่งมองชายแก่ ตกปลาอยู่เช่นนั้นอย่างตั้งใจ เขาก็รับรู้ความอดทนแน่วแน่ ไม่มีแปรเปลี่ยนของชายแก่เจียงผู้นี้ มีไม่น้อยเชียว
เวลาผันผ่าน ราวกับไม่มีผู้ใดพูดคุยกันมาพักใหญ่…
เสียงเอ่ยพูดเป็บทกวีดังขึ้นมาประโยคหนึ่ง จากชายแก่เจียงนั่งตกปลา “แม้แต่มดแดงตัวเล็กกระจ้อย ก็ยังสามารถเขย่าต้นไม้ต้นใหญ่ได้…สิ่งที่เ้าถืออยู่มันคือวิชาสมบัติกระดูก ลองหยดเืของเ้าลงไปดู”
เฉินหนานที่นั่งพิงต้นไม้เกือบไปจรดยามเย็น ของที่อยู่ในฝ่ามือคือแผ่นกระดูกที่ได้มาจากอกเสื้อจูซือเจีย เขาลองหยดเื เข้าไปภายในวิชาสมบัติกระดูกตามที่ชายแก่ ว่า
อักษรอักขระเื พลันปรากฏจากแผ่นกระดูกขึ้นมาทันใด หืม!
พร้อมชายแก่เจียงยิ้มเล็กๆ เมื่อเห็นเฉินหนาน เผยสายตาจดจ่อตั้งใจเป็อย่างมาก เขาพลันเดินหอบสัมภาระ กลับเพิงที่พักอย่างไม่ใส่ใจเด็กหนุ่มอีกต่อไป
เฉินหนานนั่งศึกษาวิชาขัดเกลาดวงิญญา ไปจวนถึงยามมืดค่ำ เขาจะกล่าวพึมพำขึ้นมาเบาๆ “หรือว่าจะเป็หนึ่งในวิชา ฝึกฝนของผู้ควบคุม…กัน?” เฉินหนานที่ลองหาสัตว์อสูรแข็งแกร่งตายซาก จากบริเวณนี้หยดเืใส่มัน หมายขัดเกลา กลับไม่ได้ผล
และเฉินหนานก็ลองไปอีกหลายครั้ง เมื่อใช้เืขัดเกลาดวงิญญา จากเศษซากกระดูกสัตว์อสูรผู้แข็งแกร่ง จนแล้วจนรอดมันกลับไม่ได้ผล
พร้อมความรู้สึกแปลกๆ ที่รอบบริเวณนี้ เต็มไปด้วยสัตว์อสูรผู้แข็งแกร่งตายตก ทว่าเหตุใดเพิงที่พักชายแก่ ถึงดูปลอดภัยกว่าที่อื่นๆ
ก่อนสัตว์อสูรตะขาบตัวเล็ก มันพลันแตะไปโดนหยดเืกำลังแห้งเหือดเฉินหนานวางไว้ มันจะถูกหยดเืขัดเกลา ซ้ำๆ ขึ้นมาทันที
“หืม! ได้ผลงั้นหรือ?” สัตว์อสูรที่ถูกขัดเกลาสำเร็จเป็ตัวแรก สภาพมันประหลาดพิลึกชอบกล เมื่อเทียบกับหมีั์ของจูซือเจีย แทบจะเทียบกันไม่ได้ เนื่องด้วยของเฉินหนาน เป็ร่างเล็กๆ ตะขาบ เชื่อมต่อกับเขาเท่านั้น
“เกรงว่าวิชานี้ คงจะเป็แค่วิชาส่วนหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์ซินะ”
ในขณะเดียวกันจูซือเจีย ภายในถ้ำเก็บตัวอย่างสันโดษ นางรักษาอาการาเ็ที่นางได้รับจากเฉินหนาน พลันไอจามขึ้นมาหลายที แค่กๆ “ใครกันกำลังนินทาถึงข้าอยู่?”
เฉินหนานพลางกระดกน้ำเต้าหล่อเลี้ยง เติมพลังงานโกลาหลด้านลบ ใช้วิชาขัดเกลาดวงิญญา กลุ่มฝูงแมลงดูไม่มีประโยชน์ ไว้กลุ่มหนึ่งภายในกระเป๋าหลัง ก่อนจะครุ่นคิดว่าชายแก่เจียง ผู้นั้นจะต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่
…พริบตารุ่งสางของยามเช้าก็ใกล้เข้ามาเยือน พร้อมสายลมเย็นของฤดูหนาว ที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา เฉินหนานลงไปจับปลา ภายในน้ำเย็นจัดแล้วย่างปลา ที่ได้มาเสียตรงนั้น
ขณะเดียวกันชายแก่เจียง เดินมาตกปลาเหมือนกิจวัตรประจำวัน ได้กลิ่นปลาย่างหอมมาแต่ไกล เขาถึงกับน้ำลายสอ แล้วทำเป็ไม่สนใจเด็กหนุ่ม เมื่อเริ่มตกปลา…
เฉินหนานรีบยื่นปลาย่างออกไปให้ชายแก่ทันที “เชิญ ท่านผู้าุโเจียง”
ชายแก่มองตาอีกฝ่ายด้วยความลึกล้ำ “หากเ้าให้ของกินกับข้า…ข้าก็ไม่มีทางรับเ้าเป็ศิษย์หรอกนะ เ้าหนุ่ม”
เฉินหนานสายตาราวกับปลาตาย ขำแห้งๆ กลบเกลื่อน ทว่าสายตาพวกเขาเชือดเฉือนกันแปลกๆ ครั้นมองตาเขม็ง ต่างฝ่ายต่างแทะปลาของตนเข้าปาก
ครั้นชายแก่กินอิ่ม ก็นั่งตกปลาไร้ตัวเบ็ดเหมือนอย่างเคย ทว่านานมากที่ไม่มีเสียงพูดคุย จู่ๆ เสียงชายแก่จะเอ่ยดังขึ้น ถึงเื่ที่เขาสนใจร่างกายเฉินหนานอยู่ไม่น้อย
“เ้าไม่มีเส้นชีพจรเหตุใดถึงฝึกฝนมาอยู่ระดับนี้ได้…ข้าตรวจสอบกายาเ้าน่าจะอยู่ระดับขั้นขัดเกลากระดูก ขอบเขตแรกเริ่มแล้ว”
เฉินหนาน ในที่สุดก็รับรู้ขั้นพลังของตนเองเสียที ทว่ามันยังห่างไกล สิ่งที่เขา้ามากโข ก่อนเฉินหนานจะหน้ามืดทะมึน ‘แบบนี้ความลับทั่วร่างกายข้า ชายแก่ก็รู้หมดแล้วซินะ’