เมืองป๋อหยุน เป็นเมืองเล็กๆทางทิศเหนือของแคว้นหู่ ประกอบด้วยประชากรเจ็ดพันครัวเรือน มีตระกูลใหญ่สองตระกูลทรงอิทธิพลอยู่ในเมืองป๋อหยุนแห่งนี้คือตระกูลฉี และตระกูลหยู แม้จะเป็นเพียงเมืองเล็กๆทางเหนือ ทว่ากลับเป็นทางผ่านของคาราวานพ่อค้าจากต่างอาณาจักร นั่นทำให้เมืองป๋อหยุนนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าทางเหนือของแคว้นหู่ จึงมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งนอกเมืองทางทิศใต้ของเมืองป๋อหยุน ปรากฏเป็นป่าไม้กว้างใหญ่ผืนหนึ่งทอดตัวเป็นแนวเขียวขจีสุดลูกหูลูกตาไปจรดทิวเขาใหญ่เทือกหนึ่ง เรียกว่าเขาคุนหลุน ชายขอบเป็นป่าโปร่งปรากฏแขวเขาเขาเตี้ยๆ ปรากฏเป็นหุบเขาเล็กๆมีพื้นที่กว้างขวางราวห้าหมู่ ประกอบไปด้วยบึงน้ำและน้ำตกขนาดเล็ก ที่กลางลานกว้างนั้น ปรากฏเงาร่างอันปราดเปรียวของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง กำลังร่ายรำกระบี่ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เพียงผู้เดียว กระบวนกระบี่นั้นแม้เป็นเพียงพื้นฐาน ทว่าการออกกระบวนท่าของเด็กหนุ่มนั้น ยิ่งมายิ่งว่องไว ยิ่งร่ายรำยิ่งเฉียบคม จนแม้แต่ผู้ฝึกกระบี่มาสิบปี ก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถเข้าถึงกระบี่ได้เท่าเด็กหนุ่มตรงเบื้องหน้านี้
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนล่วงเข้าปลายยามหนึ่ง ฉีหลินมุ่งหน้ากลับมายังบ้านตระกูลฉีด้วยความหิวโหย หลังจากการฝึกกระบี่มาตลอดทั้งบ่าย เขาหิวจนแทบจะกลืนกินม้าเข้าไปได้ทั้งตัว แต่ด้วยความที่เป็นคืนเดือนมืด แสงสว่างนั้นมีน้อยเต็มทน ทั้งหุบเขาที่เด็กหนุ่มอาศัยปักหลักเป็นที่ฝึกกระบี่เองก็ไม่ใช่เส้นทางสายหลัก ลำพังเวลากลางวันก็แทบปราศจากผู้คนสัญจรโดยสิ้นเชิงแล้ว ยิ่งเป็นช่วงกลางคืนยิ่งไม่ต้องพูดถึง มันทั้งเงียบและมืดยากที่จะเดินทางโดยไม่ระมัดระวังได้
เด็กหนุ่มตัดออกมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นทุ่งหญ้าชายป่าที่อยู่ละแวกบ้านตระกูลฉี ซึ่งเขาอาศัยเส้นทางสายนี้ในการสัญจรเป็นประจำ โดยมากในช่วงเวลานี้ ตามบ้านต่างๆก็มักจะปรากฏแสงไฟและควันไฟให้เห็นแม้จากระยะไกล ทว่าวันนี้กลับแตกต่างออกไป แม้เขาจะมาจนเกือบถึงชายป่าแล้วก็ตามที กลับมองไม่เห็นแม้แต่แสงตะเกียงสักครึ่งดวง ที่หัวคิ้วปรากฏร่องรอยขมวดมุ่นขึ้น ขณะขยับเท้าจะเดินออกไปจากนอกบริเวณชายป่านั้นเอง
“อย่าออกไป” เสียงแหบห้าวโรยแรงดังออกมาจากด้านหนึ่งในความมืด เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกหันไปทางต้นเสียง กระบี่ถูกชักออกจากฝักเสียงดังเช้งในความมืด
“หลินเอ๋อ” เสียงอ่อนแรงนั้นดังมาอีกครั้ง ฟังว่าเรียกชื่อตนก็ช่วยให้เด็กหนุ่มคลายความระมัดระวังลง สืบเท้าไปยังต้นเสียง เมื่อเข้าใกล้ก็พบชายวัยฉกรรจ์คนหนึ่งนั่งพิงก้อนหินอยู่ในความสลัวราง แม้จะมองรายละเอียดได้ไม่เด่นชัด แต่ก็สามานรถบอกได้ทันที ว่าบุคคลนี้คือ ฉีไก้ อารองของเขาเอง ขณะนั้นฆานประสาทของฉีหลินได้กลิ่นคาวเลือดแตะจมูกอย่างชัดเจน
“อารอง เกิดอะไรขึ้น” ฉีหลินคุกเข่าลงประคองชายหนุ่มทันที ทว่าพอสัมผัสโดนตัวก็พบว่ามือของเขานั้นสัมผัสลงไปบนของเหลวเหนียวหนืด ฉีหลินสีหน้าท่าทางเปลี่ยนเป็นลนลานในทันที เมื่อพบว่าผู้เป็นอาของตนนั้นมีบาดแผลฉกรรจ์หนักหนาจนน่าตกใจ
“อย่าเสียงดังไป...ตั้งใจฟังให้ดี อาเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว” เสียงของชายหนุ่มราบเรียบทว่าแผ่วเบาและไร้เรี่ยวแรงอย่างถึงที่สุด เด็กหนุ่มน้ำตาไหลนองหน้าแต่ก็นิ่งฟังตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
“กลุ่มโจรหมาป่าแดง พวกมันต้องการสมบัติลับประจำตระกูลของเรา” กล่าวพลางก็คว้าได้มือของเด็กหนุ่มพร้อมกับยัดของบางสิ่งลงไปในมือของฉีหลิน
“อารอง...สิ่งนี่คือ?”
“แผ่นหยกนั่น คือสมบัติลับประจำตระกูลฉีเรา หลินเอ๋อเจ้าอาจเคยได้ผ่านหูมาบ้าง เจ้าจงพามันหนีไป อย่าให้ตกในมือของคนชั่วได้”
“อารอง แล้วคนอื่นๆล่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านปู่ อาหญิง ทุกคนอยู่ที่ใด” ฉีหลินถามด้วยน้ำเสียงแตกพร่า เพราะลึกๆแล้วเขาเองก็มั่นใจว่าทั้งหมดคงประสบเคราะห์ร้ายมากกว่าดี ทว่าจะให้เขาตัดใจทิ้งทุกคนจากไป เขาก็ไม่อาจทำได้
“ข้าก็ไม่รู้ แต่เจ้าควรหลบหนีไปก่อน รอให้เหตุการณ์สงบลงแล้วเจ้าค่อยกลับมาใหม่ ตอนนี้ เจ้าอาจเป็นความหวังสุดท้ายของสกุลฉีเราแล้ว” ฉีไก้เอ่ยกับฉีหลินเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนจะแน่นิ่งไป ทิ้งไว้แต่เพียงเด็กหนุ่มสกุลฉีที่สะอื้นไห้อยู่เงียบๆข้างศพของผู้เป็นอาแต่เพียงผู้เดียวในความมืด
สามวันให้หลัง
ในตอนเช้าของวันเกิดเหตุ คนของจวนเจ้าเมืองได้เร่งรุดมายังบ้านสกุลฉี ทว่าก็สายไปเสียแล้ว ทุกชีวิตในบ้านสกุลฉี และบริเวณใกล้เคียง ล้วนแล้วแต่ถูกสังหารจนหมดสิ้นไม่เว้นแม้แต่เด็กและสัตว์เลี้ยง จากการตรวจสอบของกองกำลังเมืองไป๋หู่ก็พบว่ามีบุคคลสูญหายไปสี่คน คือน้องชายของเจ้าตระกูลฉี ฉีไก้ และบุตรทั้งสามคนของเจ้าตระกูลฉี คือ ฉีหงลู่ ฉีเฮยหู่ และฉีหลิน
ฉีหลินฝังศพของฉีไก้ไว้ที่หุบเขาฝึกกระบี่ ก่อนจะแอบซ่อนป้ายหยกตระกูลฉีไว้ที่ซอกหินมุมหนึ่งของหุบเขา อำพรางตัวเองให้ดูซ่อมซ่อแล้วกลับเเข้าไปสืบความในเมืองป๋อหยุนเรื่องการฆ่าล้างตระกูลหลินกลายเป็นเรื่องโจษจันกันไปทั่วทั้งเมือง ฉีหลินทำตัวปกติเดินปะปนกับฝูงชน เส้นผมสีดำขลับถูกตัดให้สั้นลง ทาตัวด้วยฝุ่นดินจากเรือกสวนข้างทาง ทำให้เขานั้นแลดูราวกับเกษตรกรซอมซ่อผู้หนึ่งเป็นอย่างยิ่งทว่าการสืบข่าวดูจะไม่ได้อะไรมากมายเท่าไรนัก นอกจากข่าวที่ผสมปนเปไปกับข่าวโคมลอย มีการเสริมเติมแต่งเข้าไปจนน่าเหลือเชื่อ บ้างก็ว่าเจ้าตระกูลฉีนั้นขัดผลประโยชน์กับตระกูลหยู บ้างก็ว่าเป็นการบุกปล้น จนเด็กหนุ่มได้แต่อิดหนาระอาใจ ท้ายที่สุดจึงเลือกที่จะลอบกลับไปยังบ้านตระกูลฉี ที่ตอนนี้ถูกล้อมกั้นเอาไว้พร้อมกับปิดป้ายว่าห้ามเข้า ฉีหลินลอบปีนข้ามรั้วบ้านเข้าไปอย่างรวดเร็ว ก็พบกับสภาพอันน่าเอนจอนาถของบ้านตระกูลฉี สถานที่ๆเขาเคยใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เคยมีเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และผู้คนเดินไปมาในบริเวณบ้าน ทว่าตอนนี้ลานบ้านเกรอะกรังด้วยคราบเลือดแห้งสีเข้มคล้ำ บนบานประตูแตกหักเสียหายด้วยอาวุธและการต่อสู้ ถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะต้องหลั่งน้ำตาออกมาเงียบๆ ภายในใจปรากฏสภาวะอารมณ์หลากหลายปนเป ทั้งเสียใจ โกรธแค้น และสิ้นหวัง แต่ก็ยังคงเดินสำรวจต่อไปเงียบๆ หลังจากเดินสำรวจจนทั่ว เด็กหนุ่มก็ต้องประหลาดใจ เมื่อสองหูแว่วเสียงผู้คนสนทนากันอยู่ไกลๆ เด็กหนุ่มพลันเปลี่ยนทีท่าเป็นระมัดระวังขึ้นมา สืบเท้าเข้าหาผนังด้วยฝีเท้าเบากริบ พยายามเพ่งสมาธิที่ใบหูเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับฟัง
“ช่างน่าเสียดาย เจ้าเด็กสามคนนั่นกลับหนีไปเสียได้ ซ้ำยังมีเจ้าตัวบัดซบฉีไก้อีกคน ฟังว่าเจ้าสารเลวนั่นเพียงผู้เดียว กลับสังหารคนของเราไปสิบกว่าคน” สุ้มเสียงดุดันหงุดหงิดแว่วเข้ากระทบโสตประสาทของฉีหลิน
“ส่งคนออกไล่ล่ามันหรือยัง หากปล่อยให้มันรอดไปได้คงไม่เป็นผลดีกับเรา ทั้งสมบัติลับอาจเป็นมันที่พกพาหนีไป หากไม่สามารถนำกลับไปมอบให้ประมุขเหลียงได้ พวกเราคงลำบากแล้ว” เสียงราบเรียบอีกเสียงหนึ่งพลันดังตอบคำเสียงแรก ฉีหลินพอได้ฟังพลันขมวดคิ้วแน่น คิดถึงคำ “ประมุขเหลียง” จนสมองแทบระเบิด พลันต้องสะท้านขึ้นวูบหนึ่ง เมื่อรู้สึกได้ถึงผู้คนที่เหินร่างผ่านหลังคาบนหัวตนไป
“ซื่ออี้ คารวะผู้อาวุโสฉือ พี่เว่ย” ฟังผู้มาใหม่เอ่ยทักทายฉีหลินก็สะท้านเฮือกขึ้นทั้งร่าง ริมฝีปากพึมพำนามของผู้พูดแผ่วเบาอย่างตะลึงตะลาน
“เหลียงซื่ออี้”เพียงเสียงอันแผ่วเบาของเด็กหนุ่ม ทว่าสำหรับยอดฝีมือแล้วกลับได้ยินชัดราวกับพูดอยู่ตรงหน้าก็มิปาน แว่วเสียงคนแซ่เว่ยตวาดลั่น
“ผู้ใด!” ฉีหลินก็พลันพุ่งร่างทะลวงหน้าต่างหลบหนีอย่างรวดเร็ว พลิกตัวสามสี่ครั้งก็บรรลุถึงทุ่งหญ้าชายป่าด้านหลังบ้านตระกูลฉี เด็กหนุ่มทุ่มเทสมาธิรีดเค้นพลังกายที่มีวิ่งด้วยความรวดเร็ว ทะยานตัดทุ่งหญ้าราวกับดาวตกสายหนึ่ง ไล่หลังด้วยบุรุษแซ่เว่ย กับเหลียงซื่ออี้ ที่ตามหลังมาติดๆอีกราวหนึ่งร้อยจ้าง ฉีหลินก็จะบรรลุถึงเขตป่าทิศใต้ พลันเบื้อหน้าก็ได้ปรากฏด้วยร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ก้าวเท้าออกมาจากเงามืดของหมู่ต้นไม้ ขวางหน้าเด็กหนุ่มเอาไว้ ฉีหลินหยุดเท้าลง สองคนที่ไล่ตามมาด้านหลังก็กระจายตัวล้อมเด็กหนุ่มเอาไว้เป็นสามทิศทาง ฉีหลินชักกระบี่เหล็กออกจากฝักในบันดล ชายวัยกลางคนเมื่อเห็นดังนั้นก็หัวเราะฮาๆอย่างเย้ยหยัน
“นายน้อยฉีอันประเสริฐ ช่างน่าชื่นชมนัก ยืนอยู่หน้าประตูนรกยังไม่หวาดกลัว... เช่นนี้เถอะ เราให้ทางเลือกแก่เจ้าสองทาง หนึ่งคือส่งมอบสมบัติลับออกมา หรือสองคือบอกที่ซ่อนของเจ้าตัวบัดซบฉีไก้ เราผู้เฒ่าจะให้เจ้าตกตายโดยไม่ทรมาน” ฉีหลินกวาดตามองรอบตัว สายตาดุดันด้วยเพลิงแค้น ทว่าในใจกลับลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ในหัวคิดปะติดปะต่อเรื่องราว ชะรอยเบื้องหลังเหตุนองเลือด สมควรเป็นตระกูลเหลียงร่วมมือกับโจรหมาป่าแดงโดยมีเป้าหมายอยู่ที่สมบัติลับของตระกูล แต่ไม่ว่าวันนี้เหลียงฉือป้ายจะได้หรือไม่ได้สิ่งใดๆกลับไป ตัวเขาย่อมต้องตกเป็นเชลยเพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อคนอื่นๆที่หายสาบสูญไป ทั้งยังต้องถูกทรมานเค้นถามความลับ เรียกได้ว่าแทบจะมองไม่เห็นทางรอด เบื้องหน้าคือผู้อาวุโสหยุน แห่งตระกูลเหลียง มีพลังในระดับปราณแท้ขั้นกลาง ส่วนสองคนทางด้านหลัง คนหนึ่งคือเว่ยฉือ ศิษย์ของผู้อาวุโสหยุน มีพลังฝึกตนในขั้นหลอมสร้างชีพจรขั้นกลาง ส่วนอีกคนคือเหลียงซื่ออี้ บุตรชายโทนของประมุขตระกูลเหลียง เหลียงซื่อตู มีพลังอยู่ในขั้นต้นของระดับหลอมสร้างชีพจร เมื่อเทียบกับตัวเองที่อยู่ในขั้นผนึกโลหิตของระดับผนึกพลังแล้ว การจะต่อสู้ หรือเอาชีวิตรอด ในเวลานี้ยังยากยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์เสียอีก
“เช่นนั้นก็ช่างมารดามันเถอะ” เขายิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนจะดีดตัวพุ่งเข้าหาเหลียงซื่ออี้อย่างรวดเร็วเหลียงซื่ออี้ ร้องเพ้ยคำหนึ่ง ดาบยาวถูกชักออกจากฝักดังเช้งเข้ารับคมกระบี่ของฉีหลินที่พุ่งเข้ามาหาตน พลันบังเกิดเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น เพียงพริบตาทั้งสองคนก็ปะทะกันกว่าสิบกระบวนท่า ก่อนที่ฉีหลินจะตกเป็นรองและโดนฟาดฟันจนปลิวถอยไป ร่างกายปรากฏบาดแผลจากคมดาบสี่ห้าแห่ง หลังจากซวดเซถอยไปร่วมสิบก้าวค่อยยืนหยัดร่างกายได้มั่นคง
“กระบี่ดี ทว่ายังไม่ดีพอ ถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย สมบัติลับอยู่ที่ใด!”ประโยคหลังเหลียงฉือป้ายตะคอกด้วยพลังปราณ ส่งผลให้ฉีหลินต้องกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง อาการบาดเจ็บก็ได้ย่ำแย่ลงไปอีกหลายส่วนเว่ยฉือพลันพุ่งเข้าประชิดตัวเด็กหนุ่ม ใช้ฝ่ามือฟาดตบเพียงสองครากระบี่ในมือก็แหลกสลายเป็นเศษเหล็ก ก่อนที่อีกฝ่ามือจะฟาดเข้าที่กลางอก ซ้ำยังตะปบไหล่เขาไว้ราวกับจะบีบให้แตกสลายไป ความเจ็บปวดนั้นรวดร้าวจนฉีหลินต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและกระอักเลือดออกมาอีกคำโต
“ท่านอาจารย์ถาม เหตุใดไม่ตอบคำ ไอ้เด็กเหลือขอ” เสียงอันดุดันของเว่ยฉือตะคอกใส่ฉีหลิน ที่มือก็เพิ่มแรงบีบมากยิ่งขึ้น
“ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงไป ใช้เวทดึงวิญญาณเถอะ” เสียงอันราบเรียบของหยุนฉือป้ายดังขึ้น ขณะที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ เว่ยฉือส่งเสียงรับคำ ก่อนจะผนึกมือเป็นมุทราตระเตรียมจะใช้เวทวิชาเวทดึงวิญญาณนี้ เป็นเวทวิชาที่ผู้คนต่างก็ประณามหยามเหยียด ด้วยว่าเป็นการควานเข้าไปในดวงวิญญาณของอีกฝ่าย เพื่อดึงเอาข้อมูลและความทรงจำต่างๆออกมา ซึ่งส่งผลให้เจ็บปวดราวกับถูกเข็มแหลมนับพันนับหมื่นทิ่มแทง ทั้งยั้งทำให้อีกฝ่ายเสียสติเพราะความเสียหายนั้นลึกลงไปถึงรากฐานของดวงวิญญาณฉีหลินกัดฟันแน่นอย่างจนปัญญา สายตามองมือขวาของเว่ยฉือที่สาดประกายแสงสีม่วงหม่นของเวทกลืนวิญญาณออกมา ในใจนั่นพลุ่งพล่นด้วยความไม่ยินยอม ศัตรูฆ่าล้างตระกูลอยู่เบื้องหน้า ทว่านอกจากตนไม่มีปัญญาล้างแค้น ซ้ำยังกำลังต้องตกตายในอีกไม่ช้า โชคชะตาช่างเล่นตลกต่อผู้คนยิ่งนัก
“อยากทำอะไรก็ทำเถอะ แต่จงฟังให้ดี หากข้าประสบโชควาสนารอดพ้นเงื้อมือพวกเจ้าไปได้ ข้าขอสาบานจะล้างสังหารตระกูลเหลียงเจ้าไม่ให้เหลือรอดแม้สักครึ่งคน” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยควาามอาฆาต ทว่าสุดท้ายได้แต่หลับตาลงยอมรับความทรมานแต่โดยดี
“เหอะ! ปากกล้าดี แต่เอาเถิด คนใกล้ตาย อยากพูดสิ่งใดก็จงพูดเถอะ” เหลียงหยุนป้ายแค่นเสียงเย็นชาคำหนึ่ง พยักหน้าส่งสัญญาณให้เว่ยฉือลงมือ ชายหนุ่มยิ้มเหี้ยมเกรียมยื่นมือเข้าหาหว่างคิ้วของฉีหลิน…
ฉับ!!
“อ๊ากกกกกก”
บังเกิดเสียงตัดฉับดังขึ้น ตามติดด้วยเสียงแผดร้องด้วยความเจ็บปวดของเว่ยฉือดังลั่น แขนขวาที่ยื่นออกมาปลิวลอยออกไปราวกับใบไม้ต้องลม ชั่วขณะทุกผู้ต่างก็งงงันด้วยความตกใจ เมื่อใบไม้ใบหนึ่งพุ่งมาจากความมืดของราวป่าตัดแขนข้างขวาของเว่ยฉือไปอย่างรวดเร็ว โลหิตสาดกระจายอยู่ในอากาศ มือซ้ายที่ตะปบหัวไหล่เอาไว้ก็พลันคลายออก ฉีหลินที่ตั้งสติได้ก่อนใครพลันรวบรวมกำลังต่อยหมัดเข้าใส่ช่วงท้องของเว่ยฉือที่ไม่ทันตั้งตัว
“อ๊ากกก” เว่ยฉือแผดร้องร่างปลิวกระเด็นไปทางหนึ่ง ปากกระอักเลือดออกมา เหลียงซื่ออี้ที่อยู่ด้านหลังกลับตวัดดาบฟันเข้าที่หลังของฉีหลินเป็นแนวยาว เหลียงฉือป้ายสีหน้ามืดครึ้มพลันฟาดฝ่ามือออกหมายคร่ากุมฉีหลินจากไป เงาร่างหนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้นด้านข้างอย่างรวดเร็วราวกับภาพมายา ใช้ชายแขนเสื้อรับฝ่ามือของเหลียงฉือป้ายที่ฟาดตบลงมา
ผู้อาวุโสแห่งตระกูลเหลียงต้องเปลี่ยนสีหน้า เมื่อฝ่ามือที่ฟาดลงไปนั้นปรากฏความรู้สึกราวกับฟาดลงไปบนเขาไท่ซาน ไม่เพียงแต่ชายแขนเสื้อนั้นจะไม่ปรากฏผลอย่างไร ซ้ำพลังที่ส่งออกไปยังตีกลับคืนจนต้องกระอักเลือดออกมา ถอยตัวไปด้านหลังอย่างขวัญหนี
“ยอดคนสารทิศใด กล้ามายุ่งกับเรื่องสกุลเหลียงเรา ประกาศนามมา” เหลียงฉือป้ายตวาดก้องพลางปลดปล่อยพลังฝ่ามือออกมา บังเกิดเป็นคลื่นพลังปราณรูปฝ่ามือขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาเป็นทาง ทว่าร่างในชุดดำนั้นไม่เพียงแต่ไม่หันไปมอง ทำเพียงแต่โบกมือไปด้านหลังครั้งหนึ่ง ก็ใช้ชายแขนเสื้อสลายการโจมตีของเหลียงฉือป้ายไปจนหมดสิ้น เหลียงฉือป้ายเห็นเช่นนั้นก็หน้าซีดเผือดไปในทันใด พึงทราบว่ายอดผีมือขั้นปราณแท้นั้นเป็นตัวตนที่จัดอยู่ในชั้นแนวหน้าของยุทธภพ เพียงคนเดียวก็สามารถต่อกรกับคนพันคนได้อย่างง่ายดายราวกับเดินในทุ่งดอกไม้ ทั้งฝ่ามือเมื่อครู่ยังเป็นการลงมือเต็มกำลังด้วยวิชาฝ่ามือผลักขุนเขา ซึ่งจัดเป็นทักษะระดับปฐพี เพียงพอจะถล่มภูเขาเล็กๆสักลูกหนึ่งให้ย่อยยับไปได้ไม่ยากเย็น แต่คนตรงหน้ากลับเพียงแค่สะบัดมือออกไปโดยไม่หันหลังมอง นับเป็นพลังที่น่าแตกตื่นสะท้านโลกแล้ว
ร่างในชุดดำไม่กล่าวสิ่งใด เพียงแต่สืบเท้าเข้าหาฉีหลิน ก่อนจะคว้าไหล่ของเด็กหนุ่มเอาไว้ แล้วหายวับไป