อีกด้านของฟากฝั่งทะเลที่เกาะกลางทะเลแห่งหนึ่งที่ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านชูใบโยกตัวแอ่นล้อกับแรงลมที่กระโชกไปมาความมืดโรยตัวเข้าทุกสิ่ง ยกเว้นดวงจันทร์ทรงกลมดวงใหญ่ลอยเด่นและดวงดาวบนฟ้าหลายร้อยล้านดวงเท่านั้นที่เสนอตัวเปล่งแสงกระพริบแวบวับ
จากริมชายฝั่งทะเลถึงเนินเขาลาดชันลึกเข้าไปผ่านต้นไม้รกครึ้มโคมไฟดวงเล็กถูกจุดสว่างเป็จุด พอให้มองเห็นทางเดินเลยลอดทะลุเข้าไปคือเรือนไม้หลังใหญ่ปลูกตระหง่าน ท่ามกลางพรรณไม้นานาชนิดลักษณะเรือนเป็แบบทรงไทยประยุกต์สองชั้นใต้ถุนสูง หลังคาทรงสูงแหลมมีเชิงชายเป็ไม้ฉลุลวดลายอ่อนช้อยตามแบบฉบับเรือนไทยทั่วไปบันไดทอดยาวจากข้างล่างขึ้นบนโดยหักศอกตรงกลางมีที่พักเป็เหมือนชั้นลอยซึ่งถูกประดับด้วยกระถางต้นไม้ใบโตวางอยู่
ใต้ถุนนั้นเปิดโล่งเป็ลานปูนกว้างมีเพียงเสาเรือนที่เป็ไม้สักทรงกลมกว้างประมาณหนึ่งถึงสองคนโอบเท่านั้นที่เรียงรายตั้งเป็ระเบียบ
ข้างบนบ้านเปิดโล่ง ด้านหน้าเป็ลานกว้างมองเลยลึกเข้าไปด้านในริมสุดทำเป็ห้องไม่เล็กไม่ใหญ่ประมาณสองห้องลานกว้างตรงกลางบ้านยกพื้นขึ้นเล่นระดับแต่สูงไม่มากนักสูงแค่พอให้ก้าวขาขึ้นนั่งได้สะดวก มีหลังคากันแดดฝนก็แค่ส่วนที่ยกพื้นเท่านั้นพื้นที่ด้านข้างทั้งสามเปิดโล่งและกว้างพอให้เด็กวิ่งเล่นได้รอบตัวบ้านไม่ถึงกับทึบเพราะมีระเบียงลูกกรงโดยรอบบังสายตาจากคนภายนอกได้บ้างแต่ก็โปร่งสบายตาเนื่องจากทำเป็ช่องพอให้ลมลอดผ่าน
ต้นไม้กระถางเล็ก ถูกจัดวางตามริมระเบียงด้านในของตัวเรือนเป็่อย่างมีระเบียบบ่งบอกถึงนิสัยของผู้จัดว่าเป็คนเรียบง่าย
รอบบ้านห้อยโคมไฟให้แสงสว่างสีนวลเพื่อไม่ให้ทุกอย่างอยู่ในความมืดจนเกินไปนัก
“กรุ๊ง กริ๊ง” เสียงแหลมใสดังกังวานจากกระดิ่งรูปทรงน่ารักที่แขวนอยู่ตามแนวขอบหลังคาซึ่งแกว่งไปมาตามแรงลม สอดรับกับเสียงที่ได้ยินไกลออกไปดังหึ่งแทรกเข้ามาคือเสียงจากเครื่องปั่นไฟที่กำลังทำงานอย่างไม่รู้จักเหนื่อย เสียงสัตว์ป่าตัวเล็กอย่างจิ้งหรีด กลับไม่ค่อยเปล่งเสียงขับขานออกมาให้ได้ยินบ้างบางคนว่า สัตว์มักจะมีธรรมะมากกว่าคน ธรรมะที่ว่านี้ก็คือ เขาว่ามันรับรู้ทุกอย่างมันเห็นทุกสิ่ง แต่มันสามารถวางเฉยได้ บางทีมันคงรับรู้ได้ว่าที่นี่ที่เกาะนี้เกิดอะไรขึ้น
ชายหนุ่มร่างใหญ่ผิวคล้ำ ยืนอยู่คนเดียวริมระเบียงบ้านแรงลมพัดเอื่อยพัดผมที่หยักศกปลิวไหวลงปรกหน้าผาก แต่เขากลับนิ่งเฉยไม่ปัดให้มันเข้าที่
หากใครสักคนยืนมองเขาจากด้านข้างจะเห็นโครงหน้าคมสันสมชายของผู้ชายคนหนึ่งที่มีจมูกโด่งเป็สันตามแบบที่ควรจะเป็ของผู้ชายทางตะวันตกรับกับหนวดเคราและไรจอนเส้นเล็กหรอมแหรมเหมือนเ้าของไม่ใส่ใจดูแลใบหน้าเขาอาจจะคมเข้มคล้ายคนทางตะวันตก จะต่างไปสักหน่อยก็ตรงสีผิวที่ออกคล้ำและเส้นผมหยิกเป็ลอนสีน้ำตาลแก่ออกดำกับดวงตาที่ไม่ได้เป็สีฟ้าหากแต่เป็สีน้ำตาลเข้มแบบคนเอเชีย
ในห้วงคำนึง เวลาเป็ของมีค่าสำหรับทุกคน แต่สำหรับเขาเวลาคือสิ่งที่กำลังกรัดกร่อนความเป็คนของเขาให้น้อยลงไปทุกขณะเมื่อไหร่ที่เวลาทางกายภาพของเขาหมดเมื่อนั้นความทุกข์ทรมานใจที่มันฝังอยู่ด้านในลึกสุดของจิตใจของเขาก็จะได้หมดลงไปพร้อมกับมันด้วยแล้วเมื่อไหร่ละ เมื่อไหร่ที่เวลาของเขาจะหมด เขาจะต้องรอไปถึงเมื่อไหร่กัน
บางครั้งเขาเคยคิดที่หยุดมันด้วยตัวเองแต่พอเอาเข้าจริง ความกตัญญูมันกลับค้ำยันความคิดนั้นให้หยุดไว้อยู่ตรงแค่คิดความกตัญญูต่อบุพการีที่ผลักดันให้เขาเข้ามาสู่วังวนอันน่าสมเพชนี้เขาไม่เคยคิดโทษความกตัญญูว่าเป็สิ่งที่ไม่ดี แต่เขานึกสะท้อนใจในชะตาชีวิตของตัวเองที่ต้องมาอยู่ในสภาพของคนที่เกือบจะไม่เหมือนคนเข้าไปทุกที
เขารู้สึกขยะแขยงตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองนั้นเหมือนปีศาจตัวเองคือฆาตกร คือคนชั่วร้าย คือ คือบางสิ่งที่เขาไม่เคย้าจะเป็
นี่เรายืนอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่แล้ว กี่ชั่วโมง กี่นาที กี่วินาที แล้วเราจะต้องเป็แบบนี้ไปอีกเมื่อไหร่
“เฮ้อ” ชายหนุ่มถอนหายใจยาวและหนักหน่วงจนความคิดที่กำลังลื่นไหลหยุดลง เมื่อ
“คุณเอริค ดอกเตอร์ให้ไปพบด่วน” เอริคได้ยินเสียงซึ่งดังอยู่ด้านหลัง ชายหนุ่มรู้ได้โดยไม่ต้องหันไปมอง
คนที่มาบอกเป็ผู้ชายใบหน้าขาวซีดและเรียบเฉย คล้ายไม่มีความรู้สึกใดแสดงออกบนใบหน้าชายผู้นี้อยู่ในชุดเสื้อขาวแขนยาวติดกระดุมทุกเม็ดถึงคอ กับกางเกงขายาวสีขาวสีเดียวกับเสื้อ โดยเมื่อพูดจบประโยคหรือสิ่งที่ต้องพูดก็หันหลังเดินทื่อจากไปโดยไม่รอฟังคำตอบจากเอริค
เอริครู้สึกสะท้อนใจทุกครั้งเมื่อได้ยิน
เอริครับรู้ เข้าใจในสิ่งที่ได้ยิน ทุกครั้งที่ดอกเตอร์้าไม่ว่าเวลาไหน ไม่มีครั้งใดที่เขาสามารถปฏิเสธได้
ดอกเตอร์ ดอกเตอร์ บนเกาะนี้อะไรอะไรก็ดอกเตอร์ดอกเตอร์หรือดอกเตอร์เกื้อ คือชื่อที่เขาไม่อยากได้ยินเขาไม่เคยอยากรับรู้เื่ราวและไม่อยากรู้จัก แต่เขาทำไม่ได้
“เฮ้อ” ชายหนุ่มถอนใจเป็ครั้งที่สองมองฝ่าความมืดซึ่งมีเพียงแสงไฟนำทางจากโคมไฟดวงเล็กส่องสว่างเขาก้าวลงบันไดด้วยใจเหนื่อยหน่าย เดินไปตามทางเดินที่ถูกแผ้วทางจนเรียบร้อยผ่านโคมไฟที่ให้แสงสว่างบางเบาทีละดวงระหว่างทางอย่างคุ้นเคยจนถึง่ที่มีรั้วลวดหนามกั้นเป็แนวสี่ถึงห้าเส้นยาวสุดสายตาจนจมหายไปในแนวป่าทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวามือของเขาโดยมีป้ายปักอยู่ด้านหน้ารั้วลวดหนามเป็ป้ายที่ทำด้วยแผ่นไม้กระดานสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีตัวอักษรเขียนอยู่บนป้ายข้อความว่า ‘เขตหวงห้าม อันตราย’
เอริคเดินห่างออกจากป้ายไปนิดหน่อยจะมีประตูไม้อันเล็กซึ่งหากมองด้วยสายตาแทบมองไม่ออกเพราะทำด้วยกิ่งไม้พาดไขว้กันไปมา แล้วถูกพรางไว้ด้วยเถาไม้เลื้อยพาดอยู่ระเกะระกะชายหนุ่มใช้มือแหวกเถาไม้เลื้อยเ่าั้ออกไปบางส่วนอย่างชำนาญ 0ก่อนผลักประตูจนเปิดอ้ากว้างออกแล้วก้มหัวสอดตัวลอดช่องประตูอันเล็กนั้นเข้าไป
เมื่อหลุดเข้ามาอีกด้านของรั้วลวดหนามด้านหน้าของเอริคยังคงเป็แนวป่ารกเช่นเดิมแต่ฝั่งนี้ไม่มีโคมไฟส่องนำทางเหมือนฝั่งที่เขาอยู่
เอริคเดินตรงดิ่งเข้าสู่แนวป่าถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นเป็ทางเดินแคบ ๆ เล็ก ๆ ที่เขาและพวก ’เสื้อขาว’ ใช้กันจนชิน
เพียงชั่วเวลาไม่นานนัก อาจจะสักประมาณไม่ถึงสิบนาทีพ้นแนวป่าที่เขาเดินทะลุเข้ามาจะพบลานโล่งเลยไปคือหน้าผาสูงชันที่มีเสียงคลื่นทะเลสาดกระทบดังสนั่นตลอดเวลา
เอริคมองไปทางซ้ายมือของตัวเอง เป็บ้านไม้หลังเล็กฝาบ้านทั้งสี่ด้านทำด้วยไม้กระดานหยาบประกอบกัน หลังคำทำด้วยสังกะสีประตูไม้หน้าบ้านปิดสนิท
เอริคเดินไปยังบ้านหลังนั้น เคาะประตูสองสามทีประตูเปิดออก ชายสองคนหน้าตาดุดันโค้งคำนับให้เอริคเมื่อเห็นว่าเขาเป็ผู้มาเคาะประตู
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของคนทั้งสามชายสองคนในมือถือปืนสีดำด้ามยาวอันใหญ่เดินนำหน้าเอริคไปยังด้านข้างของตัวบ้าน
รถกระบะคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่ในโรงจอดรถซึ่งถูกทำขึ้นแบบง่ายๆ โดยการใช้ต้นไม้ทำเป็เสาปักไว้บนดิน หลังคาทำด้วยสังกะสีเช่นเดียวกับตัวบ้าน
ชายสองคนที่เดินนำพาเอริคมายังโรงจอดรถยื่นพวกกุญแจพวงหนึ่งให้เอริคแล้วโค้งคำนับอีกครั้งก่อนจะพากันหันหลังเดินจากไป แล้วเลี้ยวหายเข้าไปในบ้านหลังเล็กตามเดิม
เอริคขึ้นรถใช้กุญแจที่ได้มาเปิดประตูขึ้นไปนั่ง ขับออกมา
เอริคขับรถผ่านหน้าบ้านหลังเล็กเลี้ยวซ้ายพุ่งตรงไปยังหน้าผาแล้วจอดกึกแต่ยังไม่ดับเครื่องยนต์
ผู้ชายหนึ่งในสองคนที่อยู่ในบ้านเปิดหน้าต่างมองมาที่เอริคสักพักเขาก้มลงไปคล้ายจัดการอะไรบางอย่าง แล้ว เสียงคล้ายเครื่องยนต์กลไกอะไรบางอย่างดังกระหึ่ม
ทันใดนั้น! ตรงหน้าผาเบื้องหน้าของเอริค แผ่นเหล็กหนายาวใหญ่ก็ค่อยๆ ยื่นตัวออกไป มันยื่นไปเรื่อย ๆ ช้า เนิบจนกระทั่งไปฝังตัวอยู่ในแนวป่าตรงหน้าผาฝั่งตรงข้ามแผ่นเหล็กหนาใหญ่อันนั้นมันคือถนนหรือสะพาน ที่เชื่อมสองฝั่งเข้าไว้ด้วยกันโดยมีเกลียวคลื่นรองรับอยู่เบื้องล่างมันมีขนาดกว้างใหญ่พอที่รถกระบะของเอริคจะขับเคลื่อนไปบนตัวของมันได้ ด้านข้างของแผ่นเหล็กคือราวเหล็กท่อนกลมยาวสามท่อนขนานไปตลอดแนวเป็ปราการป้องกันไม่ให้รถตกลงไปเบื้องล่าง เอริคขับรถไปบนสะพานเหล็กอันนั้น มุ่งตรงไปยังฝั่งตรงข้าม
เมื่อรถของเอริคหายลับไปในแนวป่าฝั่งตรงตรงข้าม สะพานเหล็กอันนี้มันก็ค่อย ๆเคลื่อนตัวถอยกลับมาจมอยู่ที่หน้าผาฝั่งเดิมของมัน แล้วทุกอย่างก็เงียบสงัดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
++++++++++++++++++++++++++++