“ลอบสังหารธิดาเชื้อพระวงศ์ พวกเ้าคิดว่าจะรอดออกไปจากที่นี่ได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?” เจาหยวนฮองเฮาแค่นเสียงอย่างเ็า
“เอาผ้ามาอุดปากนางบ่าวชั้นต่ำผู้นี้เดี๋ยวนี้!” ฮองเฮาตวาดกร้าว บรรดานักโทษคนอื่น ๆ ในคุกต่างพากันหันขวับมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ท่าทีตื่นตัวรอชมเื่สนุก ราวกับว่าคนที่ต้องขึ้นแท่นปะาในวันพรุ่งนี้ไม่ใช่ตนเองอย่างนั้นแหละ
“แล้วก็เอาบันทึกคดีของบ่าวสารเลวสองคนนี้มาให้ข้าดูด้วย” เจาหยวนฮองเฮาหันไปสั่งการกงกงผู้ดูแลคุกที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ด้านข้าง
เมื่อได้ยินรับสั่ง หัวหน้าขันทีก็รีบลนลานไปหยิบม้วนบันทึกคดีมาถวาย ในใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว นึกโชคดีที่คุกใต้ดินแห่งนี้มีกลิ่นเหม็นอับคลุ้งไปทั่ว ไม่เช่นนั้นหากฮองเฮาได้กลิ่นสุราที่โชยออกมาจากตัวเขาล่ะก็ หัวคงได้หลุดออกจากบ่าเป็แน่
“หากพวกเ้ายังไม่ยอมพูดความจริง ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน! โทษทัณฑ์ปะาเจ็ดชั่วโคตร จะไม่มีใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว! หากไม่อยากถูกสับกระดูกเป็ผุยผง ก็จงเปิดปากสารภาพความจริงออกมาซะดี ๆ !”
เจาหยวนฮองเฮาส่งสายตาเป็เชิงสั่งการ ทันใดนั้น แขนขาของบ่าวทรยศทั้งสองก็ถูกจับกดลงกับพื้นทั้งแขนทั้งขา ก่อนที่หลี่กงกงจะเงื้อไม้พลองขึ้นแล้วเริ่มลงมือโบยตี
“ฝีมือการโบยของหลี่กงกงน่ะไม่ธรรมดาหรอกนะ ข้ารับรองได้เลยว่าไม้เหล่านี้จะไม่ตีพวกเ้าให้ตายในคราวเดียว แต่จะค่อย ๆ ทรมานให้พวกเ้าเ็ปรวดร้าวเจียนตายเลยเชียวล่ะ! ข้าขอเตือนให้พวกเ้าคิดดูให้ดี นอกเหนือจากข้าแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถรับรองความปลอดภัยให้ครอบครัวของพวกเ้าได้อีก”
ภายในห้องขังอันมืดสลัว แสงเทียนวูบไหวจนมองเห็นใบหน้าของฮองเฮาได้ไม่ชัดเจนนัก มีเพียงน้ำเสียงเย็นเยียบที่ดังก้องกังวาน
“โอ๊ย! อ๊าก!”
หลี่กงกงผู้มีใบหน้าเรียบเฉยยกไม้พลองขึ้นแล้วฟาดลงไปอย่างต่อเนื่อง เสียงไม้พลองกระทบลงบนร่างของนางกำนัลดังสนั่นอย่างไม่ออมแรง
ในคราแรก นางกำนัลผู้นั้นยังคงกัดฟันกรอด แววตาแข็งกร้าว แม้ความเ็ปจะทำให้เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพรายเต็มหน้าผาก ทว่าเมื่อโดนโบยหนักเข้า ร่างกายของนางก็ค่อย ๆ หดเกร็ง จนในที่สุดก็ไม่อาจทนต่อความเ็ปที่แสนสาหัสราวกับทะลวงลึกถึงกระดูกได้อีกต่อไป
ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ต้องตายอยู่ดี ยิ่งตอนนี้ฮองเฮาทรงกุมชะตาชีวิตของครอบครัวนางเอาไว้ หากนำไปเทียบกับพระชายาจิ้นอ๋องแล้ว อย่างไรเสียฮองเฮาก็ย่อมมีอำนาจบารมีและฐานะที่สูงส่งกว่ามาก
“โอ๊ย! ฮองเฮาเพคะ โปรดไว้ชีวิตด้วย! บ่าวรู้ความผิดแล้วเพคะ!”
“บ่าวจะพูดแล้วเพคะ!”
เจาหยวนฮองเฮายกพระหัตถ์ขึ้น หลี่กงกงจึงยอมวางไม้โบยลง
“เป็พระชายาจิ้นอ๋องเพคะ! บ่าวจะสารภาพทุกอย่างแล้ว ฮองเฮาโปรดเมตตาด้วยเถิดเพคะ!” นางกำนัลหมอบกราบกับพื้นพร้อมกับร้องคร่ำครวญ
“ฮองเฮา… ฮองเฮาโปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วย ล้วนเป็พระชายาจิ้นอ๋องที่เอาชีวิตคนในครอบครัวมาข่มขู่ บ่าวอับจนหนทางจริง ๆ เพคะ!”
ฮองเฮาเลิกคิ้วขึ้น
พระชายาจิ้นอ๋องหรือ? ที่แท้ก็เป็น้องสะใภ้นี่เอง ช่างเป็หญิงที่ต่ำช้าและไม่เคยทำให้คนอื่นสบายใจได้เลยจริง ๆ
สภาพาแบริเวณบั้นท้ายและท่อนขาของนางกำนัลผู้นั้นเต็มไปด้วยาแปริแตก เือาบจนน่าสยดสยอง นางพยายามตะเกียกตะกายคลานเข้าไปแทบฝ่าเท้าฮองเฮา เอ่ยปากวิงวอนขอร้องด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“บ่าวก็เป็เพียงคนที่มีฐานะต่ำต้อย จะเอาความกล้าที่ไหนไปต่อกรกับพระชายาจิ้นอ๋องได้เล่าเพคะ? บ่าวจำใจต้องทำตามคำสั่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ขอฮองเฮาโปรดให้ความเป็ธรรมด้วยเถิดเพคะ!”
หัวหน้าขันทีนำม้วนบันทึกคดีของนางกำนัลและขันทีมาถวาย ฮองเฮาทอดพระเนตรบันทึกพลางรับสั่งว่า “เ้าจงเล่ามาให้หมดทุกถ้อยทุกคำ อธิบายเื่ราวั้แ่ต้นจนจบให้ข้าฟังอย่างละเอียด ส่วนเ้าไปนำพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมา จดบันทึกคำสารภาพให้ข้า”
“พ่ะย่ะค่ะ พ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา บ่าวจะรีบจดเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
หนึ่งก้านธูป*[1]ต่อมา หลังจากที่หัวหน้าขันทีจดบันทึกคำสารภาพของนางกำนัลเสร็จสิ้น เขาก็จับมือนางมาประทับรอยเืเพื่อเป็การลงนามรับสารภาพ ส่วนขันทีอีกคนที่ร่วมก่อเหตุนั้นกลับมีความจงรักภักดีอย่างเหลือล้น ยอมกัดลิ้นปลิดชีพตัวเองไปเสียก่อนแล้ว
เมื่อเจาหยวนฮองเฮาทรงทราบต้นสายปลายเหตุทั้งหมด และสามารถจับตัวผู้บงการที่แท้จริงได้แล้ว พระองค์ก็เสด็จออกจากคุกใต้ดินไปด้วยความพึงพอพระทัย
“แง! แง! แง!”
ภายในตำหนักโซ่วชาง เสียงร้องไห้ดังกังวาน ปลุกแม่นมจางที่กำลังสะลึมสะลือให้สะดุ้งตื่นขึ้นมา
พอแม่นมจางเห็นอวิ๋นตั๋วตั๋วร้องไห้ นางก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก รีบยันกายลุกขึ้นอย่างร้อนรน อุ้มร่างน้อย ๆ เข้ามาแนบอกพลางโยกตัวไกวไปมาเบา ๆ “โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะเพคะ ไม่ร้องนะ องค์หญิงน้อยของแม่นม ไม่ร้องนะเพคะ”
อวิ๋นตั๋วตั๋วสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องไห้ของตัวเอง เธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทั้งที่กำลังหลับสนิทอยู่แท้ ๆ ทำไมปากถึงได้อ้าออกเอง และทำไมถึงได้ร้องไห้ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้แบบนี้
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็สัญชาตญาณของเด็กทารก เป็ปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาล้วน ๆ
หลังจากร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง อวิ๋นตั๋วตั๋วก็รู้สึกปวดหัวราวกับกะโหลกจะะเิ อาการบ้านหมุนกำเริบขึ้นมา เธอพยายามฝืนลืมตาและมองลอดหน้าต่างออกไปด้านนอก ทว่ารอบกายกลับมืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง มืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็นเลยสักนิด
เมื่อเงี่ยหูฟังดี ๆ ก็ได้ยินเสียงคนตีเกราะบอกเวลา ตอนนี้คือยามโฉ่ว หรือก็คือเวลาตีหนึ่งนั่นเอง
อวิ๋นตั๋วตั๋วถึงกับพูดไม่ออก นาฬิกาชีวิตของเด็กทารกนี่ช่างไม่เป็เวลาเอาเสียเลย นี่มันคือการอดนอนชัด ๆ การอดนอนมันทำลายสุขภาพนะ!
เธอหันไปมองแม่นมจางที่เฝ้าอยู่ข้างกาย สภาพของแม่นมจางดูซูบซีดอิดโรย รอยคล้ำใต้ตาดำคล้ำวงใหญ่ เบ้าตาลึกโหลลงไปทุกที
เมื่อแม่นมจางเห็นอวิ๋นตั๋วตั๋วกำลังจ้องมองตนอยู่ จึงฮัมเพลงขึ้นมาเบา ๆ “องค์หญิงน้อย ไม่ร้องนะเพคะ แม่นมจะร้องเพลงให้ฟัง”
“เปลน้อย ๆ ไกวเบา ๆ ดวงดาวน้อย ๆ แขวนบนฟ้า สายลมพัดโชยมา องค์หญิงน้อยหลับตาเถิดหนา...”
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองดูแม่นมจางที่แม้จะเหนื่อยล้าเพียงใดก็ยังพยายามกล่อมเธอเข้านอน ในใจก็รู้สึกปวดแปลบและละอายใจเป็อย่างยิ่ง
จู่ ๆ ตัวเธอก็มาเกิดบนโลกใบนี้ ได้เสวยสุขในความร่ำรวยและเกียรติยศ แต่กลับต้องมาสร้างความลำบากให้ผู้อื่นมากมายขนาดนี้ แม้ว่าร่างกายของเธอจะเป็เพียงเด็กทารก แต่จิติญญาภายในคือผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว เธอจึงบังคับตัวเองให้หลับตาลง แล้วเริ่มนับแกะ
แกะหนึ่งตัว... แกะสองตัว... แกะสามตัว…
อวิ๋นตั๋วตั๋วนิ่วหน้า ขมวดคิ้วมุ่น ใช้พลังใจทั้งหมดต่อสู้กับสภาพร่างกายของเด็กทารก หลังจากนับแกะไปได้สองร้อยกว่าตัว ในที่สุดเธอก็เผลอหลับไปอีกครั้ง
รุ่งอรุณของวันถัดมา ท้องฟ้ายังไม่ทันสาง อวิ๋นตั๋วตั๋วก็ตื่นขึ้นมาเสียแล้ว เป็อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด การนอนหลับของเด็กทารกช่างเอาแน่เอานอนไม่ได้เลยจริง ๆ
เธอกะพริบตาปริบ ๆ มองดูสิ่งของรอบกาย ทันใดนั้น สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับมุมเตียง ร่างเล็ก ๆ สะดุ้งเฮือกด้วยความใ เมื่อพบว่าที่ปลายเตียงมีกล่องยาใบนั้นวางอยู่อีกแล้ว!
นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย? เธอเริ่มสับสนงุนงงไปหมด
ก่อนจะคลานเข้าไปหากล่องยาใบนั้น เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าภายในมียาน้ำแก้หวัดสองหลอดพร้อมกับหลอดดูดอีกสองอัน ให้ตายเถอะ! นี่มันปริมาณยาที่เธอต้องกินสำหรับหนึ่งวันพอดีเลยนี่นา
เธอรู้สึกหนาวเยือกไปถึงสันหลัง หรือว่ากำลังมีคนแอบจับตาดูเธออยู่? เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติหรือบุคคลน่าสงสัยใด ๆ ปรากฏตัวขึ้น
ตกลงว่ากล่องยาใบนี้มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกันแน่?
มือน้อย ๆ ทั้งสองข้างของอวิ๋นตั๋วตั๋วกำหลอดยาน้ำเอาไว้แน่น สมองเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว
หรือว่าวิทยาการในโลกยุคปัจจุบันจะก้าวหน้าไปไกล จนมนุษย์สามารถเดินทางข้ามเวลา แถมยังพกพาสิ่งของข้ามมิติมาได้ด้วยงั้นหรือ?
หรือว่ากระเป๋าวิเศษของโดราเอมอนจะถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใช้งานได้จริงแล้ว? หรือแท้จริงแล้วเธอได้ทะลุมิติมาอยู่ในโลกคู่ขนาน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงและติดต่อกับโลกเดิมที่เธอจากมาได้?
ทว่าสิ่งที่เธอไม่ได้สังเกตเห็นเลยก็คือปิ่นหยกขาวที่เคยวางอยู่ตรงปลายเตียงก่อนหน้านี้ บัดนี้ได้อันตรธานหายไปแล้ว
เธอนั่งเหม่อลอยอยู่นานพักใหญ่ กว่าจะดึงสติกลับมาได้ เธอคิดว่าต้องรีบซ่อนยาทั้งสองขวดนี้เอาไว้ให้ดีเสียก่อน รอให้ทานมื้อเช้าเสร็จแล้วค่อยแอบเอามากิน
เธอยังคงมีความรอบคอบอยู่ไม่น้อย ยานี้ไม่ควรดื่มตอนท้องว่าง เพราะจะทำให้กัดกระเพาะเอาได้ ว่าแต่เมื่อไหร่เธอถึงจะได้กินข้าวสวยร้อน ๆ กับเขาบ้างล่ะเนี่ย?
ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นทีละน้อย ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจ สายลมหนาวพัดกรรโชกแรง ต้นไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยวไร้ชีวิตชีวา
บริเวณหน้าประตูตำหนักโซ่วชาง มีกลุ่มคนคุกเข่าเรียงรายกันอยู่อย่างเป็ระเบียบ โดยมีเจาหยวนฮองเฮาเป็ผู้นำอยู่ด้านหน้าสุด
“เสด็จแม่ หม่อมฉันมาขอรับโทษเพคะ!” ฮองเฮาที่กำลังหนาวสั่นจนตัวโยน เปล่งเสียงะโร้องเรียนด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ก่อนจะโขกศีรษะลงกับพื้น
ภายในตำหนักโซ่วชาง แม่นมจางกำลังสางผมและเกล้ามวยให้ไทเฮา เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวจากด้านนอก จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ไทเฮาเพคะ จะทรงอนุญาตให้ฮองเฮาเสด็จเข้ามาหรือไม่เพคะ?”
ไทเฮาพยักพระพักตร์เบา ๆ การที่ฮองเฮามาหาแต่เช้าตรู่เช่นนี้ พระองค์ย่อมเดาจุดประสงค์ของการมาเยือนได้ทะลุปรุโปร่ง “ให้นางเข้ามาเถิด แล้วก็สั่งให้คนตั้งโต๊ะเสวย ให้ห้องเครื่องเตรียมโจ๊กกับน้ำแกงเนื้อตุ๋นมาด้วย”
ลูกสะใภ้คนนี้ พระองค์ทรงรู้จักนิสัยใจคอเป็อย่างดี ปกติแล้วนางเป็คนซื่อตรง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนใด ๆ การที่ได้ขึ้นเป็ฮองเฮาก็ล้วนมาจากความบังเอิญและเพราะโชควาสนา แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่นางมีจิตใจที่รักความยุติธรรมและดีงาม
“เพคะไทเฮา” แม่นมจางรับคำสั่ง แล้วจึงถอยออกไปจัดการตามพระประสงค์
“อุ้มองค์หญิงน้อยมาด้วยล่ะ” ไทเฮาทรงมีรับสั่งกำชับตามหลังมาอีกประโยค
อวิ๋นตั๋วตั๋วที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง จู่ ๆ ก็ถูกเสียงะโจากนอกตำหนักปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เธอทำปากขมุบขมิบ หลับตาลงเตรียมตัวจะนอนต่ออีกสักหน่อย ทว่ากลับรู้สึกเหมือนร่างกำลังลอยวืดขึ้นสู่อากาศ เมื่อลืมตาขึ้น ก็พบกับใบหน้าอันอ่อนโยนและใจดีของแม่นมจาง
แม่นมจางลูบไล้แก้มยุ้ย ๆ ของเธออย่างเอ็นดู ก่อนจะอุ้มเธอเดินตรงไปยังโถงรับรองด้านหน้า
โชคดีที่ไม่มีไข้ เด็กคนนี้ร่างกายแข็งแรงดีแท้ ข้างนอกอากาศหนาวเหน็บปานนี้แต่กลับไม่ล้มป่วยเพราะลมหนาว ์คุ้มครองจริง ๆ
ที่โถงรับรอง ฮองเฮาก้มศีรษะเดินเข้ามา ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าไทเฮา
“หม่อมฉันถวายบังคมเสด็จแม่เพคะ เื่ราวเมื่อวานนี้เป็เพราะหม่อมฉันดูแลวังหลังได้ไม่ดีพอ จึงทำให้องค์หญิงน้อยต้องได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวงเพคะ”
อวิ๋นตั๋วตั๋วที่ยังคงอยู่ในอ้อมอกของแม่นมจาง หันไปมองฮองเฮาที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น ฉากลูกสะใภ้เผชิญหน้ากับแม่สามี ละครฉากเด็ดแบบนี้จะพลาดชมได้อย่างไร!
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า อวิ๋นตั๋วตั๋วก็ถึงกับลอบอุทานในใจ
ให้ตายเถอะ! นี่มันกำลังเล่นงิ้วฉากไหนกันเนี่ย ถึงขั้นลงทุนแบกหนามขอรับผิดกันเลยเชียวหรือ?
*[1] หนึ่งก้านธูป = 15 นาที