คำพูดเปิดโปงของแม่นมอวี๋ทำให้ภาพลักษณ์มีเมตตาของฮูหยินผู้เฒ่าในใจทุกคนพังทลาย
ทุกคนล้อมวงประณามสกุลหลินสายหลักอย่างดูแคลน
หลิวขุยกลับไม่สนใจว่าผู้ใดถูกผู้ใดผิดเพียง้าลงโทษคนเท่านั้น ไม่้าให้เสียเวลาเดินทาง เขาจึงเอ่ย “ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหลินกับแม่นมอวี๋เป็นายบ่าวกันเื่นี้ย่อมเกี่ยวข้องกับพวกเขา ไม่อาจแยกจากกันได้เปิ่นกวน[1]เห็นแก่ความชราและความอ่อนแอของทั้งสองคนแล้ว จึงละเว้นโทษตายแต่โทษเป็ยากที่จะหนีพ้น ผู้ใดก็ได้ลากพวกนางไปเฆี่ยนคนละยี่สิบที”
ผู้คุมหลายคนรีบรุดมาแบกทั้งสองคนไปที่ลานด้านหลัง
แม่นมอวี๋มีสีหน้าชั่วร้ายจับจ้องฮูหยินผู้เฒ่าด้วยสายตาอาฆาตแค้นอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
ฮูหยินผู้เฒ่ากลับะโว่าตนเองถูกใส่ความแล้วเอ่ยกับหลินเฉิงคุน “คุนเอ๋อร์ รีบส่งย่ามมาเร็ว” เนื่องจากในย่ามมีเงินอยู่
หลินเฉิงคุนหว่างคิ้วกระตุกเอื้อมมือไปจับย่ามโดยไม่รู้ตัว
กัวซื่อที่ยืนอยู่ด้านข้างดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้พลางเอ่ยเสียงเบา “หากใช้เงินตอนนี้แล้วระหว่างทางจะทำอย่างไร? จะเสียสละทั้งครอบครัวเพื่อคนผู้เดียวไม่ได้”
หลินเฉิงคุนครุ่นคิดก็เห็นว่าคำกล่าวนี้มีเหตุผลเขาจึงเบือนหน้าหนี ปล่อยให้ฮูหยินผู้เฒ่าถูกลากไปที่ลานด้านหลัง
กลับเป็นางเอกที่ทำตัวเป็แม่พระอย่างหลินเสวี่ยหลานที่ตัดสินใจออกโรงเมื่อเห็นบิดามารดาไม่สนใจท่านย่า ก็รีบแย่งย่ามมาแล้ววิ่งไปที่ลานด้านหลังทันที
“เพ้ย ลูกสาวคนนี้เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ”กัวซื่อถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างไม่สบอารมณ์
หลินเฉิงคุนมองไปรอบๆ ด้วยความร้อนใจหากไม่ใช่เพราะผู้คุมมองอยู่ เขาย่อมปรารถนาที่จะวิ่งไปยังลานด้านหลังแล้วแย่งย่ามกลับมา
มีเพียงหลินเสวี่ยจู๋เท่านั้นที่ชมละครด้วยรอยยิ้ม
ไม่นานเสียงคร่ำครวญของแม่นมอวี๋กับฮูหยินผู้เฒ่าก็ดังแว่วมาจากลานด้านหลังผสมกับเสียงร้องขอความเมตตาของหลินเสวี่ยหลาน
ราวๆ หนึ่งถ้วยชาฮูหยินผู้เฒ่ากับหลินเสวี่ยหลานก็ถูกพาตัวกลับมา
ทั้งสองคนต่างได้รับาเ็หลินเสวี่ยหลานดูสาหัสกว่าเล็กน้อย คงจะเอาตัวบังแส้ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไว้ไม่น้อยเลย
หลินเฉิงคุนรีบก้าวไปจับร่างของหลินเสวี่ยหลานแล้วเอ่ยถาม“หลานเอ๋อร์ เกิดอันใดขึ้น? เงินเล่า?”
หลินเสวี่ยหลานมีสีหน้าขมขื่นนางจ้องมองบิดาแท้ๆ อย่างเศร้าใจ “เงินอันใดกันเ้าคะ? ถุงเงินสิบใบล้วนเต็มไปด้วยก้อนหินทั้งสิ้น”
หลินเฉิงคุนพูดไม่ออก สักพักก็คว้าตัวฮูหยินผู้เฒ่าไว้แล้วรีบร้อนถาม “ท่านแม่ แม่นมอวี๋ให้เงินท่านไม่ใช่หรือ? เงินเล่า?”
เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่ายืนนิ่งไม่ไหวติงเขาก็ถามอีก “เช่นนั้นตั๋วเงินเล่า? ตั๋วเงินเหน็บไว้ในเสื้อผ้าของท่านไม่ใช่หรือ? อยู่ที่ไหนเล่า?”
ขณะที่พูดก็คลำเสื้อผ้าของฮูหยินผู้เฒ่าไปด้วยจู่ๆ ก็มีเสียง ‘เพียะ’ ดังขึ้นที่ใบหน้าของหลินเฉิงคุนอย่างแรง
ฮูหยินผู้เฒ่ามองบุตรชายที่ถูกนางให้ท้ายมาครึ่งชีวิตอย่างเ็าก่อนจะถามกลับ “ทำไมหรือ? พอไม่มีตั๋วเงินเ้าก็ไม่รู้จักมารดาผู้นี้แล้วหรือ?”
“ท่านแม่!”หลินเฉิงคุนพูดไม่ออก ทำได้เพียงก้มหน้า
กัวซื่อรีบยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ยนางเอ่ยอย่างปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ “ท่านแม่ ท่านพูดอันใดเ้าคะ? พวกเราไม่ได้พูดว่าจะไม่ช่วยท่าน ทว่ากำลังหารือกันอยู่ว่าจะใช้เงินเท่าไรถึงจะเหมาะสมเพียงแต่อยู่ดีๆ เงินกลายเป็ก้อนหินได้อย่างไรกันเ้าคะ?”
เมื่อนางพูดเช่นนี้ฮูหยินผู้เฒ่าก็ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ รีบขยุ้มชายเสื้อตนเอง จากนั้นก็ะโด้วยสีหน้าหวาดผวา “ตั๋วเงินของข้าตั๋วเงินของข้าหายไปแล้ว”
เมื่อคืนนางตรวจสอบดีแล้วชัดๆตอนนี้หายไปได้อย่างไร?
ฮูหยินผู้เฒ่าพยายามฝืนทนความเ็ปก่อนจะวิ่งไปทางหลิวขุยแล้วคว้าอกเสื้อของเขา “ท่านผู้คุม มีโจร มีโจรขโมยตั๋วเงินของข้าไป”
หลิวขุยสะบัดมือนางออกด้วยสีหน้าไร้อารมณ์แล้วแค่นเสียงเ็า “โจรหรือ? ข้าว่าบ่าวเฒ่าผู้นั้นของเ้ากระมังที่เป็โจร!”
ขณะที่พูดเขาก็โบกมือ ทันใดนั้นก็มีผู้คุมจูงรถม้าเข้ามา
ทุกคนจำได้ว่ารถม้าคันนี้เป็คันที่แม่นมอวี๋มอบให้ผู้คุมเมื่อวานว่ากันว่านางถึงขั้นบริจาคอาหารเล็กน้อยให้ขบวนนักโทษที่ถูกเนรเทศด้วย
ผู้คุมเปิดม่านรถม้า แล้วหยิบกล่องอาหารออกมาเปิดต่อหน้าของทุกคนพลันมีเสียงดังเกิดขึ้น ก้อนหินในกล่องอาหารนั้นหล่นลงพื้น ผู้คุมหยิบกล่องอาหารออกมาอีกหลายกล่องข้างในล้วนเป็ก้อนหินทั้งสิ้น
หลิวขุยมองฮูหยินผู้เฒ่าอย่างเหยียดหยาม “นี่คือสายสัมพันธ์นายบ่าวของพวกเ้าหรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าหน้าซีดเผือดทรุดลงนั่งกับพื้นทันที
ความสำนึกในบุญคุณที่ผู้คนมีต่อนางจากเหตุการณ์เมื่อคืนได้อันตรธานหายไป
หลินเฉิงคุนกับกัวซื่อก้าวถอยหลังเข้าไปในฝูงชนด้วยความผิดหวัง ด้วยกลัวว่าจะถูกพวกเขาจำได้ว่าเป็ครอบครัวเดียวกัน
ยังคงมีเพียงสองพี่น้องหลินเสวี่ยหลานกับหลินเสวี่ยอีที่ก้าวไปประคองฮูหยินผู้เฒ่าขึ้นมา
หลินเสวี่ยหลานเอ่ย “ท่านย่า ตราบใดที่มีชีวิตย่อมมีความหวังท่านต้องดูแลตัวเองนะเ้าคะ”
เมื่อได้ฟังคำพูดนี้ฮูหยินผู้เฒ่าก็ราวกับได้สติกลับมาอย่างฉับพลัน นางหันหน้าไปจ้องหลินเสวี่ยจู๋
“เป็เ้า!”ดวงตานางราวกับจะพ่นไฟออกมา ต้องเป็โจรตัวน้อยผู้นี้แน่นอนที่ทำให้นางถูกเฆี่ยนและทำให้นางเสียเงินไปมากมาย
นั่นคือเงินที่มาจากน้ำพักน้ำแรงตลอดชีวิตของนางเชียวนะ
หลินเสวี่ยจู๋เพียงมองฮูหยินผู้เฒ่าอย่างเฉยเมยยกริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย
ฮูหยินผู้เฒ่าราวกับเป็บ้าไปแล้วนางเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด “คนที่หลบหนีควรเป็เ้าแท้ๆ คนที่ตายก็ควรเป็เ้าเหตุใดเ้าถึงยังมีชีวิตอยู่? เหตุใดเ้าถึงยังอยู่ดี? เ้าไปตายเสียเ้าไปตายเสีย!”
นางร้องะโพลางพุ่งไปหาหลินเสวี่ยจู๋ยื่นสองมือที่เหี่ยวย่นและอวบอ้วนไปที่ลำคอของหลินเสวี่ยจู๋
“พี่สะใภ้ไม่ต้องกลัว!”ลู่โม่พุ่งเข้ามาขวางอยู่ด้านหน้าหลินเสวี่ยจู๋อย่างรวดเร็ว
หม่าซิงเองก็วิ่งไปเหวี่ยงฮูหยินผู้เฒ่าลงกับพื้นพลางะโ “หากก่อเื่วุ่นวายอีก ระวังจะรักษาชีวิตแก่ๆ ของเ้าไว้ไม่ได้!”
หลินเสวี่ยจู๋มองฮูหยินผู้เฒ่าที่กองอยู่บนพื้นอย่างเฉยเมยก่อนจะเอ่ยเสียงเ็า “ที่แท้ท่านก็คิดที่จะใส่ร้ายพวกเรา ทำให้พวกเราต้องโทษหลบหนีไม่คาดคิดว่าบ่าวของท่านจะมีใจเป็อื่นแล้วส่งท่านออกไปแทนคนชั่วย่อมได้รับการลงโทษจากคนชั่วจริงๆ”
เมื่อได้ยินหลินเสวี่ยจู๋กล่าวเช่นนี้ทุกคนที่เดิมทีคิดว่าเื่นี้น่าสงสัย ก็รู้สึกว่าทุกอย่างฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
เสียเวลาไปค่อนวันกับเื่สุนัขกัดกันเฮอะๆ
“วันซวยของข้า!”หลิวขุยสบถออกมาอย่างดุร้าย แล้วโบกมือ “มัดพวกนางไว้แล้วอุดปาก จากนั้นให้นับจำนวนคนแล้วออกเดินทางได้”
เสียเวลากับนางเฒ่าผู้นี้ไปหลายชั่วยามไม่อาจเสียเวลาได้อีก
“ขอบใจนะ”หลินเสวี่ยจู๋ตบบ่าของหนุ่มน้อยลู่โม่ที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้านาง พร้อมทั้งส่งยิ้มตาหยี
“ไม่ต้องเกรงใจขอรับ”ลู่โม่หน้าแดง พลางเอ่ยเตือนเสียงเบา “พี่ชายข้าตื่นแล้ว”
“หืม?”หลินเสวี่ยจู๋มองไปทางหยวนซิวที่อยู่บนหลังเหยียนต้า ความคิดบางอย่างพลันผุดขึ้นมา
ในเมื่อพระเอกตื่นแล้วนางควรเล่นตามบทตัวประกอบผู้ลุ่มหลงในรักต่อไปหรือไม่?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็ส่งยิ้มสดใสให้หยวนซิวที่กำลังมองนางด้วยสายตาเ็าก่อนจะวิ่งเข้าไปหาเขาด้วยท่าทีราวกับสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ “สามีท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง? ไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”
หยวนซิวเอ่ยอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม“ปวดขา หากได้ยาสลบสักหน่อยก็คงดี”
หลินเสวี่ยจู๋ใจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น
สมกับเป็พระเอก ช่างเฉลียวฉลาดเสียจริงยาสลบเล็กน้อยยังถูกเขาสังเกตเห็นได้
นางส่งยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนก่อนจะเอ่ยอย่างแสร้งโง่ “สามีพูดอันใดกันเ้าคะ? ข้าไม่รู้เื่ยาสลบอะไรนั่นเลย”
หยวนซิวไม่กล่าววาจาใดอีกเนื่องจากเขาไม่ได้คิดที่จะเปิดโปงนาง
หลายวันมานี้แม้ว่าส่วนใหญ่เขาจะสลบไสลแต่ก็ยังรู้สึกได้ว่าถูกคนป้อนน้ำป้อนยาอยู่ตลอด ทั้งยังรู้ด้วยว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างเขาไม่เคยมีความรู้สึกดีๆ กับหลินเสวี่ยจู๋เลย เพียงอยากรู้ว่านางจะยังเสแสร้งไปถึงเมื่อไรเท่านั้น
.............................
[1] เปิ่นกวนหมายถึง สรรพนามแทนตัวเองของขุนนาง