แรกอรุณวันใหม่ แสงทองเพิ่งจับเส้นขอบฟ้า หมู่มวลวิหคขับขานเป็ท่วงทำนองรับอรุณ
หนิงจิ้งลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชิน ด้วยครั้งยังมีชีวิตอยู่ในโลกใบเดิม นางจะตื่นขึ้นมามวยรำไทเก๊กเป็เพื่อนคุณย่าอยู่บ่อยครั้ง จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็กิจวัตรอย่างหนึ่งของนางก็ว่าได้
ครั้นเมื่อมาอยู่ที่นี่ ความเคยชินเช่นนี้ก็ยังคงติดตัวมา ดังนั้นทุกวันนางจึงตื่นเช้าเช่นนี้เสมอ
อันที่จริงเมื่อตื่นขึ้นมาในโลกใบนี้เป็ครั้งแรก นางก็คิดที่จะรำมวยไทเก๊กเพื่อรักษาสุขภาพอยู่เหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่พอนางเริ่มขยับท่าทางก็ถูกสาวใช้ในเรือนมองมาด้วยสายตาพิลึกพิลั่น จนนางเสียความมั่นใจ การรักษาสุขภาพด้วยมวยไทเก๊กจึงเป็อันต้องพับไป
อาาา... นางหน้าบางเกินไป ทนรับสายตาเช่นนั้นจากคนรอบข้างไม่ไหวจริงๆ
ม่านระย้าคลุมเตียงสีแดงปักลวดลายมงคลดูไม่คุ้นตาและไม่คุ้นชินปรากฏขึ้นในครรลองสายตา
หนิงจิ้งกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง สมองออกจะเบลออยู่หน่อยๆ กว่าจะประมวลผลได้ว่าบัดนี้ตนเองอยู่ที่ไหนและมีสถานะอย่างไร
ครั้นตระหนักได้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตน หนิงจิ้งก็ถอนหายใจอย่างอ่อนแรงและหลับตาลงอีกครั้ง ทำใจอยู่ชั่วครู่จึงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างสะลึมสะลือ
ร่างบอบบางในชุดบางเบาสีแดงมงคลค่อยๆ เหยียดแขนยกขาขยับกายบิดี้เีซ้ายทีขวาทีอย่างเหนื่อยหน่าย ั์ที่ค่อยเปิดปรือขึ้นพลันเบิกกว้างด้วยความตื่นใ เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ทอประกายตะลึงงันปนขบขันของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็สามี
หนิงจิ้งใบหน้าร้อนผ่าว งานนี้ไม่ต้องมีพรายกระซิบ นางก็ทราบได้ว่าหรั่นอี้มองเห็นท่าทางน่าอับอายของนางทั้งหมดแล้ว ได้แต่รีบหดแขนขารยางค์ทั้งสี่กลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว
หรั่นอี้มองริมฝีปากอิ่มที่อ้าๆ หุบๆ อยู่เป็นานแต่ไม่รู้จะกล่าวอะไรแล้วให้เห็นใจ ไม่ว่าสตรีดีงามคนใด หากถูกบุรุษคนหนึ่งเห็นท่าทางไม่น่ามองของตนเข้าก็คงออกอาการไม่ต่างกัน
เพียงแต่กริยาที่บ่งบอกถึงความอับอายของนางนี้ ในสายตาของหรั่นอี้กลับน่ามองเสียจนเขานึกอยากเห็นท่าทางเช่นนี้ในทุกเช้าที่ตื่นนอน หากแต่เขารู้ดีว่าเื่นี้คงไม่อาจเป็ไปได้ในเวลาอันใกล้นี้เป็แน่
หรั่นอี้รออยู่นานเห็นนางยังเอ่ยคำพูดใดไม่ออกเสียที จึงเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนเพื่อคลี่คลายบรรยากาศให้ผู้เป็ภรรยา
“ดูเหมือนเมื่อคืนนี้ฟูเหรินจะหลับสบายดีกระมัง?”
หรั่นอี้หลุดปากพูดไปแล้วก็ให้นึกเสียใจ สตรีดีงามนางหนึ่งที่ถูกสามีทอดทิ้งในคืนวิวาห์จะดีได้อย่างไร
“ใต้เท้าหรั่น มะ.. เมื่อคืนข้านอนหลับสบายมาก ขอบคุณใต้เท้าที่ห่วงใยเ้าค่ะ”
ท่าทางประหม่าและคำเรียกขานที่ฟังแล้วขัดหูนั้น ส่งให้คิ้วคมราวใบดาบชี้เฉียงขึ้นหาขมับของหรั่นอี้ขมวดฉับเข้าหากันทันที ใบหน้าที่เดิมทีดูเ็าไม่น่าเข้าใกล้อยู่แล้ว ยิ่งทวีความหนาวเหน็บมากขึ้นไปอีก
“เ้าควรเรียกหาข้าเป็ท่านพี่หรือสามีอย่างใดอย่างหนึ่งจึงจะถูก คำใต้เท้านี้ควรเป็ผู้อื่นเรียกขานต่างหาก”
หนิงจิ้งหดคออย่างนึกเกรง ชายผู้นี้มีรัศมีความเ็าแก่กล้าเกินไป กระทั่งหญิงแกร่งแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างนางก็ยังไม่อยากเฉียดเข้าไปใกล้
“อ้อ! ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ ทะ... ท่านพี่”
หรั่นอี้ฟังเสียงหวานเรียกท่านพี่ก็ให้รู้สึกระรื่นหูขึ้นมาทันใด สีหน้าจึงผ่อนคลายลง เสกระแอมเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยต่อ
“ข้ามีเื่ต้องทำความเข้าใจกับเ้า หวังว่าเ้าจะยอมรับฟังด้วยดีและไม่ตีโพยตีพาย”
หนิงจิ้งมุ่นคิ้วใบหน้ายับยู่ เมื่อจู่ๆ สายตาของนางก็พร่าเลือน ในสมองก็มีเสียงอื้ออึงดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวจนต้องยกมือกุมขมับอย่างทรมาน
“โอ๊ะ!”
หรั่นอี้มองท่าทางที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันของภรรยาอย่างตื่นใ ร่างสูงรีบปราดเข้าไปประคองก่อนที่ร่างบอบบางของนาง จะตกจากเตียงได้อย่างทันท่วงที
“ฟูเหริน! ฟูเหริน! ใครอยู่ข้างนอก รีบตามท่านหมอมาเร็ว!”
ห้วงสติสุดท้ายที่หนิงจิ้งรับรู้ก็คือเสียงเอะอะมะเทิ่งด้วยความตื่นใของใครหลายคน หากแต่ความปวดแปลบที่เสียดแทงอยู่ในสมองนั้น ทำให้นางไม่อาจหันเหความสนใจไปทางอื่นได้ เมื่อสุดที่จะทนแล้วจริงๆ หนิงจิ้งก็รู้สึกเหมือนร่างกายถูกสับสวิตซ์ ไม่อาจรับรู้สิ่งใดได้อีกต่อไป
ทุ่งหญ้าเขียวขจีหนานุ่มกว้างใหญ่สุดสายตา เด็กหนุ่มยมทูตท่าทางกระเซอะกระเซิงเดินกลับไปกลับมาอย่างกระวนกระวาย สายตาของเขาทอดมองไปยังทิศทางหนึ่งอย่างร้อนรน
“ทำไมค่ายกลมันไม่ได้ผลล่ะ นานขนาดนี้แล้วิญญาพี่สาวคนสวยน่าจะออกจากร่างได้แล้วนี่นา”
ไม่ทันขาดคำ บนท้องฟ้าสูงพลันปรากฏจุดเล็กๆ ที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงกรีดร้องโหยหวนดังชัดเจนขึ้นตามระยะห่างที่ใกล้พื้นดินมากขึ้นทุกที
“อ๊ากกกกกกก... นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันอีกล่ะเนี่ยยยยยย...”
เด็กหนุ่มยมทูตได้ยินเสียงกรีดร้องลั่นของหนิงจิ้งแล้วก็ให้สั่นสะท้านไปทั่วสรรพางค์กาย
“ชะ.. เชี่ยแล้ววววว... พี่สาวคนสวย ผมอยู่ตรงนี้ พี่ตั้งสติดีๆ นะ อย่ากลัว เดี๋ยวผมจะคอยรับตัวพี่เอง”
คำพูดสวยหรูราววีรบุรุษผู้องอาจห้าวหาญปกป้องสาวงาม หากแต่ในความเป็จริงนั้น...
ถุยยยยย!
แอ่ก...
พลั่ก...
หญิงงามนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นด้วยท่าทางน่าดูชม อักษร 大 (ต้า) เป็อย่างไร สภาพหญิงงามก็เป็เช่นนั้นแล ส่วนวีรบุรุษผู้องอาจห้าวหาญผู้นั้นก็ยืนกางแขนรอรับสาวงามห่างไปกว่าสิบเมตรนู่นแน่ะ
“โอย... บัดซบ! ชีวิตฉันมันยังบัดซบได้มากกว่านี้อีกไหมเนี่ยยยย... ์ ท่านช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย...”
หญิงงามผู้เป็นางเอกนั้นย่อม Never die หนิงจิ้งก็เช่นกัน ตกจากท้องฟ้าสูงเช่นนี้จะนับเป็อย่างไรได้ เพราะอย่างไรเสียที่หล่นตุ้บลงมานี้ก็เป็เพียงิญญาของนางเท่านั้น แต่หากเื่นี้เกิดขึ้นกับร่างกายจริงๆ ของนางแล้วล่ะก็...
เหอะๆ คงไม่ต้องบรรยายแล้วล่ะ...
เด็กหนุ่มยมทูตมองวงแขนที่ว่างเปล่าของตนอย่างเหวอๆ กะพริบตาปริบๆ สองทีก็รีบปราดเข้าไปหาหนิงจิ้งที่นอนนับก้อนเมฆอยู่และตำหนิเสียงดัง
“พี่สาวคนสวย พี่เล่นบ้าอะไรเนี่ย? ถึงแม้ิญญาเผชิญกับเื่แบบนี้จะไม่ถึงกับแตกสลายแต่ก็บอบช้ำได้เหมือนกันนะ ผมบอกแล้วว่าจะรอรับพี่ อุตส่าห์กลั้นใจรับความเ็ปอย่างไม่หวั่นเกรง แต่พี่กลับทำให้ความหวังดีของผมสูญเปล่าซะนี่ นิสัยไม่ดีเลยจริงๆ”
เสียงบ่นกระปอดกระแปดของเด็กหนุ่มยมทูตแทบทำให้หนิงจิ้งกระอักเืตาย น่าเสียดายที่ตอนนี้นางอยู่ในรูปของิญญาจึงไม่มีเืให้กระอักออกมาสักหยด
แววตาที่เดิมทีเลื่อนลอยด้วยความมึนงงค่อนกระจ่างชัดอย่างช้าๆ หนิงจิ้งเหล่ตามองตัวต้นเื่แล้วกัดฟันกรอด พลังิญญาพุ่งปรี๊ดดดด... นางดีดกายขึ้นคว้าคอเสื้อเด็กหนุ่มยมทูตเขย่าไปมาอย่างรุนแรงพลางตะคอก
“ไอ้เด็กบ้า! นายยังมีหน้ามาโทษฉันอีกเนี่ยนะ ความผิดนายไม่ใช่รึไงที่ไม่รอรับฉันดีๆ ฉันหล่นลงมาตรงนี้แล้วนายไปยืนรออยู่ตรงไหน? หา! นายตอบฉันสิ! ฉันหล่นลงมาจากข้างบนควบคุมทิศทางก็ไม่ได้ แต่นายยังบอกว่าเป็ความผิดของฉันเนี่ยนะ ตรรกะของนายโยนให้น้องหมากินไปหมดแล้วรึไง? ห๊า!”
มหกรรมเขย่าคงจะดำเนินต่อไปอีกนาน หากเสื้อของเด็กหนุ่มยมทูตไม่ขาดออกเสียก่อน เช่นนี้ไม่รู้จะเรียกการทำงานมาราธอนจนไม่มีเวลาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าของเขาว่าเป็เื่ดีได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ อย่างน้อยๆ เขาก็รอดพ้นจากการถูกเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอนของมือปีศาจหนิงจิ้งได้เสียที
“โอ้ยยย... พอแล้ว ผมผิดเอง ผมผิดเองก็ด้ายยยยย...”
ฮืออออ... ั้แ่รับภารกิจแรกมา ชีวิตผมทำไมมันย่ำแย่ลงทุกวันแบบนี้นะ แงงงงง... อยากทิ้งหน้าที่ไปเกิดใหม่แล้วง่ะ!
หนิงจิ้งจิกตามองเด็กหนุ่มยมทูตอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะค่อยๆ ปรับอารมณ์ให้เย็นลง เปิดปากได้ก็ถามเสียงแข็งอย่างไม่อ้อมค้อมทันที
“ครบสามวันตามกำหนดแล้ว ไหนล่ะพรของฉัน?”
เด็กหนุ่มยมทูตที่เพิ่งได้ผ่อนลมหายใจ ร่างกายก็พลันแข็งทื่ออย่างมีพิรุธ มือไม้ปั่นป่วนลิ้นพันกันจนพูดไม่เป็คำ
“เรื่อ... เื่นั้น แน่ะ.. แน่นอนว่า... ว่า...”
หนิงจิ้งฟังคำพูดกระอึกกระอักของเด็กหนุ่มยมทูตแล้วก็ให้ขัดใจ ตะเพิดเสียงดังอย่างรำคาญ
“มีเื่อะไรก็พูดมาสิ อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ได้ ก่อนออกจากบ้านมาไม่ได้กินยากินอาหารเสริมบำรุงสมองรึไง? แล้วนี่ท่าทางอะไรของนาย ทำตัวให้สมกับเป็ยมทูตเสียบ้างสิ เหยาะแหยะแบบนี้มีหวังถูกยมทูตตนอื่นกดหัวไปจนตายแน่”
เด็กหนุ่มยมทูตถูกต่อว่ารัวๆ ก็กลั้นไม่อยู่อีกต่อไป น้ำมูกน้ำตาไหลพรากๆ ออกมาทันที
“พี่สาวคนสวยยยย... ช่วยผมด้วย! คราวนี้ผมซวยแล้วจริงๆ โคตรซวย มหาซวยเลยด้วย ไม่รู้ว่าใครแพร่งพรายเื่ลมหายใจยมทูตออกไปจนเป็เนื้อหาในนิยายที่พี่เคยอ่านนั่นแหละ จู่ๆ ท่านทูตซ้ายก็โบ้ยความผิดมาให้ผมเพราะคำพูดของพี่วันนั้นง่ะ เบื้องบนเลยภาคทัณฑ์ให้ผมทำความชอบลบล้างความผิด ท่านทูตซ้ายให้ผมไปปลดปล่อยิญญาอาฆาตระดับหนึ่งเก้าสิบเก้าดวง งานยากงานหนักแบบนี้ สู้ให้ผมไปเกิดใหม่เสียเลยยังง่ายเสียกว่าอีก ฮือออ... ผมไม่ผิดจริงๆ นะ เื่นี้ผมเองก็เพิ่งรู้จากพี่วันนั้นเหมือนกัน พี่สาว เื่นี้เกิดขึ้นเพราะพี่ ดังนั้นพี่ต้องรับผิดชอบผมนะ”
หนิงจิ้งอ้าปากเหวอ นี่มันเื่อะไรกันน่ะ? อย่างนี้พรของฉันก็วืดน่ะสิ อร๊ายยยย... ฉันไม่ยอมน๊าาาาา...
ขณะที่หนิงจิ้งกำลังอึ้งเหวออยู่กับเด็กหนุ่มยมทูตนั้น ทางด้านของหรั่นอี้ก็กำลังวุ่นวายอยู่เช่นกัน ทั้งหมอหลวงและหมอมากฝีมือชื่อดังต่างเดินเข้าเดินออกห้องของฟูเหรินที่เพิ่งแต่งเข้ามาหมาดๆ กันจ้าละหวั่น เสียงปรึกษาหารือเคร่งเครียดดังขึ้นเป็ระยะๆ
“ลองยาเทียบนี้ดูก่อนแล้วกัน หากอาการยังไม่กระเตื้อง ก็คงต้องแจ้งใต้เท้าหรั่นให้ตระเตรียมพิธีเสียแต่เนิ่นๆ”
ตู้เฉียวหมอหลวงผู้ตรวจทานเทียบยาหารือกับหมอท่านอื่นซ้ำอีกครั้ง แล้วจึงส่งให้เด็กรับใช้ข้างกายนำไปส่งให้หรั่นอี้ด้วยใบหน้าหดหู่
ธิดาท่านราชครูผู้นี้เพิ่งแต่งงานได้เพียงสามวันก็มากลายเป็เช่นนี้ไปเสียแล้ว ช่างน่าเวทนาเสียจริงๆ
หรั่นอี้ที่กำลังจะเดินเข้าไปถามความคืบหน้าในการรักษาจำต้องชะงักเท้านิ่งฟัง แม้สีหน้าจะยังเรียบเฉยเช่นที่ผ่านมา หากแต่สองตาที่แดงก่ำเพราะอดหลับอดนอนและมือหนาซึ่งซ่อนอยู่ในแขนเสื้อที่กำหมัดแน่นจนสั่นระริกนั้น ฟ้องออกมาหมดแล้วว่าใจเขาเป็กังวลมากเพียงไร
“ชีพจรของฟูเหรินเองก็แปลกประหลาดนัก จมๆ ลอยๆ ครู่หนึ่งก็สงบนิ่งมั่นคง แต่พอผ่านไปสักพักก็แ่ลงจนแทบไม่รู้สึกเลยทีเดียว”
“นั่นสิ ร่างกายนางก็ยิ่งเย็นลงเรื่อยๆ หากเป็เช่นนี้ต่อไป เกรงว่าจะยื้อเอาไว้ไม่ไหวแล้วจริงๆ”
“เฮ้อ... ไม่รู้จริงๆ ว่าอาการของนางมีสาเหตุมาจากอะไร หากรู้ต้นตอก็ยังพอวินิจฉัยได้ แต่นี่ไม่คล้ายเจ็บป่วยกะทันหัน ไม่คล้ายต้องพิษแล้วยังไม่ใช่โรคเก่ากำเริบ หาสาเหตุไม่ได้เช่นนี้ก็ไม่รู้จะรักษาให้ตรงจุดได้อย่างไร”
เสียงปรึกษาหารือของบรรดาท่านหมอยังคงดำเนินต่อไป หรั่นอี้เกรงจะควบคุมตนเองไม่ไหวจึงได้แต่ถอยออกมา
ครั้นหมุนกายหมายจะกลับไปดูอาการภรรยาเอกของตน ก็พลันสบตากับท่านราชครูผู้เป็พ่อตาที่ยืนฟังคำพูดของท่านหมอทั้งหลายอยู่ด้านหลังเขาเข้าพอดี
“ท่านพ่อตา”
หรั่นอี้ที่สองตาแดงก่ำเรียกขานเสียงแหบพร่า
ท่านราชครูหนิงกัวข่ายมองสภาพบุตรเขยของตนแล้วก็พลันถอนหายใจ ทราบดีว่าเื่ที่เกิดขึ้นกับบุตรสาวของตนไม่อาจกล่าวโทษใครได้
“สภาพของเ้าตอนนี้ดูไม่ดีเลย ควรพักเสียบ้าง ข้าไปดูอาการจิ้งเอ๋อร์สักหน่อยก็จะกลับจวนแล้วเหมือนกัน”
หรั่นอี้ไม่พูดไม่จาเพียงพยักหน้ารับคำแล้วเดินนำไปยังห้องนอนของภรรยาตน คิดไม่ถึงว่าภายในห้อง หน้าเตียงนอนที่ร่างบางของหนิงจิ้งกำลังหลับใหลอยู่นั้น จะมีสตรีผู้หนึ่งโน้มกายอยู่เหนือร่างของนาง
“ลั่วเหมยเซียง เ้าคิดจะทำอะไร!?”
หรั่นอี้ตวาดเสียงเย็น ปราดเข้าไปคว้าข้อมือของลั่วเหมยเซียงบิดไพล่หลังอย่างไม่ปราณี
“โอ๊ย! ท่านพี่ ข้าเจ็บนะ”
หรั่นอี้ไม่ฟังเสียงโอดครวญ เพียงลากนางออกมาให้ห่างภรรยาเอกตนอย่างรวดเร็ว ก่อนกดร่างนางให้คว่ำหน้าลงกับโต๊ะกลางห้องทันที ใบหน้ายิ่งทวีความเ็ากล่าวเสียงะเื
“ลั่วเหมยเซียง ข้าขอเตือนเ้า จงอย่าได้มาเหยียบเรือนนี้อีกเป็ครั้งที่สอง หากเ้าไม่เชื่อฟังก็อย่าได้หาว่าข้าไร้น้ำใจ”
ลั่วเหมยเซียงลนลานกล่าวแก้ตัว
“ท่านพี่ ข้าเพียงมาดูอาการฟูเหรินเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาร้ายจริงๆ ท่านพี่ ท่านปล่อยข้าเถิดเ้าค่ะ ท่านกดข้าเอาไว้เช่นนี้บุตรในครรภ์ข้าจะเป็อันตรายเอาได้นะเ้าคะ”
หรั่นอี้ปล่อยมือออกอย่างไม่เต็มใจ ความ้าแท้จริงของเขานั้นก็คือ จับนางโยนออกไปให้พ้นจากชีวิตของเขาเสียที เพียงเสียดายที่ตอนนี้ยังไม่อาจทำอย่างที่ใจ้าได้ชั่วคราว
“ไสหัวไป! หากข้าเห็นเ้าเหยียบเข้ามาในเรือนนี้อีกเป็ครั้งที่สอง เป็ได้เห็นดีกันแน่ อีกอย่าง ลั่วเหมยเซียง คำท่านพี่นี้ เ้าอย่าได้ใช้เรียกขานข้า ข้าฟังแล้วขยะแขยงนัก!”
ลั่วเหมยเซียงนิ่งงัน คิดไม่ถึงว่าบุรุษที่เปลือกนอกดูเป็สุภาพชนั้แ่หัวจรดเท้าเช่นหรั่นอี้ จะมีด้านกักขฬะเช่นนี้อยู่ด้วย ทั้งความกักขฬะของเขานี้ก็คล้ายจะกระทำกับนางเพียงผู้เดียวเท่านั้น
ลั่วเหมยเซียงกัดริมฝีปากล่างจนห้อเืน้ำตาร่วงริน มองใบหน้าเ็าของหรั่นอี้อีกครั้งแล้วจึงวิ่งออกไป
หรั่นอี้ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด เมื่อเงยหน้ามองไปทางประตูห้องจึงได้เห็นใบหน้าถมึงทึงของผู้เป็พ่อตาที่จ้องมองเขาอยู่อย่างเดือดดาล