“เื่นี้น่าอัศจรรย์นักไม่ใช่ข้าทดสอบคนเดียวนะ ยังมีสหายพวกนี้ด้วย”
บัณฑิตที่นั่งร่วมโต๊ะอีกสี่คนรีบหันมาพยักหน้ายืนยัน
“จริงนะ พวกข้าทุกคนก็ลองกันหมดแล้วตอนที่ยังไม่ได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อให้กำแรงเพียงใดเครื่องรางนี้ก็ไม่เย็นเหมือนน้ำแข็งแต่พออธิษฐานเท่านั้นล่ะก็เหมือนกับกำลังกำน้ำแข็งเอาไว้ทันที”
“เล่นกลหรือเปล่า?” เสียงคนจากโต๊ะข้างๆ ดังขึ้น
จินวั่งซูรู้สึกสนใจเื่ที่พวกเขาคุยกันจึงนั่งหันหน้าไปทางร้านน้ำชา
“ท่านว่าเื่นี้หลอกลวงหรือไม่ขอรับ?”
“ข้าสนใจกลที่นักพรตนอกรีตผู้นั้นใช้มากกว่าหากว่าเขาทำให้เป็เช่นนั้นได้จริงเห็นทีเราคงต้องออกไปหาซื้อเครื่องรางที่ว่ามาแกะดูข้างในสักหน่อย”
บัณฑิตนับคนส่งเสียงเซ็งแซ่ว่าพวกตนซื้อมาเพราะได้ทดลองแล้วเป็อย่างที่นักพรตน้อยแนะนำจริงๆ
“เหลือแค่เพียงว่าหากพวกเราสอบได้เครื่องรางของนักพรตผู้นี้นับว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง”
เมื่อหลายคนยืนยันตรงกันจึงมีผู้อยากจะเห็นเครื่องรางที่ว่าเข้ามามุงดูกันเต็มไปหมดหลายคนสอบถามว่าพวกเขาไปซื้อจากที่ใดมาจินวั่งซูที่ฟังั้แ่ทีแรกได้ยินแล้วว่าพวกเขาซื้อมาจากหน้าประตูวัดหยก์
“พรุ่งนี้ท่านไปซื้อมาสักอันหน่อยเถอะ มือปราบไป๋อยากอยากจะรู้นักว่าเครื่องรางนี้ใช้วิธีการเช่นใด?”
บัณฑิตทั้งหลายยามนี้ล้วนมีเป้าหมายที่จะสอบเคอจวี่ให้ผ่านเพื่อให้ตนเองมีชื่อบนกระดานประกาศผลจะได้มีโอกาสในการเข้าเป็ขุนนางใน ราชสำนัก นอกจากความขยันหมั่นเพียรในการท่องตำราแล้วการขอพรจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ก็เป็ที่พึ่งทางใจอีกวิธีหนึ่งที่พวกเขาใช้บิดามารดาของบัณฑิตเหล่านี้ล้วนแต่ไปหาสถานที่บนบานขอพรกันทั่วหน้า
บัณฑิตจำนวนมากต่างได้รับรับเครื่องรางของขลังจากคนในครอบครัวคนรู้จักสนิทสนมเพื่ออวยพรให้พวกเขาสมหวัง ดังนั้นเมื่อได้ยินว่ามีเครื่องรางที่สำแดงฤทธิ์ได้เช่นนี้จึงตกเป็เป้าหมายของผู้้าความสำเร็จได้ไม่ยาก
วันต่อมาเมื่อนักพรตจูเิและศิษย์ไปเริ่มตั้งโต๊ะจะค้าขายเครื่องรางยังไม่ทันตั้งแท่นพิธีก็มีบุรุษมากมายกรูกันมาขอซื้อเครื่องรางกันอย่างเนืองแน่นเมื่อเห็นคนต่อแถวกันซื้อเช่นนั้น คนที่ตามมาเมียงมองอยู่ด้านหลังก็ไม่อาจจะมัวตั้งข้อสงสัยพวกเขาเกรงว่าตนเองจะไม่ได้เครื่องรางนั้นจนต้องรีบเข้าแถวซื้อในทันทีแถวซื้อเครื่องรางจึงยาวเหยียดและขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว
ไป๋ซิงซวี่มาเห็นตอนที่แถวเริ่มยาวเขาจึงรีบเข้าไปยืนในทันที มือปราบหนุ่มสังเกตเห็นว่ามีบุรุษสามคนที่แต่งกายอย่างนักพรตแต่ที่น่าแปลกคือมีนักพรตหญิงตัวน้อยคอยทำหน้าที่แนะนำลูกค้าอยู่ด้านหน้า
“ท่านบัณฑิตทั้งหลาย กรุณาอย่าแซงลำดับและแทรกแถวนะเ้าคะ”
บัณฑิตบางคนเห็นเด็กหญิงเดินเข้ามาใกล้ก็สอบถามถึงความศักดิ์สิทธิ์เมื่อได้ยินคำยืนยันหนักแน่นจากนักพรตน้อยก็มีสีหน้าเชื่อมั่นรีบควักเงินออกมารอเพราะกลัวว่าเครื่องรางจะหมดเสียก่อน
ไม่ถึงสองชั่วยาม เครื่องรางที่เตรียมมาก็ขายหมดคนที่ต่อแถวอยู่ข้างหลังล้วนพากันบ่นขรมที่ตนเองซื้อไม่ทัน
“พรุ่งนี้นะเ้าคะ ผู้ใดอยากได้เครื่องรางให้รีบมาต่อแถวแต่เช้าตรู่มีเพียงสามร้อยชิ้นเท่านั้น”
ใบหน้าของเด็กหญิงดูจิ้มลิ้มพริ้มเพรานักนางดูน่ารักราวกับเซียนน้อยจนแม้แต่ไป๋ซิงซวี่เองยังพลอยเคลิบเคลิ้มเขาเก็บถุงเครื่องรางเล็กๆ ใส่ในสาบเสื้อเมื่อเห็นว่าผู้คนไปกันเกือบหมดแล้วจึงเดินเข้าไปใกล้
“นักพรตน้อย ข้าเพิ่งมาวันนี้อยากจะให้ท่านบอกวิธีว่าทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าคำอธิษฐานของข้าได้ผลหรือไม่?”
เสี่ยวหยี่เงยหน้ามองบุรุษที่ถือถุงเครื่องรางอยู่ตรงหน้านางรู้สึกได้ว่าคนผู้นี้ดูเฉลียวฉลาดนัก ไม่อาจจะตอบอย่างขอไปทีได้จึงหันไปสบตากับนักพรต จูเิก่อนจะอธิบายวิธีตั้งจิตอธิษฐานช้าๆ เพื่อให้นักพรตจูเิมีเวลาเตรียมตัวสวดคาถา
“ท่านกำเอาไว้ให้แน่น พนมมือในระดับหน้าอกแล้วตั้งจิตอธิษฐานนะเ้าคะ”
ครู่หนึ่งไป๋ซิงซวี่ก็รู้สึกได้ว่าถุงกระดาษเล็กๆที่เขียนยันต์ด้วยอักขระที่เขาอ่านไม่ออกก็เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเหมือนกำลังถือก้อนน้ำแข็งอยู่ในมือ
“ไอหยา! เย็นยังกับน้ำแข็ง”
นักพรตน้อยสบตาไป๋ซิงซวี่ที่ลืมตาขึ้นแล้วยิ้มน้อยๆ“ยินดีด้วยคุณชาย คำอธิษฐานของท่านมีโอกาสเป็จริงแล้ว”
มือปราบหนุ่มไม่ได้เอ่ยออกมาว่าเขาไม่ได้อธิษฐานสิ่งใด แค่เพียงหลับตาถือเครื่องรางนี้ไว้ในมือเฉยๆแต่ที่เขาประหลาดใจคือถุงเครื่องรางนี้เย็นจนเหมือนน้ำแข็งจริงอย่างที่เด็กหญิงบอกแต่เมื่อเขาลืมตาก็หายเย็นทันที
ไป๋ซิงซวี่จึงรีบนำถุงเครื่องรางเล็กๆเข้าไปให้หัวหน้าสำนักข่าวนกกระจิบได้ดู จินวั่งซูรับแล้วก็พลิกซองสีน้ำตาลที่มีตัวอักษรประหลาดเขียนไว้ทั้งสองด้าน
“ช่างมีรูปลักษณ์ที่น่าสนใจยิ่ง”
“ข้าทดสอบแล้ว เมื่อทำอย่างที่นักพรตน้อยบอกถุงเครื่องรางในมือก็เย็นจนเหมือนกับกำน้ำแข็งจริงๆ ขอรับ”
จินวั่งซูหยิบกรรไกรขึ้นมาตัดส่วนปลายซองออก เมื่อเทออกมาดูข้างในก็มีเพียงแค่แผ่นไม้บางๆที่เขียนตัวอักษรประหลาดเอาไว้สองตัวทั้งสองด้านแค่นั้น
“ก็แค่แผ่นไม้พวกเขาทำให้มันเย็นเหมือนน้ำแข็งอย่างที่เ้าว่าได้อย่างไรกัน? น่าแปลกนัก”
“หรือว่านักพรตพวกนี้มีวิชาประหลาดขอรับ?”
“เ้าคิดว่าอย่างไร?” จินวั่งซูเงยหน้าขึ้นมามองมือปราบหนุ่มเขาใช้สิ่วเล็กๆ มาลองขูดแผ่นไม้นั่นดูก็ไม่เห็นว่าข้างในจะซ่อนสิ่งใดไว้ได้ก็ยิ่งรู้สึกอัศจรรย์ในกลของนักพรตพวกนี้
“ข้าเคยได้ยินน้องชายข้าเล่าถึงวิชาประหลาดของพวกชนเผ่าตามูเาหรือแถบทะเลทรายน้องข้าบอกว่าคนพวกนี้อาจจะทำบางสิ่งที่เราคิดไม่ถึงเช่น ท่องคาถาเรียกลมเรียกฝนเรียกสัตว์ให้ออกมาหากระทั่งทำให้เราเกิดภาพลวงตาหรือมีความรู้สึกอย่างที่เขา้า ไม่ว่าจะเป็กลัวโกรธ ชอบ พอใจ ร้อน หนาว เพียงแต่ทำได้ชั่วคราวเท่านั้นขอรับ”
“มีวิชาเช่นนี้อยู่จริงหรือ? ข้าเองก็เคยอ่านเจอแต่ในตำรา”
“เอาไว้น้องชายของข้าเดินทางมาถึงแล้วท่านค่อยสอบถามเองก็แล้วกันขอรับ ข้าส่งจดหมายไปกับม้าเร็วแล้วอีกไม่นานเขาคงตอบกลับมา”
ระยะทางระหว่างเมืองหลวงกับเมืองฉู่จิ้งใช้เวลาเดินทางหลายวัน จินวั่งซูผู้ใจร้อนและอยากรู้อยากเห็นเป็ที่สุดจึงคิดจะสืบเสาะเื่นักพรตทั้งสี่ให้กระจ่างโดยเร็ว
“เห็นทีข้าคงต้องให้คนไปคอยจับตาดูพวกเขาแล้ว”
****************************
