“ในเมื่อเ้ารู้ว่าข้าเป็ใคร ก็อย่าให้ข้าต้องลงมืออีก ยอมจำนนเสียโดยดีแล้วจะไม่ต้องทรมานมากนัก” เฟิงอู๋ฮั่นตอบคำ พร้อมกับประเมิณพลังฝีมือชายต้องสงสัยคร่าว ๆ
แต่เขาก็ต้องประหลาดใจ เพราะเขาััได้ว่าอีกฝ่ายมีพลังอยู่ในระดับยอดฝีมือขั้นกลางเท่านั้น แต่เหตุใดถึงสามารถหลบการโจมตีเมื่อครู่ได้อย่างง่ายดายนัก???
ระหว่างนั้นเฟิงอู๋ฮั่นก็สำรวจพื้นที่โดยรอบ พบเห็นเพียงแต่ศพของทหารยามทั้งหมด พวกเขาต่างมีพลังฝีมือไม่ต่ำกว่าระดับยอดฝีมือขั้นกลาง ซึ่งเป็สิ่งที่ไม่น่าจะเป็ไปได้ ที่คนผู้นี้จะเป็ผู้ลงมือเพียงลำพัง
เฟิงอู๋ฮั่นจึงกังวลไม่น้อยว่าระดับที่เขาััได้อาจจะไม่ใช่พลังที่แท้จริงของคนตรงหน้า หรืออีกนัยหนึ่งก็คืออาจจะมียอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ ๆ และชายผู้นี้ก็อาจเป็เพียงตัวล่อเท่านั้น..
เฟิงอู๋ฮั่นหยุดคิดอย่างรอบคอบ จำเป็ต้องระมัดระวังและไม่กล้าประมาท เพราะการที่ใครสักคนจะสังหารยอดฝีมือขั้นกลางทั้งหมด 100 คนลงได้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวนั้น แทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
เขาก้าวเดินเข้ามาหยิบทวนอัคคีขึ้นจากพื้น ในใจเริ่มคิดโยงบางสิ่งบางอย่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงก่อนหน้านี้ ซึ่งมีบุคคลปริศนาที่ลงมือสังหารหมู่กลางเมืองหลวง ก่อนที่พวกเขาจะได้รับเบาะแสว่าคนร้ายได้เดินทางมายังทิศตะวันตกของวังหลวง และก็ได้มาพบเหตุการณ์ประหลาดในที่แห่งนี้
ใจของเฟิงอู๋ฮั่นก็เต้นระส่ำระส่าย หลังจากที่นึกถึงคำพูดของกุยกงกงก่อนหน้านี้ บุคคลที่สามารถกระทำการเื่ราวทั้งหมดนี้ได้นั้น จะต้องเหนือกว่าระดับปรมาจารย์ขั้นสุดยอดไปอีกขั้น ซึ่งก็คือระดับที่เรียกว่า ‘ผู้ยิ่งใหญ่’
บุคคลในระดับตำนานนี้ คือผู้ปกครองสูงสุดของแต่ละอาณาจักร ผู้ที่ลงมือเพียงครั้งเดียวก็สังหารคนได้นับพัน าเ็นับหมื่น ทุกก้าวย่าง ทุกการกระทำของบุคคลในระดับนี้นั้น ล้วนแล้วแต่สงผลกระทบเป็วงกว้างทั่วดินแดน และบุคคลในระดับนี้คือจักรพรรดิ์ผู้ปกครองอาณาจักรอย่างแท้จริง
ในขณะเดียวกันทางจี๋ฮ่าวเองก็ประเมิณพลังฝีมือของเฟิงอู๋ฮั่นอย่างคร่าว ๆ คาดว่าเขาน่าจะมีพลังฝีมือในระดับปรมาจารย์ขั้นสุดยอด ตามข่าวลือที่นางเคยได้ยินมา เขายังเป็แม่ทัพทหารม้าโลหิตของวังหลวง ผู้มีพลังฝีมือสูงส่งเป็อันดับต้น ๆ ของอาณาจักรชิงหลงแห่งนี้อีกด้วย
ถึงแม้จะเป็เช่นนั้น จี๋ฮ่าวก็ไม่ได้หวาดกลัวอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ต่อให้พลังของนางในตอนนี้จะลดหายลงไปจนเหลือเพียงแค่ 3 ใน 10 ส่วนก็ตาม หากรวมกับสติปัญญาและเคล็ดวิชาล้ำลึกอีกมากมาย มันก็มากพอที่จะหลบหนีจากคนพวกนี้ไปได้ แต่สถานการณ์ในตอนนี้ก็ไม่เอื้อให้นางต้องสู้ด้วยมากนัก เพราะถ้าหากมีคนมาเพิ่มมากไปกว่านี้ อาจจะทำให้ตัวตนของนางเปิดเผยและทำให้เป็ที่จับตาได้โดยง่าย
ทว่าหนทางหลบหนีออกไปมีเพียงเส้นทางเดียว อีกทั้งยังถูกเฟิงอู๋ฮั่นขวางทางเอาไว้อยู่ อีกเหตุผลที่ทำให้นางไม่อาจหนีไปได้คือในตอนนี้นางยังฟื้นพลังไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่แล้วเคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็ยังไม่จบสิ้น เพราะนางยังััได้ถึงตัวตนของผู้เยี่ยมยุทธอีก 2 คน ที่น่าจะมีพลังอยู่ในระดับเดียวกับเฟิงอู๋ฮั่นกำลังตรงมายังทิศที่นางยืนอยู่
ภายในชั่วอึดใจ คนแรกที่นางเห็นคือชายใบหน้ากลมมน รูปร่างท้วม สวมชุดของหัวหน้าขันที มุ่งหน้ามาสมทบด้วยความเร็ว
‘ตัวยุ่งยากเพิ่มมาอีกคนเสียแล้ว’ จี๋ฮ่าวแอบสบถในใจ
เฟิงอู๋ฮั่นเห็นเช่นนั้นก็โล่งใจ รีบกล่าวทัก “กุยกงกง ท่านมาเสียที”
ขันทีผู้มาใหม่เป็ขันทีผู้มากฝีมือที่สุดของวังหลวง อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นสุดยอดเช่นกัน อีกเพียงครึ่งก้าวก็อาจจะบรรลุไปถึงขั้นผู้ยิ่งใหญ่ได้แล้ว ดังนั้นการที่มีเขาเข้ามาเพิ่มกำลังรบ อย่างน้อยก็ทำให้ตัวเฟิงอู๋ฮั่นคลายความกังวลไปได้มาก
กุยกงกงมาถึงก็กวาดประสาทััออกไปประเมิณสถานการณ์โดยรอบทันที เขาเองก็รู้สึกและมีความคิดไม่ต่างไปจากแม่ทัพเฟิงอู๋ฮั่นนัก
ในระหว่างที่จี๋ฮ่าวกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็พบว่าสายตาที่ของทั้งคู่จดจ้องมาที่คัมภีร์สีดำในมือของนางอย่างไม่วางตา
"คัมภีร์นิรวาณ!!"
กุยกงกงและแม่ทัพเฟิงอู๋ฮั่นตกตะลึงเป็อย่างมาก เพราะมันคือชื่อของคัมภีร์ในตำนานที่เป็เหตุชนวนให้ 8 เทพราชันย์ฟ้าผู้ยิ่งใหญ่ในตำนานและยอดฝีมือจำนวนมาก ต่างยอมเสี่ยงตายเพื่อมันและเดินทางไปยังทวีปมืดแห่งนั้น
พวกเขาเคยได้ยินมาว่ามันอยู่ในหอคอยปริศนาที่ตั้งอยู่ในทวีปมืด แล้วเหตุใดคัมภีร์เล่มนี้จึงมาอยู่กับชายคนนี้?
“แสดงว่าที่ท่านาุโผู้นั้นกล่าวถึงก็เป็ความจริง” กุยกงกงพลันนึกไปถึงบุรุษและสตรีรูปงามทั้งสาม ที่กล่าวถามถึงคัมภีร์นิรวาณก่อนหน้านี้
ในขณะนั้นเองก็ได้มีผู้มาใหม่ที่เพิ่งมาถึงอีกหนึ่งคน ทำให้กุยกงกงและเฟิงอู๋ฮั่นที่หันไปพบ ก็ชักสีหน้าแสดงอาการไม่พอใจเล็กน้อย
“ประมุขพรรคจันทราวารี หลี่เกอเซียว คนอย่างท่านกล้าดีอย่างไรถึงบุกรุกสถานที่ต้องห้ามของวังหลวง?”
เฟิงอู๋ฮั่นยกมือขึ้นขวางทางเขาเอาไว้และกล่าวขึ้นด้วยความไม่พอใจ เพราะก่อนหน้าเขาก็ได้สั่งกำชับลูกน้องเอาไว้หมดแล้ว ว่าห้ามคนนอกเข้ามาเด็ดขาด แต่หลี่เกอเซียวไม่ได้ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่าย สายตากลับจดจ้องมาที่คัมภีร์ในมือของจี๋ฮ่าวเช่นกัน
จี๋ฮ่าวรับรู้ได้ถึงสายตาละโมภเ่าั้ ก็สบัดเก็บคัมภีร์กลับไว้ในห้วงจิตสำนึกของนางอีกครั้ง
ทั้งสามที่เห็นคัมภีร์จู่ ๆ ก็หายไปต่อหน้าต่อตา ก็คาดเดาไปว่าจี๋ฮ่าวคือหนึ่งในนักผจญภัยอย่างแน่นอน เพราะความสามารถในการเก็บสิ่งของแบบนี้ มีเพียงนักผจญภัยเท่านั้นที่จะสามารถทำได้
"ระดับพลังก็แค่ยอดฝีมือขั้นกลาง กลับขวัญกล้าบังอาจมารุกล้ำเขตหวงห้าม ขโมยสมบัติประจำราชวงศ์" กุยกงกงเป็คนแรกที่เอ่ยขึ้นเพื่อหยั่งเชิงอีกฝ่าย เขาชี้นิ้วออกไปพร้อมกับะโอย่างขึงขัง
“ส่งมันคืนมาเดี๋ยวนี้!!!”
ด้วยนิสัยของจี๋ฮ่าวแล้วนั่น ย่อมไม่อยากให้เกิดการปะทะแต่อย่างใด ทว่าเมื่อได้เห็นสายตาละโมภโลภมากของคนทั้งสามแล้ว นางจึงอดไม่ได้ที่จะตอบไปว่า
“คลานเข่าเข้ามาแล้วสั่นหางสักหน่อยสิ เผื่อข้าจะใจดีมอบให้เ้าอ่านสักหน้าสองหน้า....”