ซากประตูเมืองคอนกรีตที่แตกร้าวแยกเขี้ยวอ้าอยู่เบื้องหน้า ดุจขากรรไกรของอสูรกายทมิฬที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง หลังจากคำประกาศท้าทายอันทรงอำนาจของราชันย์แห่งรัตติกาลสิ้นสุดลง ทั่วทั้งบริเวณก็ตกอยู่ในความเงียบงันอันหนักอึ้งชวนอึดอัด ไม่มีใครในทีมของหลินเยว่เอ่ยปากวาจาใด ๆ อยู่หลายวินาที สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มนุษย์ ซอมบี้ และสัตว์กลายพันธุ์หลายหมื่นชีวิตยืนเบียดเสียดนิ่งสนิท ดวงตาทุกคู่จับจ้องตรงมายังพวกเธอ ทว่ามันกลับเป็นแววตาที่ว่างเปล่าลึกซึ้ง ราวกับจิตวิญญาณและเจตจำนงเสรีถูกกระชากหลุดออกจากร่างไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเปลือกนอกที่ไร้ชีวิตชีวา
หลินเยว่สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ความรู้สึกหนักอึ้งดุจมวลน้ำมหาศาลถาโถมเข้ากดทับหัวใจ ทว่าเธอเหนี่ยวรั้งสติและปัดเป่าความหวั่นเกรงนั้นทิ้งไปอย่างเด็ดเดี่ยว
“...พวกเราเข้าไปกันเถอะค่ะ”
คำสั่งสั้น ๆ ทว่าเฉียบขาดนั้นทำลายความระแวดระวังที่จับแข็ง ทุกคนขยับเคลื่อนพลพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ นัทก้าวเท้าสืบไปข้างหน้ายกร่างกำยำและแผ่นโล่ขนาดยักษ์ขึ้นกำบังดุจปราการเหล็กกล้ามีชีวิต มีนขยับตัวอยู่ตรงกึ่งกลางกลุ่ม คอยตรวจสอบรักษาระยะห่างเพื่อประคองแนวรบ คินเฝ้าระวังส่วนท้ายขยับปลายกระบอกปืนไรเฟิลกวาดมองทุกมุมอับด้วยสายตาเฉียบคม ขณะที่เจย์คอยเพ่งมองและป้อนข้อมูลการผันผวนของสนามพลังงานลงในแท็บเล็ตไม่ยอมลดละ ส่วนอาร์คยังคงยืนหยัดเคียงข้างหลินเยว่ เงาร่างสีเข้มของเขาไม่ห่างกายเธอเลยแม้แต่เสี้ยวฝ่ามือ
ทันทีที่ฝ่าเท้าของพวกเขาก้าวพ้นเส้นแนวขอบประตูเมือง หน้าต่างอินเตอร์เฟสสีฟ้าครามของระบบ Genesis Core ก็สั่นสะเทือนครางต่ำกะพริบเตือนถี่รัว
[WILL SUPPRESSION FIELD: ACTIVE]
[RESISTANCE CALCULATING...]
[USER STATUS: STABLE]
[PARTY RESISTANCE: BOOSTED BY LINKED CORE]
ในวินาทีนั้นเอง หลินเยว่รู้สึกได้ถึงแรงกดดันลึกลับมหาศาลที่พยายามแทรกซึมผ่านคลื่นสมอง เข้ามาบิดเบือนความคิดกระแสหลัก มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกายภาพ ทว่ามันกลับมาในรูปแบบของเสียงกระซิบอันแผ่วเบา นุ่มนวล และเปี่ยมด้วยความหวังดีที่พยายามจะกล่อมเกลาจิตวิญญาณให้ดิ่งลงสู่ความเคลิบเคลิ้ม:
‘...พอได้แล้ว... ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยากคอยแบกรับสิ่งใดอีกต่อไป... ไม่ต้องหวาดกลัวว่าการตัดสินใจของเจ้าจะนำพาความผิดพลาดมาสู่ผู้ใด... เพียงแค่ปล่อยวาง... และปล่อยให้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเลือกเส้นทางแทนก็พอ...’
เธอกัดริมฝีปากล่างแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ คละคลุ้งในโพรงปาก ความเจ็บปวดที่แล่นปราดช่วยฉุดกระชากสติสัมปชัญญะของเธอกลับมาให้ใสกระจ่าง “...อย่าไปฟังเสียงกระซิบเด็ดขาดนะคะทุกคน! ตั้งสติเอาไว้!” เธอตะโกนเตือนเพื่อนร่วมทีม น้ำเสียงกร้าวหนักแน่นพอที่จะฉีกกระชากม่านเสียงลวงตาเหล่านั้นให้พังทลาย
มีนพยักหน้ารับรัว ๆ มือที่ถือคทารวมพลังสั่นระริก ใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น “...มัน... มันเหมือนเสียงเพลงกล่อมเลยค่ะพี่เยว่ มันคอยบอกให้ฉันยอมแพ้ บอกให้ปล่อยวางทุกอย่าง... อึดอัดจังเลยค่ะ...”
คินสบถคำรามต่ำในลำคอ ดวงตายังคงจับจ้องผ่านลำกล้องเล็ง “...ชิ! ไอ้สารเลวนี่รู้จักใช้จุดอ่อนในส่วนลึกของจิตใจมนุษย์ดีชะมัด มันพยายามจะหลอกให้เราเชื่อว่าการหันหลังยอมจำนน... คือทางออกที่สงบสุขที่สุด”
ตลอดสองข้างทางของถนนคอนกรีต ร่างของผู้คนที่ถูกสะกดนิ่งยืนอยู่ในท่วงท่าที่หลากหลาย บางคนกำลังโอบอุ้มทารกไว้ในอ้อมอก บางคนยกอาวุธขึ้นค้างในอากาศ บางคนโอบกอดกันและกันไว้แน่นด้วยความตื่นตระหนก พวกเขาไม่ได้ล้มตาย ทว่าพวกเขากลับไม่มีสิทธิ์ที่จะขยับเคลื่อนไหวหรือเลือกสิ่งใดได้อีก หลินเยว่ฝีเท้าชะงักลงตรงหน้าร่างของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่ดวงตายังคงเบิกกว้าง คราบน้ำตาแห้งกรังยังคงทิ้งรอยเป็นทางยาวบนโหนกแก้ม แววตาคู่นั้นสะท้อนความหวาดกลัวที่ถูกแช่แข็งไว้ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่เจตจำนงเสรีจะถูกช่วงชิงไป
หลินเยว่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูด “...นี่มันไม่ใช่การช่วยเหลือ... นี่มันคือการพรากชีวิตไปทั้งเป็นชัด ๆ” ความโกรธแค้นเริ่มก่อตัวสุมทรวง ความโกรธต่อการกระทำอันป่าเถื่อนที่เคลือบฉาบด้วยคำว่าการปกป้อง ทว่ากลับทำลายแก่นแท้และคุณค่าของการมีชีวิตอยู่จนหมดสิ้น
กริ๊ก...
ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงขยับเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ก็ดังขึ้น ร่างของเด็กชายตัวน้อยที่ยืนนิ่งอยู่ใกล้ ๆ ปลายนิ้วมือของเขาขยับกระตุกเล็กน้อย ทว่ามันกลับชัดเจนยิ่งในความรู้สึก มีนเบิกตากว้างลั่นอุทานด้วยความหวัง “...พี่เยว่คะ! ดูเด็กคนนั้นสิคะ... เขายังไม่ยอมแพ้! เจตจำนงของเขายังต่อสู้อยู่!”
เจย์รีบตวัดหน้าจอแท็บเล็ตสแกนพิกัดทันที “...ใช่ครับ! ใช่จริง ๆ ด้วย! คลื่นสมองส่วนลึกของเขายังคงพยายามต่อต้านสนามพลังสะกดข่มนี้อยู่ น่าเหลือเชื่อมาก... ทั้งที่อยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลระดับนี้!”
หลินเยว่ไม่ลังเล เธอทรุดเข่าลงตรงหน้าเด็กชายตัวน้อย วางฝ่ามืออันอบอุ่นลงบนหน้าผากของเขาเบา ๆ ในวินาทีนั้นเอง ระบบส่วนกลางก็ตอบสนองต่อเจตจำนงของเธอทันที
[LOCAL NETWORK CONTACT: ESTABLISHED]
[ATTEMPTING AUTONOMY RESTORATION...]
ซ่า—————!
เสียงสัญญาณแตกพร่าดังอื้ออึงสะท้อนในหัวของเธอ ดุจคลื่นวิทยุที่กำลังพุ่งชนเข้ากับกำแพงยักษ์หนาทึบ หลินเยว่หลับตาลงแน่น รวบรวมจิตตั้งมั่นและส่งกระแสความคิดอันเด็ดเดี่ยวเพียงหนึ่งเดียวทะลวงผ่านระบบเชื่อมต่อตรงสู่จิตวิญญาณของเด็กชาย:
‘...เธอ... เธอยังสามารถเลือกได้นะ... จงอย่าปล่อยให้ดวงตาคู่นี้มืดดับไป... จงเลือกที่จะลุกขึ้นสู้... จงเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยเจตจำนงของตัวเอง!’
เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เด็กชายตัวน้อยพลันกะพริบตาถี่ ๆ แสงสีม่วงในแววตาสลายหายไป ก่อนที่ร่างของเขาจะทรุดฮวบลงกับพื้นพลางสูดอากาศเข้าปอดลึกรัวราวกำลังจะขาดใจ ดุจคนที่เพิ่งถูกดึงขึ้นมาจากก้นมหาสมุทรอันลึกชัน “...แม่... คุณแม่ครับ... ฮืออออ...” เด็กน้อยร้องไห้โฮโผเข้ากอดขาของหญิงผู้เป็นแม่ที่ยังคงยืนนิ่งสนิท มีนไม่รอช้ารีบปราดเข้าไปทรุดตัวดูแลเด็กชายด้วยความอ่อนโยนและแผ่พลังเยียวยาในทันที
เจย์จ้องมองหลินเยว่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งและตื่นตะลึงระคนเลื่อมใส “...หัวหน้า... นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว เธอสามารถทำลายสนามพลังเฉพาะจุดได้... เธอคืนเจตจำนงเสรีให้กับเขาได้จริง ๆ!”
หลินเยว่หยัดกายลุกขึ้นยืนช้า ๆ แผ่รังสีของผู้นำออกมา หน้าต่างข้อความของระบบกะพริบวาบอีกครั้ง
[PROOF RECORDED: FREE WILL CAN BE RESTORED]
[ZONE RESPONSE: DETECTED]
ครืน—————!
ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง มหานครทั้งใบพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันมหาศาลจากยอดตึกระฟ้าใจกลางเมืองทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเด่นชัด สุ้มเสียงของราชันย์แห่งรัตติกาลดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันกลับแฝงไปด้วยร่องรอยของความไม่พอใจและกรุ่นโกรธอย่างปิดไม่มิด
“...เจ้า... เจ้าช่างโง่เขลานัก ผู้ถือครองแกนกำเนิด... เจ้ากำลังปลุกความทุกข์ทรมานและความกลัวให้กลับคืนสู่พวกเขาอีกครั้ง...”
หลินเยว่ยืนหยัดอย่างมั่นคง ดวงตาเรียวสวยทอประกายกร้าวสะท้อนแสงสีฟ้าคราม สบสายตากลับไปยังทิศทางของเสาแสงทมิฬ “...เปล่าเลย!” เธอสวนกลับด้วยน้ำเสียงอันดังกังวานและหนักแน่น “ฉันไม่ได้ปลุกความทุกข์... แต่ฉันกำลังคืน ‘สิทธิ์ในการเลือก’ ให้กับพวกเขาต่างหาก! สิทธิ์ที่จะมีความสุข สิทธิ์ที่จะเจ็บปวด และสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขาต้องการ... ไม่ใช่ในแบบที่แกยัดเยียดให้!”
ความเงียบทิ้งตัวลงปกคลุมเส้นทางสายหลักอีกครั้ง ก่อนที่แสงสีดำอมม่วงเหนือยอดตึกใจกลางเมืองจะระเบิดลุกโชนขึ้นฟ้าดุจเปลวเพลิงทมิฬ
“...ถ้าเช่นนั้น... ก็จงก้าวเข้ามาให้ลึกกว่านี้...” เสียงนั้นเย้ยหยันพลางค่อย ๆ จางหายไป “...และจงเบิกตาดูให้เต็มตา... ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะยังคงนึกขอบคุณเจ้าอยู่หรือไม่... ยามเมื่อความหวาดกลัวและความสิ้นหวังไหลบ่ากลับคืนมาสู่จิตวิญญาณอีกครั้ง...”
ทว่า หลังจากสิ้นกระแสเสียงประชดประชัน สิ่งอัศจรรย์กลับเริ่มผลิบาน... ทั่วทั้งมหานคร ดวงตาหลายหมื่นคู่ที่เคยเรืองแสงสีม่วงเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง บางคนเริ่มกะพริบตา บางคนขยับนิ้วมือ และบางคนเริ่มส่งกระแสพลังทางจิตต่อสู้กับพันธนาการที่มองไม่เห็น หลินเยว่ตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า... พวกเธอไม่ได้กำลังต่อสู้อยู่เพียงลำพังในสมรภูมิแห่งนี้ ทว่ายังมีผู้คนอีกนับแสนชีวิตที่กำลังรอคอยการจุดประกายเพื่อทวงคืนจิตวิญญาณของตนกลับคืนมา
เธอหันกลับมามองยอดตึกที่สูงที่สุดใจกลางเมืองหลวงเก่า แววตาทอประกายเด็ดเดี่ยวเกินกว่าสิ่งใดจะสั่นคลอน
“...พวกเรา... เดินหน้าต่อกันเถอะค่ะ”
ครั้งนี้ น้ำเสียงของเธอเปี่ยมไปด้วยพลังและน้ำหนักที่มากกว่าครั้งใด ๆ เพราะตอนนี้เธอมีหลักฐานเชิงประจักษ์แล้วว่า... ต่อให้พลังอำนาจของศัตรูจะมืดมิดและกดทับจิตใจของสรรพชีวิตให้ดิ่งลึกเพียงใด ตราบใดที่ยังมีใครสักคนยื่นมือออกไปมอบ ‘ความหวัง’... อิสรภาพและเจตจำนงเสรีก็พร้อมที่จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาทลายกรงขังได้เสมอ