เล่มที่ 1 บทที่ 16 น้ำมาคลองเกิด
การที่สามารถใช้ตามองดูภายในร่างกายตัวเองได้เช่นนี้นับว่าเป็ประสบการณ์เปิดหูเปิดตาเจียงอวิ๋นอย่างใหญ่หลวง
หลังจากชมดูคร่าวๆ อย่างตื่นเต้นแล้ว เขาถึงได้เลื่อนสายตาไปมองทางเส้นลมปราณสิบสองเส้น
เส้นลมปราณสิบสองเส้นภายในร่างกายคนหัวท้ายเชื่อมถึงกัน ต่อโยงไปถึงตันเถียน ลากยาวทั่วร่างกาย กลายเป็หนึ่งวงโคจรหมุนเวียนไปมาดุจวงแหวนไร้ที่สิ้นสุด
ดังนั้นก้าวแรกของการบำเพ็ญมรรคก็คือการพยายามเบิกเส้นลมปราณเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดทำให้พลังปราณสามารถโคจรทั่วทั้งร่างกายผ่านเส้นลมปราณได้อย่างต่อเนื่อง
และเมื่อได้เห็นเส้นลมปราณสิบสองเส้นของตนเจียงอวิ๋นก็ชะงักไปอย่างอดไม่ได้
แม้เขาจะไม่เคยเห็นว่าเส้นลมปราณของผู้อื่นเป็เช่นไรทว่าเขากลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า เส้นลมปราณของเขาน่าจะหนาใหญ่กว่าคนอื่นๆอย่างมาก
โดยเฉพาะเส้นลมปราณทั้งสามเส้นที่ถูกเปิดออกแล้วมันดูเลือนรางออกสีโปร่งใสมองเห็นพลังปราณที่กำลังโคจรอย่างพลุ่งพล่านได้อย่างชัดเจน ราวกับสายธารอันเชี่ยวกรากก็ไม่ปาน
สิ่งนี้ทำให้เขาใจเต้น นึกถึงน้ำยาสมุนไพรที่ปู่ให้เขาอาบมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา“หรือว่ายาสมุนไพรเ่าั้จะกระตุ้นให้เส้นลมปราณของข้าค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นมาโดยตลอด?”
วินาทีต่อมาตอนที่เจียงอวิ๋นเลื่อนสายตาไปจับจ้องทางเส้นลมปราณอีกเก้าสายที่ยังไม่ได้เปิดออกเขาก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที มิเพียงแต่ได้รู้ว่าความคิดของตนนั้นถูกต้องแต่ยังได้รู้ด้วยว่าเหตุใดการบำเพ็ญของตนถึงได้รวดเร็วเพียงนี้!
ในเส้นลมปราณเก้าเส้นแม้จะยังคงเต็มไปด้วยมลทินต่างๆ มากมาย แต่หากสังเกตอย่างละเอียดละก็จะพบว่ามลทินภายในเส้นลมปราณหกเส้นจากทั้งหมดนั้นล้วนมีขนาดเล็กและละเอียด อีกทั้งในมลทินเ่าั้ยังมีพลังปราณรางๆเคลื่อนไหวอยู่ด้วย!
หากเปรียบเทียบกับลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง เมื่อวางหินขนาดมหึมาก้อนหนึ่งลงไปก็จะทำให้สายน้ำถูกขัดขวางจนหยุดไหลอย่างสมบูรณ์แต่หากวางหินก้อนเล็กและละเอียดหลายก้อนลงไปละก็ แม้สายน้ำจะถูกขัดขวางการหลั่งไหลไปบ้างแต่ตามซอกระหว่างก้อนหินนั้น สายน้ำก็ยังคงไหลผ่านไปได้อยู่
และหากสายน้ำไหลเชี่ยวขึ้นสักหน่อยก็จะสามารถซัดก้อนหินเหล่านี้ทิ้งได้
บัดนี้เส้นลมปราณของเจียงอวิ๋นเป็ดั่งลำธารเล็กๆสิ่งมลทินที่เดิมทีควรจะเป็ก้อนหินขนาดมหึมา กลับกลายเป็แค่เศษหินละเอียดเพียงพลังปราณที่หลั่งไหลเข้าไปมีความเร็วสูงสักเล็กน้อย ก็จะสามารถซัดเศษหินเหล่านี้ทิ้งได้อย่างง่ายดาย
บัดนี้เจียงอวิ๋นรู้แล้วว่าสาเหตุที่เส้นลมปราณของตนแตกต่างจากผู้อื่นและที่ความเร็วในการบำเพ็ญของเขาสูงมากเพียงนี้ได้ล้วนเป็เพราะน้ำยาสมุนไพรที่ปู่ให้เขาอาบตลอดหลายปีที่ผ่านมา
แม้เขาจะไม่สามารถบำเพ็ญวิชาของหมู่บ้านเจียงได้ทว่าปู่ก็ได้สร้างรากฐานสำหรับการบำเพ็ญของเขาในอนาคตเตรียมไว้ให้ก่อนล่วงหน้าเท่าที่จะทำได้แล้ว
ฤทธิ์ของยาสมุนไพรเ่าั้เมื่อถูกสั่งสมมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงแต่จะค่อยๆ ขยายขนาดเส้นลมปราณของเขาให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้นแต่ยังค่อยๆ ป่นสิ่งมลทินภายในเส้นลมปราณของเขาลงด้วย
เช่นนี้แล้ว ขอเพียงมีพลังปราณหลั่งไหลเข้าไปก็ประหนึ่งน้ำมาคลองเกิด[1] สำเร็จได้อย่างง่ายดายและราบรื่นเกินบรรยาย!
เื่นี้เป็หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ตัวเขาก่อนหน้านี้ที่ไร้บำเพ็ญต่อกรกับผู้บำเพ็ญได้เอาชนะเฟิงอู๋จี้ด้วยฐานะคนธรรมดาได้อย่างง่ายดาย
เพราะขอเพียงเขา้าเกรงว่าเขาคงจะสามารถทะยานขึ้นสู่ระดับเบิกมรรคขั้นเก้าได้ในเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่วัน!
“ปู่!”
ตอนนี้เจียงอวิ๋นได้รู้ซึ้งถึงความทุ่มเทของปู่อย่างสมบูรณ์แล้วจึงยิ่งทำให้เขาตั้งใจแน่วแน่กว่าเดิมว่าเขาจะรีบบำเพ็ญให้ประสบผลโดยเร็ว เพื่อที่จะกลับไปยังูเาหนึ่งแสนไพศาล
หลังจากมองดูเส้นลมปราณหกเส้นนั้นเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งเจียงอวิ๋นถึงได้เลื่อนสายตาไปมองเส้นลมปราณสามเส้นสุดท้าย
มลทินในเส้นลมปราณสามเส้นนี้ดูจะยังเป็ก้อนเหมือนเดิมเกรงว่าแม้แต่ฤทธิ์ของยาสมุนไพรเ่าั้ก็ไม่สามารถป่นให้ละเอียดได้
แต่ว่าเพราะการบำเพ็ญมรรคเดิมทีก็เป็การกระทำที่ฝืนลิขิตฟ้าอีกทั้งเก้ายังเป็ตัวเลขสูงสุด ทำให้ระดับทั้งหมดในการบำเพ็ญมรรคจะระดับเบิกปราณก็ดี ระดับธรณีมงคลก็ดี ล้วนมีขั้นเก้าเป็ปลายทางซึ่งนี่ก็เป็ขีดจำกัดที่วิถี์ยอมรับกลายๆ ด้วย
ทันทีที่ข้ามเก้า ก็เท่ากับข้ามเส้นจักนำมาซึ่งการลงทัณฑ์จากวิถี์กระทั่งเจียงว่านหลี่เองก็ไม่กล้าละเมิดโดยง่ายดังนั้นในยามที่เขาช่วยให้เจียงอวิ๋นเบิกเส้นลมปราณได้ง่ายขึ้นนั้นเขาก็จงใจเลี่ยงเส้นลมปราณสามเส้นสุดท้ายนี้ไป
เจียงอวิ๋นดึงสายตากลับมา ไปหาน้ำสะอาดมาชำระล้างร่างกายไม่กล้าบำเพ็ญต่อ ค่อยๆ ปรับสมดุลระดับพลังของตนไป
เช้าวันต่อมา ตงฟางโป๋ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้งกวาดมองเขาจากบนจรดล่าง ก่อนจะเอ่ยปากกล่าวอย่างประหลาดใจ “น้องเจียง เ้าช่วยเปิดหูเปิดตาให้ข้าอย่างใหญ่หลวงเลยทั้งยังเป็การพิสูจน์ว่าสิ่งที่ข้ากล่าวไว้ก่อนหน้านี้นั้นถูกต้องด้วยไอ้การทดสอบสามด่านอะไรนั่น มันดูอลังการทว่าไร้แก่นสารอย่างแท้จริง!”
ไม่รอให้เจียงอวิ๋นเอ่ยปากตงฟางโป๋ก็ได้ชิงพูดตัดหน้าต่อทันที “ทว่า บนตัวเ้าย่อมต้องมีความลับอะไรบางอย่างอยู่เป็แน่มิฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในสามด่านนั้นไม่มีทางพิลึกพิสดารเพียงนั้นแน่!”
“แต่แน่นอน เ้าวางใจได้ไม่ว่าเ้าจะมีความลับอันใด ทั้งสี่คนบนยอดเขาซ่อนเราจะไม่สืบสาวและไม่มีทางคิดจะแย่งชิงแน่นอน ทว่าเมื่อออกสู่โลกภายนอกแล้วทางที่ดีเ้าระวังตัวไว้สักหน่อยจะดีกว่า อย่าให้ใครล่วงรู้ความลับของเ้าเด็ดขาด!”
แม้เจียงอวิ๋นจะคิดว่านอกจากความลับเกี่ยวกับเส้นลมปราณทั้งเก้าเส้นแล้ว บนตัวเขาก็ไม่ได้มีความลับอื่นๆอีก แต่เขาก็รู้ดีว่านี่เป็ความหวังดีของตงฟางโป๋ ดังนั้นเขาจึงไม่อธิบายอะไรพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ขอบพระคุณศิษย์พี่ใหญ่ที่สั่งสอน ข้าจักจดจำให้ขึ้นใจ”
ตงฟางโป๋โบกมือไปมา “ไม่ถือเป็การสั่งสอนหรอกนะ! เพียงเตือนไว้หน่อยเท่านั้นจริงสิ น้องเจียง บัดนี้เ้าระดับเบิกปราณขั้นสามแล้ว สามารถฝึกฝนวิชาอาคมได้แล้วเคยคิดไว้บ้างไหมว่าอยากฝึกวิชาอาคมเช่นใด?”
“เื่นั้น...” เจียงอวิ๋นยิ้มเจื่อนๆพร้อมส่ายหน้า “เกรงว่าคงต้องรบกวนศิษย์พี่ใหญ่อีกแล้วล่ะเื่เกี่ยวกับวิชาอาคมเอง ข้าก็ไม่รู้อันใดเลยเช่นกัน”
“ฮ่าฮ่า ไม่รบกวน ไม่รบกวน!” ตงฟางโป๋ตาเป็ประกายอีกครั้งทันทีนั่งแหมะลงตรงหน้าเจียงอวิ๋นอย่างไม่รีรอ“อย่างไรเสีย่นี้เ้าก็ต้องปรับสมดุลพลังเสียก่อน เช่นนั้นข้าใช้โอกาสนี้อธิบายเื่เกี่ยวกับวิชาอาคมให้เ้าฟังอย่างละเอียดสักหน่อยก็แล้วกัน”
“วิชาอาคมมีมากมายหลากหลายเหลือคณนา มันย่อมมีการแบ่งระดับชั้นด้วยเช่นกันทั้งยังสัมพันธ์กับระดับบำเพ็ญอย่างใกล้ชิดข้าจักเริ่มกล่าวจากวิชาอาคมเบญจธาตุอันเป็พื้นฐานที่สุดก่อนแล้วกัน!”
......
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งวันหนึ่งคืน หลังจากตงฟางโป๋บรรยายจบด้วยท่าทางเหมือนยังไม่หนำใจอีกครั้งในที่สุดเจียงอวิ๋นก็ตัดสินใจได้แล้วว่าเขาจะเลือกวิชาอาคมสายอัคคี!
อัคคีเป็หนึ่งในเบญจธาตุทั้งยังควบคุมได้ค่อนข้างง่ายดังนั้นนักพรตเกือบทั้งหมดจึงมักจะเลือกวิชาอาคมสายนี้เป็อันดับแรก
ยิ่งกว่านั้น จากการบรรยายของตงฟางโป๋เจียงอวิ๋นเองก็ได้รู้ว่า นอกจากการโจมตีแล้ววิชาอาคมสายอัคคีก็เป็สิ่งที่จำเป็ต้องมีในการหลอมยาโอสถหรือหลอมศาสตราด้วย
แม้ว่าบัดนี้เจียงอวิ๋นจะสามารถบำเพ็ญได้แล้วทว่าความพยายามในเื่หลอมยาโอสถตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา เขาย่อมไม่คิดจะทิ้งไปเฉยๆอยู่แล้ว ดังนั้นการเลือกวิชาอาคมสายอัคคีจึงนับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
และนอกจากวิชาอาคมสายอัคคีแล้วด้วยคำแนะนำของตงฟางโป๋ เจียงอวิ๋นยังเลือกฝึกวิชากระบี่ด้วย
วิชากระบี่แท้จริงแล้วก็ถือเป็วิชาอาคมชนิดหนึ่งเช่นกัน ทว่าวิชากระบี่จำเป็ต้องมีกระบี่จึงจะใช้ได้และนับแต่อดีตจวบจนปัจจุบันพลังโจมตีของผู้บำเพ็ญกระบี่ก็เป็ที่ยอมรับโดยทั่วว่าทรงพลานุภาพมากที่สุด อีกทั้งยอดเขาหลักของนิกายแสวงมรรคยังเน้นวิถีแห่งกระบี่เป็หลักด้วยดังนั้นการเลือกฝึกวิชากระบี่ย่อมมีเพียงผลดีไร้ผลเสีย
“เดิมทีมีเพียงศิษย์สายนอกเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปในหอซ่อนคัมภีร์ของนิกายเพื่อค้นหาวิชาอาคมที่เหมาะสมได้ทว่าไม่เป็ไร ข้าจะช่วยไปหามาให้เ้าสักครั้งแล้วกัน!”
หลังทิ้งคำพูดนี้ไว้ ตงฟางโป๋ก็จากไปอย่างรีบร้อนทันทีทำให้เจียงอวิ๋นรู้สึกซาบซึ้งใจอีกครั้งยิ่งนับถือศิษย์พี่ใหญ่ที่อาจจะพูดมากไปบ้างทว่ากระตือรือร้นและจริงใจผู้นี้มากยิ่งขึ้น
กับความกระตือรือร้นทั้งยังเป็ฝ่ายเข้าหาเจียงอวิ๋นก่อนเช่นนี้เจียงอวิ๋นก็ใช่ว่าจะไม่เคยสงสัยหรือหวาดระแวงมาก่อนเลย แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดบนตัวตงฟางโป๋เหมือนจะมีความรู้สึกสนิทใกล้ชิดอย่างน่าประหลาดอยู่ด้วยเมื่อรวมกับเื่ที่เขามาตัวเปล่าบนตัวเขาไม่ได้มีสิ่งล้ำค่าอะไรให้หมายปองเลยจริงๆเจียงอวิ๋นจึงตัดสินใจที่จะเชื่อใจตงฟางโป๋
และจากการได้ข้องเกี่ยวกันเป็เวลาสั้นๆไม่กี่วันนี้ เจียงอวิ๋นก็ยิ่งแน่ใจกว่าเดิมว่าเขาเชื่อไม่ผิดคน
ไม่นานตงฟางโป๋ก็ได้ย้อนกลับมาอีกครั้งพร้อมกับโยนแหวนบรรจุภัณฑ์วงหนึ่งให้กับเจียงอวิ๋น
“เ้ามีพลังปราณแล้วจึงสามารถเปิดแหวนบรรจุภัณฑ์ได้แล้วเช่นกันแม้ว่าช่องว่างภายในแหวนวงนี้ไม่ได้ใหญ่มากนักแต่ก็พอให้ตัวเ้าในตอนนี้ใช้งานแล้ว ภายในแหวนมีวิชาอาคมสายอัคคีกับวิชากระบี่ระดับเริ่มต้นหนึ่งชุดและมีกระบี่เหล็กทั่วไปด้วยอีกหนึ่งเล่ม”
“ส่วนเื่การฝึกฝนวิชาอาคมนั้นข้าก็ไม่มีปัญญาชี้แนะให้เ้าแล้ว ทว่าศิษย์พี่หญิงสองค่อนข้างเชี่ยวชาญด้านนี้หากเ้าทำให้ศิษย์พี่หญิงสองช่วยชี้แนะให้เ้าได้ จักเป็ประโยชน์ต่อเ้าอย่างใหญ่หลวงแน่นอน!”
----------
[1] น้ำมาคลองเกิดหมายถึง เมื่อปัจจัยต่างๆ พร้อมแล้ว เื่ต่างๆ ก็จะสำเร็จลุล่วงโดยปริยาย