แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องนอนที่เงียบสงบ แต่ทว่าภายในใจของ นารา กลับไม่ได้สงบสุขเช่นนั้น หญิงสาวร่างบางในชุดลำลองเดินวนเวียนไปมาอยู่หน้าโต๊ะทำงานด้วยความกระวนกระวายใจ มือเรียวเล็กค้นหาบางสิ่งใต้กองเอกสารและหนังสือเรียนอย่างบ้าคลั่ง ดวงตากลมโตที่เคยมั่นใจบัดนี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"หายไปไหนนะ... ไม่จริงน่า" เสียงหวานพึมพำกับตัวเอง ริมฝีปากบางสั่นระริก สมุดบันทึกวิจัยจบเล่มสำคัญ... สมุดบันทึกปกสีน้ำเงินเข้มเล่มนั้นมีความสำคัญต่ออนาคตของเธอเป็อย่างมาก มันไม่ใช่แค่สมุดโน้ตธรรมดา แต่ภายในนั้นรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เธอเพียรพยายามค้นคว้าและจดบันทึกสัมภาษณ์ผู้ประกอบการจริง รวมถึงโครงสร้างวิทยานิพนธ์ที่เธอต้องส่งอาจารย์ที่ปรึกษาในสัปดาห์หน้า หากสมุดเล่มนี้หายไปจริงๆ เธออาจจะเรียนไม่จบพร้อมเพื่อนร่วมรุ่น และนั่นหมายถึงการต้องเลื่อนการเริ่มต้นชีวิตการทำงานออกไป ซึ่งเป็สิ่งที่เธอต้านทานไม่ได้ในสภาวะที่้าพึ่งพาตัวเองให้เร็วที่สุดเพื่อหลุดพ้นจากความรู้สึกเป็ภาระของคนอื่น
นารา พยายามทบทวนความทรงจำ ภาพเหตุการณ์เมื่อวานซืนไหลย้อนกลับมา เธอจำได้ว่าไปนั่งทำงานที่คฤหาสน์ของ เดวิท พ่อของ เกรซ เพื่อนรักของเธอ ใช่แล้ว... เธอวางมันไว้บนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นตอนที่เผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า และเมื่อตื่นขึ้นมาด้วยความรีบร้อนเนื่องจาก พีท โทรมาเร่งระคนหงุดหงิด เธอคงจะลืมหยิบมันกลับมาด้วยความสับสนในใจ
มือบางรีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหา เกรซ อย่างรวดเร็ว รอแล้วรอเล่า เสียงสัญญาณดังยาวต่อเนื่องจนกระทั่งตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความ
"เกรซ... รับสายสิ..." นารา พึมพำอย่างร้อนใจ เธอจำได้ลางๆ ว่าวันนี้ เกรซ มีคอร์สเรียนพิเศษนอกสถานที่ตลอดทั้งวัน และเพื่อนของเธอก็มักจะปิดเครื่องหรือตั้งโหมดห้ามรบกวนเสมอเมื่ออยู่ในคลาสเรียนที่ต้องใช้สมาธิสูง
เมื่อไร้หนทางติดต่อเพื่อนสนิท นารา จึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปยังเบอร์โทรศัพท์บ้านของคฤหาสน์หรูหลังนั้น เสียงรอสายดังเพียงไม่นานก่อนที่แม่บ้านเก่าแก่จะรับสาย หญิงสาวรีบสอบถามถึงสมุดบันทึกของเธอด้วยความกระวนกระวาย และได้รับคำตอบที่ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นรัว... สมุดบันทึกของเธอถูกเก็บไว้ที่นั่นจริงๆ และที่สำคัญ... วันนี้ เดวิท ผู้เป็เ้าของบ้านไม่ได้ออกไปไหน เขาพักผ่อนและทำงานอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวที่บ้าน
นารา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับความประหม่าที่เริ่มก่อตัวขึ้นในช่องท้อง เธอต้องไปเอาสมุดเล่มนั้นคืนมา มันสำคัญต่ออนาคตการศึกษาของเธอมากเกินกว่าจะรอให้ เกรซ นำมาคืนในวันพรุ่งนี้ แม้ว่าลึกๆ แล้ว การต้องเดินทางไปเผชิญหน้ากับ เดวิท เพียงลำพังในบ้านหลังใหญ่นั้นจะทำให้เธอรู้สึกปั่นป่วนในหัวใจอย่างประหลาด ััที่มือของเขากระทำไว้เมื่อวันก่อนและสายตาคมกริบยามที่สบตาในครัวยังคงกระจายความร้อนผ่าวไปทั่วร่างกายของเธอทุกครั้งที่นึกถึง
ระหว่างทางที่นั่งอยู่บนรถแท็กซี่ นารา เอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ความกังวลใจทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น เธอพยายามบอกตัวเองว่านี่เป็เพียงการไปทำธุระสำคัญเพื่ออนาคตการเรียนเท่านั้น ไม่มีเื่อื่นใดแอบแฝง แต่ความจริงที่ว่าหัวใจของเธอเต้นเร็วกว่าปกติยามที่รถแล่นเข้าใกล้เขตที่พักของ เดวิท ก็เป็สิ่งที่ไม่สามารถโกหกตัวเองได้เลย
รถแท็กซี่แล่นมาจอดเทียบหน้าประตูรั้วเหล็กดัดบานใหญ่ของคฤหาสน์สไตล์ยุโรป นารา ก้าวลงจากรถพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้นที่ยากจะอธิบาย เธอเดินผ่านสวนหย่อมที่ถูกตกแต่งอย่างประณีต ดอกไม้หลากสีสันเบ่งบานส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาตามสายลม แต่เธอกลับไม่มีกะจิตกะใจจะชื่นชมความงามเ่าั้ สายตาของเธอคอยแต่จะชำเลืองมองขึ้นไปยังหน้าต่างห้องทำงานของชายเ้าของบ้านด้วยความสับสนในใจ
เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านบานใหญ่ แม่บ้านวัยกลางคนคนเดิมก็เปิดประตูต้อนรับเธอพอดี หญิงวัยกลางคนส่งยิ้มบางๆ ให้พร้อมกับเอ่ยขอตัวอย่างนอบน้อม
"คุณ นารา เชิญตามสบายเลยนะคะ พอดีดิฉันมีธุระต้องออกไปซื้อของใช้เข้าบ้านข้างนอกสักพักใหญ่ๆ เลยค่ะ คุณผู้ชายอยู่ในห้องทำงานด้านในนะคะ ท่านสั่งไว้ก่อนหน้านี้ว่าถ้าคุณ นารา มาถึง ให้เข้าไปพบท่านได้เลยค่ะ สมุดบันทึกของคุณหนูคุณผู้ชายเก็บไว้ในห้องทำงานให้แล้วค่ะ"
นารา พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ "ขอบคุณมากค่ะคุณป้า เดินทางปลอดภัยนะคะ"
เมื่อแม่บ้านเดินลับตาไป คฤหาสน์หลังใหญ่ก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างแ่เบา นารา ยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงใหญ่ รู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้าสู่ิั บรรยากาศรอบกายช่างเงียบเชียบจนเธอได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังก้องอยู่ในอก ทุกก้าวย่างของเธอเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
กึก... กึก...
เสียงรองเท้าของเธอส้นเตี้ยกระทบกับพื้นหินอ่อนดังก้องกังวานไปตามโถงทางเดิน นารา ค่อยๆ ก้าวเดินไปยังทิศทางที่เธอคุ้นเคย... ห้องทำงานของ เดวิท ประตูไม้โอ๊คบานหนาหนักแกะสลักอย่างงดงามปิดสนิทอยู่เบื้องหน้า หญิงสาวหยุดยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้าและสติสัมปชัญญะ ก่อนจะยกมือที่สั่นเทาน้อยๆ ขึ้นเคาะประตูเบาๆ สามครั้ง
"เข้ามาสิ..." เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังลอดออกมาจากด้านใน ทำเอา นารา สะดุ้งน้อยๆ เธอหมุนลูกบิดและผลักประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง
ภายในห้องทำงานกว้างขวางถูกตกแต่งด้วยโทนสีขรึม ชั้นหนังสือไม้สีเข้มตั้งตระหง่านอยู่สองฝั่งผนัง บรรจุหนังสือและเอกสารวิชาการมากมายนับไม่ถ้วน กลิ่นหอมของกระดาษเก่าและกลิ่นโคโลญจน์ราคาแพงเฉพาะตัวของ เดวิท ผสมผสานกันอย่างลงตัว สร้างบรรยากาศที่ทั้งน่าเกรงขามและลึกลับเย้ายวนใจอย่างบอกไม่ถูก
ที่โต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่กลางห้อง เดวิท นั่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำสนิท เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและไรขนอ่อนๆ แขนเสื้อถูกพับขึ้นมาถึงข้อศอก แสดงให้เห็นถึงเส้นเืที่นูนปูดบนท่อนแขนแข็งแรงแมนเต็มตัว แว่นตากรอบใสถูกสวมทับบนสันจมูกโด่งเป็สัน ทำให้เขาดูมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ที่ทรงภูมิและน่าค้นหา ดวงตาคมกริบสีเข้มละสายตาจากเอกสารตรงหน้าขึ้นมามองผู้มาเยือนทันทีที่เธอเดินเข้ามา
"นารา..." เขาเอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกที่สั่นสะท้านหัวใจดวงน้อย รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา "มาเอาสมุดบันทึกใช่ไหม?"
"ค...ค่ะ คุณลุง... เอ้ย คุณ เดวิท" นารา ตอบเสียงตะกุกตะกัก พยายามหลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมาอย่างเปิดเผยและเต็มเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู เธอรู้สึกเหมือนแก้มร้อนผ่าวและถูกแผดเผาด้วยความร้อนแรงที่แฝงอยู่ในดวงตาคู่นั้น
เดวิท เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยกับสรรพนามที่เธอใช้เรียกเขา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยทักท้วงอะไร เขายกยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย เอื้อมมือไปหยิบสมุดบันทึกปกสีน้ำเงินที่วางอยู่มุมโต๊ะทำงาน แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ในชุดเชิ้ตขาวก้าวเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหาเธออย่างช้าๆ ท่วงท่าการเดินของเขาเต็มไปด้วยความสง่างามและเปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูดของบุรุษเพศที่สมบูรณ์แบบ
"ฉันเก็บไว้ให้เองแหละ... เห็นว่าเธอเปิดดูค้างไว้และดูเหมือนจะสำคัญมากสำหรับการสอบจบ" เขายื่นสมุดบันทึกส่งให้เธอ
นารา รีบยื่นมือออกไปรับสมุดคืนด้วยความโล่งอก "ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ... ขอโทษที่รบกวนเวลาพักผ่อนและเวลาทำงานของคุณนะคะ"
เธอจับสมุดบันทึกไว้แน่น เตรียมจะหมุนตัวหันหลังกลับเพื่อหลบหนีจากบรรยากาศที่ชวนอึดอัดแต่แสนหวานนี้ ทว่า... มือหนาของ เดวิท กลับยังไม่ยอมปล่อยจากสมุดเล่มนั้น นิ้วเรียวยาวของเขาัักับปลายนิ้วของเธอเบาๆ ััอุ่นร้อนนั้นส่งกระแสไฟแล่นปราดไปทั่วร่างของหญิงสาวจนเธอสะดุ้งตัวโยน
"เดี๋ยวสิ... จะรีบไปไหนล่ะ" เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน "เพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ เดินทางมาตั้งไกล นั่งพักดื่มน้ำเย็นๆ ก่อนดีไหม?"
นารา เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสับสนและหัวใจที่เต้นรัว "เอ่อ... คือว่า... นารา ไม่อยากกวน..."
"หรือว่ารังเกียจที่จะนั่งคุยกับคนแก่ๆ อย่างฉัน?" เขายิ้มล้อเลียน แววตาแฝงไปด้วยความขบขันและบางสิ่งที่ลึกซึ้งโหยหามากกว่าเดิม
"ม...ไม่ใช่แบบนั้นเลยนะคะ!" นารา รีบปฏิเสธอย่างร้อนรน ใบหน้าหวานขึ้นสีจัดด้วยความประหม่า "แค่นาราเกรงใจ... และคิดว่าคุณน่าจะมีงานยุ่ง"
"ไม่รบกวนเลย... ฉันกำลังอยากพักสายตาจากตัวหนังสืออยู่พอดี" เดวิท ปล่อยมือจากสมุดบันทึก แล้วผายมือไปยังโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มตัวยาวที่มุมห้อง "มาสิ... นั่งคุยกันหน่อยสิ นารา"
ด้วยแรงดึงดูดประหลาดและสายตาที่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนที่ยากจะต้านทาน นารา ยอมเดินไปนั่งลงบนโซฟาอย่างว่าง่าย เดวิท เดินไปรินน้ำเปล่าเย็นฉ่ำใส่แก้วคริสตัลแล้วนำมาส่งให้เธออย่างใส่ใจ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน แต่เว้นระยะห่างไว้พอสมควรเพื่อไม่ให้เธออึดอัดจนเกินไป
"่นี้ดูโทรมๆ และดูเหนื่อยๆ ไปนะ... เรียนหนักเกินไปหรือเปล่า? หรือว่าวิจัยจบมีปัญหาตรงไหนไหม?" เขาเปิดบทสนทนาด้วยความเป็ห่วง ชวนคุยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย
นารา รับแก้วน้ำมาถือไว้ในมือ ััความเย็นที่แผ่ซ่านผ่านฝ่ามือช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนใบหน้าลงได้บ้าง "ก็... มีบ้างค่ะ ่นี้ยุ่งๆ ทั้งเื่เตรียมพรีเซนต์ แล้วก็... เื่อื่นๆ อีกหลายเื่ค่ะ"
คำว่า 'เื่อื่นๆ' ของเธอทำให้น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ความอัดอั้นตันใจและความเหนื่อยล้าจากพฤติกรรมของ พีท เมื่อคืนวานเริ่มปะทุขึ้นมาในใจ เดวิท สังเกตเห็นความผิดปกติในน้ำเสียงและดวงตาที่เริ่มสั่นไหวของเธออย่างรวดเร็ว ชายผู้ผ่านโลกมามากขยับตัวเข้ามาใกล้เธอขึ้นอีกนิดเพื่อแสดงความใส่ใจ
"ทะเลาะกับ พีท มางั้นเหรอ?" เขาถามตรงประเด็นด้วยความใส่ใจและนุ่มนวล
คำถามของเขาเปรียบเสมือนการเปิดประตูระบายความรู้สึกที่อัดแน่น นารา ก้มหน้าลงต่ำ น้ำใสๆ เริ่มเอ่อคลอในดวงตาคู่สวย "ค่ะ... เมื่อคืนเราทะเลาะกันรุนแรงมาก เขา... เขาไม่เคยเข้าใจอะไรเลย ไม่เคยสนใจว่า นารา จะรู้สึกยังไง จะเหนื่อยแค่ไหน เอาแต่สนใจเื่ของตัวเองและเพื่อนๆ ของเขา..."
น้ำเสียงของเธอสั่นสะท้าน เต็มไปด้วยความตัดพ้อและปวดร้าวอย่างแสนสาหัส ความสัมพันธ์ระหว่างเธกับ พีท สั่นคลอนมานานแล้ว และความเฉยชาละเลยของเขายิ่งทำลายความมั่นใจในตัวเองของเธอลงไปทุกวัน
เดวิท นั่งฟังอย่างเงียบสงบ เขาไม่พูดแทรกเลยแม้แต่คำเดียว ปล่อยให้เธอระบายความอึดอัดในใจออกมาจนหมด สายตาของเขายามมองร่างบอบบางที่กำลังสั่นเทานั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเอ็นดู... และความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งโหยหาซึ่งถูกซ่อนไวอย่างมิดชิด
"นารา เหนื่อยมากเลยค่ะ... บางทีก็คิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่มีค่าอะไรสำหรับเขาเลย..." น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงััหลังมือของเธออย่างเงียบงัน
ทันใดนั้น เดวิท ก็ลุกขึ้นยืน ร่างสูงสง่าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ บดบังแสงสว่างจากภายนอกจนเกิดเป็เงาทาบทับลงบนร่างบาง นารา เงยใบหน้าชื้นน้ำตาขึ้นมองเขาด้วยความใและสับสน
"ความรักที่ดี... ไม่ควรทำให้เราต้องเหนื่อยและเ็ปขนาดนั้นหรอกนะ นารา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นนุ่มนวลราวกับเสียงปลอบโยนที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต
ชายวัยกลางคนคุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้าเธออย่างให้เกียรติ เอื้อมมือหนาใหญ่ที่อบอุ่นขึ้นมาช่วยเช็ดน้ำตาที่พวงแก้มเนียนอย่างแ่เบา ััโยนอ่อนจากปลายนิ้วหยาบกร้านของนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่กลับนุ่มนวลจนหัวใจของ นารา เต้นกระหน่ำรัว เืในกายแล่นพล่านด้วยความซาบซ่าน
"คุณ... เดวิท..." เธอเรียกชื่อเขาเสียงแ่ รู้สึกสมองขาวโพลนไปหมด ร่างกายสั่นสะท้านแต่กลับไม่ขยับหนี ราวกับความอ่อนโยนของเขาเป็น้ำทิพย์ชโลมหัวใจที่แห้งแล้งมานาน
บรรยากาศในห้องทำงานเงียบสงบกลับร้อนแรงขึ้นมาในพริบตาด้วยแรงดึงดูดอันมหาศาล กลิ่นอายความแมนของบุรุษเพศผสมกลิ่นน้ำหอมหรูของเขาลอยเด่นชัดล้อมรอบตัวเธอ เดวิท เชยคางมนของเธอขึ้นช้าๆ สบประสานสายตากัน ดวงตาคมคู่นั้นเปล่งประกายเจิดจ้าไร้การปิดบังความปรารถนาอีกต่อไป มันคือสายตาของชายหนุ่มที่พร้อมจะหญิงสาวที่ตนเสน่หา
"เด็กดี... ทำไมถึงยอมให้คนอื่นมาทำร้ายจิตใจเธอแบบนี้" เขาพึมพำชิดริมฝีปากบาง ลมหายใจอุ่นผ่าวเป่ารดผิวแก้ม ก่อเกิดความเสียวซ่านไปทั่วร่าง
ก่อนที่ นารา จะได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด ริมฝีปากหยักได้รูปของ เดวิท ก็ทาบทับลงบนกลีบปากอิ่มของเธออย่างแ่เบา... นุ่มนวล... ค่อยๆ เล็มเลียและบดจูบอย่างทนุถนอมในตอนแรกเพื่อปลอบประโลมความเศร้าหมอง แต่เพียงการทาบัันั้นก็ทำให้สติสัมปชัญญะของ นารา ดับวูบและลอยละล่องไปไกล
หญิงสาวหลับตาลงรับััแสนหวาน เผลอเผยอริมฝีปากตอบรับการรุกล้ำอย่างลืมตัว เดวิท ครางต่ำในลำคอด้วยความพึงพอใจ ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางดึงเข้ามาแนบชิดอกอุ่น จูบแปรเปลี่ยนเป็ความร้อนแรงหนักหน่วง เรียวลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากหวานเพื่อลิ้มรสหอมหวานอย่างกระหายและเรียกร้อง
รสจูบที่ดูดดื่มและซาบซ่านแผ่ขยายความรู้สึกวาบหวามลงสู่เบื้องล่าง ความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความร้อนระอุภายในกาย ความเหนียวแน่นและเรียกร้องจากส่วนลึกสะท้านไหว รอยััความเป็ชายที่แข็งขืนเบียดชิดหน้าขาของเธอผ่านร่มผ้า ส่งผลให้รูสวาทของเธอเริ่มมีน้ำหวานเปียกชื้นขมิบตึงด้วยความปรารถนาที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ศีลธรรมในหัวสมองพังทลายลงราบคาบกับจูบอันแสนยาวนานและเอาแต่ใจของ เดวิท
จูบนั้นดำเนินไปเนิ่นนานจนกระทั้ง นารา เริ่มหมดลมหายใจและส่งเสียงครางเครือในคอเบาๆ เดวิท จึงยอมถอนจูบออกช้าๆ อย่างแสนเสียดาย แต่จมูกและริมฝีปากของเขายังคงกดจูบคลอเคลียไปตามผิวแก้มเนียนและซอกคอระหง กลิ่นอายความอบอุ่นทำให้เธอแทบจะละลายอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง
ทว่า ในขณะที่เขากำลังกดจูบลงบนลำคอขาว ภาพของ เกรซ เพื่อนสนิทผู้แสนดีก็ผุดขึ้นมาในหัวสมองของ นารา นำพาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและศีลธรรมกลับมาฟาดฟันจิตใจอย่างรุนแรง
"อ๊ะ..." นารา เบิกตากว้าง สูดหายใจลึก รวบรวมกำลังใจที่เหลืออยู่ผลักอกกว้างของ เดวิท ออกอย่างสุดแรงเกิด
ร่างสูงผงะถอยไปเล็กน้อย ดวงตาคมฉายแววความปรารถนาที่ค้างคาและเต็มไปด้วยความกังวลระคนเสียใจ เขาจ้องมองใบหน้าหวานที่แดงก่ำและหอบหายใจแรงของเธอด้วยความห่วงใย "ฉันขอโทษ... นารา... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอใ" น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างจริงใจ
นารา สับสนจนทำอะไรไม่ถูก น้ำตาหยดใหม่ร่วงหล่นลงมาด้วยความรู้สึกผิดต่อเพื่อนรักและแฟนหนุ่ม "น...นารา... ขอตัวกลับก่อนนะคะ!"
เธอพูดเสียงสั่นละล่ำละลัก คว้าสมุดโน้ตบนโซฟาแล้วหันหลังวิ่งเตลิดออกจากห้องทำงานและคฤหาสน์หรูหลังนั้นไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันกลับไปสบสายตาอ้อนวอนระคนห่วงใยของ เดวิท อีกเลย
สองเท้าบางวิ่งกระหืดกระหอบออกไปตามทางปูอิฐของคฤหาสน์ แดดบ่ายสาดส่องลงมาร้อนแรงแต่เธอกลับรู้สึกเย็นเยือกไปถึงขั้วหัวใจ หัวเข่าของเธอสั่นเทาจนแทบไม่มีแรงก้าวเดิน จนต้องทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ในมุมสวนของบ้านเพื่อหอบหายใจและระงับอารมณ์สั่นไหวที่พุ่งสูง นารา ยกปลายนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากที่บวมช้ำจากการบดจูบเมื่อครู่ ััร้อนผ่าวยังคงติดแน่นราวกับตราประทับแห่งตัณหาความผิดบาปที่ไม่มีวันลบเลือน
เธอเพิ่งทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต... จูบกับพ่อของเพื่อนสนิทอย่างเต็มใจและโหยหาในรสัันั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ความกลัวและความรู้สึกผิดกำลังกัดกินจิติญญาของเธออย่างไม่มีที่สิ้นสุด