หลังจากได้เข้ามาในเรือนของชายชราหนวดเคราขาวหรือเทพโอสถผู้นี้แล้ว ตงซิงอีนำยาถอนพิษและยาสมุนไพรที่มารดาและตนช่วยกันทำขึ้นออกมากองตรงหน้าท่านเทพโอสถ นางยังมีแหวนมิติที่บิดามอบให้มาใช้ด้วย ในนั้นมีของใช้จำเป็ของนางมากมาย ทั้งเสื้อผ้าสตรีและเสื้อผ้าบุรุษสำหรับปลอมตัว อาหารที่เก็บไว้ได้นานไม่เน่าเสียในมิติ ทั้งยังหยิบออกมากินได้ไม่มีวันหมด กระโจมวิเศษที่สามารถขยายใหญ่ได้พร้อมเครื่องเรือนในนั้นครบชุด แม้แต่เงินตำลึง ทองคำแท่งและตั๋วแลกเงินก็ยังมีให้ใช้ได้อีกหลายปี รวมทั้งสมุนไพรและยาพิษล้ำค่าอีกมากในมิติ นางจึงเก็บแยกยาในถุงผ้าที่ธรรมดานักสำหรับนางไว้ด้านนอกมิติ
พี่ชายฝาแฝดทั้งสองของนางก็ได้แหวนมิติไปคนละวงเช่นเดียวกัน บิดาเสาะหาของวิเศษให้พวกเขามาหลายปี ทั้งยังเตรียมไว้ให้น้องๆ แฝด 3 รุ่นเล็กอีกด้วย เมื่อยามจำเป็จะได้มีทุกอย่างที่ปรารถนาในมิติของตน
ั้แ่เดินตามเข้ามาในเรือน นางยังสงสัยว่าเหตุใดท่านเทพโอสถผู้นี้ถึงดูออกว่านางเป็สตรี ทั้งที่นางยังปลอมตัวเป็บรุษอยู่ ที่ผ่านมาไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยตลอดการเดินทางมายังหุบเขาลี้ลับแห่งนี้ ทำให้นางสงสัยใคร่รู้
“ท่านรู้ได้อย่างไรเ้าคะว่าข้าเป็สตรี?”
“ข้าเป็ถึงเทพโอสถที่ตรวจรักษาอาการทางร่างกายของคนทั่วไป เหตุใดจะไม่รู้สรีระสตรีกับบุรุษว่าแตกต่างกันอย่างไร มองแค่ปราดเดียวข้าก็รู้แล้วว่าเ้าคือสตรีที่ปลอมเป็ชาย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ทำให้ตงซิงอีนับถือท่านเทพโอสถผู้นี้ขึ้นอีกไม่น้อย
“ยาของเ้าทำขึ้นมาเองทั้งหมดเลยหรือ ข้าไม่เคยเห็นยาเช่นนี้มาก่อนเลย ทั้งเป็เม็ดเล็กๆ สีสดใสเหมือนขนมเลย”
“มารดาข้าเป็คนสอนสั่งเ้าค่ะ ท่านเก่งเื่การปรุงยาพิษและโอสถทั้งยังมีความรู้แปลกใหม่สอนข้าเื่การรักษาคน เพียงแต่สมุนไพรหลายชนิดในแคว้นเรามารดาข้ายังไม่อาจจะอธิบายได้ทั้งหมด จึงให้ข้าออกเดินทางมาหาความรู้เพิ่มเติมเองเ้าค่ะ”
“เ้าสามารถแลกเปลี่ยนสูตรลับยาเหล่านี้กับข้าหรือไม่? ข้าจะสอนเกี่ยวกับยาสมุนไพรที่ข้ารู้ทั้งหมดให้แก่เ้า”
“ย่อมได้เ้าค่ะ หากท่านสอนสิ่งที่ข้าไม่รู้ ข้าเองย่อมแลกเปลี่ยนสิ่งที่ข้ารู้แก่ท่านเ้าค่ะ”
“เ้าชื่ออันใดแม่หนู อยู่กับข้าเรียกข้าว่าท่านอาจารย์ชิงอี้เถอะ”
“ข้าต้องคำนับเป็ศิษย์ท่านหรือไม่เ้าคะ?”
“เราแลกเปลี่ยนความรู้กัน ย่อมไม่จำเป็”
“แต่ท่านเป็ผู้าุโ หากข้าไปบอกใครต่อใครว่าเป็ศิษย์ท่าน ย่อมมีคนนับหน้าถือตาข้ามากนัก ข้าขอคำนับเป็ศิษย์ท่านได้หรือไม่เ้าคะ?”
ตงซิงอียิ้มออดอ้อน ด้วยนางอยากได้ชื่อว่าเป็ศิษย์ของท่านเทพโอสถผู้นี้
“แล้วแต่เ้าเลย ข้าไม่ถือ แต่เ้าต้องบอกวิธีปรุงยาเหล่านี้ให้ข้านะ มันช่วยรักษาโรคใดได้บ้างเ้าบอกสรรพคุณข้ามาด้วย ข้าจึงจะยอมรับเ้าเป็ศิษย์”
“ได้เ้าค่ะท่านอาจารย์”
หลังจากตกลงกันได้แล้ว ตงซิงอีจึงคารวะเป็ศิษย์ท่านเทพโอสถ นางใช้ระยะเวลาในการฝึกฝนเกี่ยวกับสมุนไพรหายากมากมายที่นางไม่เคยเห็นและไม่เคยรู้กับท่านผู้เฒ่าอยู่ถึง 2 ปี ทั้งยังแลกเปลี่ยนความรู้ที่นางได้รับมาจากมารดาทั้งหมดให้ท่านอาจารย์อย่างไม่ปิดบัง
ท่านอาจารย์ของนางทึ่งในสรรพคุณและวิธีใช้ยาของนาง ทั้งการรักษาอาการป่วยแบบใหม่ที่ท่านแม่เคยสอนมา นางบอกอาจารย์จนหมดเปลือก ทั้งการผ่าตัด เย็บาแลึกจากการถูกธนูยิงหรือโดนฟันเป็แผลขนาดใหญ่
ตงซิงอีกับท่านอาจารย์ชิงอี้สนิทสนมกันไม่ต่างกับบิดาและบุตรสาว ท่านอาจารย์เอ็นดูในความช่างจดช่างจำของนาง ทั้งนางเป็ศิษย์เพียงคนเดียวของท่าน ทำให้ท่านไม่เหงาในวัยชราอีกด้วย การมาของนางทำให้ท่านอาจารย์ในวัย 60 ปีผู้นี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาก ทั้งความรู้ใหม่ที่นางนำมารักษาสัตว์ป่าาเ็ให้ดู แล้วพวกมันหายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ยิ่งทำให้ท่านอาจารย์มีความสุขยิ่งนัก เหมือนการชุบชีวิตใหม่ให้สัตว์ป่าก็ไม่ปาน
ทุกวันนางจะทำอาหารรสเลิศให้ท่านอาจารย์ได้ลิ้มรสอาหารแปลกใหม่ที่มารดาสอนสั่งนางมา นางชอบทานอาหารจึงชอบทำอาหารไปด้วย พอมาอยู่ไกลบ้านเช่นนี้ ยังพอได้ทานอาหารที่ตนเองชอบและอร่อยอยู่บ้างก็คลายความเหงาได้ แม้ต้องออกไปล่าสัตว์เก็บผักป่าเองก็ไม่ถือว่ายากลำบากมากนัก
ท่านเทพโอสถมีวรยุทธสูงส่งและลึกล้ำกว่าที่นางรู้มากนัก จึงได้มาอยู่ในป่าลี้ลับแห่งนี้ผู้เดียวได้ไม่ยาก ทั้งยังสร้างเรือนเองเพียงผู้เดียวได้อีก ด้วยการกำหนดจิตสั่งการทุกสิ่งอย่าง ท่านสามารถกำหนดจิตใช้พลังปราณได้ราวกับเทพเซียน ส่วนนางมีเพียงวรยุทธธรรมดา ใช้เพียงพลังกายและลมปราณน้อยนิด เมื่อได้รู้ว่านางสามารถเพิ่มศักยภาพได้อีกมาก นางจึงขอให้ท่านอาจารย์สอนนางให้เก่งกาจ เหาะเหินเดินอากาศ ควบคุมพลังวัตรได้มากกว่าเดิม นางมีอาวุธลับจากมารดาติดกายมาด้วย ปกตินางเพียงซัดออกไปยังเป้าหมายได้แม่นยำอยู่แล้ว แต่เมื่อนางได้ฝึกฝนพลังจิตและพลังปรานควบคู่กัน นางสามารถใช้พลังซัดอาวุธลับและสั่งการให้มันโค้งไปตามทิศทางที่นาง้าได้ ทั้งยังเรียกกลับมาได้ นางสั่งการด้วยพลังวัตรของนาง ทำให้ทุกอย่างง่ายดายขึ้น ในตอนนี้นางรู้สึกราวกับตนเองเป็เซียนน้อยไปแล้ว
นางใช้เวลา 2 ปี ในการฝึกฝนวิชาแพทย์และสมุนไพร และใช้เวลา 1 ปีในการฝึกฝนพลังปรานและการควบคุมพลังวัตร ทั้งยังสามารถะเิพลังรุนแรงซัดออกไปได้ แต่ด้วยมันต้องใช้พลังวัตรและพลังปราณอย่างมาก จึงทำให้ใช้เวลาฝึกฝนร่างกายนานถึง 1 ปี
ตู๊มมมม!! ตู๊มมมมม!! ตู๊มมมมม!!
ตงซิงอีฝึกฝนอย่างขยันขันแข็งทุกวันจนสามารถะเิพลังวัตรรุนแรงได้ขนาดทำให้ก้อนหินใหญ่เท่าตัวคนแตกละเอียดเป็ผุยผง นางดีใจอย่างมากที่นางได้เพิ่มระดับความสามารถในส่วนอื่นได้อีกขั้นหนึ่ง นางตั้งใจจะไปอวดความสามารถของนางกับท่านพี่ทั้งสองเมื่อถึงวันนัดพบกัน ในครานี้นางเริ่มอยากออกไปดูหมู่บ้านอื่นที่นางไม่เคยไปและเที่ยวชมเมืองใหญ่ๆ ที่นางไม่เคยเห็นอีกด้วย แต่ด้วยยังห่วงท่านอาจารย์ นางจึงยังอยู่อาศัยด้วย
“ท่านอาจารย์เ้าคะ ข้าอยากออกไปเที่ยวเล่นยังโลกภายนอก ท่านจะไปกับข้าหรือไม่เ้าคะ”
“เ้าเบื่อจะอยู่กับตาแก่อย่างข้าแล้วล่ะซิ?”
“เปล่านะเ้าคะ! ข้าแค่อยากออกไปดูโลกภายนอกเท่านั้น ข้าเดินทางมาหาท่านแล้วก็ไม่เคยไปไหนอีกเลย ข้ายังอยากไปท่องเที่ยวก่อนถึงวันพบหน้าพี่ชายทั้งสองของข้าเ้าค่ะ”
“แล้วเ้าอยากไปที่ใดเล่า? หากข้ารู้จักข้าจะเล่าให้เ้าฟังก่อนเพื่อเ้าจะได้ตัดสินใจว่าจะไปท่องเที่ยวที่ใด”
“ข้าก็ไม่รู้เ้าค่ะว่ามีเมืองใดบ้าง ท่านเล่ามาให้ข้าฟังทั้งหมดได้หรือไม่เ้าคะ แล้วข้าจะเลือกว่าจะไปเที่ยวเมืองใดดี”
ท่านเทพโอสถได้แต่ถอนหายใจกับสิ่งที่นางกล่าว กว่าจะเล่าครบทุกเมืองคงอีกหลายเดือนเป็แน่ เขาใช้ชีวิตอยู่มา 60 ปี แล้ว ออกเดินทางไปทั่วจนเบื่อหน่ายแล้ว จึงได้หลบมาอยู่บนหุบเขาลี้ลับแห่งนี้เพื่อปลีกวิเวกก่อนตายเท่านั้น แต่เมื่อมีศิษย์ผู้นี้มาอยู่ด้วยทำให้เขามีเรี่ยวแรงอยากออกไปชื่นชมโลกหล้าอีกสักหน่อย
“ข้าคงเล่าให้เ้าฟังไม่หมดหรอก มันเยอะมากเลยเมืองที่ข้าเคยไป เช่นนั้นข้าจะพาเ้าท่องเที่ยว ดีหรือไม่เ้าตัวแสบ”
ตงซิงอียิ้มกว้างอย่างดีใจ นางรู้ว่าท่านอาจารย์ต้องเหนื่อยจะเล่าเื่ต่างๆ ให้นางฟัง หากไม่เกี่ยวกับยาหรือสมุนไพรท่านจะไม่ค่อยพูดอันใดมากนัก