รุ่งอรุณค่อย ๆ ทาบไล้เหนือยอดหอคอยของนครแห่งนาม แสงสีทองอ่อนลอดผ่านกิ่งก้านของต้นไม้นาม์ลงสู่ถนนหินโบราณ ราวกับเมืองทั้งเมืองกำลังตื่นจากความฝันอันยาวนาน
หลังเหตุการณ์เมื่อคืน นครแห่งนี้ยังคงสงบนิ่ง หากความสงบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าที่มิอาจเอ่ยเป็คำ ผู้เฝ้าประตูคนแรกจากไปแล้ว ประตูที่สามถูกเปิดออก และโลกภายนอกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบงัน
เยว่หลันยืนอยู่ใต้ต้นไม้นาม์ นางเงยหน้ามองแผ่นหยกนับล้านที่แกว่งไกวอยู่เหนือศีรษะ ลมยามเช้าพัดผ่านเบา ๆ ทำให้เกิดเสียงกระทบกันดังแ่คล้ายบทเพลงอันอ่อนโยน
“เมื่อคืน...ข้าฝัน”
นางกล่าวขึ้นเบา ๆ โดยไม่ได้หันไปมองผู้ใด
หลี่เฟิงเหยียนซึ่งยืนอยู่ข้างกันเงยหน้าขึ้น
“ฝันเห็นสิ่งใด”
เยว่หลันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าฝันว่ามีคนมากมายเดินอยู่ใต้ต้นไม้นี้”
“ทุกคนยิ้มให้กัน”
“ไม่มีผู้ใดหวาดกลัวว่าจะถูกลืม”
นางทอดสายตามองแผ่นหยกสีขาวที่ส่องประกายอยู่เหนือกิ่งไม้ ก่อนถอนหายใจแ่เบา
“แต่เมื่อข้ากำลังจะเดินเข้าไป...”
“ทุกคนกลับหันมามองข้า”
“ราวกับกำลังรอให้ข้าเลือกอะไรบางอย่าง”
หลี่เฟิงเหยียนไม่ได้ตอบ
เพราะเขาเองก็ฝันเช่นกัน
แต่เป็ความฝันที่ต่างออกไป
เขาฝันถึงสนามหิมะกว้างสุดลูกหูลูกตา
ฝันถึงเสียงกระบี่หลายพันเล่มปะทะกัน
และฝันถึงบุรุษผู้หนึ่ง...
ที่ยืนหันหลังอยู่ท่ามกลางหิมะสีแดง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ชายผู้เป็อาจารย์เดินเข้ามาหาทั้งสอง พร้อมม้วนแผนที่โบราณในมือ
“ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว”
น้ำเสียงของเขาสงบดังเช่นเคย
แต่แววตากลับหนักแน่นกว่าเดิม
“จากนครแห่งนามไปยังประตูที่ห้า หากเดินทางตามปกติจะใช้เวลากว่าสองเดือน”
เหอซานถึงกับขมวดคิ้ว
“สองเดือน?”
“เราคงไปไม่ทัน”
ชายผู้เป็อาจารย์พยักหน้า
“เพราะเหตุนี้ เราจะไม่ใช้เส้นทางของมนุษย์”
เขาคลี่แผนที่ลงบนโต๊ะหิน
แผนที่นั้นไม่ใช่แผนทีู่เา แม่น้ำ หรือเมือง หากเป็แผนที่ที่เต็มไปด้วยเส้นสายสีทองและจุดแสงเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วผืนผ้า
“นี่คือเส้นทางของผู้ถือกรรม”
ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนจุดหนึ่งซึ่งอยู่ใต้ต้นไม้นาม์
เส้นแสงสีทองค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนแผนที่ ก่อนทอดยาวไปยังูเาสูงลูกหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
“เส้นทางนี้เรียกว่า...”
“ทางเดินแห่งชะตา”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายกล่าวเสริมขึ้น
“เป็เส้นทางที่เชื่อมประตูทั้งเจ็ดเข้าหากัน”
“แต่จะเปิดให้เฉพาะผู้ที่ได้รับการยอมรับจากต้นไม้นาม์เท่านั้น”
เยว่หลันก้มมองผลแห่งนามที่เก็บไว้ในถุงผ้าเล็กตรงเอว
นางเริ่มเข้าใจแล้วว่า ของขวัญจากต้นไม้นาม์มิใช่เพียงคำทำนาย
แต่มันคือกุญแจ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ขณะทุกคนกำลังเตรียมตัว เสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
ผู้ถือโคมคืนนามเดินเข้ามาเพียงลำพัง
ครั้งนี้ไม่มีเงามืด
ไม่มีแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่น
เขาสวมอาภรณ์สีดำเรียบง่าย โคมดำในมือดับสนิท ราวกับเป็เพียงนักเดินทางธรรมดาผู้หนึ่ง
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายขยับตัวทันที
แต่ชายผู้เป็อาจารย์กลับยกมือห้าม
“ปล่อยให้เขาพูด”
ผู้ถือโคมคืนนามหยุดอยู่ห่างจากเยว่หลันเพียงไม่กี่ก้าว
เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นสิ่งของชิ้นเล็กออกมา
เป็ปิ่นปักผมหยกสีขาว
เรียบง่าย
ไม่มีลวดลาย
แต่เมื่อเยว่หลันเห็นมัน หัวใจของนางกลับเต้นแรงอย่างประหลาด
“สิ่งนี้...”
ผู้ถือโคมคืนนามกล่าวเบา ๆ
“เคยเป็ของผู้ถือกรรมรุ่นแรก”
ทุกคนต่างชะงัก
แม้แต่ชายผู้เป็อาจารย์ยังมีแววประหลาดใจ
“เหตุใดจึงอยู่กับเ้า”
ผู้ถือโคมคืนนามยิ้มเพียงเล็กน้อย
“เพราะนางเป็คนฝากไว้”
เขาไม่ได้อธิบายมากกว่านั้น
เพียงวางปิ่นหยกลงบนโต๊ะหิน ก่อนหันหลังเดินจากไป
แต่ก่อนที่ร่างของเขาจะลับสายตา เสียงของเขาก็ดังขึ้นตามสายลม
“เมื่อไปถึงประตูที่ห้า...”
“อย่าให้ผู้ใดเห็นปิ่นชิ้นนั้น”
“แม้แต่คนที่พวกเ้าเชื่อใจที่สุด”
เยว่หลันมองปิ่นหยกในมือด้วยความสับสน
นางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
แต่ผู้ถือโคมคืนนามได้หายไปจากนครแห่งนามแล้ว
เหลือเพียงสายลมที่พัดเอากลีบดอกเหมยสีขาวปลิวผ่านลานหินอย่างเงียบงัน
และไม่มีผู้ใดรู้ว่า...
การรับปิ่นหยกชิ้นนั้น
กำลังเปลี่ยนชะตาของคณะเดินทางทุกคน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบฉากที่ 1
ปิ่นหยกสีขาวยังคงวางอยู่บนฝ่ามือของเยว่หลันอย่างเงียบงัน
มันเป็เพียงปิ่นเรียบง่าย ไม่มีลวดลาย ไม่มีอัญมณีประดับ ไม่มีรัศมีของวัตถุวิเศษเหมือนสมบัติในตำนาน ทว่าความเรียบง่ายนั้นกลับทำให้นางรู้สึกหนักอึ้งกว่าสิ่งใด ราวกับสิ่งที่อยู่ในมือมิใช่ปิ่นปักผม หากเป็เศษเสี้ยวหนึ่งของอดีตที่ผู้คนทั้งโลกพยายามซ่อนเอาไว้
คำเตือนของผู้ถือโคมคืนนามยังคงก้องอยู่ในใจ
“เมื่อไปถึงประตูที่ห้า...อย่าให้ผู้ใดเห็นปิ่นชิ้นนั้น แม้แต่คนที่พวกเ้าเชื่อใจที่สุด”
เยว่หลันไม่เข้าใจว่าเหตุใดปิ่นหยกธรรมดาชิ้นหนึ่งจึงสำคัญถึงเพียงนั้น แต่สิ่งที่นางมั่นใจคือ ผู้ถือโคมคืนนามมิได้มอบมันให้เพื่อหลอกล่อ หาก้าให้นางเก็บรักษามันไว้ด้วยเหตุผลบางอย่าง เหตุผลที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้ถือกรรมรุ่นแรก ประตูที่ห้า และคำทำนายของต้นไม้นาม์
หลี่เฟิงเหยียนมองปิ่นหยกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเบา “เก็บไว้กับตัวเ้า อย่าให้หลุดจากมือผู้อื่น”
เยว่หลันเงยหน้ามองเขา “ท่านเชื่อคำพูดของเขาหรือ”
ชายหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย สายตาของเขายังจับอยู่ที่ปิ่นหยก ไม่ใช่ด้วยความระแวง หากเหมือนกำลังพยายามนึกบางสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม “ข้าไม่เชื่อเขาทั้งหมด แต่คำเตือนบางอย่าง...ไม่จำเป็ต้องมาจากคนที่ไว้ใจได้จึงจะมีค่า”
คำตอบนั้นทำให้เยว่หลันค่อย ๆ กำปิ่นหยกไว้แน่นขึ้น นางนำผ้าไหมผืนเล็กออกมาห่อมันอย่างระมัดระวัง ก่อนเก็บไว้ในถุงผ้าด้านในสุดของเสื้อ คล้ายกับกำลังซ่อนความลับชิ้นหนึ่งไว้ใกล้หัวใจที่สุด
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ชายผู้เป็อาจารย์ยืนอยู่หน้าทางเดินแห่งชะตา
เบื้องหน้าเขา พื้นหินของนครแห่งนามค่อย ๆ แยกออกจากกันอย่างเงียบงัน เผยให้เห็นบันไดหินสีขาวที่ทอดลงไปสู่ความมืดเบื้องล่าง ทว่าแทนที่จะมีกลิ่นอับชื้นของใต้พิภพ กลับมีไออุ่นอ่อน ๆ ลอยขึ้นมาจากช่องบันได พร้อมกลิ่นดอกเหมยจาง ๆ ที่อบอวลอยู่ในอากาศ
“ทางเดินแห่งชะตาอยู่ใต้เมืองหรือขอรับ” จ้าวเหวินถามด้วยสีหน้าระวังตัว
“อยู่ใต้เมือง เหนือเมือง และอยู่นอกเมืองในเวลาเดียวกัน” ผู้เป็อาจารย์ตอบอย่างสงบ
จ้าวเหวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำ “ฟังดูเหมือนคำตอบที่ทำให้คนถามสับสนกว่าเดิม”
เหอซานเหลือบมองเขา “เ้ายังไม่ชินอีกหรือ ที่ใดเกี่ยวข้องกับผู้ถือกรรม ย่อมไม่มีคำตอบใดเป็เส้นตรง”
อาหลิงซึ่งยืนข้างเยว่หลันจับชายเสื้อนางแน่น เด็กหญิงมองบันไดเบื้องหน้าด้วยแววตากังวล “พี่เยว่หลัน ข้างล่างนั้น...มีเสียงคนเดิน”
เยว่หลันก้มมองนางทันที “กี่คน”
อาหลิงหลับตาฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ “นับไม่ได้เ้าค่ะ เหมือนมีหลายคนมาก แต่ก็เหมือนไม่มีใครเลย”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายเดินมาหยุดอยู่ข้างบันได มือแตะตราดอกเหมยเจ็ดกลีบบนอกเสื้ออย่างแ่เบา “ทางเดินแห่งชะตาไม่ใช่เส้นทางสำหรับผู้คนธรรมดา ทุกก้าวในนั้นจะพาผู้เดินผ่านสิ่งที่ตนเคยเลือก และสิ่งที่ตนไม่เคยกล้าเลือก”
หลี่เฟิงเหยียนเงยหน้าขึ้น “หมายความว่า มันจะทดสอบพวกเราอีก?”
“ไม่” ชายผู้เป็อาจารย์กล่าว “มันไม่ทดสอบ มันเพียงสะท้อน”
เขาหันมองเยว่หลัน “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในทางเดินแห่งชะตา มิใช่สิ่งที่มันสร้างขึ้น แต่คือสิ่งที่มันนำคืนมาให้เ้าเห็น”
เยว่หลันไม่ตอบ แต่มือของนางเผลอแตะถุงผ้าที่ซ่อนปิ่นหยกไว้โดยไม่รู้ตัว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ก่อนลงสู่ทางเดินแห่งชะตา ชายผู้เป็อาจารย์มอบเชือกไหมสีทองให้ทุกคนคนละเส้น เชือกนั้นบางราวเส้นผม แต่เมื่อจับไว้กลับรู้สึกถึงพลังอบอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ภายใน
“ผูกไว้ที่ข้อมือซ้าย” เขาสั่ง “หากหลงทางในทางเดินแห่งชะตา เชือกนี้จะช่วยให้พวกเ้าจดจำได้ว่าตนเข้ามาพร้อมผู้ใด”
จ้าวเหวินผูกเชือกพลางขมวดคิ้ว “แล้วถ้าเชือกขาดเล่าขอรับ”
ผู้เป็อาจารย์มองเขาอย่างสงบ “ก็อย่าให้มันขาด”
จ้าวเหวินเงียบลงทันที
เยว่หลันผูกเชือกที่ข้อมือตนเองอย่างระมัดระวัง รอยดอกเหมยสีทองบนิัส่องแสงตอบรับกับเชือกไหมเพียงเล็กน้อย ก่อนแสงจะจางลง เหลือเพียงความอุ่นแ่เบาที่เตือนนางว่า สิ่งที่ผูกอยู่มิใช่เครื่องรางธรรมดา
หลี่เฟิงเหยียนผูกเชือกเสร็จเป็คนสุดท้าย เมื่อเชือกไหมััตราดอกเหมยบนหลังมือซ้ายของเขา มันกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง เส้นใยสีทองค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีเงินครึ่งหนึ่ง ก่อนสงบลง
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายมองภาพนั้นด้วยสายตาเคร่งขรึม
“ทางเดินแห่งชะตากำลังยอมรับเขาในฐานะผู้พิทักษ์”
เยว่หลันหันไปมองหลี่เฟิงเหยียนโดยไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มเพียงก้มมองเชือกบนข้อมือ สีหน้าเรียบเฉย แต่ความเงียบของเขากลับบอกนางว่า ความทรงจำที่ย้อนคืนมาทีละเสี้ยวกำลังสร้างน้ำหนักบางอย่างไว้ในใจของเขา
“ถ้าท่านไม่พร้อม...” เยว่หลันกล่าวเบา ๆ
หลี่เฟิงเหยียนเงยหน้าขึ้นสบตานาง “ข้าเคยบอกเ้าแล้ว เส้นทางเปลี่ยนได้ แต่หน้าที่ไม่เคยเปลี่ยน”
คำพูดเดิมที่เขาเคยกล่าวก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับมีความหมายลึกซึ้งกว่าเดิม
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
พวกเขาเริ่มลงบันได
ขั้นแรกไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ขั้นที่สอง อากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนจากความเย็นของนครแห่งนามเป็ความอบอุ่นประหลาด คล้ายแสงแดดยามบ่ายในฤดูใบไม้ผลิ
ขั้นที่สาม เสียงแผ่นหยกบนต้นไม้นาม์ด้านหลังค่อย ๆ จางหายไป
เมื่อก้าวถึงขั้นที่เจ็ด เยว่หลันหันกลับไปมองด้านหลัง แต่กลับพบว่าทางขึ้นหายไปแล้ว เหลือเพียงความมืดอันเวิ้งว้าง และเชือกไหมสีทองที่ผูกอยู่บนข้อมือกำลังส่องแสงอ่อน ๆ ราวกับดาวดวงเล็กในรัตติกาล
พวกเขาไม่ได้อยู่ใต้นครอีกต่อไป
เบื้องหน้าคือทางเดินยาวที่ไม่มีผนัง ไม่มีเพดาน และไม่มีพื้นในความหมายของมนุษย์ ใต้เท้าของพวกเขาเป็แผ่นหินสีขาวที่ลอยอยู่กลางความว่างเปล่า แต่ละแผ่นปรากฏขึ้นเฉพาะเมื่อมีผู้ก้าวไปถึง และเลือนหายทันทีเมื่อทุกคนเดินผ่านไปแล้ว
รอบด้านเต็มไปด้วยภาพเงาจาง ๆ นับไม่ถ้วน บางภาพเป็เมืองหลวงในวันที่หิมะตก บางภาพเป็สนามรบที่เต็มไปด้วยธงขาดวิ่น บางภาพเป็เรือนเล็กกลางสวนเหมย และบางภาพเป็เพียงมือของใครบางคนที่เอื้อมออกมาจากความมืด
ทุกภาพเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว
ราวกับทางเดินแห่งนี้มิได้พาพวกเขาเดินผ่านระยะทาง
แต่พาเดินผ่านชะตาของผู้คนนับไม่ถ้วน
อาหลิงจับมือเยว่หลันแน่นขึ้น “ข้าได้ยินคนเรียกชื่อข้าเ้าค่ะ”
เยว่หลันก้มลงมองเด็กหญิง “อย่าตอบ”
อาหลิงพยักหน้าแรง ๆ แม้ใบหน้าจะซีดเผือด
เสียงเ่าั้ค่อย ๆ ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
บางเสียงเรียกชื่อเยว่หลัน
บางเสียงเรียกหลี่เฟิงเหยียน
บางเสียงร้องไห้
บางเสียงหัวเราะ
บางเสียงอ้อนวอนให้ช่วย
แต่ทุกคนยังคงเดินต่อไป ไม่มีผู้ใดตอบรับเสียงใดแม้แต่คำเดียว
จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น
แ่เบา...
อ่อนโยน...
และทำให้หลี่เฟิงเหยียนหยุดฝีเท้าทันที
“เฟิงเหยียน...”
ทุกคนหันมามองเขา
หลี่เฟิงเหยียนยืนนิ่งราวกับถูกตรึงไว้กับที่
เยว่หลันเห็นชัดว่าแววตาของเขาเปลี่ยนไป
ไม่ใช่หวาดกลัว
ไม่ใช่ใ
แต่เป็ความเ็ปของคนที่จำบางสิ่งได้ในที่สุด
เบื้องหน้าพวกเขา ภาพเงาหนึ่งค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นกลางความว่างเปล่า
เป็สตรีในอาภรณ์สีขาว ยืนอยู่ใต้ต้นเหมยที่กำลังผลิบานท่ามกลางหิมะ
นางหันหลังให้ทุกคน
แต่เสียงของนางชัดเจนอย่างยิ่ง
“เ้าเคยสัญญากับข้า...ว่าจะไม่ปล่อยให้นางเดินเพียงลำพัง”
เยว่หลันรู้สึกหัวใจเต้นแรง
เพราะแม้นางยังไม่เห็นใบหน้า
แต่นางรู้ทันทีว่าเงาสตรีผู้นั้นคือใคร
ผู้ถือกรรมรุ่นแรก
และในวินาทีนั้นเอง เชือกไหมบนข้อมือของหลี่เฟิงเหยียนก็เริ่มแตกร้าวทีละเส้น
ราวกับทางเดินแห่งชะตากำลังพยายามดึงเขาออกจากคณะ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบฉากที่ 2
เชือกไหมบนข้อมือของหลี่เฟิงเหยียนแตกร้าวทีละเส้น
เสียงของมันแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน ทว่าในทางเดินแห่งชะตาซึ่งเต็มไปด้วยความเงียบอันลึกล้ำ เสียงเล็กน้อยนั้นกลับดังชัดราวสายพิณขาดกลางราตรี เยว่หลันเห็นประกายสีทองจากเชือกไหมค่อย ๆ หม่นลง ขณะที่แสงสีเงินซึ่งเคยปรากฏบนเส้นใยของเขากลับเริ่มแผ่ออกอย่างควบคุมไม่ได้
เบื้องหน้าพวกเขา สตรีในอาภรณ์สีขาวยังคงยืนอยู่ใต้ต้นเหมยกลางหิมะ แผ่นหลังของนางงดงามและโดดเดี่ยวราวภาพวาดเก่าที่ถูกเก็บไว้ในหอหลวงมานานหลายพันปี กลีบดอกเหมยสีขาวปลิวผ่านเส้นผมนางอย่างเชื่องช้า แต่ไม่มีสักกลีบที่ตกถึงพื้น
เพราะพื้นใต้ต้นเหมยนั้นมิใช่พื้นดิน
หากเป็ความทรงจำ
“เฟิงเหยียน...”
เสียงของสตรีผู้นั้นดังขึ้นอีกครั้ง อ่อนโยนจนแทบคล้ายเสียงกระซิบของสายลม ทว่าทุกคำกลับกรีดลึกลงไปในหัวใจของผู้ฟัง “เ้าลืมข้าได้ แต่ห้ามลืมคำสัญญา”
หลี่เฟิงเหยียนนิ่งงัน ดวงตาคมที่เคยสงบนิ่งเสมอกลับไหวระริกอย่างที่เยว่หลันไม่เคยเห็นมาก่อน เขาไม่ได้ก้าวไปข้างหน้า แต่ร่างของเขากลับถูกแรงบางอย่างดึงเข้าหาภาพเงานั้นทีละน้อย แผ่นหินสีขาวใต้ฝ่าเท้าของเขาเริ่มแยกออกจากเส้นทางหลัก ราวกับทางเดินแห่งชะตา้าเปิดทางอีกสายหนึ่งให้เขาเดินไปเพียงลำพัง
“หลี่เฟิงเหยียน!”
เยว่หลันเรียกชื่อเขา พร้อมยื่นมือคว้าข้อมือชายหนุ่มไว้
ทันทีที่ปลายนิ้วของนางััเชือกไหมซึ่งกำลังแตกร้าว แสงสีทองจากตราดอกเหมยบนข้อมือนางก็ลุกวาบขึ้น กลีบดอกเหมยสีทองหนึ่งกลีบปรากฏเป็เงาซ้อนในอากาศ ก่อนแผ่เป็ม่านแสงบาง ๆ คลุมร่างของหลี่เฟิงเหยียนไว้
ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย ราวกับเพิ่งตื่นจากฝันลึก
แต่เสียงของสตรีใต้ต้นเหมยกลับดังขึ้นอีกครั้ง
“ปล่อยเขาเถิด”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้นทันที
สตรีในอาภรณ์สีขาวค่อย ๆ หันกลับมา
ใบหน้านั้นยังคงเลือนรางด้วยหมอกหิมะ ทว่าความรู้สึกที่แผ่ออกมาชัดเจนยิ่งกว่าแสงไฟในยามค่ำ นางมิได้มีไออำมหิต มิได้มีความประสงค์ร้าย และยิ่งมิใช่ภาพลวงที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกล่อ
นางเหมือนความทรงจำที่หลับใหลมานาน
และเพิ่งถูกปลุกให้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
“เขาควรจำได้แล้ว” สตรีผู้นั้นกล่าว “ก่อนที่ประตูที่ห้าจะเปิด ก่อนที่ชะตาจะถูกฉีกออกจากกฎเดิม เขาต้องจำให้ได้ว่าเหตุใดตนจึงถือกำเนิดขึ้นมา”
เยว่หลันกำข้อมือหลี่เฟิงเหยียนแน่นกว่าเดิม “แล้วหากความทรงจำนั้นทำร้ายเขาเล่า”
สายตาของสตรีในชุดขาวพลันอ่อนลง
“ความทรงจำทุกชิ้นล้วนทำร้ายผู้ที่เคยสูญเสียมันไป”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบกลืนหายกับหิมะ
“แต่การไม่รู้ว่าตนเคยเป็ใคร...เ็ปยิ่งกว่า”
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หลี่เฟิงเหยียนหลับตาลง
ในวินาทีนั้น ภาพทั้งหลายไหลทะลักเข้ามาราวธารน้ำแข็งที่แตกออกหลังถูกกักขังมาหลายพันปี เขาเห็นนครแห่งนามในยุคแรกเริ่ม เห็นต้นไม้นาม์ยังเล็กกว่าปัจจุบันมาก กิ่งก้านของมันยังไม่แผ่ไปทั่วฟ้า แผ่นหยกบนต้นไม้ยังมีเพียงไม่กี่พันใบ และใต้ต้นไม้นั้น มีคนเจ็ดคนยืนเรียงกันอยู่เบื้องหน้าสตรีในอาภรณ์ขาว
นางคือผู้ถือกรรมรุ่นแรก
แต่ในความทรงจำนั้น นางยังมิใช่ตำนาน ยังมิใช่รูปสลัก และยังมิใช่หัวใจของนครแห่งนาม นางเป็เพียงสตรีผู้หนึ่งที่แบกรับความเหน็ดเหนื่อยไว้ในรอยยิ้ม
“ข้าขอฝากผู้ถือกรรมรุ่นถัดไปไว้กับพวกเ้า” นางกล่าวกับคนทั้งเจ็ด “นับจากวันนี้ ข้าจะไม่มีนาม ไม่มีชะตา และไม่มีอนาคตของตนเอง แต่ตราบใดที่คำสาบานยังคงอยู่ ผู้ถือกรรมจะยังปรากฏขึ้นเมื่อโลกใกล้แตกสลาย”
หนึ่งในคนทั้งเจ็ดก้าวออกมาข้างหน้า
ชายหนุ่มผู้นั้นสวมอาภรณ์สีครามเข้ม มือหนึ่งถือกระบี่ อีกมือว่างเปล่า ดวงตาของเขาสงบนิ่งราวทะเลสาบใต้หิมะ
หลี่เฟิงเหยียนมองเขา
แล้วหัวใจก็พลันเจ็บแปลบ
เพราะใบหน้าของชายผู้นั้นเหมือนเขาเกินไป
ไม่ใช่เหมือนเพียงรูปลักษณ์
แต่เหมือนในบางสิ่งที่ฝังลึกกว่าสายเื
ชายหนุ่มในความทรงจำคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้ถือกรรมรุ่นแรก วางกระบี่บนฝ่ามือทั้งสอง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“หากท่านลบนามของตนเพื่อให้โลกจดจำผู้คน เช่นนั้นข้าจะฝากนามของข้าไว้กับกระบี่เล่มนี้ เพื่อให้มันจดจำหน้าที่แทนข้า”
ผู้ถือกรรมรุ่นแรกมองเขาอย่างเงียบงัน
ในดวงตาของนางมีทั้งความซาบซึ้งและความเศร้า
“เ้ารู้หรือไม่ว่าการทำเช่นนั้นหมายถึงอะไร”
ชายหนุ่มยิ้มบาง
“รู้”
“วันใดที่ข้าตาย นามของข้าจะไม่กลับสู่ต้นไม้นาม์ แต่จะวนเวียนอยู่ในกระบี่”
“วันใดที่ผู้ถือกรรมรุ่นถัดไปเกิดขึ้น กระบี่จะเลือกผู้ที่เหมาะสมให้สืบคำสาบาน”
“และวันใดที่คำสาบานใกล้แตกสลาย...”
เขาเงยหน้าขึ้นสบตานาง
“ข้าจะตื่นขึ้นอีกครั้ง ไม่ว่าจะในร่างใด นามใด หรือชะตาใด”
ผู้ถือกรรมรุ่นแรกหลับตาลงช้า ๆ
“เ้าไม่จำเป็ต้องทำถึงเพียงนี้”
“จำเป็”
ชายหนุ่มตอบทันที
“เพราะท่านเองก็ไม่จำเป็ต้องสละทุกสิ่งเพื่อโลกใบนี้เช่นกัน”
หิมะในความทรงจำตกหนักขึ้น
กลีบดอกเหมยปลิวปะปนกับเกล็ดหิมะจนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดเกิดจากฤดูหนาว สิ่งใดเกิดจากชะตากรรม
แล้วผู้ถือกรรมรุ่นแรกก็ยื่นมือออกไป แตะปลายนิ้วลงบนคมกระบี่
เืหยดหนึ่งไหลลงบนใบกระบี่
กระบี่พิทักษ์นามเปล่งแสงสีทอง
จากนั้น ชายหนุ่มผู้นั้นกล่าวคำสาบานที่หลี่เฟิงเหยียนเคยได้ยินเป็เสี้ยว ๆ มาก่อน
“ตราบใดที่นามของข้ายังอยู่...”
“ข้าจะปกป้องผู้ถือกรรมทุกยุคทุกสมัย”
“หากนามของข้าถูกลืม...”
“กระบี่จะจดจำแทนข้า”
“หากแม้แต่กระบี่แตกสลาย...”
“ขอให้ิญญาของข้ากลายเป็เงาสุดท้ายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าผู้ถือกรรม”
คำสาบานนั้นดังก้องไปทั่วความทรงจำ
และในโลกปัจจุบัน เชือกไหมบนข้อมือหลี่เฟิงเหยียนก็หยุดแตกร้าวทันที
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เยว่หลันมองเห็นเพียงบางส่วนของภาพนั้น
นางไม่เห็นใบหน้าของชายหนุ่มในอดีตชัดเจน ไม่ได้ยินทุกถ้อยคำในคำสาบาน แต่ััได้ถึงน้ำหนักของมัน ผ่านความเ็ปที่ส่งมาจากมือของหลี่เฟิงเหยียน
ชายหนุ่มยังคงหลับตาอยู่
ปลายนิ้วของเขาเย็นจัด
แต่ชีพจรกลับเต้นแรงผิดปกติ
“หลี่เฟิงเหยียน” นางเรียกเบา ๆ “กลับมา”
ในความว่างเปล่า สตรีในอาภรณ์ขาวมองเยว่หลันด้วยแววตาอ่านไม่ออก
“เ้าเรียกเขาด้วยนามนี้หรือ”
เยว่หลันชะงัก
“นามนี้...มีสิ่งใดผิดหรือ”
สตรีผู้นั้นยิ้มบาง ๆ
“ไม่มีนามใดผิด หากผู้ถูกเรียกยังเลือกตอบรับมัน”
ประโยคนี้ทำให้เยว่หลันรู้สึกคล้ายถูกแตะต้องบางส่วนในใจอย่างแ่เบา นางไม่เข้าใจทั้งหมด แต่กลับััได้ว่าสิ่งที่สตรีผู้นี้กล่าว มิได้หมายถึงหลี่เฟิงเหยียนเพียงคนเดียว
มันหมายถึงผู้คนทุกคนที่เคยสูญเสียนาม
และอาจหมายถึงนางเองด้วย
ในที่สุด หลี่เฟิงเหยียนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
แสงสีทองในดวงตาของเขาวูบผ่านเพียงชั่วขณะ ก่อนกลับคืนเป็ความนิ่งสงบเช่นเดิม แต่ความนิ่งสงบนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันมีความทรงจำซ่อนอยู่ มีาแซ่อนอยู่ และมีคำสาบานเก่าแก่ซึ่งเพิ่งถูกปลุกให้ตื่น
เขาหันไปมองสตรีใต้ต้นเหมย
“ท่านคือผู้ถือกรรมรุ่นแรกจริงหรือ”
สตรีผู้นั้นไม่ตอบทันที
นางเพียงยกมือขึ้น แตะกลีบดอกเหมยที่ปลิวผ่านแก้มตนเอง
“ข้าคือสิ่งที่หลงเหลือจากนาง”
เสียงของนางแ่เบาอย่างยิ่ง
“มิใช่นางทั้งหมด และมิใช่เพียงเงา”
หลี่เฟิงเหยียนถามต่อ “แล้วเหตุใดท่านจึงปรากฏต่อหน้าข้า”
สายตาของสตรีผู้นั้นเคลื่อนจากเขามายังเยว่หลัน
“เพราะผู้ถือกรรมรุ่นนี้กำลังจะเดินไปยังประตูที่ห้า”
“และประตูที่ห้า...ไม่เคยทดสอบผู้ถือกรรม”
เยว่หลันขมวดคิ้ว “แล้วมันทดสอบผู้ใด”
รอยยิ้มบนใบหน้าสตรีในชุดขาวค่อย ๆ จางลง
“ผู้ที่อยู่ข้างกายนาง”
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ทันทีที่สิ้นคำ ทางเดินแห่งชะตารอบตัวก็สั่นะเือย่างรุนแรง
ภาพต้นเหมยกลางหิมะเริ่มแตกออกเป็รอยร้าว เสียงเรียกชื่อจากความว่างเปล่ากลับมาดังก้องอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงกระซิบอ่อนโยน แต่เป็เสียงนับพันนับหมื่นที่พยายามแทรกเข้ามาพร้อมกัน
จ้าวเหวินยกดาบขึ้นโดยสัญชาตญาณ แม้ไม่รู้ว่าควรฟันสิ่งใด
เหอซานรีบหยิบยันต์ออกมาแปะลงบนปลายไม้เท้า ทว่ากระดาษยันต์กลับไหม้เป็เถ้าทันทีที่ััอากาศในทางเดินแห่งชะตา
อาหลิงร้องขึ้นเสียงเบา “มีคนกำลังตามมาเ้าค่ะ!”
เยว่หลันหันไปทางด้านหลัง
บนแผ่นหินสีขาวที่พวกเขาเดินผ่านมาแล้ว ซึ่งควรจะเลือนหายไปนั้น บัดนี้กลับมีรอยเท้าสีดำปรากฏขึ้นทีละรอย
หนึ่งรอย
สองรอย
สามรอย
มีบางสิ่งกำลังเดินตามพวกเขามา
แม้เส้นทางด้านหลังจะหายไปแล้ว
ชายผู้เป็อาจารย์ซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าเคร่งสีหน้าทันที
“อย่าหันกลับไปมองนานเกินสามลมหายใจ”
เยว่หลันรู้สึกขนลุกซู่
“มันคืออะไร”
ผู้เป็อาจารย์ตอบโดยไม่ละสายตาจากรอยเท้าสีดำ
“เศษชะตาที่ถูกประตูที่สามปล่อยออกมา”
“มันไม่มีรูป ไม่มีนาม ไม่มีชีวิต”
“แต่จะกินความทรงจำของผู้ที่ตอบรับมัน”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
อ่อนโยนและคุ้นเคย
“เยว่หลัน...”
นางแข็งค้าง
เพราะเสียงนั้นเหมือนเสียงของมารดา
เหมือนอย่างที่สุด
หลี่เฟิงเหยียนจับข้อมือนางไว้แทบจะทันที
“อย่าตอบ”
เยว่หลันกัดริมฝีปากแน่น
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
“ลูกแม่...เหตุใดจึงไม่หันมามองแม่”
เชือกไหมบนข้อมือเยว่หลันเริ่มสั่นไหว
นางรู้ว่าเสียงนั้นไม่จริง
นางเคยผ่านบททดสอบเช่นนี้มาแล้ว
แต่มนุษย์มิได้อ่อนแอเพราะไม่รู้ความจริง
หลายครั้ง มนุษย์อ่อนแอทั้งที่รู้ความจริงดีอยู่แล้ว
นางหลับตาลง กำโคมแดงไว้แน่น แล้วกล่าวเสียงต่ำ
“มารดาของข้าไม่มีวันเรียกให้ข้าหันหลังให้ผู้คนที่ยังรอความช่วยเหลือ”
เปลวไฟในโคมแดงลุกโชนขึ้นทันที
เสียงด้านหลังพลันแผดร้องอย่างบ้าคลั่ง ก่อนกลายเป็เสียงหัวเราะของคนนับร้อย
รอยเท้าสีดำหยุดลงชั่วครู่
แต่ยังไม่หายไป
ผู้เป็อาจารย์รีบกล่าว “เดินต่อ อย่าหยุด”
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ทุกคนเร่งฝีเท้าไปตามแผ่นหินสีขาวที่ปรากฏขึ้นทีละแผ่น เสียงรอยเท้าสีดำด้านหลังค่อย ๆ ตามมาใกล้ขึ้น แม้ไม่มีผู้ใดหันกลับไปมองอีก แต่ทุกคนััได้ถึงความเย็นที่ไล่หลังมาราวลมหายใจของสิ่งไร้ชีวิต
เยว่หลันประคองอาหลิงไว้ข้างกาย ขณะที่หลี่เฟิงเหยียนเดินรั้งท้ายโดยไม่ต้องมีผู้ใดสั่ง กระบี่พิทักษ์นามกลับเข้าฝักแล้ว แต่แสงสีทองยังคงไหลเวียนอยู่บนฝักกระบี่คล้ายสายเื
ทันใดนั้น เสียงของสตรีในอาภรณ์ขาวก็ดังขึ้นอีกครั้งจากความทรงจำที่กำลังแตกร้าว
“เฟิงเหยียน...”
“เมื่อถึงประตูที่ห้า หากชะตาของนางถูกชิงไป...”
“เ้าจงอย่าใช้กระบี่แลกคืน”
หลี่เฟิงเหยียนหยุดฝีเท้าครู่หนึ่ง
“เพราะเหตุใด”
สตรีผู้นั้นมองเขาด้วยแววตาโศกเศร้า
“เพราะสิ่งที่เ้าจะเสียไป...”
“มิใช่ชีวิต”
“แต่เป็สิทธิ์ที่จะถูกนางจดจำ”
คำพูดนั้นจบลงพร้อมกับภาพต้นเหมยที่แตกสลายอย่างสมบูรณ์
ทางเดินแห่งชะตากลับคืนสู่ความว่างเปล่า
แต่คราวนี้ เบื้องหน้าพวกเขาปรากฏประตูไม้เก่าแก่บานหนึ่งตั้งอยู่กลางทางเดิน
บนประตูมีป้ายไม้แขวนเอียง ๆ เขียนด้วยอักษรโบราณสีแดงจาง
เมืองเหยียนสุ่ย
ชายผู้เป็อาจารย์เงยหน้ามองป้ายไม้นั้น ก่อนกล่าวช้า ๆ
“เรามาถึงทางออกแรกแล้ว”
เยว่หลันยังไม่ทันโล่งใจ
ประตูไม้กลับเปิดออกเองอย่างเงียบงัน
กลิ่นควันไฟ กลิ่นเื และกลิ่นดอกเหมยไหม้ลอยเข้ามาปะทะใบหน้า
หลังบานประตูนั้น มิใช่เมืองสงบสุขที่พวกเขาคาดหวัง
แต่เป็เมืองชายแดนที่กำลังลุกไหม้
และเหนือประตูเมืองซึ่งถูกหิมะกลบครึ่งหนึ่ง มีธงสีครามขาดวิ่นผืนหนึ่งโบกสะบัดอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง
บนธงนั้นปักอักษรเพียงคำเดียว
ชะตา
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบฉากที่ 3
เปลวเพลิงเหนือเมืองเหยียนสุ่ยลุกโชนราวกับแสงอัสดงที่ไม่ยอมดับ
ทันทีที่เยว่หลันก้าวผ่านประตูไม้เก่าแก่ของทางเดินแห่งชะตา ความร้อนก็ถาโถมเข้าปะทะใบหน้า กลิ่นควันไฟผสมกลิ่นเืและกลิ่นดอกเหมยไหม้ทำให้ลมหายใจแรกในโลกภายนอกขมปร่าอย่างประหลาด รอบด้านไม่ใช่ความว่างเปล่าอันเงียบงันของทางเดินแห่งชะตาอีกต่อไป หากเป็ถนนหินเปียกหิมะซึ่งเต็มไปด้วยรอยเท้าสับสน เสียงร้องไห้ของเด็ก เสียงผู้คนะโเรียกหากัน และเสียงคานไม้ที่ถูกไฟเผาจนแตกร้าวดังเปรี๊ยะ ๆ ท่ามกลางลมหนาว
เบื้องหน้าพวกเขาคือเมืองชายแดนที่กำลังลุกไหม้
กำแพงเมืองสูงใหญ่ถูกไฟสีแดงคล้ำเลียขึ้นไปถึงป้อมยาม ธงสีครามซึ่งปักอักษรคำว่า ชะตา ขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือรูปเดิม ปลายธงไหม้ดำแต่ยังโบกสะบัดอยู่ในพายุหิมะ ราวกับเมืองทั้งเมืองกำลังดิ้นรนครั้งสุดท้ายเพื่อประกาศว่าตนยังไม่ถูกลบหายไปจากโลก
จ้าวเหวินสบถเสียงต่ำ ก่อนชักดาบออกจากฝักทันที “นี่ไม่ใช่ภาพสะท้อนใช่หรือไม่”
ชายผู้เป็อาจารย์กวาดสายตามองรอบเมือง สีหน้าของเขานิ่ง แต่ความเคร่งเครียดในแววตากลับชัดเจนอย่างยิ่ง “ไม่ใช่ภาพสะท้อน เมืองนี้มีอยู่จริง และสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็กำลังเกิดขึ้นจริง”
เหอซานสูดลมหายใจลึก “ประตูที่ห้าอยู่ที่นี่หรือ”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายมองไปยังใจกลางเมือง ที่ซึ่งมีแสงสีแดงเข้มพุ่งขึ้นฟ้าราวเสาโลหิต “ไม่ใช่ในเมืองนี้ แต่อยู่ใต้เมืองนี้ต่างหาก”
เยว่หลันกำโคมแดงแน่น นางรู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืแ่เบาจากตราดอกเหมยบนข้อมือ ราวกับผนึกของประตูที่ห้ากำลังร้องเรียกนางจากใต้แผ่นดิน
“เช่นนั้นเราต้องรีบไป”
หลี่เฟิงเหยียนก้าวมายืนข้างนาง ดวงตาคมมองถนนซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนวิ่งหนีไฟ “ก่อนถึงประตู เราต้องหาทางพาผู้คนออกจากเมือง”
เยว่หลันหันมามองเขาเพียงครู่เดียว ก่อนพยักหน้า
นางคิดเหมือนกัน
ผู้ถือกรรมมิใช่ผู้ที่วิ่งไปหาผนึกโดยเหยียบผ่านชีวิตผู้คน
หากไม่อาจรักษาผู้คนเบื้องหน้าไว้ได้ ต่อให้นางไปถึงประตูที่ห้าทันเวลา คำว่า “ปกป้องโลก” ก็ไม่มีความหมายใดเหลืออยู่
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
พวกเขาเร่งฝีเท้าเข้าสู่ถนนสายหลักของเมืองเหยียนสุ่ย
ภาพตรงหน้าชวนให้หัวใจหนักอึ้ง ผู้คนมากมายวิ่งสวนกันไปมา บ้างแบกห่อผ้าติดหลัง บ้างอุ้มเด็กเล็ก บ้างลากคนเจ็บไปตามถนนหิมะที่เปื้อนเื แต่สิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดมิใช่ไฟ ไม่ใช่ควัน และไม่ใช่เสียงกรีดร้อง
หากเป็ความสับสนที่ปรากฏบนใบหน้าของผู้คน
ชายคนหนึ่งยืนอยู่กลางถนนพร้อมเด็กชายในอ้อมแขน เด็กคนนั้นร้องไห้เรียก “ท่านพ่อ” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ชายผู้นั้นกลับมองเด็กในอ้อมแขนด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับไม่รู้ว่าตนกำลังอุ้มผู้ใด
หญิงชราผู้หนึ่งนั่งอยู่หน้าร้านยาที่ถูกไฟไหม้ไปครึ่งหนึ่ง นางกอดกล่องไม้ใบเล็กไว้แน่น ปากพร่ำเรียกชื่อใครบางคนไม่หยุด แต่ทุกครั้งที่นางเอ่ยชื่อ เสียงของนางกลับขาดห้วงราวกับคำสุดท้ายถูกขโมยไปจากลำคอ
อาหลิงตัวสั่นอยู่ข้างเยว่หลัน “พวกเขากำลังลืมกันเ้าค่ะ...แต่มิใช่เพราะประตูที่สามเท่านั้น”
ชายผู้เป็อาจารย์หยุดฝีเท้า “เ้ารู้สึกถึงอะไร”
เด็กหญิงหลับตาลง ใบหน้าซีดขาว “มีบางคนกำลังดึงเส้นด้ายออกจากตัวพวกเขา เส้นด้ายบางเส้นเป็สีทอง บางเส้นเป็สีแดง พอถูกดึงออก คนผู้นั้นก็ลืมว่าตนควรเดินไปทางไหน ควรรักใคร ควรรอใคร”
เยว่หลันหัวใจเย็นวาบ
“เส้นด้ายชะตา”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายกล่าวเสียงต่ำ “ประตูที่ห้าเริ่มรั่วแล้ว”
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นจากตรอกด้านข้าง เยว่หลันหันไปทันที เห็นเด็กหญิงวัยราวห้าหกขวบติดอยู่ใต้คานไม้ที่ล้มขวางทาง เปลวไฟลามใกล้เข้ามา ขณะที่มารดาของนางยืนอยู่ไม่ไกล กลับหันซ้ายหันขวาด้วยสีหน้าสับสนราวกับกำลังตามหาใครบางคนที่ตนจำไม่ได้
“แม่!” เด็กหญิงร้องเสียงแหบพร่า “แม่ ข้าอยู่นี่!”
สตรีผู้นั้นชะงักเล็กน้อย หันมาทางเสียงร้อง แต่ดวงตากลับว่างเปล่า
นางได้ยิน
แต่จำไม่ได้ว่าเสียงนั้นสำคัญกับตนอย่างไร
เยว่หลันไม่รออีกต่อไป นางพุ่งเข้าไปในตรอกพร้อมโคมแดงในมือ หลี่เฟิงเหยียนก้าวตามทันที กระบี่พิทักษ์นามหลุดออกจากฝักอย่างเงียบงัน คมกระบี่ฟันคานไม้ที่ลุกไหม้ขาดสะบั้นในครั้งเดียว ก่อนที่จ้าวเหวินจะเข้าไปอุ้มเด็กออกมา
เด็กหญิงร้องไห้จ้า กอดคอจ้าวเหวินแน่น แต่สายตากลับมองไปยังมารดาของตนอย่างสิ้นหวัง
เยว่หลันเดินไปหยุดตรงหน้าสตรีผู้นั้น
“นางคือบุตรสาวของท่าน”
สตรีคนนั้นมองเด็กหญิงในอ้อมแขนจ้าวเหวิน ใบหน้าว่างเปล่าค่อย ๆ มีรอยเ็ปปรากฏขึ้น แต่นางยังคงจำไม่ได้
“บุตรสาว...ของข้า?”
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้น แสงอบอุ่นจากเปลวไฟแผ่คลุมทั้งแม่และลูก เด็กหญิงยังร้องไห้ เรียกแม่ซ้ำ ๆ ด้วยเสียงเล็กแหลมที่เกือบถูกเสียงไฟกลบ
“นางจำท่านได้” เยว่หลันกล่าวช้า ๆ “ต่อให้ชะตาของท่านถูกดึงออก ต่อให้ความทรงจำของท่านถูกเผา แต่หัวใจของเด็กคนนั้นยังเรียกหาท่านอยู่”
สตรีผู้นั้นสั่นสะท้าน
น้ำตาไหลออกมาโดยที่ดวงตายังไม่อาจจดจำได้ทั้งหมด
นางยื่นมือไปหาเด็กหญิงอย่างช้า ๆ
เมื่อปลายนิ้วของแม่แตะมือของลูก แสงสีทองเส้นหนึ่งพลันปรากฏขึ้นระหว่างคนทั้งสอง มันบางราวใยไหม เกือบขาดสะบั้น หากยังไม่ขาด
เยว่หลันเห็นมันชัดเจน
เส้นชะตาที่เกือบถูกดึงออกจากกัน
เปลวไฟในโคมแดงลุกวาบ นางยื่นมืออีกข้างไปแตะเส้นแสงนั้นโดยไม่รู้ตัว ความร้อนแล่นผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ข้อมือ ตราดอกเหมยสีทองบนผิวนางส่องประกายขึ้นหนึ่งกลีบ ก่อนที่เส้นชะตาระหว่างแม่กับลูกจะค่อย ๆ กลับมาสว่างอีกครั้ง
สตรีผู้นั้นทรุดลงกอดลูกสาวไว้แน่น
“อาเหยา...อาเหยาของแม่!”
เสียงร้องไห้ของแม่ลูกกลืนไปกับเสียงไฟรอบด้าน แต่สำหรับเยว่หลัน มันดังชัดยิ่งกว่าเสียงใดในเมืองนี้
นางเพิ่งเข้าใจว่า ประตูที่ห้ามิได้เพียงควบคุมชะตาอันยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน
มันผูกอยู่กับสิ่งเล็กที่สุดในชีวิตมนุษย์
สายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก
คำสัญญาระหว่างคนรัก
เส้นทางกลับบ้านของทหารผู้หนึ่ง
และความหวังที่ทำให้คนคนหนึ่งยังลุกขึ้นในวันพรุ่งนี้
หากประตูนี้ถูกเปิด โลกอาจไม่เพียงไร้ระเบียบ
แต่หัวใจของผู้คนจะไม่มีสิ่งใดผูกไว้กับกันอีกต่อไป
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หลังช่วยแม่ลูกคู่นั้นออกจากตรอก เยว่หลันและคณะรีบพาผู้คนจำนวนหนึ่งไปยังประตูเมืองด้านเหนือซึ่งไฟยังลามไปไม่ถึง จ้าวเหวินสั่งการอย่างรวดเร็ว เขาเคยผ่านสนามรบมามากพอจะรู้ว่าความตื่นตระหนกฆ่าผู้คนได้ไม่แพ้เปลวไฟ
“คนเจ็บไปทางซ้าย! เด็กและคนชราให้มาก่อน! ผู้ใดเดินไหวให้ช่วยกันแบกน้ำ อย่าวิ่งสวนกัน!”
เสียงของเขาหนักแน่นจนผู้คนที่กำลังแตกตื่นเริ่มทำตามโดยไม่รู้ตัว
เหอซานใช้ยันต์กันไฟที่ยังเหลืออยู่ปิดทางลมเพื่อชะลอเปลวเพลิง แม้ยันต์จะไหม้เร็วผิดปกติเพราะพลังของประตูที่ห้า แต่ก็พอซื้อเวลาได้ทีละน้อย อาหลิงช่วยมองหาเด็กที่ถูกลืมในฝูงชน เด็กหญิงชี้ไปยังเงาเล็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่เดินผ่านโดยไม่เห็น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเยว่หลันต้องกัดฟันกลั้นความเ็ปในอก
ประตูที่สามพรากความทรงจำ
ประตูที่ห้ากำลังพรากชะตา
เมื่อสองสิ่งนี้ทำงานร่วมกัน ผู้คนบางคนจึงเหมือนถูกผลักออกจากโลกทั้งที่ยังหายใจอยู่
หลี่เฟิงเหยียนเดินรั้งท้าย เขาใช้กระบี่พิทักษ์นามกรีดเส้นแสงบนพื้นถนน ทุกครั้งที่คมกระบี่แตะหิน เส้นอักขระสีทองจะปรากฏขึ้น ชั่วคราวพอให้ผู้คนเดินตามทางออกได้โดยไม่หลงลืมว่าตนกำลังหนีไฟ
เยว่หลันมองภาพนั้นจากอีกฟากถนน นางเห็นใบหน้าของเขาซีดลงเล็กน้อย แต่ชายหนุ่มยังคงไม่หยุด
คำเตือนของสตรีในอาภรณ์ขาวดังขึ้นในใจนางอีกครั้ง
“เมื่อถึงประตูที่ห้า หากชะตาของนางถูกชิงไป...เ้าจงอย่าใช้กระบี่แลกคืน”
เหตุใดนางจึงเตือนเช่นนั้น
และเหตุใดเยว่หลันจึงรู้สึกว่า คำเตือนนั้นไม่ได้หมายถึงอนาคตอันไกลโพ้น
แต่มันใกล้เสียจนแทบอยู่ตรงหน้าแล้ว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เมื่อพาผู้คนกลุ่มแรกออกจากเขตไฟได้สำเร็จ ชายผู้เป็อาจารย์ก็หยุดเดินกะทันหัน
เขาก้มลงแตะพื้นหิมะที่ปนเถ้าถ่านอยู่ริมถนน
ปลายนิ้วััรอยสีแดงเข้มซึ่งลากยาวไปตามพื้น มันไม่ใช่เื เพราะไม่มีกลิ่นคาว และไม่ใช่หมึก เพราะยังคงส่องประกายจาง ๆ ใต้หิมะ
เยว่หลันเดินเข้ามาใกล้ “นี่คืออะไร”
ผู้เป็อาจารย์ไม่ตอบทันที เขาใช้ปลายนิ้วลากตามรอยนั้น เส้นสีแดงบนพื้นพลันสว่างขึ้น เผยให้เห็นลวดลายคล้ายดอกเหมยที่ถูกวาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็ค่ายกลขนาดใหญ่ใต้ทั้งเมือง
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายมาถึงพอดี เมื่อเห็นลายค่ายกล สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
“มีคนใช้เมืองทั้งเมืองเป็เครื่องบูชา”
เหอซานได้ยินแล้วถึงกับตัวแข็ง “เครื่องบูชาเพื่อเปิดประตูที่ห้า?”
ชายผู้เป็อาจารย์พยักหน้าอย่างหนักอึ้ง “มิใช่ชีวิตของผู้คน แต่เป็ชะตาของพวกเขา เมืองเหยียนสุ่ยมิได้ถูกเผาเพื่อฆ่าคน หากถูกเผาเพื่อทำให้ผู้คนแตกตื่น เมื่อคนจำนวนมากหวาดกลัวจนไม่อาจยึดมั่นในสิ่งใด เส้นชะตาจะอ่อนแรงที่สุด”
เยว่หลันมองเปลวไฟที่ลุกไหม้ไกลออกไปด้วยความรู้สึกเย็นจัด
“แล้วผู้เฝ้าประตูคนที่ห้าเล่า”
ผู้เป็อาจารย์เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนที่คำตอบจะมาถึงจากอีกด้านหนึ่งของถนน
“ยังไม่ตาย”
เสียงนั้นเป็เสียงบุรุษ ไม่ดังนัก แต่ชัดเจนพอให้ทุกคนหันไปมอง
กลางหิมะและควันไฟ มีชายผู้หนึ่งเดินออกมาจากตรอกมืด อาภรณ์สีครามเข้มของเขาไม่เปื้อนฝุ่น ไม่เปียกหิมะ และไม่ถูกเถ้าถ่านแตะต้องแม้แต่น้อย เส้นผมดำยาวถูกรวบไว้ครึ่งหนึ่งด้วยเชือกสีขาว ดวงตาสีทองอร่ามสะท้อนเปลวเพลิงรอบเมืองอย่างสงบนิ่ง
ในมือของเขาถือดอกเหมยสีขาวหนึ่งกิ่ง
บุรุษผู้นั้นหยุดอยู่ไม่ไกลจากเยว่หลัน สายตาของเขามองนางราวกับรู้จักมานานแสนนาน
“แต่หากพวกเ้ายังช้าอีกครึ่งชั่วยาม”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเกินกว่าจะเข้ากับเมืองที่กำลังลุกไหม้
“ผู้เฝ้าประตูคนที่ห้า จะกลายเป็คนแรกที่ลืมว่าตนควรเฝ้าสิ่งใด”
หลี่เฟิงเหยียนก้าวมายืนขวางหน้าเยว่หลันโดยไม่ต้องมีใครสั่ง กระบี่พิทักษ์นามในมือส่องแสงสีทองทันที
ชายดวงตาสีทองมองกระบี่ ก่อนยิ้มบาง
“ไม่พบกันนาน...กระบี่พิทักษ์นาม”
จากนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนมายังหลี่เฟิงเหยียน
รอยยิ้มในดวงตาลึกขึ้นเล็กน้อย
“และเ้าเองก็เช่นกัน”
หลี่เฟิงเหยียนขมวดคิ้ว “ท่านเป็ใคร”
ชายผู้นั้นมิได้ตอบเขา
เพียงก้าวผ่านสายลมหิมะเข้ามาอีกหนึ่งก้าว แล้ววางกิ่งเหมยสีขาวลงบนพื้น
ทันทีที่กิ่งเหมยแตะหิมะ เปลวไฟรอบถนนพลันสงบลงชั่วขณะ ราวกับเมืองทั้งเมืองยอมกลั้นหายใจเพื่อฟังถ้อยคำของเขา
บุรุษดวงตาสีทองเงยหน้าขึ้นสบตาเยว่หลัน
“ผู้ถือกรรมรุ่นที่เจ็ดสิบสาม”
เขาเอ่ยช้า ๆ
“หากเ้า้าไปถึงประตูที่ห้า จงตามข้ามา”
เยว่หลันกำโคมแดงแน่น “เหตุใดข้าต้องเชื่อท่าน”
ชายผู้นั้นยิ้ม
เป็รอยยิ้มอ่อนโยน แต่กลับทำให้หัวใจของนางสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
“เพราะหากข้า้าให้เ้าตาย...”
เขากล่าวเบา ๆ
“ข้าคงปล่อยให้เ้าเก็บปิ่นหยกชิ้นนั้นไว้ต่อไปแล้ว”
เยว่หลันชะงักทันที
มือของนางเผลอแตะถุงผ้าด้านในเสื้อ
ไม่มีผู้ใดในคณะพูดถึงปิ่นหยกต่อหน้าชายผู้นี้
แต่เขากลับรู้
และในพริบตานั้นเอง ปิ่นหยกที่ซ่อนอยู่ใกล้หัวใจของนางก็ร้อนวาบขึ้นมา ราวกับกำลังตอบรับการปรากฏตัวของบุรุษดวงตาสีทองตรงหน้า
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบฉากที่ 4
ความร้อนจากปิ่นหยกแล่นผ่านชั้นผ้าเข้าสู่ผิวกายของเยว่หลัน ร้อนเพียงชั่วอึดใจแล้วกลับเย็นลง ทว่าในความเย็นนั้นกลับมีแรงสั่นะเืแ่เบา ราวกับสิ่งของที่หลับใหลมานานกำลังรับรู้ถึงใครบางคนที่มันคุ้นเคย
รอบด้านยังคงเต็มไปด้วยควันไฟและเสียงผู้คนแตกตื่น แต่ในพื้นที่เล็ก ๆ ระหว่างเยว่หลันกับบุรุษดวงตาสีทอง กลับมีความเงียบประหลาดปกคลุมอยู่ ความเงียบนั้นมิได้เกิดจากอาคม หากเกิดจากความรู้สึกของทุกคนที่พร้อมใจกันกลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัว
หลี่เฟิงเหยียนก้าวขึ้นมาขวางเยว่หลันมากกว่าเดิม กระบี่พิทักษ์นามในมือเปล่งแสงสีทองบาง ๆ ลวดลายอักขระบนใบกระบี่ไหลเวียนเหมือนสายน้ำ แม้มันมิได้จ่อคมเข้าหาผู้มาเยือนโดยตรง แต่ท่าทีของมันชัดเจนว่า หากชายผู้นั้นขยับเข้ามาอีกเพียงครึ่งก้าว กระบี่เล่มนี้จะไม่ลังเลที่จะฟันลงไป
บุรุษดวงตาสีทองมองกระบี่แล้วหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นไม่ดูแคลน ไม่เยาะเย้ย หากมีความคิดถึงเจืออยู่บางเบา จนเยว่หลันรู้สึกได้ว่าเขามิได้มองกระบี่ราวศัตรู แต่มองเหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมานาน
“ยังคงหวงผู้ถือกรรมเช่นเดิม” เขากล่าว “ดีแล้ว อย่างน้อยในเื่นี้ เ้าก็ไม่เปลี่ยนไปมากนัก”
หลี่เฟิงเหยียนขมวดคิ้ว “ข้าไม่จำเป็ต้องจำท่านได้ จึงรู้ว่าท่านกำลังปิดบังบางอย่าง”
“ทุกคนในยุคแรกเริ่มล้วนปิดบังบางอย่าง” ชายผู้นั้นตอบอย่างสงบ ก่อนทอดสายตามายังเยว่หลัน “คำถามคือ สิ่งที่ข้าปิดบัง จะฆ่าเ้าก่อนหรือช่วยให้เ้ารอดก่อนเท่านั้น”
เยว่หลันกำโคมแดงแน่นขึ้น “แล้วปิ่นหยกเล่า มันเกี่ยวข้องกับสิ่งใด”
แววตาของบุรุษดวงตาสีทองเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่เยว่หลันมองเห็น
ในแววตาสงบนิ่งคู่นั้น มีความเ็ปที่ถูกฝังลึกจนเกือบกลายเป็ส่วนหนึ่งของความสงบไปแล้ว
“ปิ่นหยกชิ้นนั้นมิใช่สมบัติของผู้ถือกรรมรุ่นแรก” เขากล่าวช้า ๆ “มันคือสิ่งที่นางใช้ปิดผนึกการเลือกครั้งหนึ่งของตนเอง”
ชายผู้เป็อาจารย์ซึ่งยืนเงียบมาตลอดพลันเอ่ยขึ้น “เ้ารู้มากเกินกว่าที่ควรรู้”
บุรุษดวงตาสีทองหันไปมองเขา รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏที่ริมฝีปาก “ท่านเองก็เช่นกัน อาจารย์ ท่านรู้มากเกินไปมาหลายพันปี แต่เลือกพูดน้อยเกินไปเสมอ”
คำเรียกนั้นทำให้ทุกคนในคณะนิ่งงัน
อาจารย์...
เขาเรียกชายผู้นั้นว่าอาจารย์
จ้าวเหวินถึงกับเหลือบมองเหอซาน เหอซานเองก็มีสีหน้าตึงเครียดไม่ต่างกัน เพราะคำว่าอาจารย์เพียงคำเดียวทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองซับซ้อนขึ้นทันที
ชายผู้เป็อาจารย์มิได้ปฏิเสธ
เขาเพียงมองบุรุษดวงตาสีทองด้วยแววตาที่ลึกจนอ่านไม่ออก “เ้าไม่ควรปรากฏตัวต่อหน้านางเร็วเช่นนี้”
“ข้าก็ไม่คิดจะปรากฏตัว” ชายดวงตาสีทองตอบ “แต่มีคนลากประตูที่ห้าออกจากตำแหน่งเดิม และใช้ทั้งเมืองเหยียนสุ่ยเป็กระถางธูปเผาชะตา หากข้าไม่มา พวกเ้าจะเข้าใจช้าเกินไป”
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เสียงะเิดังขึ้นจากทิศใต้ของเมือง
เปลวไฟสีแดงเข้มพุ่งสูงขึ้นเหนือหลังคาเรือนอีกระลอก ผู้คนที่เพิ่งเริ่มสงบแตกตื่นอีกครั้ง เสียงร้องไห้ดังซ้อนกับเสียงฝีเท้าหนีตายจนทั่วถนนสั่นะเื
เยว่หลันหันไปมองโดยสัญชาตญาณ เห็นเส้นแสงสีแดงนับร้อยสายพุ่งขึ้นจากบ้านเรือน แล้วถูกดูดลงไปใต้พื้นดินราวกับมีหลุมลึกไร้ก้นกำลังกลืนกินชะตาของผู้คนทั้งเมือง
อาหลิงร้องเสียงหลง “เส้นด้ายหายไปมากขึ้นแล้วเ้าค่ะ!”
บุรุษดวงตาสีทองมองไปทางต้นกำเนิดไฟ สีหน้าสงบนิ่งกว่าเดิม แต่แววตากลับเย็นเยียบ “พิธีเร่งขึ้นแล้ว เหลือไม่ถึงครึ่งชั่วยาม”
“จะหยุดอย่างไร” เยว่หลันถามทันที
“ต้องแบ่งเป็สองทาง” เขาตอบโดยไม่ลังเล “ทางแรก ช่วยผู้คนออกจากวงค่ายกลให้มากที่สุด ยิ่งชะตาของผู้คนถูกเผาน้อยลง ประตูที่ห้าจะยิ่งเปิดช้าลง ทางที่สอง ต้องมีคนลงไปยังศาลชะตาใต้เมือง เพื่อพบผู้เฝ้าประตูคนที่ห้า ก่อนที่เขาจะลืมหน้าที่ของตนเอง”
จ้าวเหวินกล่าวทันที “ข้าจะพาคนออกจากเมือง”
เหอซานพยักหน้า “ข้าจะไปกับเขา ยันต์ของข้าแม้กันไฟนี้ไม่ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยพอชะลอควันพิษและนำทางผู้คนได้”
อาหลิงจับมือเยว่หลันแน่น “ข้าจะไปกับพี่เยว่หลันเ้าค่ะ”
“ไม่ได้” หลี่เฟิงเหยียนกล่าวทันที น้ำเสียงไม่ดัง แต่เด็ดขาด “ใต้เมืองอันตรายเกินไป”
อาหลิงเม้มปาก ดวงตาเริ่มแดง “แต่ข้าเห็นเส้นด้ายเ้าค่ะ ถ้าไม่มีข้า พวกท่านอาจมองไม่เห็นว่าผู้เฝ้าประตูอยู่ตรงไหน”
ความเงียบตกลงเพียงชั่วครู่
เยว่หลันก้มมองเด็กหญิง หัวใจบีบรัดอย่างยากอธิบาย นางอยากปกป้องอาหลิงให้อยู่ไกลจากอันตราย แต่ในการเดินทางครั้งนี้ เด็กหญิงไม่เคยเป็เพียงผู้ติดตาม นางเป็ดวงตาอีกคู่ของคณะ เป็ผู้ที่มองเห็นสิ่งซึ่งผู้ใหญ่หลายคนมองไม่เห็น
“เ้าต้องอยู่ใกล้ข้า” เยว่หลันกล่าวในที่สุด “ไม่ว่าเห็นสิ่งใด ได้ยินเสียงใด ห้ามเดินออกไปเองแม้แต่ก้าวเดียว”
อาหลิงพยักหน้าแรง ๆ “เ้าค่ะ”
หลี่เฟิงเหยียนยังคงไม่เห็นด้วย แต่เมื่อสบตาเยว่หลัน เขากลืนถ้อยคำลงไป สิ่งที่เขาทำได้คือขยับมายืนใกล้ทั้งสองมากขึ้น ราวกับจะใช้ร่างของตนเป็กำแพงอีกชั้นหนึ่ง
บุรุษดวงตาสีทองมองภาพนั้นเงียบ ๆ แล้วกล่าวขึ้น “ดี เช่นนั้นเราจะไปกันห้าคน ผู้ถือกรรม ผู้พิทักษ์ กระบี่พิทักษ์นาม เด็กที่มองเห็นเส้นชะตา และข้า”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายหันไปมองเขาด้วยสายตาเ็า “เ้ายังไม่ได้บอกว่าเ้าเป็ใคร”
ชายผู้นั้นยิ้มบาง “หากข้าบอกชื่อจริง ประตูที่ห้าจะเปิดทันที”
ประโยคเดียวทำให้ทุกคนเงียบลง
เยว่หลันมองเขาอย่างระวัง “ชื่อของท่านเกี่ยวข้องกับประตูที่ห้า?”
“เกี่ยวข้องกับหลายสิ่งมากกว่านั้น” เขากล่าว ก่อนหมุนกายเดินนำไปทางตรอกด้านตะวันออก “ตอนนี้เรียกข้าว่า หลินจ้าว ก็พอ”
ชายผู้เป็อาจารย์หลับตาลงช้า ๆ ราวกับชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อจริง และอาจไม่ใช่แม้แต่ชื่อที่ควรเรียก
แต่เขามิได้ห้าม
นั่นยิ่งทำให้เยว่หลันเข้าใจว่า บุรุษผู้นี้อันตรายกว่าที่เห็น
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ตรอกที่หลินจ้าวนำทางนั้นแคบและมืดกว่าถนนสายหลักอย่างเห็นได้ชัด ไฟยังลามมาไม่ถึง แต่กำแพงทั้งสองด้านกลับเต็มไปด้วยรอยเขียนสีแดงเข้ม ลายเส้นเ่าั้ดูคล้ายอักขระโบราณ ผสมกับเส้นด้ายที่ถูกดึงจนขาด บางจุดยังมีเถ้ากระดูกโปรยอยู่เป็วงกลมเล็ก ๆ
อาหลิงเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุด ใบหน้าซีดลง
“เส้นด้ายเยอะมากเ้าค่ะ...แต่มันพันกันหมด”
เยว่หลันก้มลงถาม “พันกันอย่างไร”
เด็กหญิงยกมือชี้ไปยังอากาศเบื้องหน้า “เส้นของคนเป็พันกับเส้นของคนตาย เส้นของเมื่อวานพันกับเส้นของวันพรุ่งนี้ บางเส้น...เหมือนถูกมัดไว้กับผู้ที่ยังไม่เกิด”
คำตอบนั้นทำให้ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายกำหมัดแน่น “ค่ายกลชิงชะตา”
หลินจ้าวเหลือบมองเขา “เ้ายังจำได้”
“ข้าจำได้มากพอจะรู้ว่ามันเป็อาคมต้องห้าม” ผู้พิทักษ์ตอบ “และผู้ที่ใช้มันควรตายั้แ่ก่อนพิธีเริ่ม”
“ผู้ใช้พิธีนี้ตายไปนานแล้ว” หลินจ้าวกล่าว “สิ่งที่เหลืออยู่คือเจตนาของเขา”
เยว่หลันขมวดคิ้ว “เจตนา?”
“บางพิธีไม่้าคนควบคุม หากถูกวางไว้ล่วงหน้าดีพอ มันจะทำงานเมื่อเงื่อนไขครบ” หลินจ้าวหยุดเดิน แล้วแตะปลายนิ้วลงบนรอยอักขระบนกำแพง “เมืองนี้ถูกเตรียมไว้อย่างน้อยสามสิบปี ผู้คนเกิด แต่งงาน สูญเสีย และตายอยู่บนค่ายกลโดยไม่รู้ตัว ทุกเส้นชะตาที่เกิดขึ้นในเมืองเหยียนสุ่ยตลอดสามสิบปี กลายเป็เชื้อไฟของประตูที่ห้า”
เยว่หลันรู้สึกหนาววาบทั้งที่รอบตัวมีควันไฟ
สามสิบปี...
ศัตรูไม่ได้เพิ่งเดินหมาก
แต่เริ่มวางกระดานั้แ่ก่อนนางจะถือกำเนิดด้วยซ้ำ
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวเสียงต่ำ “ผู้ถือโคมคืนนามเป็คนวางหรือไม่”
หลินจ้าวเงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบ “ไม่ใช่ทั้งหมด”
คำตอบนั้นคลุมเครือเกินไป
แต่ยังไม่ทันที่ผู้ใดจะถามต่อ เสียงกระดิ่งทองสัมฤทธิ์ก็ดังขึ้นจากปลายตรอก
กริ๊ง...
เยว่หลันหันขวับ
ผู้เฝ้ามองคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางควันไฟเบื้องหน้า ใบหน้าขาวซีด ดวงตาสีเงินว่างเปล่า ในมือของเขาถือกระดิ่งเช่นเดียวกับผู้เฝ้ามองทั้งสามในนครแห่งนาม
ทว่าครั้งนี้ เขาไม่ได้มองเยว่หลัน
ไม่ได้มองหลี่เฟิงเหยียน
แต่จ้องตรงมายังหลินจ้าว
“ผู้หลบหนีจากยุคแรกเริ่ม” ผู้เฝ้ามองกล่าวด้วยเสียงไร้อารมณ์ “นายเหนือเศียรมีคำสั่งให้ท่านกลับไป”
หลินจ้าวถอนหายใจแ่เบา
“ข้าไม่ชอบคำว่า ‘กลับไป’ เลย ฟังราวกับที่นั่นยังเป็บ้านของข้า”
ผู้เฝ้ามองยกกระดิ่งขึ้น “ท่านไม่มีสิทธิ์เลือก”
ในพริบตาที่กระดิ่งกำลังจะสั่น กระบี่พิทักษ์นามของหลี่เฟิงเหยียนก็พุ่งออกไปเร็วจนแทบมองไม่ทัน คมกระบี่ตัดผ่านอากาศ เกิดเสียงโลหะปะทะกันดังสนั่น ผู้เฝ้ามองถอยหลังครึ่งก้าว กระดิ่งในมือปรากฏรอยร้าวเล็ก ๆ
หลินจ้าวเหลือบมองหลี่เฟิงเหยียน “เร็วขึ้นกว่าสมัยก่อนเล็กน้อย”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวเรียบ ๆ “เลิกพูดราวกับรู้จักข้าดีเสียที”
“ข้ารู้จักเ้าดีกว่าที่เ้ารู้จักตนเองในตอนนี้” หลินจ้าวตอบหน้าตาเฉย
ก่อนที่ทั้งสองจะพูดต่อ ผู้เฝ้ามองก็หายวับไปจากที่เดิม
อาหลิงร้องเตือน “้าเ้าค่ะ!”
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้นทันที แสงสีแดงทองแผ่เป็วงกว้างเหนือศีรษะ เผยให้เห็นร่างของผู้เฝ้ามองซึ่งห้อยตัวลงมาจากกำแพงราวเงาิญญา ดวงตาสีเงินจับจ้องถุงผ้าตรงอกของนาง
ไม่ใช่เยว่หลัน
เขามองปิ่นหยก
“ของสิ่งนั้น” ผู้เฝ้ามองเอ่ยเสียงเย็น “ไม่ควรกลับสู่มือผู้ถือกรรม”
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
แสงจากโคมแดงปะทะกับเงาสีเงินของผู้เฝ้ามองกลางตรอกแคบ
เยว่หลันรู้สึกได้ทันทีว่าคนผู้นี้ต่างจากศัตรูทั่วไป เขาไม่มีเจตนาฆ่าชัดเจน ไม่มีความโกรธ ไม่มีความกลัว ทุกการเคลื่อนไหวเหมือนถูกคำนวณไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ได้สิ่งที่้าโดยไม่เสียแรงเกินจำเป็
และสิ่งที่เขา้าคือปิ่นหยก
หลี่เฟิงเหยียนขยับกระบี่กลับมาอารักขาเยว่หลัน ทว่าใน่เวลาเดียวกัน ผู้เฝ้ามองกลับสั่นกระดิ่งอีกครั้ง
กริ๊ง...
เสียงนั้นมิได้โจมตีร่างกาย
แต่มันกระแทกเข้าไปในความทรงจำ
ภาพตรงหน้าเยว่หลันพร่าเลือนไปชั่วขณะ นางเห็นมือของสตรีในชุดขาวกำลังปักปิ่นหยกลงบนมวยผม เห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหลังในเงามืด ได้ยินเสียงอ่อนโยนเอ่ยถาม
“หากข้าเลือกเขา โลกจะพังทลายหรือไม่”
อีกเสียงหนึ่งตอบ
“ไม่ใช่โลกพังทลายทันที...แต่โลกจะไม่มีวันเป็โลกเดิมอีกต่อไป”
เยว่หลันสะดุ้งกลับมา
เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจ ผู้เฝ้ามองก็เข้ามาใกล้จนปลายนิ้วแทบแตะถุงผ้าของนาง
ทว่าก่อนที่เขาจะถึงตัว แสงสีทองสายหนึ่งก็พุ่งตัดหน้า
ไม่ใช่กระบี่ของหลี่เฟิงเหยียน
แต่เป็กิ่งเหมยสีขาวในมือหลินจ้าว
กิ่งเหมยธรรมดาเมื่ออยู่ในมือเขากลับแข็งแกร่งราวเหล็กกล้า ปลายกิ่งแตะข้อมือของผู้เฝ้ามองเบา ๆ เพียงครั้งเดียว ร่างผู้เฝ้ามองก็ถูกผลักถอยหลังไปหลายก้าว
ดวงตาสีเงินของผู้เฝ้ามองเกิดรอยร้าวคล้ายกระจก
“ท่านยังเหลือพลัง...”
หลินจ้าวหมุนกิ่งเหมยในมืออย่างไม่รีบร้อน “เหลือพอจะสั่งสอนเด็กที่ไม่รู้จักเคารพผู้าุโ”
“ท่านทรยศนายเหนือเศียร”
“ข้าไม่เคยรับเขาเป็นาย” หลินจ้าวตอบ เสียงยังคงอ่อนโยน แต่เย็นจัดขึ้นทีละน้อย “และเ้าไม่ควรแตะต้องของที่นางฝากไว้”
คำว่า “นาง” ทำให้ผู้เฝ้ามองชะงักไปชั่วขณะ
่เวลานั้นเพียงพอ
หลี่เฟิงเหยียนฟันกระบี่ลงมา อักขระสีทองพุ่งออกจากคมกระบี่พันรอบกระดิ่งในมือผู้เฝ้ามอง กระดิ่งทองสัมฤทธิ์สั่นอย่างรุนแรง ก่อนแตกออกเป็สองซีก
ผู้เฝ้ามองทรุดเข่าลงหนึ่งข้าง ร่างกายเริ่มโปร่งใส
แต่ก่อนจะสลาย เขากลับเงยหน้าขึ้นมองเยว่หลัน
“ผู้ถือกรรม...”
เสียงของเขาไม่ไร้อารมณ์เหมือนก่อนหน้า
กลับมีบางสิ่งคล้ายความสงสารเจืออยู่
“ท่านคิดว่าตนกำลังถือปิ่นหยก”
“แต่ความจริง...”
“ท่านกำลังถือคำตอบที่ผู้ถือกรรมรุ่นแรกไม่กล้าเลือก”
สิ้นคำ ร่างผู้เฝ้ามองก็แตกสลายเป็ละอองสีเงิน กระจายหายไปกับควันไฟในตรอก
เยว่หลันยืนนิ่งอยู่กับที่
หัวใจเต้นแรงจนเจ็บ
คำตอบที่ผู้ถือกรรมรุ่นแรกไม่กล้าเลือก...
นั่นหมายความว่าอย่างไร
หลินจ้าวไม่ปล่อยให้นางจมอยู่ในความคิดนาน เขาหันหลังเดินต่อทันที
“รีบไปเถิด พิธียังไม่หยุด และเขาส่งผู้เฝ้ามองมาเพียงเพื่อถ่วงเวลา”
เยว่หลันก้าวตามเขาไป แต่ครั้งนี้ ความหนักอึ้งในอกเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
เพราะนางเริ่มรู้สึกว่า ประตูที่ห้าอาจไม่ได้ทดสอบเพียงชะตาของผู้คนทั้งเมือง
แต่มันกำลังรอให้นางเผชิญกับสิ่งที่ผู้ถือกรรมรุ่นแรกเคยหลีกเลี่ยง
สิ่งที่ถูกซ่อนไว้ในปิ่นหยกชิ้นเล็ก ๆ ใกล้หัวใจนาง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ปลายตรอกนำพวกเขามาถึงลานร้างหลังศาลเ้าประจำเมือง
ศาลเ้านั้นถูกไฟไหม้ไปครึ่งหนึ่ง แต่รูปสลักเทพชะตาด้านในยังคงตั้งอยู่ท่ามกลางเถ้าถ่าน ใบหน้ารูปสลักแตกออกครึ่งหนึ่ง เหลือดวงตาข้างเดียวจ้องมองลงมาราวกับกำลังตัดสินผู้คนทั้งเมือง
กลางลานมีบ่อน้ำโบราณปิดด้วยฝาหิน
บนฝาหินสลักดอกเหมยห้ากลีบ
แต่กลีบทั้งห้าถูกทาด้วยสีแดงเข้มจนดูคล้ายโลหิต
อาหลิงชี้ไปที่บ่อน้ำ เสียงสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“ข้างล่างเ้าค่ะ...ผู้เฝ้าประตูอยู่ข้างล่าง”
เยว่หลันเดินเข้าไปใกล้
ทันทีที่โคมแดงในมือนางส่องลงบนฝาหิน อักษรโบราณก็ปรากฏขึ้นทีละตัว
ผู้ใดลงสู่ศาลชะตา
ต้องทิ้งชะตาหนึ่งเส้นไว้เบื้องบน
จ้าวเหวินซึ่งเพิ่งตามมาสมทบกับเหอซานจากอีกด้านของลาน อ่านข้อความแล้วสีหน้าเปลี่ยนไป
“หมายความว่าอย่างไร”
ไม่มีผู้ใดตอบได้ทันที
หลินจ้าวย่อตัวลง แตะปลายนิ้วบนฝาหิน ก่อนเงยหน้ามองเยว่หลัน
“หมายความว่า ทางลงนี้ไม่เปิดให้ผู้ที่ยังมีชะตาครบถ้วน”
เขาหยุดครู่หนึ่ง
“ต้องมีคนยอมทิ้งเส้นชะตาหนึ่งเส้นไว้ที่นี่ ไม่เช่นนั้นประตูใต้บ่อน้ำจะไม่เปิด”
เยว่หลันกำโคมแดงแน่น “ทิ้งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น”
หลินจ้าวมองนางเงียบ ๆ ก่อนตอบ
“ขึ้นอยู่กับเส้นที่ถูกทิ้ง”
“บางคนลืมคนรัก”
“บางคนสูญเสียเส้นทางกลับบ้าน”
“บางคนถูกคนทั้งโลกมองข้าม”
“และบางคน...”
สายตาของเขาเลื่อนผ่านหลี่เฟิงเหยียนเพียงเสี้ยวลมหายใจ
“อาจถูกผู้ที่สำคัญที่สุดลืมเลือนไปตลอดกาล”
ลมหนาวพัดผ่านลานร้าง
เปลวไฟจากเมืองที่กำลังลุกไหม้สะท้อนบนฝาหินสีแดงราวกับโลหิตสด
แล้วประโยคของสตรีในอาภรณ์ขาวก็ดังขึ้นในความทรงจำของเยว่หลันอีกครั้ง
“เมื่อถึงประตูที่ห้า หากชะตาของนางถูกชิงไป...เ้าจงอย่าใช้กระบี่แลกคืน”
เยว่หลันค่อย ๆ หันไปมองหลี่เฟิงเหยียน
และพบว่าเขากำลังมองฝาหินนั้นด้วยสายตาเงียบงัน
ราวกับตัดสินใจบางอย่างแล้ว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบฉากที่ 5
ลานร้างหลังศาลเ้าเงียบลงอย่างน่าประหลาด
แม้เสียงไฟไหม้เมืองยังดังอยู่ไม่ไกล แม้เสียงผู้คนร้องเรียกกันยังลอยมาตามลมเป็ระยะ แต่รอบบ่อน้ำโบราณซึ่งปิดด้วยฝาหินสลักดอกเหมยห้ากลีบกลับเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ความเงียบนั้นหนาวเย็นและหนักอึ้งราวกับกำลังรอให้ใครสักคนวางหัวใจของตนลงบนแท่นบูชา
ข้อความบนฝาหินยังคงส่องแสงสีแดงจาง ๆ
ผู้ใดลงสู่ศาลชะตา
ต้องทิ้งชะตาหนึ่งเส้นไว้เบื้องบน
ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำใดในทันที
เยว่หลันมองอักษรเ่าั้อย่างนิ่งงัน นางเข้าใจความหมายของมันดีเกินไป ประตูที่ห้าไม่ได้้าเื ไม่้าชีวิต ไม่้าความตายอันเห็นได้ชัด หาก้าสิ่งที่โหดร้ายกว่านั้น มัน้าให้ผู้เดินทางยอมแลกบางส่วนของตนเองด้วยความสมัครใจ
คนเรามีชีวิตอยู่ได้เพราะมีเส้นชะตาผูกโยงกับโลก
บ้านเกิด คนรัก ครอบครัว คำสัญญา หน้าที่ ความทรงจำ เส้นทางที่ควรเดิน และผู้คนที่ควรได้พบ
หากตัดเส้นหนึ่งออกไป ชีวิตอาจยังดำเนินต่อ
แต่จะไม่มีวันเหมือนเดิม
จ้าวเหวินเป็คนแรกที่ทำลายความเงียบ เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว วางมือบนด้ามดาบ สีหน้าของเขาเข้มแข็งอย่างคนที่เคยตัดสินใจกลางสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน
“ข้าจะทิ้งเอง”
เหอซานหันไปมองทันที “เ้าอย่าเพิ่งรีบ”
“ไม่มีเวลาให้คิดนานแล้ว” จ้าวเหวินตอบเสียงหนักแน่น “คนทั้งเมืองกำลังถูกเผาชะตา หากต้องมีใครเสียอะไรสักอย่าง ข้าเป็ทหาร ข้าย่อมควรเป็คนแรกที่ก้าวออกไป”
อาหลิงส่ายหน้าอย่างแรง น้ำตาคลอ “ไม่ได้นะเ้าคะ เส้นชะตาของท่านจ้าว...มันพันกับคนจำนวนมาก ถ้าท่านตัดผิดเส้น คนที่รอท่านอยู่จะจำท่านไม่ได้ หรือท่านอาจจำทางกลับไปหาเขาไม่ได้อีก”
จ้าวเหวินชะงักไปเล็กน้อย
เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น แต่เยว่หลันเห็นชัด
ในแววตาของทหารผู้นั้นมีภาพบางอย่างผ่านวูบขึ้นมา บางทีอาจเป็บ้านเก่าหลังหนึ่ง บางทีอาจเป็หญิงชราที่รอลูกชายกลับไปกินข้าว บางทีอาจเป็คนที่เขาไม่เคยกล่าวถึง แต่ยังเก็บไว้ลึกที่สุดในใจ
เขากำหมัดแน่น “หากข้าไม่ยอมเสีย แล้วจะให้เด็กหรือสตรีเสียแทนหรือ”
“มิใช่เื่เด็กหรือสตรี” หลินจ้าวกล่าวขึ้นอย่างสงบ “แต่เป็เื่ของเส้นชะตาใดที่ประตู้า”
ทุกคนหันไปมองเขา
บุรุษดวงตาสีทองยืนอยู่ข้างฝาหิน ดอกเหมยสีขาวในมือของเขาเริ่มมีปลายกลีบไหม้ดำ แม้ไฟรอบลานจะยังมาไม่ถึง เขามองฝาหินด้วยแววตาที่ลึกเกินจะคาดเดา ก่อนกล่าวต่อ
“ประตูใต้บ่อน้ำนี้ไม่ได้เปิดด้วยการเสียสละมั่วซั่ว มัน้าเส้นชะตาที่ผูกกับคำว่า ‘เลือก’”
เยว่หลันขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”
หลินจ้าวเงยหน้าขึ้นสบตานาง
“เส้นชะตาที่เกิดจากการเลือกครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต”
ลมหนาวพัดผ่านลานร้างอีกครั้ง เถ้าถ่านจากเมืองที่ไหม้ไฟปลิวลงบนฝาหินราวกับหิมะสีดำ
หลินจ้าวกล่าวเสียงเบาลง
“ประตูที่ห้าคือประตูแห่งชะตา มันไม่สนใจสิ่งที่ผู้คนมีมาแต่กำเนิด แต่มันสนใจสิ่งที่มนุษย์เลือกด้วยหัวใจของตนเอง เพราะชะตาแท้จริงมิใช่เส้นที่ฟ้ากำหนดไว้เพียงอย่างเดียว หากเป็เส้นที่คนเราเลือกผูกไว้กับบางสิ่ง ทั้งที่รู้ว่าอาจต้องเ็ปเพราะมัน”
เยว่หลันรู้สึกเหมือนคำพูดนั้นกรีดผ่านส่วนลึกของใจ
เส้นชะตาที่เกิดจากการเลือก...
นางเผลอแตะถุงผ้าที่ซ่อนปิ่นหยกไว้ใต้เสื้อ
ปิ่นหยกร้อนขึ้นอีกครั้ง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หลี่เฟิงเหยียนเดินออกมายืนหน้าฝาหินอย่างเงียบงัน
ไม่มีท่าทีลังเล
ไม่มีถ้อยคำใหญ่โต
เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนคนที่ตัดสินใจไว้ั้แ่เห็นอักษรบนฝาหิน
เยว่หลันหันไปมองเขาทันที “ท่านคิดจะทำอะไร”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบนางในทันที เขาก้มมองตราดอกเหมยบนหลังมือซ้าย หกกลีบส่องแสงสีทอง กลีบสุดท้ายยังมีสีดำหลงเหลือเพียงครึ่งเดียว ยิ่งใกล้ศาลชะตา พลังในตรานั้นยิ่งสั่นไหวรุนแรง ราวกับเส้นชะตาของเขากำลังถูกบางสิ่งใต้ดินเรียกหา
“ทางนี้อาจถูกสร้างไว้สำหรับผู้พิทักษ์” เขากล่าวในที่สุด
เยว่หลันขมวดคิ้ว “ท่านรู้ได้อย่างไร”
“ข้าไม่รู้” หลี่เฟิงเหยียนตอบตามตรง “แต่กระบี่รู้”
สิ้นคำ กระบี่พิทักษ์นามในมือของเขาก็ส่งเสียงกังวานแ่เบา ใบกระบี่ปรากฏอักขระสีทองไหลผ่าน จากด้ามไปถึงปลายคม ก่อนที่แสงเ่าั้จะสะท้อนลงบนฝาหิน
ดอกเหมยห้ากลีบบนฝาหินเริ่มส่องแสงตอบรับ
เยว่หลันรู้สึกหัวใจบีบรัดทันที
“ไม่ได้”
คำสั้น ๆ นั้นหลุดจากปากนางเร็วกว่าความคิด
หลี่เฟิงเหยียนหันมามองนาง
เยว่หลันก้าวเข้าไปใกล้ เขาไม่เคยเห็นนางใช้สายตาเช่นนี้บ่อยนัก ไม่ใช่สายตาของผู้ถือกรรม ไม่ใช่สายตาของผู้ที่แบกรับโลก หากเป็สายตาของคนคนหนึ่งที่ไม่้าสูญเสียใครไปอีก
“ข้าไม่รู้ว่าประตู้าเส้นชะตาใดจากท่าน” นางกล่าวเสียงต่ำ “แต่ข้ารู้ว่าทุกครั้งที่ท่านก้าวออกมา ท่านมักคิดจะเสียสละตนเองก่อนเสมอ”
หลี่เฟิงเหยียนนิ่งเงียบ
เยว่หลันกล่าวต่อ “ท่านเคยบอกข้าว่า เส้นทางเปลี่ยนได้ แต่หน้าที่ไม่เคยเปลี่ยน แต่ท่านลืมไปหรือไม่ว่า หน้าที่ของท่านไม่ใช่การตายแทนข้าเสมอไป”
คำพูดนั้นทำให้แววตาของหลี่เฟิงเหยียนไหวเล็กน้อย
ครู่หนึ่ง ทั้งสองต่างเงียบงันอยู่ท่ามกลางควันไฟและหิมะ
ก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวเบา ๆ “ข้าไม่ได้อยากตายแทนเ้า”
เยว่หลันมองเขา
“ข้าเพียงไม่อยากเห็นเ้าถูกประตูนี้พรากสิ่งใดไปก่อนที่เ้าจะรู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นสำคัญเพียงใด”
เสียงของเขาเรียบเช่นเดิม แต่ประโยคนั้นกลับทำให้เยว่หลันพูดไม่ออก
เพราะในความเรียบนั้น มีความห่วงใยซ่อนอยู่ลึกจนไม่จำเป็ต้องเอ่ยให้ชัดกว่านี้
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หลินจ้าวมองทั้งสองอยู่เงียบ ๆ ดวงตาสีทองของเขาสะท้อนภาพเปลวไฟและหิมะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ
“หากพวกเ้ามัวแต่แย่งกันเสียสละ เราจะไม่เหลือเวลาไปพบผู้เฝ้าประตูคนที่ห้า”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายหันไปหาเขา “เ้ารู้วิธีอื่นหรือ”
“รู้”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้ทุกคนหันมามองทันที
หลินจ้าวยกดอกเหมยสีขาวในมือขึ้น กลีบดอกหนึ่งร่วงลงบนฝาหิน ทันทีที่กลีบดอกแตะอักษรสีแดง แสงบนฝาหินก็กะพริบเหมือนเปลวเทียนในลมแรง
“เส้นชะตาไม่จำเป็ต้องถูกตัดขาดทั้งหมด” เขากล่าว “หากผู้ยอมทิ้งรู้ว่าสิ่งที่ตนทิ้งไว้คืออะไร และยอมฝากมันไว้ชั่วคราวกับผู้ที่เชื่อใจ”
เหอซานตาเป็ประกาย “ฝากเส้นชะตา?”
“ใช่” หลินจ้าวตอบ “แต่มีเงื่อนไข ผู้ฝากต้องไม่โกหกหัวใจตนเอง ผู้รับฝากต้องยอมแบกรับผลของเส้นนั้นร่วมกัน และหากเดินออกจากศาลชะตาไม่ได้ภายในหนึ่งชั่วยาม เส้นที่ฝากไว้จะกลายเป็ของประตูอย่างถาวร”
จ้าวเหวินนิ่วหน้า “พูดง่าย ๆ คือยืมเวลา”
“ใช่” หลินจ้าวกล่าว “ยืมเวลาจากสิ่งที่ไม่เคยให้ใครยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย”
เยว่หลันเงียบไปครู่หนึ่ง “เช่นนั้นต้องใช้เส้นชะตาของผู้ใด”
หลินจ้าวมองนาง
คราวนี้เขาไม่หลบเลี่ยง
“ของเ้า”
ความเงียบตกลงอีกครั้ง
หลี่เฟิงเหยียนก้าวมาข้างหน้าแทบจะทันที “ไม่ได้”
หลินจ้าวไม่แม้แต่จะหันไปมองเขา “ข้าบอกแล้ว ทางลงนี้้าเส้นชะตาที่ผูกกับคำว่าเลือก และในบรรดาพวกเราทั้งหมด เส้นที่ประตูยอมรับมากที่สุดคือของผู้ถือกรรม”
“แล้วจะฝากไว้กับใคร” เยว่หลันถาม เสียงของนางนิ่งกว่าที่ตนเองคิด
หลินจ้าวมองหลี่เฟิงเหยียน
คำตอบไม่จำเป็ต้องเอ่ย
ทุกคนเข้าใจพร้อมกัน
เยว่หลันต้องฝากเส้นชะตาหนึ่งเส้นไว้กับหลี่เฟิงเหยียน
หลี่เฟิงเหยียนต้องแบกรับมันร่วมกับนาง
และหากพวกเขาออกจากศาลชะตาไม่ทันเวลา สิ่งที่ฝากไว้จะถูกประตูพรากไปตลอดกาล
อาหลิงจับชายแขนเสื้อเยว่หลันแน่นขึ้น “พี่เยว่หลัน...เส้นนั้นสว่างมากเ้าค่ะ”
เยว่หลันก้มมองนาง “เ้าเห็นหรือ”
เด็กหญิงพยักหน้า น้ำตาคลอ “มันออกมาจากหัวใจของท่าน แล้วพันไปที่มือของพี่หลี่...แต่มันยังไม่สมบูรณ์ เหมือนเส้นด้ายที่ยังไม่รู้ว่าควรผูกหรือควรปล่อย”
ใบหน้าของเยว่หลันร้อนวาบขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ แต่มากกว่าความเขินอายคือความหวาดหวั่น
เส้นชะตาที่ออกจากหัวใจของนาง...
พันไปที่มือของหลี่เฟิงเหยียน...
หลี่เฟิงเหยียนเองก็เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด เขาหันมองอาหลิง แล้วมองเยว่หลัน แววตาของเขายังสงบ แต่ความสงบนั้นมีแรงสั่นไหวซ่อนอยู่
หลินจ้าวกล่าวเบา ๆ “ประตูที่ห้าไม่สร้างความรู้สึกที่ไม่มีอยู่ มันเพียงทำให้สิ่งที่มีอยู่ปรากฏชัดขึ้น”
เยว่หลันไม่ได้ตอบ
นางหันไปมองฝาหิน
ในเมืองด้านหลัง ผู้คนยังคงร้องเรียกกันท่ามกลางไฟ
ไม่มีเวลาให้หัวใจของนางหลบซ่อนอีกต่อไป
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
พิธีฝากเส้นชะตาเริ่มขึ้นใต้เงารูปสลักเทพชะตาที่แตกออกครึ่งหน้า
หลินจ้าวใช้กิ่งเหมยสีขาววาดวงกลมรอบฝาหินหนึ่งรอบ จากนั้นให้เยว่หลันและหลี่เฟิงเหยียนยืนหันหน้าเข้าหากันบนกลีบเหมยสองฝั่งของฝาหิน อาหลิงยืนอยู่ข้างเยว่หลันเพื่อบอกตำแหน่งของเส้นชะตา ส่วนผู้พิทักษ์คนสุดท้ายและชายผู้เป็อาจารย์ยืนเฝ้ารอบลาน เหอซานกับจ้าวเหวินคอยประคองค่ายกลกันไฟไม่ให้เปลวเพลิงลามเข้ามาขัดจังหวะพิธี
“จำไว้” หลินจ้าวกล่าว “เส้นชะตานี้ไม่อาจถูกดึงออกด้วยกำลัง ต้องยอมให้มันปรากฏด้วยความจริง”
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก
“ข้าต้องทำอย่างไร”
“กล่าวสิ่งที่เ้าเลือกแล้ว แต่ยังไม่เคยยอมรับต่อหัวใจตนเอง”
คำตอบนั้นทำให้เยว่หลันนิ่งไป
ไฟไกลออกไปลุกสูงขึ้น เสียงเมืองเหยียนสุ่ยเหมือนกำลังเร่งเร้านางจากทุกทิศ
นางเงยหน้ามองหลี่เฟิงเหยียน
ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงหน้า นิ่ง เงียบ และมั่นคงราวูเาท่ามกลางพายุ เขาไม่บังคับนาง ไม่เร่งนาง ไม่ถามสิ่งใด เพียงยื่นมือซ้ายออกมาตรงกลางระหว่างทั้งสอง
ตราดอกเหมยบนหลังมือของเขาส่องแสงอ่อน
เยว่หลันค่อย ๆ ยื่นมือของตนไปวางบนมือเขา
ปลายนิ้วัักัน
เส้นแสงสีทองบาง ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างหัวใจของนางกับฝ่ามือของเขาทันที
อาหลิงเบิกตากว้าง “ใช่เส้นนี้เ้าค่ะ...แต่มันยังไม่ยอมออกมา”
หลินจ้าวมองเยว่หลัน “อย่าพูดในฐานะผู้ถือกรรม พูดในฐานะตัวเ้า”
เยว่หลันหลับตาลง
ภาพการเดินทางทั้งหมดไหลผ่านใจอย่างเงียบงัน ั้แ่คืนแรกที่นางถือโคมแดง จนถึงวันที่หลี่เฟิงเหยียนยืนอยู่ข้างนางโดยไม่เคยถามว่าปลายทางจะนำเขาไปสู่ความตายหรือไม่ เขาปกป้องนาง ซักถามนาง โต้แย้งนาง และหลายครั้งก็เป็คนดึงนางกลับมาจากความมืดของหน้าที่ที่หนักเกินไป
นางไม่รู้ว่าสิ่งนี้ควรเรียกว่ารักหรือไม่
ไม่รู้ว่าชะตาอนุญาตให้ผู้ถือกรรมมีความผูกพันเช่นนี้หรือไม่
แต่นางรู้เพียงว่า ในโลกที่ผู้คนถูกลืมได้อย่างง่ายดาย นางไม่้าลืมเขา
และไม่้าให้เขาถูกโลกพรากไปจากนางอย่างเงียบงัน
เยว่หลันลืมตาขึ้น
เสียงของนางแ่เบา แต่ชัดเจนท่ามกลางเสียงไฟ
“ข้าเลือกที่จะจดจำเขา”
เส้นแสงสีทองสั่นไหวทันที
หลี่เฟิงเหยียนมองนางนิ่ง
เยว่หลันกล่าวต่อ “ไม่ใช่เพราะเขาเป็ผู้พิทักษ์ ไม่ใช่เพราะกระบี่เลือกเขา และไม่ใช่เพราะคำสาบานจากยุคแรกเริ่ม”
นางบีบมือเขาแน่นขึ้นเล็กน้อย
“แต่เพราะเขาคือหลี่เฟิงเหยียน”
“คนที่ยืนอยู่ข้างข้าในยามที่ข้าเกือบลืมว่าตนเองยังเป็มนุษย์”
แสงสีทองพลันลุกวาบจากหัวใจของนาง เส้นชะตาที่อาหลิงมองเห็นค่อย ๆ แยกออกมาเป็สายไหมงดงาม ทอดจากอกของเยว่หลันไปพันรอบข้อมือซ้ายของหลี่เฟิงเหยียนอย่างอ่อนโยน
หลี่เฟิงเหยียนเงียบไปนาน
จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ กุมเส้นแสงนั้นไว้ด้วยมือข้างเดียว
“ข้ารับฝาก”
เขากล่าวเสียงต่ำ
“ตราบใดที่ข้ายังจำชื่อตนเองได้ ข้าจะคืนเส้นชะตานี้ให้เ้า”
เยว่หลันมองเขา
“แล้วหากวันหนึ่งท่านลืมชื่อตนเองเล่า”
แววตาของหลี่เฟิงเหยียนอ่อนลงเพียงเสี้ยวหนึ่ง
“เช่นนั้นข้าจะจำชื่อเ้าแทน”
ถ้อยคำนั้นตกลงกลางลานร้างราวดอกเหมยแรกผลิบานกลางหิมะ
ฝาหินใต้เท้าสั่นะเือย่างรุนแรง
อักษรสีแดงบนฝาหินเปลี่ยนเป็สีทอง ก่อนประตูใต้บ่อน้ำจะค่อย ๆ เปิดออกพร้อมเสียงครืนลึกจากใต้พิภพ
กลิ่นเย็นชื้นและกลิ่นธูปเก่าแก่ลอยขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่าง
ทางลงสู่ศาลชะตาเปิดแล้ว
แต่ในวินาทีเดียวกัน เส้นชะตาที่พันรอบข้อมือหลี่เฟิงเหยียนก็จมเข้าไปใต้ิัของเขา กลายเป็ลายแสงสีทองบาง ๆ เหนือตราดอกเหมย
กลีบดอกเหมยสีดำบนหลังมือเขา...
เปลี่ยนเป็สีทองเกือบทั้งหมด
เหลือเพียงจุดดำเล็ก ๆ ตรงปลายกลีบ
หลินจ้าวมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ซับซ้อน ก่อนพึมพำเบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน
“เหมือนครั้งนั้น...ไม่มีผิด”
เยว่หลันหันไปมองเขา
แต่หลินจ้าวหมุนกายเดินลงบันไดใต้บ่อน้ำก่อน
“ไปเถิด ผู้ถือกรรม”
เสียงของเขาลอยขึ้นมาจากความมืด
“ศาลชะตากำลังรอให้เ้าตอบคำถามที่ผู้ถือกรรมรุ่นแรกเคยหลีกเลี่ยง”
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวตามลงไป
หลี่เฟิงเหยียนเดินเคียงข้างนาง
ข้อมือซ้ายของเขายังคงอุ่นด้วยเส้นชะตาที่นางฝากไว้
และเหนือเมืองเหยียนสุ่ยที่กำลังลุกไหม้ ธงสีครามขาดวิ่นซึ่งปักคำว่า ชะตา ก็พลันไหม้ขาดครึ่ง
ราวกับเวลาของผู้เฝ้าประตูคนที่ห้า
เหลือน้อยลงทุกขณะ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบฉากที่ 6
บันไดใต้บ่อน้ำทอดลึกลงไปในความมืดราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด
เสียงเมืองเหยียนสุ่ยที่กำลังลุกไหม้ค่อย ๆ จางหายไปทีละน้อย เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของคนทั้งคณะกระทบขั้นหินเก่าแก่ และเสียงหยดน้ำที่ตกลงมาจากที่สูงอย่างเชื่องช้า กลิ่นควันไฟถูกแทนที่ด้วยกลิ่นธูปเย็นชืด กลิ่นดินเก่า และกลิ่นบางอย่างคล้ายกระดาษที่ถูกเก็บไว้ในหีบปิดตายมานานหลายร้อยปี
เยว่หลันก้าวลงไปทีละขั้น โคมแดงในมือนางส่องแสงอ่อนเหนือผนังหินทั้งสองด้าน บนผนังนั้นสลักภาพชีวิตของผู้คนมากมาย ั้แ่เด็กทารกแรกเกิด เด็กหนุ่มสอบขุนนาง ทหารออกศึก เ้าสาวขึ้นเกี้ยว ชายชรานั่งมองพระอาทิตย์ตก ทุกภาพเรียงต่อกันราวกับเส้นทางชีวิตนับไม่ถ้วนที่ถูกแกะสลักไว้เพื่อย้ำเตือนว่า ชะตามิใช่สิ่งยิ่งใหญ่ไกลตัว หากแฝงอยู่ในทุกลมหายใจของมนุษย์
ทว่าภาพสลักเ่าั้จำนวนมากถูกไฟเผาจนดำเกรียม
ไม่ใช่ไฟจากเมือง้า
แต่เป็ไฟที่ลุกไหม้จากภายในหินเอง
ทุกครั้งที่ภาพใดกลายเป็เถ้าดำ เยว่หลันจะได้ยินเสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นในความมืด คล้ายเส้นไหมเส้นหนึ่งขาดสะบั้น และหัวใจของนางก็เจ็บแปลบตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
อาหลิงเดินอยู่ข้างนาง มือเล็กจับชายแขนเสื้อไว้แน่น เด็กหญิงเหลียวมองภาพสลักบนผนังด้วยดวงตาแดงเรื่อ
“พวกเขาไม่ได้ตายเ้าค่ะ” อาหลิงกระซิบ “แต่ทางเดินของพวกเขาถูกเผา พรุ่งนี้ของพวกเขาหายไปทีละนิด”
เยว่หลันหยุดฝีเท้าเล็กน้อย
“พรุ่งนี้ก็ถูกเผาได้หรือ”
หลินจ้าวซึ่งเดินนำอยู่เบื้องหน้าตอบโดยไม่หันกลับมา “สำหรับประตูที่ห้า ทุกสิ่งที่มนุษย์ยังไม่เดินไปถึงล้วนเป็เส้นชะตาที่เผาได้ อดีตถูกเก็บไว้ในความทรงจำ ปัจจุบันถูกยึดไว้ด้วยการเลือก ส่วนอนาคต...ถูกแขวนไว้ด้วยความหวัง”
เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเบาลง
“เมื่อความหวังถูกเผา คนเรายังมีชีวิตอยู่ได้ แต่จะไม่รู้ว่าควรมีชีวิตไปเพื่ออะไร”
ถ้อยคำนั้นทำให้ความมืดรอบตัวหนักอึ้งกว่าเดิม
เยว่หลันเผลอก้มมองมือซ้ายของหลี่เฟิงเหยียน เส้นชะตาที่นางฝากไว้กับเขาซ่อนอยู่ใต้ิัแล้ว ทว่าแสงสีทองบาง ๆ ยังคงไหลวนอยู่เหนือตราดอกเหมยบนหลังมือของเขา มันเต้นเป็จังหวะเดียวกับหัวใจของนางอย่างน่าประหลาด ราวกับส่วนหนึ่งของนางถูกฝากไว้กับเขาจริง ๆ
หลี่เฟิงเหยียนรับรู้สายตานั้น เขาไม่ได้หันมาถาม เพียงขยับมือซ้ายเล็กน้อยให้แสงจากตราดอกเหมยปรากฏชัดขึ้น คล้ายจะบอกนางโดยไม่ต้องเอ่ยคำว่า เส้นชะตาของนางยังอยู่
ยังไม่หายไปไหน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เมื่อบันไดสิ้นสุดลง พวกเขาก็มาถึงโถงหินขนาดใหญ่ใต้เมือง
ศาลชะตาไม่เหมือนศาลเ้าที่เยว่หลันเคยเห็น มันไม่มีรูปเคารพ ไม่มีแท่นบูชา ไม่มีม่านแดงหรือกระถางธูป หากเป็โถงวงกลมที่พื้นตรงกลางเว้าลึกลงไปคล้ายบ่อน้ำแห้ง รอบบ่อมีเสาหินสิบสองต้นตั้งเรียงเป็วง แต่ละต้นพันด้วยเส้นไหมสีทอง สีแดง สีขาว และสีดำ เส้นไหมเ่าั้ขยับเองได้ราวกับมีชีวิต บางเส้นตึงแน่น บางเส้นหย่อนคล้อย บางเส้นขาดครึ่งแล้วห้อยลงสู่พื้นเหมือนเืที่แข็งตัว
เหนือบ่อแห้งกลางโถง มีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนแท่นหินเตี้ย
ผมของเขาขาวทั้งศีรษะ เสื้อผ้าขาวซีดจนแทบกลืนไปกับหมอกเย็นรอบตัว ดวงตาทั้งสองปิดสนิท มือทั้งสองวางอยู่บนเข่าอย่างสงบ หากเมื่อมองให้ดี เยว่หลันกลับพบว่า รอบข้อมือและข้อเท้าของเขามีเส้นไหมนับไม่ถ้วนพันอยู่ เส้นเ่าั้ทอดจากร่างเขาไปยังเสาหินทั้งสิบสองต้น และจากเสาทั้งสิบสองต้นก็เชื่อมต่อขึ้นไปยังเมือง้า
เขาคือศูนย์กลางของค่ายกลทั้งหมด
ผู้เฝ้าประตูคนที่ห้า
แต่เขากำลังถูกใช้เป็แกนกลางของพิธีเผาชะตา
เยว่หลันกำโคมแดงแน่น ดวงตาของนางเย็นลงทันที
“ใครทำกับเขาเช่นนี้”
ไม่มีใครตอบ
เพราะคำตอบนั้นอาจยังไม่สำคัญเท่าสิ่งที่ต้องทำในตอนนี้
หลินจ้าวเดินเข้าไปใกล้เพียงสามก้าว ก่อนหยุดลง สีหน้าของเขาเคร่งขึ้นเป็ครั้งแรกนับั้แ่ปรากฏตัว
“ยังมีสติอยู่หรือไม่”
ชายชราบนแท่นหินไม่ขยับ
แต่ริมฝีปากแห้งซีดกลับเผยอขึ้นเล็กน้อย
เสียงที่ออกมาเบาแสนเบา ราวกับถูกดึงผ่านม่านหนาหลายชั้น
“ผู้ใด...”
“มาเอ่ยนาม...ต่อหน้าชะตา...”
ชายผู้เป็อาจารย์ก้าวออกมา “เป็ข้า”
เปลือกตาของชายชราสั่นไหว
“อาจารย์...หรือ”
เพียงคำเดียว ก็ทำให้ทุกคนเข้าใจทันทีว่า ผู้เฝ้าประตูคนที่ห้ารู้จักชายผู้เป็อาจารย์เช่นกัน และความสัมพันธ์ของคนในยุคแรกเริ่มอาจซับซ้อนกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก
ชายผู้เป็อาจารย์เดินไปหยุดไม่ไกลจากแท่นหิน “ข้ามาช้าไป”
ผู้เฝ้าประตูคนที่ห้ายิ้มอย่างอ่อนแรง ทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“ท่าน...มักมาช้า...ในเื่ที่ไม่ควรช้า”
ประโยคนั้นไม่ใช่การตำหนิรุนแรง แต่กลับทำให้ชายผู้เป็อาจารย์นิ่งไปนาน
หลินจ้าวเบือนสายตาไปอีกทาง ราวกับประโยคนี้เคยถูกเอ่ยมาแล้วครั้งหนึ่งในอดีต และความหมายของมันยังคงตามหลอกหลอนผู้ที่ได้ยินมาจนถึงวันนี้
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ทันใดนั้น เส้นไหมสีดำเส้นหนึ่งบนเสาหินด้านตะวันออกกระตุกอย่างแรง
เสียงร้องไห้จากเมือง้าดังแทรกลงมาถึงใต้ดิน หญิงคนหนึ่งกำลังเรียกหาบุตรชาย แต่เพียงครู่เดียว เสียงนั้นก็หยุดลงอย่างกะทันหัน เหมือนผู้เรียกจำไม่ได้ว่าตนกำลังเรียกหาใคร
เส้นไหมสีดำสว่างวาบ แล้วกลายเป็เถ้าลอยลงบนพื้นโถง
ผู้เฝ้าประตูคนที่ห้าสั่นสะท้าน
บนใบหน้าของชายชราปรากฏรอยร้าวเล็ก ๆ คล้ายเครื่องกระเบื้องที่กำลังแตกจากภายใน
“ชะตา...ของผู้คน...กำลังถูกเผา” เขากล่าวเสียงแหบ “ข้ายื้อได้ไม่นาน”
เยว่หลันก้าวไปข้างหน้า “ต้องทำอย่างไรจึงจะหยุดพิธีนี้ได้”
ผู้เฝ้าประตูคนที่ห้าเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังพยายามรวบรวมเศษสติที่ถูกดึงกระจัดกระจาย
“ต้องตัด...เส้นชะตาปลอม...ที่ผูกกับข้า”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายมองเส้นไหมนับไม่ถ้วนรอบแท่นหิน “เส้นใดคือของปลอม”
ชายชรายิ้มขมขื่น
“หากข้ายังจำได้...ก็คงไม่ถูกใช้เป็แกนพิธี”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง
เส้นไหมนับพันนับหมื่นพันรอบศาลชะตา บางเส้นเป็ชะตาของชาวเมือง บางเส้นเป็ค่ายกลที่ศัตรูสร้างขึ้น บางเส้นอาจเป็ผนึกเดิมของประตูที่ห้า หากตัดผิด เส้นชะตาของผู้บริสุทธิ์อาจขาดสะบั้น หรือผนึกของประตูอาจเปิดเร็วขึ้นกว่าเดิม
อาหลิงค่อย ๆ เดินออกมา ใบหน้าของเด็กหญิงซีดจนแทบไร้สีเื
“ข้า...จะลองดูเ้าค่ะ”
เยว่หลันหันไปจับไหล่นางทันที “เ้าไหวหรือไม่”
อาหลิงพยายามพยักหน้า แม้ริมฝีปากจะสั่น “ข้าเห็นเส้นบางเส้นไม่เหมือนเส้นอื่นเ้าค่ะ มันไม่ผูกกับหัวใจคน แต่มีกลิ่นเหมือนกระดิ่งของผู้เฝ้ามอง”
หลินจ้าวกล่าวทันที “อย่ามองนานเกินไป เส้นของผู้เฝ้ามองไม่เพียงซ่อนอยู่ในค่ายกล แต่มันมองกลับได้”
อาหลิงกลืนน้ำลาย แต่ยังคงก้าวไปข้างหน้า
เยว่หลันย่อกายลงข้างเด็กหญิง แล้ววางมือบนหลังนางเบา ๆ “ข้าจะอยู่ตรงนี้”
หลี่เฟิงเหยียนเดินมายืนอีกด้านหนึ่ง “หากเห็นสิ่งใดดึงเ้า ให้เรียกชื่อข้า”
อาหลิงมองทั้งสองคน น้ำตาคลอ แต่คราวนี้มิใช่เพราะความกลัวทั้งหมด
เด็กหญิงหลับตาลง
ทันทีที่นางเริ่มมองเส้นชะตา ลมในศาลใต้ดินก็หมุนวนอย่างรุนแรง เส้นไหมนับพันบนเสาหินสั่นไหวพร้อมกัน เสียงกระซิบดังขึ้นจากทุกทิศทาง บางเสียงเป็ของคนแก่ บางเสียงเป็ของเด็ก บางเสียงเป็ของคนที่สิ้นชีวิตไปแล้ว และบางเสียงคล้ายเสียงเดียวกันที่ถูกแบ่งออกเป็ร้อยพันเสี้ยว
“อย่ามอง...”
“อย่าตัด...”
“ช่วยข้า...”
“ทิ้งเขา...”
“เลือกข้า...”
“คืนชะตาให้ข้า...”
อาหลิงตัวสั่นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เยว่หลันส่งพลังจากโคมแดงแผ่คลุมร่างเด็กหญิงไว้ แต่เสียงเ่าั้กลับไม่ลดลง เส้นไหมบางเส้นเริ่มยื่นออกมาจากเสาหิน ราวกับงูสีทองและสีดำ กำลังพยายามพันรอบข้อมือของอาหลิง
หลี่เฟิงเหยียนตวัดกระบี่ทันที
คมกระบี่พิทักษ์นามตัดเส้นไหมสีดำสามเส้นขาดสะบั้น เสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้นในโถง เส้นสีดำที่ถูกตัดสลายเป็เถ้ากระดิ่งทองสัมฤทธิ์
อาหลิงลืมตาขึ้นทันที ดวงตาของนางไม่ใช่สีดำเหมือนเดิม หากมีประกายสีทองจาง ๆ สะท้อนอยู่
เด็กหญิงยกมือชี้ไปยังเสาหินต้นที่เจ็ด
“เส้นนั้นเ้าค่ะ”
ทุกคนมองตาม
บนเสาหินต้นที่เจ็ด มีเส้นไหมสีแดงเส้นหนึ่งพันอยู่ท่ามกลางเส้นนับร้อย มันดูไม่ต่างจากเส้นชะตาธรรมดา แต่เมื่อเยว่หลันเพ่งมองผ่านแสงโคมแดง นางกลับเห็นว่าปลายเส้นนั้นไม่ได้ทอดขึ้นไปยังเมือง้า หากหายเข้าไปในเงาของรูปสลักเทพชะตาที่อยู่บนผนังด้านหลัง
หลินจ้าวหรี่ตาลง
“ช่างซ่อนเก่งนัก”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายยกมือขึ้น “ข้าจะตัดเอง”
“อย่า” หลินจ้าวห้ามทันที “เส้นนั้นผูกกับคำสั่ง หากตัดด้วยกำลัง คนที่ออกคำสั่งจะรู้ตัวทันที และพิธีจะเร่งขึ้นเป็สามเท่า”
เยว่หลันถาม “แล้วต้องตัดอย่างไร”
หลินจ้าวหันมามองนาง
“ไม่ใช่ตัด”
เขากล่าว
“ต้องเปลี่ยนปลายทางของมัน”
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
การเปลี่ยนปลายทางของเส้นชะตาปลอมจำเป็ต้องใช้ทั้งโคมแดงและกระบี่พิทักษ์นาม
หลินจ้าวอธิบายรวบรัดว่า เส้นไหมสีแดงบนเสาหินต้นที่เจ็ดเป็เส้นบัญชาพิธี มันไม่ได้เผาชะตาด้วยตัวเอง แต่ชี้ทางให้ค่ายกลรู้ว่าต้องดึงชะตาของผู้ใด เมื่อใด และมากเท่าใด หากเปลี่ยนปลายทางของมันได้ พิธีเผาชะตาจะย้อนกลับไปยังผู้วางค่ายกลอย่างน้อยชั่วครู่ นั่นจะเป็เวลาพอให้ปลดเส้นพันธนาการรอบผู้เฝ้าประตูคนที่ห้า
แต่หากล้มเหลว
เส้นชะตาของผู้ที่แตะต้องมันจะถูกดึงเข้าไปแทน
เยว่หลันไม่ต้องถามก็รู้ว่า “ผู้ที่แตะต้อง” หมายถึงนาง
หลี่เฟิงเหยียนย่อมรู้เช่นกัน
“ข้าจะเป็คนแตะเส้นนั้น” เขากล่าว
หลินจ้าวถอนหายใจ “เ้าแตะไม่ได้ เส้นบัญชาพิธีตอบสนองต่อผู้ถือกรรมเท่านั้น”
“เช่นนั้นข้าจะตัดเสาทิ้ง”
“แล้วประตูที่ห้าจะเปิดทันที”
หลี่เฟิงเหยียนเงียบลง แต่ดวงตาของเขาเย็นจนเกือบน่ากลัว
เยว่หลันแตะแขนเขาเบา ๆ “ข้าจะทำ”
“เยว่หลัน”
นางสบตาเขา “เส้นชะตาของข้าอยู่กับท่านมิใช่หรือ”
คำพูดนั้นทำให้เขานิ่งไป
เยว่หลันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบ “หากข้าถูกดึง ท่านดึงข้ากลับมา”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางอยู่นาน ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
ไม่มีคำสาบานใหญ่โต
ไม่มีคำรับรองว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
แต่เมื่อเขายื่นมือซ้ายออกมา แสงสีทองของเส้นชะตาที่นางฝากไว้กับเขาก็ส่องสว่างขึ้นทันที
เยว่หลันยื่นมือซ้ายจับมือเขาไว้ ส่วนมือขวายกโคมแดงขึ้น
หลินจ้าวใช้กิ่งเหมยสีขาวแตะพื้น วาดวงอักขระรอบเท้าทั้งสอง ก่อนกล่าวเสียงต่ำ
“เมื่อเ้าแตะเส้นนั้น จะมีเสียงมากมายเรียกเ้า อย่าตอบเสียงใดนอกจากเสียงของคนที่ถือเส้นชะตาเ้าไว้”
เยว่หลันพยักหน้า
นางก้าวไปยังเสาหินต้นที่เจ็ด
เส้นไหมสีแดงเหมือนรู้ตัวว่าถูกพบ มันเริ่มขยับอย่างรวดเร็ว พันรอบเสาหินแน่นขึ้น เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ดังแทรกในอากาศ คล้ายผู้เฝ้ามองนับไม่ถ้วนกำลังหัวเราะอยู่ในความมืด
เยว่หลันยื่นมือออกไป
ปลายนิ้วแตะเส้นไหมสีแดง
โลกทั้งใบพลันดับวูบ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
นางยืนอยู่ในลานดอกเหมย
ไม่ใช่ศาลชะตา
ไม่ใช่เมืองเหยียนสุ่ย
แต่เป็ลานกว้างใต้ต้นเหมยสีขาวที่เคยปรากฏหลังประตูที่แปด
หิมะตกเงียบงัน
บนโต๊ะหินกลางลานมีกระดานหมากล้อมวางอยู่ หมากดำและหมากขาวเดินค้างไว้ ราวกับผู้เล่นทั้งสองเพิ่งลุกจากไปไม่นาน
เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง
“เ้ามาช้า”
เยว่หลันหันกลับไป
บุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นเหมย อาภรณ์ของเขาขาวสะอาดจนแทบกลืนไปกับหิมะ เส้นผมดำปล่อยยาว ดวงตาสีดำลึกไร้ก้นบึ้ง ใบหน้าของเขางดงามเกินมนุษย์ หากความงามนั้นกลับเย็นเยือกราวรูปสลักที่ไม่เคยมีหัวใจ
เยว่หลันไม่รู้จักเขา
แต่โคมแดงในมือนางดับลงทันทีที่เห็นใบหน้านั้น
ชายผู้นั้นยิ้ม
“ผู้ถือกรรมรุ่นที่เจ็ดสิบสาม”
“ในที่สุด เ้าก็ยื่นมือมาแตะเส้นของข้า”
เยว่หลันกำโคมแน่น “ท่านคือผู้วางค่ายกลเมืองเหยียนสุ่ย?”
“ข้าเพียงคืนสิ่งที่ควรเป็ให้ชะตา” เขาตอบอย่างสงบ “ผู้คนควรถูกนำกลับสู่เส้นทางเดิม มิใช่ปล่อยให้คำสาบานของสตรีผู้หนึ่งบิดเบือนโลกมานานนับพันปี”
คำพูดนั้นคล้ายของผู้ถือโคมคืนนาม
แต่เยว่หลันกลับััได้ถึงความแตกต่าง
ผู้ถือโคมคืนนามพูดด้วยความเ็ป
แต่ชายตรงหน้าพูดด้วยความว่างเปล่า
เหมือนโลกทั้งใบเป็เพียงกระดานหมากที่ควรถูกจัดวางให้ถูกต้อง
“ท่านคือใคร” เยว่หลันถาม
ชายผู้นั้นหยิบหมากขาวขึ้นจากกระดานหนึ่งเม็ด
“คนที่พวกเขาเรียกว่า...นายเหนือเศียร”
อากาศรอบตัวเยว่หลันเย็นจัดในทันที
นายเหนือเศียร
ผู้ที่ผู้เฝ้ามองรับคำสั่ง
ผู้ที่ส่งคนมาเรียกหลินจ้าวกลับไป
ผู้ที่อยู่เหนือเงามืดซึ่งเพิ่งเริ่มเผยตัว
ชายผู้นั้นวางหมากขาวลงบนกระดาน
เสียงหมากกระทบหินดังแ่เบา
แต่ทั้งลานเหมยกลับสั่นะเื
“ข้ามิได้สนใจชีวิตของชาวเมืองเหยียนสุ่ย” เขากล่าว “ข้าสนใจเพียงว่า เมื่อประตูที่ห้าเปิด เ้าจะเลือกเช่นเดียวกับนางหรือไม่”
เยว่หลันขมวดคิ้ว “นาง?”
“ผู้ถือกรรมรุ่นแรก”
รอยยิ้มของนายเหนือเศียรบางลง
“นางเลือกโลก และทอดทิ้งคำตอบอีกครึ่งหนึ่งไว้ในปิ่นหยก”
เยว่หลันรู้สึกหัวใจเต้นแรง
“ปิ่นหยกคืออะไร”
ชายผู้นั้นมองนางนิ่ง
“มันคือชะตาที่นางไม่กล้าทำลาย”
ก่อนที่เยว่หลันจะถามต่อ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาจากที่ไกลแสนไกล
“เยว่หลัน”
เสียงนั้นต่ำ สงบ และคุ้นเคย
หลี่เฟิงเหยียน
โลกของลานเหมยเริ่มแตกร้าว
นายเหนือเศียรเหลือบมองไปยังความว่างเปล่า รอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“เขายังดึงเ้ากลับได้”
“น่าสนใจ”
เขาวางหมากดำลงอีกเม็ด
คราวนี้ เยว่หลันรู้สึกเหมือนเส้นชะตาที่ผูกอยู่กับหัวใจถูกกระตุกอย่างแรง
เสียงของหลี่เฟิงเหยียนดังขึ้นอีกครั้ง
“เยว่หลัน กลับมา”
นางกัดฟันแน่น แล้วตอบเสียงหนักแน่น
“ข้าอยู่ที่นี่”
ทันทีที่นางตอบรับเสียงของเขา แสงสีทองก็ทะลุผ่านลานเหมยเข้ามาราวคมกระบี่ นายเหนือเศียรมองแสงนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน เพียงยิ้มบาง ๆ ก่อนกล่าวทิ้งท้าย
“บอกหลินจ้าวด้วยว่า ต่อให้เขาหนีมานานเพียงใด ชะตาที่เขาทิ้งไว้ก็ยังรอเขากลับไปตายอยู่ดี”
ลานเหมยแตกสลาย
เยว่หลันลืมตาขึ้นในศาลชะตาอีกครั้ง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ทันทีที่เยว่หลันกลับคืนสติ เส้นไหมสีแดงบนเสาหินต้นที่เจ็ดก็เปลี่ยนเป็สีทองครึ่งหนึ่ง
หลี่เฟิงเหยียนกุมมือของนางไว้แน่น สีหน้าของเขาซีดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ดวงตายังมั่นคง แสงสีทองบนหลังมือเขาสว่างจ้าจนเกือบกลืนจุดดำสุดท้ายบนกลีบดอกเหมย
“เ้าได้ยินข้าหรือไม่” เขาถามเสียงต่ำ
เยว่หลันพยักหน้า “ได้ยิน”
เพียงคำเดียวทำให้แรงเกร็งในมือของเขาค่อย ๆ คลายลงเล็กน้อย
หลินจ้าวยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเขาไร้รอยยิ้มเป็ครั้งแรก
เยว่หลันมองเขา
“นายเหนือเศียรฝากคำพูดถึงท่าน”
ทั้งศาลชะตาเงียบลง
หลินจ้าวหลุบตาลง “เขาพูดว่าอะไร”
เยว่หลันกล่าวตามตรง
“ต่อให้ท่านหนีมานานเพียงใด ชะตาที่ท่านทิ้งไว้ก็ยังรอท่านกลับไปตายอยู่ดี”
กิ่งเหมยสีขาวในมือหลินจ้าวหักกลางทันที
ไม่มีผู้ใดแตะมัน
มันเพียงหักเอง
บุรุษดวงตาสีทองเงียบไปนาน ก่อนหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นยังอ่อนโยน
แต่ครั้งนี้ กลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเกินบรรยาย
“เขายังจำวิธีพูดให้คนเจ็บได้ดีเหมือนเดิม”
ชายผู้เป็อาจารย์มองหลินจ้าวด้วยแววตาลึก
“เ้ายังไม่คิดจะบอกพวกเขาหรือ”
หลินจ้าวไม่ตอบ
แต่ผู้เฝ้าประตูคนที่ห้าบนแท่นหินกลับลืมตาขึ้นช้า ๆ
ดวงตาของชายชราเป็สีทองหม่น
เขามองหลินจ้าว แล้วกล่าวเสียงแหบพร่า
“บอกเถิด...”
“ก่อนที่ประตูบานนี้จะบังคับให้ทุกคนรู้ด้วยวิธีที่โหดร้ายกว่า”
หลินจ้าวหลับตาลงครู่หนึ่ง
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสีทองของเขาสงบนิ่งจนเยว่หลันรู้สึกเย็นวาบ
“ยังไม่ใช่ตอนนี้”
เขาหันไปมองเส้นไหมสีแดงที่เปลี่ยนเป็สีทองครึ่งหนึ่ง
“เรามีเวลาหนึ่งก้านธูปในการปลดผู้เฝ้าประตู”
“หลังจากนั้น หากยังทำไม่สำเร็จ...”
ไม่ทันที่เขาจะกล่าวจบ เสาหินทั้งสิบสองต้นก็สั่นะเืพร้อมกัน
ใต้แท่นหินของผู้เฝ้าประตูคนที่ห้า มีเสียงประตูหินขนาดมหึมาขยับเปิดดังมาจากใต้พิภพ
ครืน...
ครืน...
ผู้เฝ้าประตูคนที่ห้ากระอักเืออกมา
เส้นไหมนับร้อยรัดร่างเขาแน่นขึ้น
และจากความมืดใต้บ่อแห้งกลางศาล เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างแ่เบา
เสียงนั้นไม่ใช่ของคน
ไม่ใช่ของิญญา
แต่เหมือนเสียงของชะตาทั้งโลกกำลังเอ่ยถามพร้อมกัน
“ผู้ถือกรรม...”
“เ้าจะเลือกเส้นชะตาของผู้ใดเป็เส้นแรก”
เปลวไฟในโคมแดงของเยว่หลันวูบไหวอย่างรุนแรง
เหนือบ่อแห้งกลางศาล เส้นชะตานับพันเส้นปรากฏขึ้นพร้อมกัน
แต่ละเส้นผูกกับภาพคนหนึ่งคน
ชาวเมืองเหยียนสุ่ย
อาหลิง
จ้าวเหวิน
เหอซาน
ผู้พิทักษ์คนสุดท้าย
หลินจ้าว
หลี่เฟิงเหยียน
และสุดท้าย...
ตัวเยว่หลันเอง
ประตูที่ห้ายังไม่เปิดเต็มที่
แต่มันเริ่มถามคำถามแรกแล้ว
และคำถามนั้น ้าคำตอบด้วยชีวิตของใครบางคน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จบตอนที่ 14