บทที่ 23 ศักดิ์ศรี
โม่เฟิงพูดอย่างช้า ๆ “หรูจวิน ผมยอมรับว่าตอนนี้ผมไม่มีความสามารถที่จะคุณได้ แต่ผมก็ไม่อยากเสียคุณไป คุณเคยบอกไม่ใช่ เหรอว่าถ้าััร่างกายคุณต้องโดนตบหนึ่งที ตอนนี้สามทีแล้ว คุณลืมเื่นี้ไปแล้วเหรอ?”
ติงหรูจวินรู้สึกอยากร้องไห้ เื้ัท่าทางของโม่เฟิงที่ดูเหลวไหลและไม่แยแส กลับซ่อนคำว่า “ศักดิ์ศรี” เอาไว้ ผู้ชายคนนี้คู่ควรกับการฝากชีวิตไว้ด้วย แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เหตุผลที่เขาต้องซ่อนศักดิ์ศรีของตัวเองเอาไว้ ก็เพราะสังคมในปัจจุบันนี้ศักดิ์ศรีของผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ถูกทำให้ต่ำต้อยจนต้องทิ้งไปเพื่อแลกกับความเป็อยู่ บางคนถึงกับยอมไปเป็ชู้กับผู้หญิงอื่น แต่ผู้ชายตรงหน้ากลับรักษาศักดิ์ศรีของตัวเองเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน และในเวลาที่เหมาะสม เขาก็เผยให้เห็นด้านที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวออกมา
ติงหรูจวินรู้ดีว่าเธอไม่สามารถร้องไห้ได้ เธอยังมีเื่ต้องทำอีกมากมายไม่มีเวลาไปหลงใหลกับความรัก ไม่มีเวลาคิดถึงอนาคตของตัวเอง ดังนั้น เธอจึงสลัดแขนของโม่เฟิงออก แม้ว่าอ้อมกอดนั้นจะอบอุ่นมากก็ตาม เธอจูบลงบนใบหน้าของโม่เฟิงบริเวณที่เป็รอยฝ่ามืออย่างอ่อนโยน แล้วรีบจัดเสื้อผ้า ติงหรูจวินยิ้มก่อนจะพูดขึ้นว่า “โม่เฟิง พรุ่งนี้อย่าลืมไปทำงานแต่เช้านะ แล้วก็ยังมีเื่พิธีมอบรางวัลต้องคุยกันด้วย”
มองดูแผ่นหลังของติงหรูจวิน โม่เฟิงไม่รู้ว่าสิ่งนี้หมายถึงการได้รับหรือสูญเสีย เขารู้แค่ว่าเขาอยากจะร้องไห้ เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นอย่างหมดแรง แม้ว่าอากาศจะหนาวมาก แต่โม่เฟิงก็ไม่มีอารมณ์ที่จะสนใจ สุดท้ายแล้วอะไรที่ทำให้ผู้ชายรู้สึกสิ้นหวังมากที่สุด?
สำหรับคำตอบนั้น บางคนบอกว่าคือการไม่มีคนที่รัก บางคนบอกว่าคือการไม่มีงานที่ดี บางคนบอกว่าคือโชคชะตาที่พลิกผัน แต่สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ ผู้หญิงที่คุณรัก และเธอก็รักคุณ แต่คุณกลับไม่สามารถมอบความสุขให้กับเธอได้ เพราะชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย เพราะคุณไม่มีเงิน ไม่มีทางที่จะให้ความสุขกับเธอได้ ความรู้สึกที่ได้แต่ต้องปล่อยมือ มันช่างสิ้นหวังเหลือเกิน
เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ความสุขที่สุดในโลก คือการได้อยู่เคียงข้างกัน มองดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ปล่อยวางเื่ทางโลก รวมถึงเื่เงินและฐานะ
แต่คนเราที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ก็เพื่อไขว่คว้าสิ่งต่าง ๆ เช่นเดียวกับความรักที่สวยงาม แม้ว่ามันจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทอง แต่ก็มีข้อแม้ประการหนึ่ง นั่นคือ ช่องว่างระหว่างคุณทั้งสองจะต้องไม่มากเกินไป เพราะถ้าผู้หญิงที่คุณรัก ขับรถบีเอ็มดับเบิ้ลยูสุดหรูในทุกวัน ส่วนคุณต้องเดินเท้าเป็หลัก คุณไม่คิดเหรอว่าการอยู่ร่วมกันระหว่างคุณทั้งสองจะมีความแตกต่างกันมาก เพราะคุณเป็แค่คนธรรมดา คุณจะบอกว่าขอใช้ความรักเพื่อรักคนที่คุณรักงั้นเหรอ?
เคยคิดบ้างไหมว่า ในโลกนี้มีคนมากมาย แม้ว่าเธอจะได้พบกับคุณ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้คนที่พยายามจะเข้ามาหาเธอ คุณจะใช้อะไรไปสู้เขาเ่าั้ บอกเธอว่าคุณรักเธอมากแค่ไหนหรือบอกให้เธอทิ้งครอบครัว ทิ้งหน้าที่การงาน หรือบอกให้เพื่อน ๆ ที่หวังดีกับเธอให้มาใช้ชีวิตอยู่กับคุณ ออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยกัน นี่คือความรักของคุณเหรอ? ความรักของคุณคือการที่ให้อีกฝ่ายสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแลกกับความเท่าเทียมของคนสองคนงั้นเหรอ?
ทุกวันนี้สิ่งที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ก็คือเื่ความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง แต่ในเื่ความรัก ชายหญิงมีความเท่าเทียมกันได้จริงเหรอ? ผู้หญิงที่ได้พบกับผู้ชายร่ำรวยแล้วทั้งสองคนรักกัน จนกระทั่งแต่งงานกัน ไม่มีใครไปพูดอะไรหรอก ตรงกันข้ามพวกเขากลับอิจฉาในโชคดีของเธอด้วยซ้ำ
แต่ถ้าเป็ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งคบกับผู้หญิงที่สวยและร่ำรวยคนหนึ่ง ตอนแรกก็จะมีคนพูดว่า คางคกอยากกินเนื้อหงส์*[1] ต่อมาก็บอกว่าผักกาดขาวโดนหมูคุ้ย*[2] สุดท้ายถ้าทั้งสองคนคบกัน ผู้ชายคนนั้นก็จะกลายเป็แค่กิ๊กของหญิงสาว ถูกตราหน้าว่าเป็ผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกิน ดังนั้น ความรักที่เขาเรียกกัน ดังนั้นจุดเริ่มต้นและจุดจบของความรักในโลกนี้ไม่เหมือนกัน
โม่เฟิงรู้ดีว่า ภายใต้ท่าทางที่ดูเหมือนไม่แยแสอะไรเลย แท้จริงแล้วเขาใส่ใจเื่พวกนี้มาก ดังนั้น เขาจึงสามารถตัดใจจากติงหรูจวินได้อย่างมีสติ รู้ทั้งรู้ว่าการตัดใจมันเ็ป แต่เขาก็เลือกที่จะตัดใจ และต่อให้พยายามทั้งชีวิตก็ไม่อาจไปถึงระดับของเธอได้ แต่เขาก็ยังให้สัญญาอย่างง่ายดาย บางครั้งผู้ชายก็เป็แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าสนใจแต่ก็ต้องวางเฉย ทั้งที่รู้ว่าทำไม่ได้แต่ก็ยังอยากจะลอง โม่เฟิงก็เป็แค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง เขาไม่มีความสามารถพิเศษเหมือนคนอื่น ไม่มีความทะเยอทะยานเหมือนคนอื่น สิ่งที่เขา้าก็แค่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปวัน ๆ เท่านั้น
สำหรับโม่เฟิงพบว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป นับั้แ่ที่เขาได้พบกับติงว่านหรู ได้เข้ามาทำงานที่บริษัทเฟยอวิ๋น เขาก็เปลี่ยนไป กลายเป็คนระมัดระวังมากขึ้น กลายเป็คนกล้าบ้าบิ่นมากขึ้น กลายเป็คนที่ชอบแสดงออกมากขึ้น กลายเป็คนที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ แต่โม่เฟิงไม่เคยเสียใจ ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่า นี่คือการเติบโตขึ้นของเขา เขาเริ่มเผชิญหน้ากับเมืองใหญ่นี้อย่างมีวุฒิภาวะ
ทันใดนั้นเองโทรศัพท์ของโม่เฟิงก็ดังขึ้น เป็สายเรียกเข้าจากหานเซี่ยว เธอบอกว่าไฟฟ้าที่บ้านดับ อยากให้โม่เฟิงไปช่วยดูให้หน่อย โม่เฟิงคิดว่าตัวเองก็ไม่ได้มีธุระอะไร จึงจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ทำให้ตัวเองดูไม่น่าเกลียดเกินไป เพราะไม่อยากแสดงด้านที่อ่อนแอให้หญิงสาวเห็น
โม่เฟิงมาถึงบ้านของหานเซี่ยวอย่างคุ้นเคย ภายในห้องมืดสนิท หานเซี่ยวถือไฟฉายส่องไปรอบ ๆ หวังว่าจะพบจุดเกิดเหตุ
โม่เฟิงสูดดมกลิ่นในห้องเบา ๆ ก็พบว่าไม่มีกลิ่นไหม้ ชัดเจนว่าไม่ใช่ไฟฟ้าลัดวงจรที่เกิดจากสายไฟเก่า ดังนั้นโม่เฟิงจึงคาดเดาว่าน่าจะเป็เพราะฟิวส์ขาด ด้วยความช่วยเหลือจากหานเซี่ยว ในที่สุดโม่เฟิงก็หาตู้ไฟฟ้าเจอ ทุกอย่างเป็ไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้
แต่ไม่นาน โม่เฟิงก็ตระหนักได้ถึงปัญหา นั่นคือไม่มีเครื่องมือเลยและไม่มีฟิวส์สำรองด้วย สุดท้ายจึงทำได้แค่ยอมแพ้แผนการช่วยเหลือ บอกให้หานเซี่ยวเข้านอนไปก่อน ค่อยรอเขามาซ่อมให้พรุ่งนี้ เพราะตอนนี้ก็ใกล้จะตีหนึ่งแล้ว แถวนี้ค่อนข้างห่างไกล คงไม่มีร้านสะดวกซื้อ และการเดินทางด้วยแท็กซี่ก็ไม่สะดวก โม่เฟิงเองก็ไม่อยากรบกวนขนาดนั้น
หานเสี่ยวยื่นปากน้อย ๆ อย่างจนใจ แล้วพูดว่า “พี่ชาย หนูกลัวความมืด พี่จะให้หนูนอนยังไงล่ะ”
โม่เฟิงก็รู้สึกจนปัญญา เพราะบางครั้งกำลังคนเราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง เขาจึงลูบหัวของหานเซี่ยวอย่างปลอบโยน “เซี่ยวเซี่ยวคนเก่ง นอนเถอะ หลับตาลง พรุ่งนี้เช้าก็สว่างแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงเองแล้วเธอก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมนี้ด้วย”
หานเซี่ยวไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เธอพูดอย่างไม่พอใจว่า “พี่ชาย ฉันอายุสิบเก้าแล้วนะ ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว ถ้าพี่จะหลอกฉัน พี่ก็ต้องใช้เทคนิคหน่อยสิ ไม่เอา! คืนนี้พี่ห้ามไปไหนทั้งนั้น ช่วยถือไฟฉายให้ฉันนอนหน่อยนะ” ยัยตัวแสบนี่ ถ้าเธอนอนหลับ แล้วคนอื่นล่ะจะไม่ให้นอนเลยหรือไง? ทำไมเธอถึงใจร้ายขนาดนี้ล่ะ
[1] คางคกอยากกินเนื้อหงส์ เป็สำนวนจีน มีความหมายว่าคนที่ไม่ประมาณตนเอง ใฝ่ฝันหาสิ่งที่ไม่มีวันได้ มักใช้เปรียบกับชายหนุ่มที่หน้าตาไม่ดีหรือมีสถานะด้อยกว่าฝ่ายหญิงที่ไปชอบหญิงสาวที่สวยหรือมีฐานะดีกว่า โดยเปรียบผู้ชายเหมือนเป็คางคกและฝ่ายหญิงเป็หงส์
[2] ผักกาดขาวโดนหมูคุ้ย เป็สำนวนจีน ใช้เปรียบเปรยถึงผู้หญิงที่สวยหรือมีฐานะดีแต่คบหากับผู้ชายที่ไม่คู่ควร มักใช้เพื่อแสดงความเสียดายหรือไม่พอใจต่อความสัมพันธ์ดังกล่าว