Druw 010 หอนอร์ธและหอเซาท์
นี่พวกเขาตาฝาดไปหรือเปล่า?
ในตอนนี้ทั้งไดรกอนและดรูว์ต่างมองภาพตรงหน้าด้วยใบหน้าที่อึ้ง ทึ่ง และใไม่น้อย เื่อะไรน่ะหรือ? ก็เพราะว่าตอนนี้ในโรงอาหารของหอเซาท์มีผู้หญิงเต็มไปหมดเลยน่ะสิ! ผู้หญิงมาจากไหน? ปกติทุกวันไม่เห็น? ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความสงสัย ตอนนี้พวกเขาอยากจะได้คำตอบมากที่สุด
“วันนี้เกิดอะไรขึ้นหรือฟรองซ์” ดรูว์กระตุกแขนเสื้อของชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ชายผู้เป็เ้าของใบหน้านิ่งสงบตลอดเวลา ตอนนี้ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรำคาญอย่างสุดซึ้ง ไม่ต้องให้เดา ดรูว์ก็รู้ว่าอีกฝ่ายรำคาญเสียงผู้หญิงเหล่านี้
“ก็วันนี้เป็วันที่เด็กใหม่ของหอนอร์ธจะมาที่หอเซาท์ของพวกเราน่ะสิ” โคเรลที่เดินมาหยุดอยู่ข้างๆ เป็คนตอบให้ ดรูว์ทำหน้าเหลอหลากับคำตอบนั้น
“ไม่ใช่ว่ามันมีแค่สามหอหรอกหรือ” ดรูว์ทำหน้าแปลกใจ และอีกอย่าง เธอไม่เคยไปหอนอร์ธ แล้วก็ไม่เคยได้ยินด้วย! ไปไกลสุดก็แค่ส่วนกลางเท่านั้น
ไปทำอะไรน่ะหรือ? ไปเหมาอาหารกึ่งสำเร็จรูปอย่างไรล่ะ! ร้านค้าของส่วนกลางคือ์บนดินชัดๆ มีครบทุกประเภท ทุกรส ทุกยี่ห้อ คิดแล้วดรูว์ก็เริ่มน้ำลายไหล จนฟรองเซ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ คว้าทิชชู่มาเช็ดปากให้ดีๆ
เพื่อนร่วมหอน่ะเริ่มชินกับภาพนี้แล้ว เพราะใครก็ตามที่อยู่ข้างกายเด็กคนนี้เวลาหิว พวกเขาเป็ต้องคว้าทิชชู่ใกล้ตัว หรือไม่ก็เสียสละผ้าเช็ดหน้าตัวเองมาเช็ดน้ำลายที่ไหลออกมาโดยที่เ้าตัวไม่รู้เป็ประจำ…ให้ความรู้สึกเหมือนเลี้ยงเด็กโข่ง
ทว่าแม้สมาชิกหอเซาท์จะชิน แต่สมาชิกหอนอร์ธไม่ชิน พวกเขามองภาพนั้นแล้วสูดหายใจเข้าลึก ทว่าก็มีผู้หญิงบางคนกรี๊ดเสียงเบามาให้ได้ยิน
“หอนอร์ธเป็หอของนักปราชญ์กับแพทย์หลวงน่ะ ได้รับการทดสอบแยกกับพวกเรา เพราะฉะนั้นคนจากอาณาจักรอื่นจึงไม่ค่อยรู้เื่นี้เท่าไหร่ สายพิเศษ A เป็นักปราชญ์ สายพิเศษ B เป็แพทย์หลวง ส่วนสายที่เหลือและสายสามัญจะเป็ทหาร แต่ก็อย่างที่เ้ารู้ล่ะนะว่าสายพิเศษอย่างเราๆ น่ะมักได้งานพิเศษที่ไม่ธรรมดา ต่างจากสายสามัญที่เป็ได้แค่ราชองครักษ์” คราวนี้ฟรองเซ่เป็คนอธิบายให้คู่หูฟัง
“อย่างการเป็บาทหลวงสินะ” ดรูว์กัดฟันกรอดเมื่อนึกถึงเื่นี้ก่อนที่จะสะบัดหน้าไปทางอื่น โคเรลพยักหน้าอย่างพอเข้าใจกับท่าทางแบบนี้ของดรูว์...มองเลยไปที่ฟรองเซ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ดรูว์ ปรากฏว่าฝ่ายนั้นเริ่มมีบรรยากาศดำมืดแผ่ออกมา ท่าทางจะเจ็บใจพอกันที่ถูกท่านหัวหน้าหอหลอกให้ใส่ชุดบาทหลวง
“แล้วทำไมคนของหอเซาท์แต่ละคนถึงได้ทำหน้าระรื่นแบบนั้นล่ะ” ไดรกอนเริ่มถามบ้างเมื่อเห็นสีหน้าของสหายร่วมหอแต่ละคน ในใจก็อดนึกไม่ได้ว่าทำไมคนของหอนอร์ธถึงมีผู้หญิงด้วย
“ก็เพราะหอนอร์ธเป็หอเดียวที่มีผู้หญิงน่ะสิ! หออื่นๆ อีกสามหอน่ะไม่มีผู้หญิงมาสมัครเป็ทหารฝึกหัดตั้งหลายสิบรุ่นแล้ว ตอนนี้ที่ยังเหลือผู้หญิงอยู่ก็แก่ หรือไม่ก็แต่งงานแล้วทั้งนั้น” โคเรลทำหน้าเหมือนตัวเองกำลังฝันสลายที่หอเซาท์ไม่มีผู้หญิงก่อนที่จะกลับมาสดใสเหมือนเดิมเมื่อมีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเดินผ่านหน้าไป
แต่เดี๋ยวก่อน...ถ้าอย่างนั้นผู้หญิงก็มาเป็ทหารได้น่ะสิ! นี่แสดงว่าที่ไดรกอนเป็กังวลมาตลอดเื่ที่ดรูว์เป็ผู้หญิงนี่มันก็ไม่จำเป็ั้แ่แรกเลยน่ะสิ!
“เอ่อ...” ดรูว์ทำหน้าเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ไดรกอนรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร เขาหันไปถลึงตาใส่เด็กน้อยของตนจนดรูว์ชะงักในสิ่งที่จะพูด เขารู้ดีว่าแค่นี้ไม่อาจปิดปากของคู่หูได้จึงเตรียมที่จะพุ่งไปปิดปากอีกฝ่ายเอง แต่โคเรลที่ส่งยิ้มให้สาวๆ หอนอร์ธที่เดินผ่านเริ่มหน้าหมองลงแล้วก็พูดขึ้นอีกครั้ง ไดรกอนจึงไม่ต้องพุ่งไปปิดปากดรูว์
“เฮ้อ~! ผู้หญิงบางคนแม้ว่าจะหน้าตาธรรมดาแต่ก็เอาใจยาก! น้องรัก พี่ชายคนนี้ไม่หล่อหรือ?” โคเรลหันมาถามดรูว์พร้อมกับกะพริบตาให้
ดรูว์ผู้ถูกเรียกว่า ‘น้องรัก’ มองผู้าุโของรุ่นขึ้นๆ ลงๆ “เปล่านี่ แม้เ้าจะสูงมาก แต่ก็มีกล้ามเนื้อเป็สัดส่วน หน้าตาก็ดีกว่าท่านหัวหน้าหอเสียอีก!”
“…” โคเรลไม่กล้าถามอะไรต่อ หากดรูว์เอาไปเปรียบกับคนอื่นเขาจะพอใจ แต่หากเ้าตัวเล็กนี่เอาท่านซาเมลมาเทียบ เขาก็ไม่รู้ว่าเ้าเด็กนี่พูดจริงหรือกำลังแค้นอีกฝ่ายกันแน่
“เื่จีบหญิง ข้าก็มีประสบการณ์อยู่นะ” ดรูว์ลูบคาง เมื่อคิดถึง่เวลาที่ตัวเองส่งรอยยิ้มทรงเสน่ห์ใส่เหล่าพี่สาว เ้าตัวดีก็หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว
อื้ม ก็มันเป็่เวลาที่ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ได้นี่นา! (แน่ใจรึ!)
ฟรองเซ่ทำหน้าไม่เชื่อ โคเรลทำหน้าตื่นเต้น ในขณะที่…ไดรกอนถลึงตาใส่เด็กน้อยของตนอีกรอบ ทว่าก่อนที่ใครจะได้พูดอะไร น้องเล็กของรุ่นก็ส่งรอยยิ้มเจิดจ้าจนคนมองแสบตา สาวๆ ที่ผ่านไปมาต่างระทวย ร่างละลายกองไปกับพื้น แม้กระทั่งสมาชิกชายหอนอร์ธยังโดนดาเมจ หน้าแดงกันไปเป็แถว ส่วนสหายหอเซาท์…สูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมกับก้าวถอยหลัง เพราะพวกเขารู้กันดีว่าฟรองเซ่่นี้ดุร้ายมากหากเป็เื่ของคู่หูคนนี้
พวกเขายังไม่อยากตายนะ!
ก่อนที่ไดรกอนจะได้เคลื่อนไหวกลับมีคนที่ไวกว่า คุณชายของทุกคนรีบจัดการปิดปากของคู่หูตนทันทีพร้อมกับส่งจิตสังหารให้คนรอบๆ หลุดจากอาการสะดุดลงหลุมดังโครมให้มีสติปีนหลุมกลับมา มืออีกข้างก็หยิบหนังสือ ‘มิตรสัมพันธ์’ ที่ดรูว์ให้อ่านแก้เบื่อตอนอยู่ศาสนจักรฟาดหัวเพื่อนร่างใหญ่เพื่อดึงสติอีกฝ่าย
เหตุการณ์เพิ่งจะสงบ แต่กลับมีเสียงใสๆ ของใครคนหนึ่งะโลั่นโรงอาหารพร้อมกับร่างบางของใครบางคนที่วิ่งตรงมายังพวกเขา นั่นทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่มองมาเป็ตาเดียว
“ดา~ รูว์~!!!” ร่างบางของเ้าของเสียงะโเข้ากอดดรูว์จากด้านหลังเมื่อนางวิ่งเข้ามาในระยะประชิด นั่นทำให้ดรูว์ที่โดนกอดทีเผลอเกือบหงายหลัง ดรูว์ทำหน้าเลิ่กลั่กเมื่อเจอการจู่โจมแบบสายฟ้าแลบจากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แถมอีกฝ่ายยังรู้ชื่อของดรูว์ที่คนพวกนั้นเรียกตอนที่อยู่ในควาเซอีก!
“เฮ้ย!? ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!” ดรูว์พยายามผลักไสร่างของหญิงสาวปริศนาออกไปด้วยความใ และนั่นก็ทำให้ไดรกอนแปลกใจเมื่อไม่ว่าดรูว์จะพยายามแค่ไหนก็ไม่อาจผลักผู้หญิงคนนี้ออกไปได้ มิหนำซ้ำหญิงผู้นี้ยังมีกลิ่นแปลกๆ กลิ่นที่แตกต่างไปจากมนุษย์ธรรมดา กลิ่นเหมือน....
“ไม่ได้เจอกันนานนะ ไดรกอน” เสียงหนึ่งทักขึ้น นั่นทำให้ทั้งไดรกอนกับดรูว์หันขวับไปมองทางต้นเสียง ัวารีตัวสีน้ำเงินเกาะอยู่บนไหล่ของผู้หญิงที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยง (?) ดรูว์อยู่ นั่นทำให้ทั้งคู่ต้องเบิกตากว้าง
ดรูว์ออกแรงผลักครั้งสุดท้ายอย่างไม่ยั้งแรงจนร่างบางของหญิงสาวเซถอยหลังจนเกือบล้มก้นจ้ำเบ้า ดวงตาสีฟ้าเข้มของดรูว์หรี่ตาลงมองสบกับดวงตาสีเทาอมฟ้าของผู้หญิงคนนั้น รอยยิ้มที่เคยมีหายไป ดรูว์กดเสียงลงต่ำอย่างไม่ไว้วางใจอีกฝ่าย
“ควาเซอีกคนคือเ้าเองหรือ รินกะ มิลเลต”
ดรูว์พูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความไม่เป็มิตรอย่างชัดเจน นั่นทำให้ฟรองเซ่กับโคเรลที่เห็นเหตุการณ์ั้แ่แรกเริ่มอดแปลกใจไม่ได้ มันก็ไม่แปลกหรอก ปกติใครๆ ก็เห็นดรูว์เป็มิตรกับทุกคน...โดยเฉพาะผู้หญิง แต่คราวนี้ดรูว์กับแสดงความไม่เป็มิตรออกมาอย่างชัดเจนทั้งที่ดรูว์กับผู้หญิงคนนี้เพิ่งจะรู้จักกันเป็ครั้งแรก แต่นั่นไม่ใช่กับสองคนสองั เพราะเป็ที่รู้ๆ กันดีอยู่ว่าตระกูลมิลเลตเป็คนของตระกูลซาบรีย์! ไม่แปลกที่พวกเขาจะรู้จักกัน และั้แ่เหตุการณ์เมื่อสิบแปดปีก่อนทำให้ดรูว์เริ่มแสดงความเป็ศัตรูกับซาบรีย์อย่างชัดเจน นี่คือเหตุผลส่วนหนึ่งที่จนถึงตอนนี้ดรูว์ก็ไม่เคยกลับไปควาเซเลยสักครั้งแม้จะคิดถึงที่นั่นแค่ไหนก็ตาม
รินกะเลิกคิ้วมองดรูว์ด้วยสายตาแปลกใจกับท่าทางของดรูว์ในตอนนี้ คนอื่นๆ ในหอเซาท์ก็เช่นกัน ตอนนี้กิจกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโรงอาหารของหอเซาท์ได้หยุดชะงักลง ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างมองมาทางนี้ด้วยความสนใจ และแล้วรินกะที่เริ่มทนกับสายตาจำนวนมากไม่ไหวก็เริ่มเปิดบทสนทนาขึ้นหลังจากที่เงียบไปได้สักพัก
“ทำไมเ้าเรียกข้าห่างเหินแบบนั้นล่ะ” หญิงสาวถามด้วยความไม่เข้าใจกับท่าทีราวกับตนเป็ศัตรูของอีกฝ่าย
“เ้ากับข้าไม่เคยสนิทกันั้แ่แรกแล้ว” ดรูว์พูดแล้วเดินหนีทันที รินกะทำแก้มป่องอย่างไม่พอใจก่อนที่จะเร่งฝีเท้าเข้ามาคว้าแขนดรูว์เอาไว้อย่างไม่ยอมปล่อย
“เ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกันดารูว์! พวกเราต่างก็เป็คนของตระกูลซาบรีย์เหมือนๆ กันไม่ใช่หรือ พวกเราทำงานให้ตระกูลซาบรีย์ แถมพวกเรายังอายุไล่เลี่ยกันไม่ใช่หรือไร”
สิ่งที่ออกมาจากปากของรินกะ ทำให้ฟรองเซ่กับโคเรลที่อยู่ในเหตุการณ์สามารถได้ยินอย่างชัดเจน พวกเขาใไม่น้อยเมื่อได้ยินว่าทั้งหญิงสาวคนนี้และดรูว์ต่างก็เป็คนของตระกูลซาบรีย์ ตระกูลของผู้ปกครองแห่งควาเซนครฝั่งเหนือ
นี่ควาเซมีจริงอย่างนั้นรึ? โคเรลอ้าปากค้าง ทว่าเมื่อสายตาไปเห็นท่าทางนิ่งเฉยของฟรองเซ่ ชายร่างใหญ่ก็หุบปากฉับ รู้โดยทันทีว่าฟรองเซ่รู้เื่ที่ดรูว์มาจากควาเซนานแล้ว
ดรูว์สะบัดมือของรินกะออก ดวงตาสีฟ้าเข้มเริ่มทอประกายเ็าอย่างที่ทุกคนไม่เคยเห็นมาก่อน จิตสังหารที่อยู่ในดวงตาคู่นั้นเองก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน นั่นทำให้คนมองหลายๆ คนเริ่มสะท้านเฮือก ไดรกอนที่รังเกียจตระกูลซาบรีย์ก็แสดงท่าทางไม่ต่างจากคู่หูของตน
ตอนนี้ดรูว์กำลังหงุดหงิด...เขารู้ดี เพราะเขาในตอนนี้ก็หงุดหงิดเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อรินกะพูดถึงตระกูลซาบรีย์!
“ข้าไม่ใช่คนของตระกูลซาบรีย์ และที่ข้าทำทุกอย่างเมื่อตอนนั้น...ข้าจะคิดว่าข้าทำทานให้พวกเ้าก็แล้วกัน อีกอย่าง ‘ดารูว์’ น่ะ ไม่เคยมีตัวตนั้แ่แรกแล้ว พวกเ้าเป็คนสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น!”
“ดารูว์!!” ใบหน้าขาวนวลเนียนของรินกะเริ่มขึ้นสีแดง ไม่รู้ว่าว่าตอนนี้รินกะกำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่ใบหน้าถึงได้เริ่มขึ้นสีเช่นนั้น แต่ที่ไดรกอนรู้สึกได้ตอนนี้ก็คือรินกะกำลังโกรธ “เ้าไม่ควรพูดเช่นนั้นกับซาบรีย์ ถึงอย่างไรพวกเขาก็เลี้ยงเ้ามานะ!”
“อย่างนั้นหรือ...” มุมปากของดรูว์เริ่มขยับยกขึ้นจนคนมากมายที่รายล้อมอยู่เป็วงรอบพวกเราเริ่มดีดตัวออกห่าง รังสีอันตรายที่แผ่ออกมาจากร่างของดรูว์ รอยยิ้มเริ่มบิดเบี้ยวราวกับคนที่กำลังควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำให้ทุกคนเริ่มไม่แน่ใจว่าดรูว์คนนี้เป็คนคนเดียวกับที่พวกเขารู้จักหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือตอนนี้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ดรูว์แม้สักคน กระทั่งรินกะเองก็เผลอผงะถอยห่างอย่างไม่รู้ตัว ไดรกอนที่อยู่บนไหล่ของดรูว์จึงสะกิดเตือนเด็กสาวว่าอย่าวู่วาม ดรูว์มองสบตาสีเทาอมฟ้าคู่โตนั้นตรงๆ “ถ้านั่นเรียกว่า ‘การเลี้ยงดู’ ล่ะก็ ปล่อยให้ข้าตายๆ ไปซะยังจะดีเสียกว่า”
ดรูว์เดินหันหลังให้รินกะโดยไม่หันกลับมามองอีก ไดรกอนเองก็เลิกสนใจทั้งรินกะและัวารีตนนั้นเช่นกัน ตอนนี้สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น...ความรู้สึกของดรูว์ในตอนนี้
“เ้าไหวหรือเปล่าน่ะดรูว์” ไดรกอนถามอย่างเป็ห่วงเมื่อพวกเขาเดินออกมาข้างนอกโรงอาหารของหอเซาท์มายังตรงทางเดินของหอที่ตอนนี้โล่งและแทบไม่ค่อยมีคน ยิ่งเขาเห็นใบหน้าที่เริ่มเบ้ของดรูว์ก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี
“ข้าเจ็บ...” มือขวากดตรงหน้าอกตรงหัวใจของตนเอง “ข้าเจ็บตรงนี้...ยิ่งรินกะพูดถึงคนพวกนั้น ข้าก็ยิ่งเจ็บ...ทำไมกัน? ทั้งๆ ที่ข้าไม่มีมันมาตั้งนานแล้ว”
“ไม่เป็ไร เ้ายังมีข้าอยู่นะ” ไดรกอนตบไหล่ดรูว์อย่างให้กำลังใจ สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้...มีเพียงแค่การปลอบดรูว์เท่านั้น
น่าเจ็บใจนัก...ทั้งที่พยายามจะปกป้อง แต่สุดท้ายแล้วก็มีแต่ดรูว์นั่นแหละที่เป็ฝ่ายปกป้องเขาอยู่ร่ำไป
น่าละอายใจจริงๆ
โรงอาหารของหอเซาท์ในตอนนี้เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง ทุกคนแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ของตนเช่นเดิม เหล่าหญิงสาวหอนอร์ธเหลือบมองรินกะด้วยสายตาโกรธเคืองก่อนจะแยกย้ายกันไป มีเพียงแค่รินกะเท่านั้นที่ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความเคลือบแคลงสงสัยของทุกคนในหอเซาท์จะหายไป โดยเฉพาะกับฟรองเซ่และโคเรลที่อยู่ในเหตุการณ์และได้ยินบทสนทนาั้แ่ต้นจนจบ ชายหนุ่มทั้งสองคนมองรินกะที่ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน และดูเหมือนว่ารินกะจะเริ่มรู้สึกตัว เธอหันหน้าไปมองตอบทั้งสองคนก่อนที่จะส่งยิ้มแหยให้อย่างทำตัวไม่ถูก
“ขอโทษนะที่ทำให้เห็นเหตุการณ์แย่ๆ อย่างเมื่อครู่นี้น่ะ” หญิงสาวเ้าของเรือนผมสีฟ้ายาวถึงบั้นเอวก้มหัวให้อย่างขอโทษก่อนที่จะยิ้มให้ทั้งสองอีกครั้ง
ฟรองเซ่มองหญิงสาวอย่างไม่ใส่ใจแต่ดวงตาแสดงความเป็ศัตรูชัดเจนก่อนที่จะเดินจากไป เขาเดินไปตามทางที่ดรูว์เดินหายไปเมื่อครู่ โคเรลจึงทำได้แค่ยักไหล่กับท่าทางเ็าของของชายหนุ่มที่ใครๆ ในหอเซาท์ต่างก็เห็นจนชินตาก่อนที่จะหันกลับมายิ้มให้รินกะตามมารยาท
“ไม่ต้องไปใส่ใจกับท่าทางแบบนั้นของคนคนนั้นหรอกนะ เผอิญว่ารายนั้นไม่พูดกับใครเลยนอกจากเ้าตัวเล็กน่ะ” โคเรลพูดราวกับว่าเื่ที่ตนพูดเป็เื่ปกติ อันที่จริงมันก็เป็เื่ปกติสำหรับคนในหอเซาท์แห่งนี้ แต่กับคนนอกอย่างรินกะกลับรู้สึกได้ว่ามันแปลกชัดๆ
“พูดกับคนแค่คนเดียว!? เอ่อ...แล้วเ้าตัวเล็กนี่...”
“ดรูว์ คนที่เ้าเพิ่งจะมีเื่ด้วยเมื่อครู่น่ะ” โคเรลมองหญิงสาวั้แ่หัวจรดเท้า...ก็ไม่แปลกอะไรนี่ แล้วทำไมเ้าตัวเล็กนั่นถึงได้มีท่าทางแปลกๆ กับผู้หญิงคนนี้กันล่ะ? กับผู้หญิงหรือผู้ชายคนอื่นๆ เขาก็เห็นดรูว์เป็มิตรด้วยตลอดนี่ ขนาดหัวหน้าหอเซาท์อย่างซาเมลที่ดรูว์ไม่ถูกชะตาด้วยยังไม่เป็ถึงขนาดนี้เลย “ว่าแต่ เ้ารู้จักกับเ้าตัวเล็กมาก่อนหรือ” แม้จะไม่ชอบอีกฝ่ายเพราะดรูว์แสดงท่าทีเป็ปฏิปักษ์ชัดเจน แต่โคเรลสามารถแสดงท่าทางเป็มิตรเพื่อหาข้อมูลได้
โคเรลไม่ใช่คนที่รังเกียจคนอื่นเพียงเพราะว่าคนของตัวเองไม่ชอบ เพียงแต่ว่าคนที่สามารถทำให้ดรูว์คนนั้นเปลี่ยนท่าทีจนแทบจะกลายเป็คนละคน เขาทำใจให้มองอีกฝ่ายดีๆ ไม่ได้จริงๆ
สำหรับสมาชิกหอเซาท์ ดรูว์เป็คนมีเหตุผล กระทั่งโดนหัวหน้าหอแกล้งไปเสียขนาดนั้นดรูว์ยังคงควบคุมอารมณ์ได้ดี ยังไม่แสดงออกถึงขนาดนี้
“อืม พวกเรา...เป็คนอาณาจักรเดียวกันน่ะ ไม่สิ ตอนนี้ดารูว์เป็เพียงแค่คนเร่ร่อนนี่นา” แล้วรินกะก็ชะงักกับคำพูดประโยคท้ายของตัวเอง คนเร่ร่อน...เหตุผลนี้หรือเปล่าที่ทำให้ดรูว์มีท่าทางราวกับว่าเธอเป็ศัตรู
เพราะไม่ใช่ควาเซเหมือนกันอีกแล้ว เพราะไม่ใช่คนจากอาณาจักรเดียวกัน
ทว่าโคเรลกลับคิดไปคนละทาง และใกล้เคียงกับความจริงมาก
เพราะเป็นักล่า สัญชาตญาณของโคเรลจึงน่ากลัวมาก ชายร่างใหญ่เริ่มคิดได้แล้วว่าสาเหตุไม่ได้มาจากรูปลักษณ์ของผู้หญิงคนนี้ แต่มาจากตระกูลซาบรีย์อะไรนั่นต่างหาก!
“มาหลบอยู่ในที่แบบนี้เองหรือ”
น้ำเสียงทุ้มเรียบนิ่งแต่คุ้นเคยดังขึ้นทำให้ไดรกอนกับดรูว์หันไปมอง ร่างสูงของฟรองเซ่เดินเข้ามานั่งลงบนก้อนหินใหญ่ข้างๆ ดรูว์ ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ลานดินซึ่งเป็ลานฝึกของหอเซาท์ที่ตอนนี้แทบไม่มีคน และเพราะเหตุนี้เองที่ดรูว์เลือกมาอยู่ที่นี่ เพราะอยากอยู่คนเดียวเพื่อทำใจสักพัก
“ผู้หญิงคนนั้นก็มาจากควาเซสินะ” ฟรองเซ่ถามขึ้น ดรูว์พยักหน้ารับ ส่วนไดรกอนกลับมองฟรองเซ่ด้วยความสงสัย ยิ่งปกติแล้วคนภายนอกไม่มีใครเชื่อว่าควาเซมีจริงยิ่งทำให้เขาสงสัยเข้าไปใหญ่
“เ้าถามราวกับรู้ว่าดรูว์มาจากควาเซ” และด้วยความสงสัยนั้นเองที่ทำให้ไดรกอนต้องหลุดปากถามออกไป
“ข้าเคยบอกฟรองซ์น่ะ...ตอนที่อยู่ที่ป่าเวทมนต์” ดรูว์พูดเสียงเบา แต่นั่นก็ไม่รอดหูของไดรกอนกับฟรองเซ่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ อยู่ดี ใบหน้าของดรูว์ตอนนี้ดูเศร้าอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ไม่สิ เหมือนกับเมื่อสิบแปดปีก่อน ในตอนที่ถูกทอดทิ้ง ไดรกอนยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ ตัวเขาไม่อยากให้ดรูว์นึกถึงมัน ไม่อยากให้ดรูว์ต้องมาเ็ปเพราะคนพวกนั้นอีก
“ข้าไม่รู้หรอกนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่เ้าคงไม่อยากพูดถึง” มือหนาของฟรองเซ่วางลงบนหัวของดรูว์แล้วจับโยกไปมา ไดรกอนมองท่าทีการปลอบของฟรองเซ่แล้วเลิกคิ้ว...ไม่เคยคิดเลยว่าคนคนนี้จะปลอบคนอื่นด้วย “ถ้าเื่พวกนั้นมันทำให้เ้าเ็ป เ้าก็ไม่ต้องไปนึกถึงมัน หากคนพวกนั้นมาอีก เ้าก็จงคิดเอาไว้ว่าตอนนี้เ้าไม่ได้อยู่คนเดียว เ้าไม่ได้มีแค่ไดรกอน แต่ทุกคนในหอเซาท์พร้อมที่จะปกป้องเ้า อยู่เคียงข้างเ้า...รวมทั้งข้าด้วย”
คำพูดประโยคสุดท้ายเรียกสายตาของไดรกอนกับดรูว์ไปยังชายคนนี้ได้ดี และนั่นก็ทำให้พวกเขาได้เห็นใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีของชายผู้ขึ้นชื่อได้ว่าเ็าที่สุดในหอเซาท์ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะหันหน้าหนี แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของทั้งคู่ไปได้อยู่ดี ดรูว์ยิ้มให้ฟรองเซ่ที่ไม่ยอมหันหน้ากลับมา
“ขอบคุณนะ ข้ารู้สึกดีขึ้นมากเลยล่ะ”
ฟรองเซ่หันกลับมาแล้วยีหัวดรูว์จนมันดูยุ่งมากกว่าเก่า ดรูว์ทำหน้างอแล้วพยายามปัดมือของฟรองเซ่ออก ไดรกอนถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นว่าเด็กสาวเลิกทำหน้าเศร้าแบบนั้นแล้ว งานนี้ัแสงต้องขอบคุณฟรองเซ่สินะที่ทำให้ดรูว์กลับมาเป็เหมือนเดิมแบบนี้ได้อีกครั้ง
“ข้าพอจะเข้าใจความรู้สึกของเ้าแล้วล่ะ” อยู่ๆ ดรูว์พูดขึ้นมา นั่นทำให้มือของฟรองเซ่ที่ยังคงยีหัวของดรูว์อยู่หยุดชะงัก
“หือ?”
“ที่เ้าพยายามหนีข้า เพราะเ้ากลัวว่าข้าจะหักหลังเ้าใช่ไหมล่ะ”
ดวงตาคู่คมเริ่มเบิกกว้างก่อนที่จะกลับมานิ่งเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มชักมือของตนออกจากหัวดรูว์แล้วถามเสียงนิ่ง
“เ้าเอาอะไรมาพูด”
“เพราะข้าก็เป็แบบเ้าเหมือนกันอย่างไรล่ะ” ดรูว์ยิ้มเศร้าออกมา ฟรองเซ่หรี่ตามองดรูว์อย่างจับผิด “และข้า...ก็ถูกหักหลังมาแล้ว”
“...”
“จากพี่ชายของตัวเอง”
“ดรูว์!?” ไดรกอนร้องออกมาอย่างใ เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าดรูว์จะเล่ายอมเล่าเื่นี้ให้ใครฟัง มันเป็สิ่งที่ทำให้ดรูว์เ็ปมากที่สุด สาเหตุสำคัญที่ทำให้จนบัดนี้ดรูว์ก็ยังไม่ยอมกลับไปควาเซ ทำให้ดรูว์ระแวงมนุษย์ ดรูว์หันมายิ้มให้ัแสงคู่หู ยิ้มที่คนมองอย่างเขาเข้าใจได้ว่าดรูว์ตัดสินใจดีแล้ว ส่วนฟรองเซ่นิ่งเงียบราวกับว่ากำลังรอให้ดรูว์พูดต่อ ดรูว์หันไปสบตากับฟรองเซ่ตรงๆ
“ซาบรีย์...พี่ชายทั้งสองคนของข้าเป็ผู้สืบทอดของตระกูลซาบรีย์ พี่ชายคนโตพยายามจะช่วยข้าแต่ก็ถูกเ้าพวกนั้นขัดขวาง จนทำให้พวกเราได้เจอหน้ากันแค่ครั้งเดียว พี่ชายคนรอง...เขาเป็มนุษย์ที่ข้าสนิทด้วยที่สุด เขาเป็มนุษย์ที่ข้าไว้ใจมากที่สุดในบรรดาคนทั้งหมดของซาบรีย์ ข้าเชื่อมาตลอดว่าพวกเราเข้ากันได้ พวกเราอยู่ด้วยกันได้ แม้ว่าจะเป็พี่น้องคนละแม่ แต่สุดท้าย...เขาก็เหมือนกับคนอื่นๆ หลอกใช้ข้า ล้อเล่นกับความรู้สึกของข้า กลัวข้าจนถึงกับต้องส่งข้าไปอยู่ก้นเหวกับัทมิฬ ทั้งที่ข้าช่วยชีวิตเขาไว้จนตัวเองเกือบไม่รอด” พอพูดมาถึงตรงนี้ดวงตาของดรูว์ก็ฉายแววเสียใจและเ็ปอย่างชัดเจน เหนือกว่าสิ่งอื่นใดคือความโกรธแค้น “และหลังจากนั้นข้าก็ได้ตัดสินใจ ข้าจะไปกลับไปที่ควาเซอีก ต่อให้ต้องเร่ร่อนไปตลอดชีวิต ต่อให้หิวจนอดตายก็จะไม่กลับไป”
“แล้วเ้าก็เลยออกเดินทางั้แ่ตอนนั้นสินะ” ฟรองเซ่พยักหน้ารับรู้ ส่วนดรูว์ยิ้มกว้างให้ฟรองเซ่แล้วเริ่มเข้าเื่ต่อ
“แต่เ้าไม่ต้องห่วง เพราะต่อให้เ้าเป็ฏที่หนีออกมาจากอาณาจักรอื่น ข้าก็จะยังเป็เพื่อนของเ้า เ้ารู้ไหม ตอนที่เราเจอกันครั้งแรก ทั้งเ้าทั้งข้าต่างก็แสดงความระแวงออกมาอย่างชัดเจน ข้าถึงได้บอกอย่างไรล่ะว่าพวกเรสเหมือนกัน” ดรูว์ยิ้มกว้างมากกว่าเดิมก่อนที่จะชะงัก “ว่าแต่ ตอนนี้เ้ารับข้าเป็เพื่อนหรือยัง” เพราะคำถามนั้นทำให้ฟรองเซ่ทำหน้าบึ้งตึงใส่จนดรูว์ชะงักและเริ่มลนลาน “เอ่อ...ข้าพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า”
“เด็กบ้า...” ฟรองเซ่พูดแค่นั้นแล้วเดินหนี ดรูว์ยังคงมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ
อย่าว่าแต่ดรูว์เลย ผู้เฝ้ามองเหตุการณ์อย่างไดรกอนเองก็ไม่เข้าใจชายคนนี้เหมือนกัน
“ข้าไม่เคยเห็นเ้าเป็เพื่อน แต่เ้าเป็คู่หูของข้า เป็คนที่...ทำให้ข้าไว้ใจมากที่สุดในรอบสิบปี” ฟรองเซ่พูดออกมาทั้งๆ ที่ยังเดินหนีไป แต่ก็ไม่รอดไปจากหูของทั้งสองที่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง
พวกเขาสองคนมองตามร่างสูงของฟรองเซ่ที่เดินจนลับสายตาไป สักพักดรูว์ก็ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี ไดรกอนที่เห็นดรูว์ยิ้มออกมาก็ยิ้มตามไปด้วย
“นี่มันดีกว่าเป็เพื่อนกันอีกนะเนี่ย” ดรูว์หัวเราะออกมา เธอคิดว่าใบหน้าของฟรองเซ่ในตอนที่พูดประโยคนี้ออกมาต้องหน้าแดงด้วยความเขินอายเป็แน่! ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เดินหนีในขณะที่พูดประโยคนี้หรอก "มิตรสัมพันธ์เป็ของดีจริงๆ" คาดว่าฟรองเซ่น่าจะอ่านใกล้จบเล่มแล้ว
“ดีกว่า? อย่างไรหรือ” ไดรกอนถามดรูว์อย่างไม่เข้าใจ ดรูว์หันมายิ้มให้เขาที่ยังคงทำหน้างงไม่เลิก
“หมอนั่นยอมรับข้าเป็คู่หู นั่นก็หมายความว่าพวกเราสนิทกันมากๆ และเ้านั่นไว้ใจข้ามากที่สุด นั่นก็หมายความว่าฟรองซ์รู้สึกสนิทกับข้าที่สุด!”
ไดรกอนมองท่าทางอย่างคนอารมณ์ดีของดรูว์แล้วลอบถอนหายใจออกมา เขาไม่เข้าใจว่าทำไมดรูว์ถึงเข้าใจความหมายออกมาเป็แบบนี้ ทั้งที่เขาแทบไม่เข้าใจความหมายของคำพูดประโยคนั้นเลยสักนิด ัแสงมองดรูว์อีกครั้งแล้วย่นคิ้วอย่างครุ่นคิด
มันจะเป็อย่างที่ดรูว์คิดอย่างนั้นหรือ?
เมื่อ่เย็นมาถึงดรูว์กับไดรกอนที่ไม่ยอมกลับเข้าหอเซาท์ทั้งวันและโดดการเรียนการฝึกของวันนี้ก็กลับมาอย่างช่วยไม่ได้ ที่โรงอาหารของหอเซาท์ยังคงเหมือนกับเมื่อตอนเช้า ที่นี่ยังคงมีคนของหอนอร์ธเดินบ้าง นั่งบ้างอยู่เป็หย่อมๆ ดังเช่นเมื่อตอนเช้า นั่นทำให้ดรูว์เริ่มคิดหนัก ทว่าสายตาเขินอายของสาวๆ หอนอร์ธที่ส่งมาให้ก็ทำให้คนโดดเรียนทั้งวันผ่อนคลาย
“คนของหอนอร์ธไม่คิดจะกลับไปบ้างเลยหรือ” ดรูว์อดไม่ได้ที่จะบ่นกับตัวเองเสียงเบา แม้ว่าเด็กสาวจะไม่มีอคติกับสมาชิกหอนอร์ธ แต่เธอไม่อยากเจอกับรินกะ
“ไม่หรอก” ฟรองเซ่ที่เดินมาจากด้านหลังพวกเขาเป็คนตอบคำถาม ดวงตาสีน้ำตาลแดงคู่คมมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยดังเช่นทุกที “เด็กใหม่หอนอร์ธจะมาอยู่ที่นี่สักหนึ่งอาทิตย์ เพื่อเป็การทำความรู้จักกับคนของหอเซาท์”
“กระชับมิตรสินะ” ดรูว์พูดขึ้นมาเบาๆ ฟรองเซ่พยักหน้ารับ
“ประมาณนั้น”
ดรูว์กับฟรองเซ่เดินไปนั่งยังโต๊ะประจำของตัวเองที่ตอนนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ เมื่อทั้งสองคนนั่งลงไดรกอนก็ะโลงจากไหล่ของดรูว์ ทั้งสองคนสั่งอาหารตามปกติโดยที่ดรูว์ไม่ลืมที่จะสั่งเผื่อัคู่หูของตนด้วย
“ถ้าอย่างนั้นคนของหอเวสต์กับหออีสต์ก็ต้องมาที่นี่เหมือนกันน่ะสิ” ดรูว์ถามขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงอีกสองหอขึ้นมาได้ แต่ครั้งนี้ฟรองเซ่ส่ายหน้าปฏิเสธ
“เด็กใหม่หออีสต์จะไปที่หอเวสต์ ก็อย่างที่เ้ารู้ หอทั้งสี่หอตั้งอยู่ตามทิศตำแหน่งชื่อหอโดยที่ราชวังหรือส่วนกลางจะตั้งอยู่ตรงกลางคั่นทั้งสี่หอเอาไว้ หอนอร์ธอยู่ฝั่งเหนือ หออีสต์อยู่ฝั่งตะวันออก หอเวสต์อยู่ฝั่งตะวันตก และหอเซาท์ที่พวกเราอยู่อยู่ฝั่งใต้ หอที่ตั้งอยู่ตรงข้ามจะไปอยู่กับหอของอีกฝ่าย ปีที่แล้วเด็กใหม่เซาท์เป็ฝ่ายไปหานอร์ธ ปีนี้เด็กใหม่นอร์ธเลยเป็ฝ่ายมาหอเซาท์” ดรูว์จ้องหน้าคู่หูที่ยอมอธิบายเสียยาวยืดทั้งที่ไม่ใช่คนชอบพูด อื้ม เสียงของคู่หูของเธอช่างน่าฟังจริงๆ
“แล้วทำไมหออีกสองหอถึงไม่มาที่นี่ล่ะ”
“เพราะอยู่ติดกันเลยไปมาหาสู่กันง่ายๆ น่ะสิ แต่หอที่ตั้งอยู่ตรงข้ามจะต้องผ่านหอใดหอหนึ่งไป พวกเราก็เลยไม่ค่อยไปหอที่อยู่ฝั่งตรงข้ามน่ะ” โคเรลที่โผล่มาทีหลังเป็คนตอบให้ เพลซึ่งเป็คู่หูก็เดินตามมาด้วย ทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะที่ยังเหลือที่ว่างอยู่ ดรูว์มองผู้มาใหม่ทั้งสองคนสลับไปมา โคเรลเลิกคิ้วเมื่อเห็นท่าทางของคนที่ตนสถาปนาเป็น้องรักเรียบร้อย “มีอะไรหรือเ้าตัวเล็ก” โคเรลอดที่จะถามกับท่าทางของอีกฝ่ายในตอนนี้ไม่ได้
“ข้าสงสัยมานานแล้ว ทำไมถึงไม่เคยมีใครไปนั่งข้างๆ ฟรองซ์เลยล่ะ”
คำถามนี้ทำให้คนถูกถามทั้งสองคนสะอึก ทั้งสองหันหน้าที่เริ่มซีดมาหาดรูว์อย่างช้าๆ ส่วนฟรองเซ่ที่รู้ว่าทำไมทั้งสองคนถึงได้มีท่าทางแบบนี้กับตนมองนิ่งๆ แล้วหันหน้าหนี ดรูว์ยิ่งมองทั้งสามสลับกันอย่างไม่เข้าใจ
“นี่เ้าไม่รู้จริงๆ หรือดรูว์” เพลถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา นั่นยิ่งทำให้ดรูว์ย่นคิ้ว
“หือ?”
“เ้าไม่รู้หรือว่าเ้านี่น่ะ นอกจากเ้าแล้วไม่ยอมพูดกับใครเลย! ไม่สิ แค่มองยังแทบจะไม่มองเลยด้วยซ้ำ ใครคุยอะไรด้วยก็นิ่งเฉยตลอด!” โคเรลว่าพลางชี้ไปที่ ‘เ้านี่’ ที่ตนพูดถึง
“หา?”
“ยังจะหาอีก! เ้านี่น่ะมันเฉยชาจนใครๆ ต่างก็เรียกว่า ‘คุณชายผู้ไร้อารมณ์แห่งสายพิเศษ F’ ไปแล้ว! ไม่ใช่แค่หอเรานะ หอข้างเคียงหรือแม้แต่หอตรงข้ามอย่างหอนอร์ธยังรู้จักเลย” แล้วเ้าที่เป็คู่หูไปมุดอยู่ในรูไหนมา? หรือว่าคุณชายจะเริ่มปิดหูปิดตาเ้าตัวเล็กซะแล้ว!
ดรูว์หันขวับไปยังฟรองเซ่ ฝ่ามือของดรูว์เอื้อมข้ามโต๊ะตะปบไหล่ของชายหนุ่มที่หันกลับมาเลิกคิ้วให้ มืออีกข้างของดรูว์ชูนิ้วโป้งให้ฟรองเซ่
“ดังจังเลยนะเ้าน่ะ ข้าชักจะเริ่มอิจฉาเ้าแล้วสิ”
“เ้าก็เหมือนกันนั่นแหละ!!” สองเสียงของโคเรลและเพลทำให้ดรูว์สะดุ้งและหันขวับไปมองทั้งสองด้วยใบหน้าเหลอหลา
“หา? ข้าเนี่ยนะ!?” ดรูว์ชี้ตัวเองอย่างใ
“เ้าก็ดังพอๆ กับเ้าคุณชายนี่นั่นแหละ พวกเ้าดังไปทั่วสี่หอกับส่วนกลางั้แ่เหตุการณ์ป่าเวทมนต์เมื่อเดือนก่อนแล้ว” โดยเฉพาะเมื่อเช้าที่เ้าตัวเล็กนี่แจกรอยยิ้มกลางโรงอาหาร สาวๆ หอนอร์ธมองรินกะเป็ศัตรูทั้งวัน เื่นี้ไม่นานก็คงจะกระจายไปทั่วทั้งสี่หอและส่วนกลาง
และน้องเล็กของพวกเขาก็จะกลายเป็บุคคลสาธารณะอย่างแท้จริง
“เื่?”
“เื่ที่พวกเ้าะเิป่าเวทมนต์น่ะสิ” เพลตอบให้อย่างเหนื่อยใจที่เ้าตัวไม่เคยรับรู้เลยว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง
“เื่แค่นั้นเนี่ยนะ” ดรูว์ทำหน้าเซ็ง หารู้ไม่ว่าสิ่งที่ดรูว์ได้ทำลงไปน่ะไม่มีใครที่ไหนเขากล้าทำกันหรอก คนที่กล้าทำก็คงมีแต่ดรูว์เท่านั้นแหละ
ทั้งเพลและโคเรลมองดรูว์ตาเหลือก ส่วนฟรองเซ่เพียงแค่มองแวบเดียวและเริ่มกินอาหารของตน ไดรกอนไม่สนใจเื่ที่โคเรลและเพลพูดคุยกับดรูว์อีก ัแสงมองไปทั่วโรงอาหารที่วันนี้มีคนแปลกหน้าที่ตนไม่รู้จักเต็มไปหมด ในใจของเขาภาวนาว่าขออย่าให้ดรูว์ได้เจอกับรินกะอีก ถึงแม้การที่ผู้หญิงคนนั้นมาที่มอลโนวาจะไม่ใช่เื่ที่จะมาพาดรูว์กลับไปที่นั่น เพราะถ้าเป็อย่างนั้น มันคงเลี่ยงไม่ได้ที่ไดรกอนและดรูว์จะต้องสู้กับรินกะและ...เ้าัวารีนั่นชื่อะไรนะ? ไดรกอนจำชื่ออีกฝ่ายไม่ได้ซะแล้วสิ
เขาไม่ไว้ใจรินกะ เพราะผู้หญิงคนนั้นเป็คนข้างกายดราโก้!
“เอ้าๆ ทุกคนฟังทางนี้หน่อย!” เสียงร่าเริงของซาเมลบนเวทียกสูงของโรงอาหารหอเซาท์เรียกให้สายตาของทุกคนหันไปสนใจ สี่คนหนึ่งัที่นั่งอยู่บนโต๊ะนี้ถอนหายใจเมื่อได้ยินเสียงนั้นก่อนที่จะหันกลับไปสนใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซาเมลยิ้มเมื่อเห็นทุกคนรวมทั้งคนของหอนอร์ธหันไปสนใจตนตามเสียงเรียก “ทั้งคนจากหอเซาท์และหอนอร์ธต่างฟังให้ดี! ตอนนี้ข้าจะประกาศว่าคนจากหอนอร์ธคนไหนบ้างที่จะไปพักร่วมกับพวกเ้าที่ห้อง!”
“โอ้ นั่นแหละ! นี่ล่ะที่รอมานาน! ขอให้เป็ผู้หญิงทีเถอะ!!” โคเรลร้องออกมาอย่างดีใจ ดรูว์หันขวับไปมองโคเรลด้วยใบหน้าตื่นๆ
“นี่เ้ารู้เื่นี้อยู่ก่อนแล้วหรือ!?”
“ใครบ้างที่จะไม่รู้ เนอะ” โคเรลตอบอย่างอารมณ์ดีแล้วลุกไปกอดคอเพลจนชายร่างเล็กเริ่มหน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด หากปกติดรูว์คงต้องรีบห้ามก่อนที่เพลจะขาดใจตายแต่ตอนนี้ดรูว์กลับหันขวับไปหาฟรองเซ่แทน
“เ้ารู้เื่นี้ด้วยหรือเปล่า”
“อืม” ฟรองเซ่ตอบรับด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง หากไดรกอนและดรูว์กลับมองเห็นได้ชัดว่าดวงตาของคุณชายผู้นี้แฝงแววรำคาญใจอย่างเห็นได้ชัด “ขอให้คนที่มาอยู่ด้วยไม่ใช่คนน่ารำคาญก็แล้วกัน” ฟรองเซ่บ่นพึมพำเสียงเบา ในความคิดเขา คนจากหอนอร์ธไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็น่ารำคาญทุกคน
ใจจริงของชายหนุ่มแล้ว เขาไม่้าให้ใครมาบุกพื้นที่ส่วนตัวของเขากับคู่หูด้วยซ้ำ!
เสียงประกาศจากหัวหน้าหอดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุดพัก โคเรลที่ลุ้นจนตัวโก่งเผยสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดเมื่อคนที่จะมาพักด้วยเป็ผู้ชายที่อยู่สายพิเศษ A ทั้งคู่ ดรูว์หาวออกมาเมื่อไม่มีชื่อของตัวเองหรือฟรองเซ่สักที และเมื่อมาถึงคู่สุดท้ายดรูว์ก็ต้องชะงักเมื่อชื่อของคนที่จะมาพักร่วมด้วยหนึ่งสัปดาห์ต่อไปนี้มันเป็ชื่อของคนที่ดรูว์ไม่อยากจะเจอหน้า
“คู่สุดท้าย รินกะ มิลเลตจากสายพิเศษ B และ อิน เฟราชจากสายพิเศษ A พวกเ้าอยู่ห้อง S51 เ้าของห้องคือฟรองเซ่ อีสวาล และ ดรูว์ ลาเบียร์ หนึ่งสัปดาห์ต่อไปนี้ก็สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเอาไว้ล่ะ”
เมื่อจบประโยคซาเมลก็เดินลงจากเวทียกสูงแล้วเดินหายไปทันที หารู้ไม่ว่าคำพูดเ่าั้มันทำให้ดรูว์รู้สึกมึนยิ่งกว่าโดนของหนักทุบหัวเสียอีก!
“เจอกันอีกแล้วนะดารูว์ ไม่สิ ตอนนี้เ้าชื่อดรูว์สินะ” เสียงรินกะดังมาจากด้านหลังแต่ดรูว์ไม่หันกลับไปมอง ดรูว์ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจอย่างเซ็งๆ พร้อมกับกรอกตาไปมา ทว่าความวุ่นวายยังไม่หมดเมื่อร่างบางของผู้หญิงอีกคนที่อยู่ในชุดกะลาสีสีขาว ดวงตาสีทับทิมคู่โตภายใต้กรอบแว่นตาสีแดงมองไปยังฟรองเซ่ที่ทำหน้านิ่งขึงเมื่อเห็นการปรากฏตัวของหญิงสาวผู้นี้ หญิงสาวผู้มาใหม่ยิ้มให้ฟรองเซ่แล้วเอ่ยทักขึ้น
“ไม่ได้เจอกันนานนะ ท่านฟรองเซ่”
“ท่าน!?” โคเรลกับเพลทวนสรรพนามที่หญิงผู้มาใหม่ใช่เรียกฟรองเซ่ ส่วนดรูว์ทำเพียงแค่หันไปมองใบหน้าของหญิงสาวคนนั้น "โอ้! คุณชายของพวกเราเป็คุณชายตัวจริงหรือนี่!" โคเรลยังไม่หยุด หญิงสาวผู้มาใหม่ชะงักกับชื่อเรียกของฟรองเซ่ก่อนจะหัวเราะออกมาน้อยๆ
"อืม เป็คุณชายจริงๆ นั่นแหละ" หญิงสาวเห็นด้วย ทว่าเป็คุณชายที่พวกฟีมอลอาร์คทั้งรักทั้งหวงเลยน่ะนะ...
“มาทำไม” ฟรองเซ่พูดด้วยน้ำเสียงเ็าจนคนฟังต่างผวาเฮือก ดรูว์ย่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจกับท่าทางของฟรองเซ่ในตอนนี้ ส่วนหญิงสาวผู้เป็ที่มาของน้ำเสียงเ็านั้นกลับทำเพียงแค่หัวเราะคิกคัก
“ไม่คิดว่าข้าจะได้มาเจอท่านในที่แบบนี้นะ อืม ไม่เจอกันนานท่านก็ยังคงเ็าเช่นเดิม” หญิงคนนั้นยิ้ม ฟรองเซ่เกลียดคนน่ารำคาญ และเธอก็ถูกเขาจัดอยู่ในประเภทคนน่ารำคาญ แต่ฟรองเซ่ก็ไม่ได้รังเกียจเธอเหมือนคนอื่น นั่นทำให้เธอรู้สึกว่าตนนั้นเหนือกว่าคนอื่น หญิงสาวเริ่มเอ่ยแนะนำตัวกับทุกคน “ข้าชื่ออิน เฟราช เป็หัวหน้าสายพิเศษ A และเป็หัวหน้าหอนอร์ธในปีนี้”
“รู้จักกันหรือ?” โคเรลมองทั้งคู่สลับกันไปมาอย่างสงสัย เพลเองก็ยังทำหน้าอึ้งไม่หาย ก็ผู้หญิงคนนี้เป็ถึงหัวหน้าหน่วยพิเศษ A และเป็หัวหน้าหอนอร์ธในปีนี้อีก ผู้หญิงคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
หญิงสาวผู้นั้นหันมาสบตากับดรูว์ก่อนที่จะยิ้มให้ เพียงแต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้ไดรกอนและดรูว์ไม่ไว้วางใจผู้หญิงคนนี้เอาเสียเลย
“เราเจอกันอีกแล้วนะ ผู้ล่าฏแห่งทวีปใต้ อสูรแดง ไม่สิ ต้องเรียก ดรูว์ ลาเบียร์ สินะ”
คำเรียกขานดรูว์ของหญิงตรงหน้าทำให้ดรูว์ผุดลุกขึ้นอย่างตื่นตะลึง ทุกคนที่อยู่ในวงสนทนาก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน ชื่อของดรูว์ที่โด่งดังไปทั่วทวีปทางฝั่งใต้ที่ดรูว์ใช้เดินทางั้แ่แดนอเวจีจนมาถึงที่นี่ ไม่มีใครในทวีปใต้ที่ไม่รู้จัก แต่คนจากทวีปตะวันตกอย่างที่นี่ ที่มอลโนวาแห่งนี้ที่ถูกทะเลและป่าทึบตัดขาดจากทวีปใต้ไม่น่าจะรู้ได้นี่!? ดวงตาสีฟ้าเข้มหรี่มองหญิงตรงหน้าอย่างไม่ไว้วางใจ ยิ่งผู้หญิงคนนี้มาด้วยกันกับรินกะ ดรูว์ยิ่งไว้วางใจไม่ลง
“เ้าเป็ใครกันแน่”