หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 153 หลงยวน

            “หลงยวนหรือ…” มือขาวอมชมพูราวกับจะโปร่งแสง กอบข้าวขึ้นมากำหนึ่งแล้วโปรยออกไป

            เวลาที่นางใช้อยู่ในสวนหงส์แห่งนี้นับวันก็ยิ่งจะนานขึ้น

            เมื่อได้ยินเรื่องที่ฮูหยินหลัวเพิ่งจะได้รับพระราชทานที่ดินศักดินาบนภูเขาหลงยวน ก็ไตร่ตรองอยู่นานสองนาน

            ที่ดินผืนนี้ต่อให้นางไม่กล่าวอะไร ก็คงมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยนางลงมืออยู่ดี

            ครานี้ผู้ที่ออกความเห็นช่างใจตรงกับนางนัก

            หากว่าตั้งใจสังเกตสักหน่อยก็จะพบว่าในราชสำนักทุกวันนี้ ผู้ที่อยู่ฝั่งฮองเฮาจ้าวมักจะเลื่อนตำแหน่งไวกว่าใครอื่น

            “ใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้” ฮองเฮาจ้าวถามด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา 

            “เป็นบัณฑิตที่ไม่มีผลงานอะไรพ่ะย่ะค่ะ ทว่าบัณฑิตคนนี้เดิมทีก็เป็นคนข้างกายของฮูหยินหลัว ว่ากันว่าบัณฑิตคนนี้หลงรักฮูหยินหลัว เพื่อให้ฮูหยินหลัวได้สมหวังถึงขั้นยอมทิ้งความสามารถแล้วปักหลักอยู่ในพื้นที่ห่างไกล จากนั้นจึงสร้างโรงทอผ้าขนสัตว์ขึ้นมา ครานี้ก็ยังติดตามฮูหยินหลัวมาเมืองหลวงด้วย กระทั่งจวนหลัวก็เป็นบัณฑิตหวังท่านนี้เป็นคนจัดการ ช่างคาดไม่ถึงว่าฮูหยินหลัวจะมีฝีมือถึงเพียงนี้ เพียงเพิ่งจะเข้ามาเมืองหลวงก็ตะกายขึ้นที่สูงมาต้องตาฝ่าบาทได้เสียแล้ว”  ขันทีวัยกลางคนศีรษะก้มต่ำ ทว่ารายงานเรื่องราวได้ละเอียดนัก เขารู้ดีว่าเรื่องที่ทำให้นายของตนเอ่ยปากได้ แน่นอนว่าจะต้องเป็นเรื่องที่นายของตนสนใจ

            เป็นไปตามที่ขันทีคาดไว้ ฮองเฮาจ้าวฟังขันทีรายงานอยู่นานสองนาน ทว่านางก็ไม่ได้มีท่าทีเบื่อหน่ายแม้แต่น้อย

            มือคู่งามยังคงกำเม็ดข้าวโปรยลงพื้นทีละน้อย

            ใต้แสงตะวันที่ส่องสว่าง เหล่านกยูงขนสั้นก็กรูกันเข้ามาแย่งเม็ดข้าวที่โปรยลงมา ขนสั้นๆ ของมันยังคงหลากสีสัน หากไม่มองบั้นท้ายก็นับว่ายังคงน่ามอง

            “เพราะรักจึงได้เกลียดใช่หรือไม่ บุรุษเปลี่ยนใจ เปลี่ยนได้ไว้เหลือเกิน”

            ขันทีวัยกลางคนรู้ว่าฮองเฮาไม่ได้กล่าวประโยคนี้กับตน จึงยังคงก้มหน้าดังเดิม

            “เช่นนั้นก็ถือโอกาสช่วยสนับสนุนสักหน่อยก็แล้วกัน ภายในเวลาสั้นๆ เช่นนั้น ยังคิดวิธีแก้แค้นออกมาได้ ทั้งยังทำได้จริง นับว่าเป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง” ฮองเฮาจ้าวตรัสจบก็โบกมือเบาๆ

            ขันทีวัยกลางคนที่ยังคุกเข่าอยู่ก็ค่อยๆ ถอยหลังจากไป

            แม้แสงตะวันจะสาดส่องลงมาบนแผ่นหลังเขา แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด

            ……

            วันที่เจ็ดเดือนสิบสอง

            แสงแดดเจิดจ้า

            ควรแก่การย้ายบ้าน การก่อเตา และการออกเดินทาง

            ฟ้าเพิ่งจะสาง ผู้ดูแลบัณฑิตเฉินก็ออกมารอหน้าประตูสำนักเชินทันที

            บัณฑิตบางกลุ่มที่สงสัยว่าแม่นางหลัวมีรูปโฉมเช่นไรก็แอบออกมารอดูนางเช่นกัน

            ลือกันว่านามเดิมของฮูหยินหลัวคือหลัวชิงเฉิง ทั้งนางยังงามล่มเมืองสมชื่อ

            ว่ากันว่าวันที่นางเข้าเมือง นางที่นั่งอยู่ในเกี้ยว ใบหน้าโผล่ออกมาเพียงเสี้ยว เหล่าตระกูลขุนนางที่สายตาสูงส่งมาแต่ไหนแต่ไรก็ยังตื่นตะลึง ส่งผลให้คนที่รอเข้าเมืองในวันนั้นต้องต่อแถวกันนานกว่าปกติ

            ทั้งยังเล่ากันอีกว่าฝ่าบาทเห็นนางเพียงครั้งเดียวก็หลงรักนางเสียแล้ว

            บางคนที่ใจกล้าสักหน่อยยังถึงขั้นกล่าวว่าบทกวียอดหญิงงามเหมาะสมกับฮูหยินหลัวยิ่งกว่า

            ฮูหยินหลัวยังงดงามกว่าฮองเฮาจ้าวหลายเท่า

            เหล่าคนกล้าในแคว้นเชินล้วนวิจารณ์ได้อย่างอิสรเสรี คนที่เห็นด้วยกับคนเหล่านี้ก็มีอีกไม่น้อย

            มิเช่นนั้นฮ่องเต้ที่ตำหนักในมียอดหญิงงามอยู่นับไม่ถ้วน จะไปหลงรักสตรีม่ายนางหนึ่งได้อย่างไร ทั้งยังทรงกล้าพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นถึงฮูหยิน น้ำใจของฝ่าบาทช่างกว้างขวางจนรู้กันไปทั้งแคว้น

            แน่นอนว่าย่อมมีบัณฑิตในสำนักเชินอีกไม่น้อยที่รังเกียจเรื่องนี้ ด้วยเพราะพวกเขารักและเคารพองค์หญิงอีเหริน จึงได้ร่วมกันประณามว่าฮูหยินหลัวคือนางปีศาจ ทั้งยังได้เขียนโคลงขบขันเพื่อเสียดสีฮูหยินหลัว พวกเขายืนยันจะต่อต้านเรื่องนี้ จึงไม่ได้ออกมาร่วมชมว่าแม่นางหลัวมีหน้าตาอย่างไร

            องค์อีสำหรับเหล่าบัณฑิตในแคว้นเชินช่างสูงส่งนัก

            ดังนั้นเหล่าคนที่ออกมารอดูจึงมีกันไม่มาก กระนั้นปากก็ยังกล่าวว่าฮูหยินนางนี้ช่างหน้าไม่อาย

            พวกเขาอยากเห็นนักว่าสตรีที่มีสามีแล้ว ทั้งยังต้องเลี้ยงดูบุตรอีกโขยงหนึ่ง จะทำให้ทุกวันนี้ผู้คนหลงใหลจนวิญญาณแทบจะหลุดลอยไปหมดจะเป็นอย่างไร

            ทว่าอีกเหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะองค์หญิงอี อาลู่และคนอื่นๆ ยังไม่ทันเข้าเรียนก็ถูกบัณฑิตคนอื่นๆ รุมเกลียดเสียแล้ว

            พวกเขาล้วนสอบเข้าสำนักเชิน แต่เจ้าเด็กพวกนี้กลับอาศัยเกาะชายกระโปรงสตรีเข้ามาเรียนในสำนักเชินได้

            ทุกคนต่างก็รอให้เด็กเหล่านั้นมาถึงก่อน คราวนี้เด็กพวกนี้จะได้รู้ถึงอำนาจของพวกเขาสักหน่อย

            ในสำนักเชิน ศิษย์เก่า และศิษย์ใหม่แบ่งลำดับชั้นอย่างชัดเจน

            ทว่ารออยู่นานสองนานก็ยังไม่มีคนมา เหล่าบัณฑิตจึงค่อยๆ แยกย้ายกันไป มีเพียงผู้ดูแลบัณฑิตเฉินที่คิดไปคิดมาแล้วก็ตัดสินใจไปรอที่ตีนเขาหลงยวนแทน

            เสียงระฆังจากวัดเล็กๆ ใกล้สำนักเชินดังขึ้นลง “ตึงๆๆ” เมื่อรวมกับเสียงน้ำพุด้านหลังภูเขาลูกนี้แล้ว ก็ช่างไพเราะนัก

            สายลมปะทะใบหน้า

            ใต้เท้าเฉินมองบรรยากาศด้านหน้าแล้วก็รู้สึกว่าช่างงดงาม ทว่าก็ช่างน่ากังวลใจนัก

            เมื่อเขาเริ่มก้าวเท้าเพื่อออกเดินก็เห็นว่าในพงหญ้ามีหางงูโผล่มาไวๆ ใบหน้าของชายชราพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาว ฝีเท้าพลันชะงักค้าง จากนั้นจึงเร่งหันหลังเดินลงบันไดกลับไป

            …..

            วันมงคลถูกเลือกมาเป็นอย่างดี

            วันนี้แม่นางหลัวจึงพาทุกคนลาจากจวนหลัวแสนสวยบนถนนหลีฮวาแห่งนั้นมา

            ส่วนข้าวของชิ้นใหญ่ก็ยังคงทิ้งไว้ในจวนหลัวหลังเดิม

            ผู้คนที่ร่วมเดินทางมามีไม่มากเท่าไร ใช้รถม้าแค่สองคันก็น่าจะพอแล้ว

            ทว่าเพราะความเหมาะสมระหว่างชายหญิง ทั้งยังมีข้าวของอีกจำนวนหนึ่ง จึงต้องใช้รถม้าถึงสามคันจึงจะพอ

            เด็กๆ เพิ่งจะมาถึงเมืองหลวง กระทั่งสำนักเชินก็ยังไม่ได้ไปเยือน กลับต้องทิ้งท่านลุงสามไปเสียแล้ว

            เฉินโย่วรู้สึกว้าวุ่นใจขึ้นมา 

            ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ท่านลุงสามกลับไม่ได้มาด้วยกัน

            วันนั้นที่เขาบอกว่าจะจากไป เขาก็จากไปจริงๆ

            ท่านน้าหลัวกับท่านลุงสามผูกพันกันถึงเพียงนั้น แต่ยามจะต้องแยกจากกลับเด็ดขาดนัก

            เฉินโย่วที่ไม่เคยประสบกับความเศร้าโศกมาก่อน ยามนี้กลับรู้สึกเศร้าซึมขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

            ทว่านางยังจำขันทีน้อยที่นางเพิ่งรู้จักได้

            หลังจากที่แยกจากกันแล้ว นางก็ได้รับเนื้อแห้งที่เขาส่งมาให้ห่อหนึ่ง

            เหมาะเจาะพอดีที่นางก็ส่งเนื้อแห้งไปให้เขาห่อหนึ่งเช่นกัน

            เอาเนื้อแห้งมาแลกเนื้อแห้ง

            เมื่อเฉินโย่วได้กินเนื้อแห้ง อารมณ์ที่เศร้าหมองก็พลันเบิกบานขึ้นมา เดิมทีนางก็ไม่ใช่คนที่เอาแต่เศร้าโศกตลอดเวลาอยู่แล้ว อารมณ์ของนางมาไว แต่ก็ไปไวเช่นกัน

            “ท่านน้า ข้าได้ยินท่านอาจารย์บอกว่าภูเขาที่เราจะไปมีชื่อว่าภูเขาหลงยวน บนภูเขามีงูมากมาย ท่านกลัวหรือไม่”  

            แม่นางหลัวหัวเราะหึๆ “ยามเจ้ายังเล็ก ข้ายังเย็บกระเป๋าหนังงูให้เจ้าด้วยมือของข้าเอง เจ้าว่าข้าจะกลัวมันหรือไม่เล่า”

            เมื่อเฉินโย่วคิดถึงเรื่องกระเป๋าหนังงูลายพร้อยของตน ก็ตื่นเต้นขึ้นมา 

            “ว้าว เช่นนั้นยามพวกเราขึ้นไปบนเขาแล้ว พวกเราก็ทำกระเป๋าหนังงูได้อีกมากเลยน่ะสิ แล้วยังเอาเนื้อมันมาทอดได้อีกด้วย ท่านปู่ปาทอดเนื้องูได้อร่อยนัก” เฉินโย่วเพียงคิดก็น้ำลายสอ

            เหล่าปาที่นั่งบังคับม้าอยู่นอกตัวรถ เมื่อได้ยินเด็กหญิงกล่าวเช่นนี้ก็ยิ้มน้อยๆ

            ภูเขาหลงยวนที่คนพวกนั้นกล่าวมา พวกเขาไม่แม้แต่จะรู้สึกกลัวเลยสักนิด

            อาลู่อายุแค่สิบขวบก็สังหารงูเหลือมยักษ์ได้แล้ว

            ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงตอนนี้

            พวกเขาล้วนแต่มีความคิดว่าฤดูหนาวปีนี้ คาดว่าคงจะได้เสบียงจำนวนมากไว้กักตุนเสียแล้ว

            พวกเขามาจากพื้นที่ห่างไกล ดังนั้นจึงคุ้นชินกับการที่ข้างกายมีเสบียงจำนวนมากจึงจะวางใจ

            ด้วยหากว่าวันหนึ่งเกิดภัยพิบัติขึ้นมา ย่อมไม่มีสิ่งใดพึ่งพาได้เท่าเสบียงเหล่านี้อีกแล้ว

            ทว่าในเมืองหลวงไม่ว่าอะไรก็ล้วนแพงหูฉี่ พวกเขาจึงไม่อาจทำใจใช้เงินซื้อของพวกนี้ได้จริงๆ 

            บัดนี้บนภูเขาเต็มไปด้วยงูทุกหนทุกแห่ง พวกเขาจึงอดดีใจไม่ได้ ใบหน้าต่างก็เต็มไปด้วยความยินดี

            กระทั่งราชครูก็ยังนั่งระลึกรสชาติของเนื้องูย่าง เนื้องูโรยเกลือ เนื้องูผสมเครื่องปรุงรส รสชาติของมันไม่เลวเลยจริงๆ ชายชราคิดไปใบหน้าก็เผยแววคนึงถึงรสชาติ

            ทว่าเด็กชายร่างอวบอ้วนเสี่ยวซีกลับถามขึ้นด้วยความสงสัย “พวกท่านไม่กลัวงูหรือ ตัวยาวๆ มันเลื่อม จะไม่น่ากลัวได้อย่างไร”

            ขันทีชราที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พลอยปรากฏแววกังวลบนใบหน้าเช่นกัน

            แคว้นซีของพวกเขาอากาศค่อนข้างอบอุ่น พวกงูล้วนกลัวอากาศเช่นนี้ ยามที่ผู้คนพบเจอมันก็ยังฆ่าทิ้งเสียหมด

            ทว่าคนกลุ่มนี้กลับเอาแต่ยิ้มแย้ม ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย

            “งูนั้นยอดเยี่ยมมาก หนังมันเอามาทำรองเท้าได้ เนื้อยังเอามาราดพริกน้ำแดงได้ กระดูกมันก็เอามาทำปุ๋ยได้ ดีของมันยังเอามาทำยาได้ กระทั่งพิษของมันยังสามารถเอามาทำกับดักได้ เรียกได้ว่าทั้งร่างของมันล้วนเป็นของล้ำค่า” เสี่ยวอู่ที่เซ่อซ่าเสมอมา เมื่อพูดถึงงูกลับพูดได้มีเหตุมีผลนัก

            ส่วนอาสวินฟังไปก็ได้แต่ขมวดคิ้ว

            หลักการนี้เขาค่อนข้างจะคุ้นเคย…ยามอยู่บนทุ่งหญ้าไม่ว่าสัตว์อะไรก็ล้วนแต่สามารถใช้หลักการเช่นนี้ได้กระมัง

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405