ชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายรายนี้มีนามว่า เฉินชิงอวิ้น เขาเป็ถึงรองแม่ทัพแดนบูรพา การมาเยือนเซิ่งโจวครานี้ ก็เพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองเลื่อนขั้นขุนนางของบิดาเช่นเดียวกับจื่อถงบิดาของเจียวอวี๋
วันนี้เขามีโอกาสขึ้นเขามาเยี่ยมเยียนไต้ซืออัน ครั้นสนทนากันไปได้ครู่หนึ่ง ไต้ซืออันจึงบอกกล่าวให้เขาทราบว่า ระยะนี้ชาวบ้านซึ่งขึ้นมาเก็บของป่าแถบูเาด้านหลังของวัด มักถูกโจรป่าดักปล้นและทำร้ายอยู่เนือง ๆ จึงวานให้เขาช่วยไปตรวจตราดูสักหน่อย เผื่อจะพอช่วยเหลือสิ่งใดได้บ้าง เฉินชิงอวิ้นรับคำไต้ซืออันแล้ว จึงรีบออกเดินสำรวจบริเวณูเาด้านหลังวัดในทันที
คาดไม่ถึงว่าตนจะพลาดท่าให้กับหลุมดักสัตว์ซึ่งลึกกว่าสองจั้ง แม้จะมีวรยุทธ์ติดตัว ก็ยังได้รับาเ็ที่แขนยามร่างกระแทกกับพื้นดินด้านล่าง เขาพยายามออกแรงปีนขึ้นไปแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งเมื่อปีนไปได้ครึ่งทางก็ต้องร่วงตกลงมาอีก จนไม่อาจออกจากหลุมนี้ได้ ได้แต่หวังว่าชาวบ้านหรือนายพรานละแวกนี้จะผ่านมาบังเอิญได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเขา
แต่สิ่งที่เฉินชิงอวิ้นไม่คาดคิดยิ่งกว่าคือ ผู้ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือจะเป็เพียงหญิงสาวตัวเล็กคนหนึ่ง ยามนี้นางกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ทั้งสองยืนอยู่คนละฟากของหลุมล่าสัตว์ ห่างกันเพียงครึ่งจั้ง สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างบอบบางที่กำลังปัดเศษดินและฝุ่นออกจากกระโปรงอย่างทุลักทุเล
เจียวอวี๋เงยหน้าขึ้นมาสบตากับบุรุษตรงหน้า เขามีร่างกายสูงใหญ่กำยำ สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม กรอบหน้าคมชัดจรดปลายคาง คิ้วดำดกหนา เรียวตาดุจเมล็ดซิ่ง จมูกโด่งเป็สันรับกับเรียวปากบางสีชมพู ิับนกายเป็สีน้ำผึ้งกร้านแดด
“ข้าขออภัยด้วยที่สะเพร่า ไม่รู้จักประมาณตน คิดไม่ถึงว่าท่านจะตัว…หนักเพียงนี้ อันที่จริงข้าควรมัดเถาวัลย์ติดกับต้นไม้ แล้วค่อยโยนมันลงมาให้ท่านดึงขึ้นไปด้วยตนเอง”
เจียวอวี๋ตำหนิในความประมาทเลินเล่อของตน คิดการณ์ไม่รอบคอบ ทำให้นางพลาดตกลงมาในหลุมด้วยเช่นกัน
ใบหน้างดงามสะพรั่งของหญิงสาวสะท้อนเข้าั์ตาเมล็ดซิ่งของเฉินชิงอวิ้น เขาเผลอใจลอยจ้องมองเจียวอวี๋ไปชั่วขณะ พอนางพูดจบเขาพลันได้สติ เผลอแสร้งร้องเสียงดังขึ้นมา
“โอ๊ย!” หญิงสาวมีสีหน้าใ รีบถามกลับว่า
“ท่านาเ็รึ? เป็ตอนที่ข้าตกลงมาใส่ท่านใช่หรือไม่? ท่านาเ็ตรงที่ใด?”
เจียวอวี๋เริ่มกระวนกระวายใจ คิดว่าตนเป็ต้นเหตุทำให้เขาาเ็ เฉินชิงอวิ้นยกแขนขึ้น เผยให้เห็นแผลถลอกที่แขนซ้าย มีโลหิตซึมออกมาเล็กน้อย เจียวอวี๋ก้มลงดึงถุงผ้าปักลายดอกกล้วยไม้ที่ห้อยข้างตัวขึ้นมา มือดึงขวดยาออกจากถุง แล้วจึงเปิดจุกฝาขวดอย่างทะมัดทะแมง
นางค่อยๆ โรยยาลงบนปากแผลของเฉินชิงอวิ้น ผงยาสีขาวซึมผสมกับโลหิตกลายเป็สีชมพูอ่อนจาง ต่อมาจึงใช้นิ้วเรียวขาวที่ตัดกับสีผิวน้ำผึ้งของชายหนุ่ม ค่อยๆ บรรจงปัดเศษดินและฝุ่นรอบๆ าแออกเบาๆ
เฉินชิงอวิ้นจ้องมองทุกการกระทำ ทุกการเคลื่อนไหวของหญิงสาวตรงหน้า เขาเป็ถึงรองแม่ทัพแดนบูรพา ออกรบบนอาชาดั่งทหารกล้าในสมรภูมิ ถูกฟันแทงนับสิบนับร้อยแผลก็มิเคยปริปากร้องออกมาสักครา
าแเล็กน้อยเท่านี้เขาไม่รู้สึกเจ็บสักนิดเดียว แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงตัดสินใจร้อง ‘โอ๊ย’ ออกมาต่อหน้านาง
“เ้ามีนามว่าอะไร?”
เฉินชิงอวิ้นโพล่งถามขึ้น เจียวอวี๋ตระหนักว่าบุรุษตรงหน้า ดูจากภายนอกแล้วลักษณะมิใช่คนชั่วช้าหรือเป็โจรผู้ร้ายแต่อย่างใด บวกกับความรู้สึกผิดเล็กน้อยที่นางตกลงมาทับใส่เขา นางจึงเอ่ยชื่อตนเองออกมา
“ข้ามีนามว่า เจียวอวี๋ จื่อเจียวอวี๋”
“ข้ามีนามว่า ชิงอวิ้น เฉินชิงอวิ้น”
เฉินชิงอวิ้นเอ่ยบอกชื่อของตนเช่นกัน สายตาแอบสังเกตความเคลื่อนไหวบนใบหน้าและแววตาของหญิงสาว
เจียวอวี๋เพียงพยักหน้าแสดงออกว่ารับทราบ ทว่าใบหน้านั้นกลับไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใด ๆ มีเพียงความเรียบเฉยสงบนิ่ง หากเป็สตรีทั่วไป เมื่อได้พบเจอเขา ส่วนใหญ่มักจะแสดงอาการเขินอาย หน้าแดงซ่าน แต่ตรงกันข้าม ใบหน้าของนางกลับว่างเปล่าไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง ไม่ปรากฏท่าทีประหม่าขัดเขินหรือหลบเลี่ยงสายตาแม้แต่น้อย
“ท่านได้รับาเ็ตรงที่ใดอีกหรือไม่?”
เฉินชิงอวิ้นส่ายหน้าปฏิเสธ ดวงตายังคงจดจ้องเจียวอวี๋ไม่ละสายตา เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมาเขาจึงแสร้งเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่ให้นางจับได้
เจียวอวี๋กำชับเฉินชิงอวิ้นเื่แผลว่า เมื่อเขาออกไปแล้วอย่าให้าแโดนน้ำ อาจจะกลับมาอักเสบได้ ให้รีบไปโรงหมอหากแผลบวมแดง กลัดหนองหรือมีไข้
ไม่นานอาฟู่และผู้คุ้มกันก็มาถึงพร้อมกับบันไดเชือก ที่ได้หยิบยืมมาจากเณรน้อย
เฉินชิงอวิ้นออกปากให้เจียวอวี๋ปีนขึ้นไปก่อน ส่วนตนจะคอยยึดเชือกเอาไว้ แล้วเบนหน้าหนีไปทางด้านข้าง ด้วยเพราะนางสวมใส่กระโปรง แม้จะยาวคลุมถึงเท้าก็ตาม การเติบโตและการอบรมเลี้ยงดูในตระกูลใหญ่ที่เคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผน ทำให้เขาเคารพธรรมเนียมและมารยาทอย่างยิ่ง การเงยหน้ามองขึ้นไปอาจนับเป็การล่วงเกินนางก็เป็ได้
เมื่อเฉินชิงอวิ้นปีนขึ้นมาจากหลุมกับดักได้แล้ว เขาคำนับขอบคุณทุกคนที่ให้การช่วยเหลือและรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจ โดยเฉพาะเจียวอวี๋
“ข้าเฉินชิงอวิ้น ขอบคุณแม่นางเจียวอวี๋ที่ได้ช่วยเหลือ บุญคุณนี้ข้าจะชดใช้ให้ภายหลังแน่นอน หากแม่นางมีเื่้าความช่วยเหลืออันใด สามารถไปหาข้าได้ที่จวนสกุลเฉิน ข้าต้องไปแล้วขอลาตรงนี้” เขาพูดจบจึงคำนับอีกหนึ่งครั้งแล้วเดินหันหลังจากไป เจียวอวี๋เพียงยิ้มตอบเล็กน้อย ก้มหน้าคำนับกลับเช่นกัน
หลังผ่านความวุ่นวายมา สองนายบ่าวจึงเดินกลับเข้ามาในวัด เจียวอวี๋เห็นเหลียนซื่อมารดาเดินซอยเท้า กระสับกระส่ายไปมาไม่อยู่กับที่ ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าเหลียนสีหน้าเผยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อสักครู่พวกนางใเป็อย่างมากตอนเห็นอาฟู่วิ่งเข้ามาอย่างลนลาน ปากพร่ำบอกว่าเกิดเื่กับคุณหนู ให้ส่งคนไปช่วยโดยเร็ว เหลียนซื่อจึงรีบสั่งผู้คุ้มกันให้ไปช่วยเจียวอวี๋ทันที ส่วนนางรั้งอยู่ในศาลาวัดเป็เพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าเหลียน
“เจียวเจียว! เ้าเป็อย่างไรบ้าง? าเ็ตรงไหนหรือไม่? มาให้แม่ดูหน่อยเร็วเข้า” เหลียนซื่อวิ่งโผเข้าไปกุมมือบุตรสาวด้วยความเป็ห่วง น้ำตาเอ่อรื้นขึ้นมาบนหัวตา
“กลับมาปลอดภัยก็ดีแล้ว พระพุทธองค์คุ้มครอง ดีจริงๆ” ฮูหยินผู้เฒ่ายกมือลูบอกตนเอง ครั้นเห็นว่าหลานสาวปลอดภัยดี ใจก็คลายความวิตกและห่วงใยลงในที่สุด
“ท่านยาย ท่านแม่ ข้าไม่ได้าเ็อะไรเ้าค่ะ ทำให้พวกท่านต้องเป็กังวลแล้ว” เจียวอวี๋จึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พวกนางฟังทั้งหมด ยกเว้นเพียงเื่เจอเฉินชิงอวิ้นไว้เท่านั้น
หลังกลับมาจากวัดหลิงอิน เวลาก็ล่วงเข้าย่ำค่ำแล้ว เหลียนซื่อพร้อมบุตรสาวจึงไปคาราวะฮูหยินผู้เฒ่าจื่อที่เรือน
“ท่านย่าเ้าคะ วันนี้หลานกับท่านแม่ ไปทำบุญเติมตะเกียงน้ำมันที่วัดหลิงอิน หลานได้โขกศีรษะอธิษฐานขอพรให้ท่านย่ามีสุขภาพแข็งแรงอยู่กับหลานไปนานๆ หลานยังได้ขอยันต์อายุยืนจากไต้ซืออันมาให้ท่านย่าด้วยเ้าค่ะ”
เจียวอวี๋พูดพลางหยิบยันต์โลหะขนาดเล็ก สลักอักษรอักขระพริ้วไหวดูเข้มขลังออกจากกระเป๋าเสื้อ วางไว้บนมือฮูหยินผู้เฒ่าจื่อ
“ขอบใจเจียวเจียวมาก ดูสิไปวัดก็ยังคิดถึงย่า ช่างเป็หลานสาวที่กตัญญูจริงๆ แล้วเ้าได้กินข้าวมาหรือยัง ย่าจะให้สาวใช้ตั้งโต๊ะให้”
ฮูหยินผู้เฒ่าจื่อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่นใจดี มือเล็กที่ถูกห่อหุ้มด้วยิัย่นบางจากวัยชราลูบศีรษะหลานสาวอย่างทะนุถนอม เมื่อเทียบกันกับหญิงชราที่มีอายุไล่เลี่ยกันถือได้ว่า ฮูหยินผู้เฒ่าจื่อยังดูอ่อนเยาว์กว่ามากนัก
“พวกเรากินมาแล้วเ้าค่ะท่านแม่ เจียวเจียวชอบอาหารเจที่วัด นางทานไปเยอะทีเดียว” เหลียนซื่อตอบกลับแม่สามีเสียงเบา ฮูหยินผู้เฒ่าผงกศีรษะขึ้นลงด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหันไปยิ้มให้เจียวอวี๋
“เดินทางไปวัดหลิงอินต้องขึ้นเขา ถนนหนทางก็ลำบาก เจียวเจียวของข้าคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย กลับไปพักผ่อนเถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่าจื่อเอ่ยพลางกุมมือเจียวอวี๋อย่างรักใคร่เอ็นดู ประหนึ่งผู้าุโที่มีต่อบุตรหลาน ส่วนเหลียนซื่อก็รู้สึกชินชากับท่าทางหมางเมิน ไม่สนใจลูกสะใภ้อย่างนางของแม่สามี
ความจริงแล้ว นางพยายามตั้งใจปรนนิบัติเอาอกเอาใจ ทั้งนอบน้อมถ่อมตน เชื่อฟังแม่สามี ทั้งมีกิริยามารยาทสง่างามสมกับเป็ฮูหยินของขุนนาง นับั้แ่แต่งงานเข้าตระกูลจื่อ เหลียนซื่อได้จัดระเบียบบ่าวไพร่และเรือนหลังอย่างเรียบร้อย แต่ทว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่นางไม่ยอมเชื่อฟังฮูหยินผู้เฒ่าจื่อ คือ การรับอนุให้สามี
เหตุเพราะเหลียนซื่อเติบใหญ่มาจากครอบครัวที่บิดามารดารักใคร่ต่อกัน และบิดาเองก็มีมารดาเป็ภรรยาเพียงคนเดียว ไม่มีนอกมีในกับสตรีอื่น ไม่มีอนุภรรยาหรือสาวใช้อุ่นเตียงให้วุ่นวายใจ
ด้วยเหตุที่บิดามารดารักใคร่และให้เกียรติกันเสมอมา นางจึงไม่ปรารถนาให้จื่อถงมีสตรีอื่นเพิ่มเข้ามาเคียงข้าง มากคนย่อมมากความ โดยเฉพาะเมื่อเป็สตรีด้วยกันแล้ว การแก่งแย่งชิงดีเพื่อ่ชิงความโปรดปรานจากบุรุษเพียงผู้เดียว ย่อมก่อให้เกิดความวุ่นวาย ประหนึ่งแมลงวันตอมอาจม และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น นี่คือครอบครัวของนาง
แม้แม่สามีจะมีอำนาจในตระกูลมากเพียงใด ก็มิอาจแทรกกลางความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของนางกับจื่อถงได้ ตราบใดที่นางยังครองใจสามี เป็อันหนึ่งอันเดียวกัน ความวาดหวังของฮูหยินผู้เฒ่าย่อมไม่ประสบผลสำเร็จแน่นอน
สองแม่ลูกกล่าวลาพร้อมคาราวะฮูหยินผู้เฒ่าจื่อ ก่อนจะก้าวเท้าออกจากเรือนไฉ่หงไป