บทที่
3
หอส่องิญญา
ยามเหมา
ยามเช้าของวันใหม่บริเวณลานกว้างเบื้องหน้าหอส่องิญญาที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากมาย
เหล่าศิษย์ในสำนักแทบทุกระดับชั้นต่างมารวมตัวกันอย่างไม่ได้นัดหมายเพื่อรอดูเื่ตลกของเด็กรับใช้นามอี้เทียบนหรานผู้นี้
ซึ่งในตอนนี้ทั่วทั้งลานเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบนินทาและเสียงเยาะเย้ยดังไม่ขาดสาย
แต่ทันทีที่อี้เทียนหรานสาวเท้าเดินผ่านไปทุกๆ เสียงที่ดังระงมจนถึงเมื่อครู่นี้ ต่างค่อยๆ เงียบลงอย่างน่าประหลาด
ทุกสายตาที่มองมายังเขาเต็มไปด้วยทั้งความสงสัย ความไม่เชื่อ ความหวาดหวั่น มีแม้กระทั่งความริษยาเผยออกมาให้เห็นอย่างไม่ปิดบัง
พออี้เทียนหรานสาวเท้าเดินมาถึงบริเวณด้านหน้าของหอส่องิญญาอี้เทียนหรานก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
เขาก็เห็นว่าบริเวณด้านหน้ามีเหล่าผู้าุโนั่งเรียงแถวอยู่เหนือบัลลังก์หินโบราณกำลังจ้องมองลงมา
ผู้าุโซูมู่เหยียนผู้มีเคราขาวก็ยกมือขึ้นมาลูบเคราของตัวเองขึ้นลงไปมา ก่อนจะเอ่ยเสียงขรึมว่า “อี้เทียนหรานเ้าพร้อมหรือไม่”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงยกมือประสานกันไว้ด้านหน้าแล้วโค้งศีรษะลงเล็กน้อยพอเป็พิธี พร้อมกับพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่สุภาพว่า“ข้าพร้อมแล้ว”
สิ้นเสียงดังกล่าวหอส่องิญญาที่สูงตระหง่านราวภูผาก็เปล่งแสงสีเงินออกมาทันใด เพียงเดี๋ยวเดียวประตูศิลาที่สลักด้วยอักษรโบราณก็ค่อยๆแง้มเปิดอย่างช้าๆ
ก่อนจะมีเสียงของผู้าุโหลานอวี้เซียนผู้าุโลำดับที่ห้าในสำนักเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังก้องว่า“หอส่องิญญานี้คือสถานที่ตรวจสอบรากิญญาและศักยภาพของิญญาว่าผู้ที่เข้าไปทดสอบกำลังฝึกฝนวิถีใดไม่อาจปกปิดได้ และถ้าหากเ้าฝึกวิถีมารและวิถีปีศาจ เ้าก็จะถูกหอส่องิญญานี้กลืนกิน”
สิ้นเสียงดังกล่าวก็มีเสียงมากมายของเหล่าลูกศิษย์ที่อยู่รายล้อมดังขึ้นมาทันใดบ้างก็ส่งเสียงหวาดหวั่น บ้างก็ตื่นเต้นมีแม้กระทั่งเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยันดังให้ได้ยิน เพราะคนหลายคนที่มาในที่นี้ส่วนใหญ่แล้วก็มาดูจุดจบของอี้เทียนหรานแทบทั้งสิ้น
เพราะหลายคนในที่นี้ยังคงเชื่อว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ฝึกวิถีปีศาจเพื่อให้ตัวเองมีความสามารถในการฝึกฝน และอีกหลายคนยังคงมั่นอกมั่นใจว่าตัวของอี้เทียนหรานเป็เพียงขยะไร้ค่าคนหนึ่งที่ไม่มีวันเหนือขึ้นมาเทียบกับผู้ใด เสียงเล่าลือต่างๆนานาในสำนักส่วนใหญ่แล้วไม่เป็จริง
แต่เื่นี้ก็ไม่ใช่เื่ที่อี้เทียนหรานจะนำเก็บมาใส่ใจเขายังคงสาวเท้าขึ้นไปยังหอส่องิญญาอย่างช้าๆ
และทันทีที่ฝ่าเท้าััพื้นหินด้านในสายหมอกสีขาวก็ไหลเข้ามาล้อมรอบกายของเขาเอาไว้แสงิญญานับไม่ถ้วนพร่างพรายหวยพุ่งขึ้นไป ก่อนจะรวมตัวกันเป็ดวงประทีปเล็กใหญ่ตกลงมารอบๆกายของอี้เทียนหรานอีกที
ทว่าในขณะนั้นเองก็มีพลังบางอย่างสะท้านขึ้นมาจากส่วนลึกจากจิติญญาของอี้เทียนหรานไม่ใช่แสงสีขาวขุ่นแห่งความไร้ค่า
แต่เป็แสงสีเทาเข้มที่เจือด้วยประกายสีทองและสีแดงก็ปรากฏออกมาอยู่วูบหนึ่งก่อนดวงประทีปรอบกายจะแตกสลายหายไปในชั่วพริบตา
ส่งผลให้คนที่อยู่ด้านนอกซึ่งกำลังมองผ่านม่านิญญาถึงกับต่างก็เบิกตากว้างอย่างตกตะลึงทันใด
ก่อนมีเสียงของคนเ่าั้ดังขึ้นมาว่า“นั่น...นั่น...นั่นมันอะไรกัน”
แล้วตามมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นใ“เหตุใดดวงประทีปถึงสลายไปเช่นนั้นเล่า”
จากนั้นก็มีเสียงของผู้คนที่อยู่รอบข้างดังขึ้นมาอย่างจ้าละหวั่น“แล้วแสงสีเทาเข้มประกายทองแดงนั่นอีก ข้าไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลย”
เนื่องจากว่าทุกๆคนที่อยู่ในที่นี่ต่างก็รู้ว่าผู้ฝึกฝนที่เข้าสู่หอส่องิญญาหากผู้ฝึกฝนฝึกวิถีธรรมทั่วไป แสงที่ปรากฏออกมาจะเป็สีขาวสว่างสุกไสหากผู้ใดฝึกวิถีปีศาจ แสงที่ออกมานั้นจะเป็สีแดงก่ำดั่งโลหิตที่หลั่งออกมา และผู้ใดที่ฝึกวิถีปีศาจแสงที่ได้ออกมาก็จะมีสีดำสนิท
แต่ในหนนี้สิ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็นกลับเป็สีเทาเข้มที่เจือไปด้วยประกายสีทองและสีแดงผสมกันอยู่ในนั้นเป็สีที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลยสักครั้งในชีวิต
และที่สำคัญไปกว่าเหล่าผู้าุโทั้งสามที่ดูเหตุการณ์เบื้องหน้าต่างหยัดกายยืนขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
ก่อนมีเสียงของผู้าุโหานเทียนอี๋พึมพำออกมาเบาๆว่า “แสงสีเทาเข้มประกายทองและแดงนั่น บ่งบอกถึงระดับการฝึกฝนแบบใดกัน”
และต่อให้เสียงด้านนอกจะอื้ออึงเพียงใดแต่ด้านในหอส่องิญญานั้นกลับเงียบสงบไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดเข้ามา
อี้เทียนหรานยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเศษดวงประทีปที่แตกละเอียดกระจัดกระจายอยู่กลางเวหา
ก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า“สีเทาประกายทองและแดงอย่างนั้นรึ”ว่าได้เพียงแค่นั้นเขาก็กวาดตามองรอบกายของตัวเองไปมา ก่อนจะเอ่ยออกไปอีกทีว่า“อย่างไรเสียการทดสอบของสถานที่เช่นนี้ ไม่อาจรับรู้ถึงแก่นแท้ของข้าได้อยู่ดี”
ว่าได้เพียงแค่นั้น แสงสีเทาเข้มที่เจือไปด้วยประกายสีทองและสีแดงก็ค่อยๆม้วนหายเข้าไปในร่างกายของอี้เทียนหรานอย่างช้าๆเหลือไว้เพียงแต่เศษซากของดวงประทีป และความเงียบงันที่รายล้อมอยู่รอบกาย
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างสิ้นสุดลง อี้เทียนหรานจึงหมุนกายกลับแล้วสาวเท้าไปยังบานประตูศิลาตรงหน้า
พอเดินไปถึงประตูศิลาก็ค่อยๆถูกเปิดออกอย่างช้าๆ และทันทีที่เขาก้าวเท้าออกมา ทั่วทั้งลานกว้างก็พากันเงียบงันลงทันใด
ยามที่ก้าวขาเดินลงไปเพื่อจะไปที่หออาญาสิทธิ์อีกทีก็มีสายตาของคนมากมายยังคงจับจ้องมองมาร่างกายของตนด้วยแววตาที่หลากหลายแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดออกมาให้ได้ยิน
และเนื่องจากหอส่องิญญาไม่ได้บ่งบอกว่าอี้เทียนหรานฝึกวิถีมารหรือวิถีปีศาจแต่อย่างใด จึงทำให้เด็กหนุ่มรอดจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ไปได้ด้วยเช่นกัน
แม้ศิลาส่องิญญาจะเผยสีเทาเข้มเจือด้วยประกายสีทองและสีแดงที่ไม่อาจระบุระดับการฝึกฝนได้ก็ตามทีแต่อี้เทียนหรานก็ยังคงเป็ผู้บริสุทธิ์ไร้มลทินใดๆ
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังต้องเข้าไปยังหออาญาสิทธิ์เพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคราวนี้ว่ามันเกิดสิ่งใดขึ้นมา
ทำให้ในเวลานี้ไม่อาจมีใครมาหาเื่ลงโทษเขาได้เช่นกันอี้เทียนหรานจึงสาวเท้าเดินลงบันใดหินอย่างเงียบงันท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จ้องมอง
โดยที่หลิวซานเองในวันนี้ก็อยากมาดูความพินาศย่อยยับของอีกฝ่าย แต่พอผลที่ออกมา เขาที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนเ่าั้ก็ได้แต่จ้องมองใบหน้าของอี้เทียนหรานด้วยแววตาหวาดหวั่น ใบหน้าเริ่มซีดขาวแล้วอดไม่ได้ที่จะพึมพำอยู่ในใจอย่างหวาดกลัวว่า ‘นั่นไม่ใช่คนที่ข้าจะต่อกรได้เลย’
ส่วนเหล่าผู้าุโที่ได้มาเห็นเหตุการณ์ในคราวนี้ต่างก็ได้จ้องมองร่างของอี้เทียนหรานเดินลงบันไดหินอย่างช้าๆ
แม้จะดูสงบเยือกเย็น แต่ภายในใจของผู้าุโแต่ละคนกลับร้องออกมาว่า‘เด็กคนนี้ จะกลายเป็ภัย หรือเป็โอกาสของสำนักกันแน่’
อี้เทียนหรานใช้เวลาเพียงไม่นานก็สาวเท้ามาถึงที่หมายซึ่งเป็หออาญาสิทธิ์ของสำนักเมฆาเขียว และทันทีที่เดินมาถึง อี้เทียนหรานก็ถูกคนพาเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ด้านใน
พอเดินมาถึงอี้เทียนหรานก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อเผชิญหน้ากับผู้าุโทั้งสามที่นั่งเรียงอยู่บนบัลลังก์หินโดยแต่ละคนก็เอาแต่จับจ้องมาที่เขาด้วยสายตานิ่งราวกับจะมองให้ทะลุไปจนถึงจิติญญา
ก่อนจะมีเสียงของผู้าุโซูมู่เหยียนดังขึ้นมาให้ได้ยินว่า“อี้เทียนหราน แสงิญญาที่ปรากฏภายในหอส่องิญญาไม่ใช่สิ่งที่เราเคยพบเจอเ้าจะอธิบายสิ่งนี้ได้อย่างไร”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงประสานมือกันไว้ด้านหน้าก่อนจะค่อมกายลงเล็กน้อยพอเป็พิธี แล้วเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ”
ส่งผลให้ผู้าุโหานเทียนอวี้ตบโต๊ะเสียงดัง‘ปั้ง’ ทันใดก่อนจะตามมาด้วยเสียงตวาดอย่างไม่ชอบใจ “เด็กน้อยเ้าอย่าคิดว่าหอส่องิญญาไม่ได้กล่าวโทษเ้า ว่าเ้าฝึกฝนวิถีมารหรือวิถีปีศาจแต่เ้าก็อย่าได้คิดว่าพวกเราจะปล่อยให้เ้าล่อลวงเช่นนี้ได้รีบบอกมาเสียแสงิญญาเทาเข้มที่เจือประกายสีทองและสีแดงที่ทำลายดวงประทีปมันคือสิ่งใด”
ยามได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย อี้เทียนหรานก็อดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจออกมาเบาๆหนึ่งที ก่อนจะเงยหน้าขึ้น แล้วจ้องมองผู้าุโทั้งสามด้วยสายตาสงบนิ่งแต่เพียงเดี๋ยวเดียวแสงสีแดงบนกลางหน้าผากก็สว่างวาบออกมาเป็ริ้วๆคล้ายกับเปลวไฟที่ที่กำลังแผดเผาอยู่ตรงนั้น
และในท่ามกลางความเงียบงันนั้นเองจู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นมาเสียอย่างนั้น แรงกดทับที่ไม่รู้ที่มาได้แผ่ซ่านไปทั่วห้องโถงแบบทันควัน
ผู้าุโทั้งสามถึงกับชะงักงันลงทันใดใบหน้าเปลี่ยนสี ั์ตาสีเข้มฉายแววตื่นตระหนกอย่างไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้
เพราะหัวใจของพวกเขาเหมือนโดนบีบอัดอยู่ตรงนั้นก่อนจะมีเสียงของผู้าุโคนหนึ่งพูดออกมาด้วยความยากลำบาก “นี่...มัน...” แล้วพยายามเงยหน้ามองใบหน้าของอี้เทียนหรานที่อยู่ตรงหน้าอีกที
ก็เห็นว่าอีกฝ่ายในเวลานี้ไม่มีทีท่าว่าจะถูกแรงกดทับนี้ทำร้ายร่างกายแต่อย่างใดอี้เทียนหรานคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนไปทางใด ทำให้พวกเขาต่างคาดเดาไปว่าแรงกดดันเหล่านี้อาจเป็สิ่งที่อี้เทียนหรานก่อขึ้นมา
แต่แล้วในขณะนั้นเองยังไม่ทันที่ผู้าุโเ่าั้จะทันได้ทำอะไรต่อแรงกดดันที่มีมากมายมหาศาลเมื่อครู่นี้ ก็หายวับไปในพริบตา
อี้เทียนหรานก้มหน้าลงพร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบออกไปว่า “ข้าเป็เพียงแค่เด็กรับใช้ จะไปรู้เื่ราวของหอส่องิญญาได้อย่างไร”
สิ้นเสียงดังกล่าวความเงียบก็ลอยตัวลงมาอย่างช้าๆแล้วแผ่กระจายออกไปแทบจะทันที
ก่อนผู้าุโทั้งสามคนที่เพิ่งหลุดพ้นจากพันธนาการเมื่อครู่นี้ต่างก็สบสายตามองกันไปมา แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดออกมาเช่นกัน
ใช้เวลาไปอยู่ครู่ใหญ่ผู้าุโซูมู่เหยียนก็เหมือนเพิ่งจะตื่นจากภวังค์เขาจึงเป็ฝ่ายเอ่ยออกมาว่า “เ้าไปเถอะ ที่นี่ไม่มีอะไรจะถามเ้าแล้ว”
สิ้นเสียงดังกล่าวอี้เทียนหรานก็อดไม่ได้ที่จะเลิกเรียวคิ้วเข้มขึ้นหนึ่งข้างทันใดก่อนจะพ่นลมหายใจออกมายาวๆ หนึ่งหน
จากนั้นจึงประสานมือกันไว้ด้านหน้าพร้อมกับโค้งศีรษะลงเล็กน้อยพอเป็พิธี ก่อนจะเอ่ยคำออกไป “หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัว”สิ้นเสียงดังกล่าวอี้เทียนหรานจึงหมุนกายแล้วสาวเท้าเดินออกไป
พอเห็นว่าอี้เทียนหรานเดินจากไปแล้ว ผู้าุโซูมู่เหยียนก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆหนึ่งที ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า“บางทีเด็กผู้นี้คงไม่อาจวัดด้วยเกณฑ์ของสำนักเมฆาเขียว”
ก่อนจะมีเสียงของหานเทียนอี้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ“ถ้าเขาเป็ภัยต่อสำนัก พวกเราจะทำอย่างไร เพียงแค่สายตาเดียวก็ทำให้พลังของข้าสั่นสะท้าน”
แต่แล้วก็มีเสียงของผู้าุโซูมู่เหยียนดังขึ้นมาว่า“สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้ คือจับตาดูและรอเวลา” โดยไม่รู้เลยว่าเด็กหนุ่มที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่นี้นั้นกำลังยืนอยู่ใกล้ๆ กับหออาญาสิทธิ์ด้วยเช่นกัน
ฟังได้เพียงไม่นาน อี้เทียนหรานก็ส่ายศีรษะไปมาก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “ก็แค่มนุษย์ที่เกรงกลัวต่อสิ่งที่มองไม่เห็นยังไม่รู้ความหมายของมัน ก็เกรงกลัวไปเสียก่อน” ว่าได้เพียงแค่นั้นเขาก็หมุนกายเตรียมจะกลับที่พักของตน
ทว่าก้าวได้เพียงก้าวเดียวก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากทางด้านหลังว่า “เสี่ยวอี้เป็อย่างไรบ้างผู้าุโทำอะไรเ้าหรือไม่”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงเหลียวหน้าหันไปมองตามเสียงดังกล่าวก็เห็นว่าคนที่เพิ่งวิ่งเข้ามานั้นไม่ใช่ใครที่ไหน นอกเสียจากหลินเยว่ซินสหายของตนเขาจึงส่ายศีรษะไปมา พร้อมกับพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ไม่มีอะไรผู้าุโเ่าั้แค่ถามคำถามข้าเท่านั้น”
ยามได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย หลินเยว่ซินก็ได้แต่จ้องมองใบหน้าของคนตรงหน้าอยู่อย่างนั้นเพราะนางรู้ดีว่าต่อให้นางซักถามอย่างไร คำตอบของคนๆ นี้ก็ยังเป็เช่นนี้ไม่เปลี่ยนไปผัน
แล้วได้แต่กูร้องอยู่ในใจว่า ‘เผชิญหน้ากับผู้าุโทั้งสามคน จะเป็คำถามที่เรียบเลื่อยอย่างนี้ได้เช่นไรกัน’ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
พอเห็นว่าสตรีน้อยตรงหน้าไม่พูดอะไรอีกอี้เทียนหรานจึงพูดออกมาเบาๆ ว่า “หากไม่มีอะไร ข้าขอตัวไปทำงานก่อนก็แล้วกัน”พูดจบเขาก็หมุนกายแล้วสาวเท้าเดินจากไปอย่างช้าๆ
ส่วนหลินเยว่ซินที่เห็นว่าอี้เทียนหรานเดินจากไปนางก็พึมพำแค่อยู่ในใจ ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จะอยู่ข้างเ้าเสมอนะเสี่ยวอี้’
แต่แล้วในขณะที่อี้เทียนหรานกำลังสาวเท้ากลับไปทำงานตามหน้าที่ของเด็กรับใช้อยู่นั้น
จู่ๆ ก็เกิดพายุคลื่นลมโหมกระหน่ำฝนเม็ดใหญ่ตกลงมาเสียอย่างนั้น อีกทั้งยังมีเมฆฝนแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งสำนัก จนไม่อาจมองเห็นแสงตะวันที่สาดส่องลงมา
เสียงของสายฟ้าคำรามดังขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้งสายฟ้าเส้นใหญ่ที่ดูๆ แล้วราวกับทัณฑ์จาก์ ก็ฟาดกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งส่งผลให้ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตระหง่านมานับพันปีล้มตายอย่างมากมายมหาศาล
จนเหล่าผู้าุโต้องลงมาสั่งการ ให้ศิษย์ในสำนักร่วมมือกันสร้างค่ายกลป้องกันเสียก่อนที่ทุกๆอย่างจะสายไป
และดูเหมือนว่าฝนฟ้าคะนองในครั้ง จะไม่ยอมหยุดลงง่ายๆด้วยเช่นกัน แม้เวลาผ่านไปจนท้องนภาถูกอาบย้อมด้วยความมืดของราตรีสายฝนและคลื่นลมแรงเหล่านี้ก็ยังคงกระหน่ำลงมาอย่างไม่หวาดไม่ไหว
ส่งผลให้ศิษย์ในสำนักเมฆาเขียวเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาทันใด ทุกๆ คนล้วนแตกตื่นกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จนมีหลายคนพูดออกมาว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้น” ก่อนคนพูดจะใช้มือทั้งสองข้างช่วยกันพยุงค่ายกลป้องกันนี้เอาไว้
จากนั้นลูกศิษย์ในสำนักที่ยืนอยู่ข้างกายก็ตอบกลับไปว่า“นั่นสิข้าเองก็อยู่ที่นี่มาหลายปี ไม่เคยเจอพายุเช่นนี้มาก่อนเลยสักครั้งพายุที่ถึงขั้นต้องใช้ค่ายกลป้องกันภัยตรึงความรุนแรงของพายุพวกนี้เอาไว้”
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้คนกระซิบกระซาบดังให้ได้ยินอยู่บ้างประปราย“พวกเ้าไม่เห็นเหรอ ว่าเหตุการณ์ใดครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อี้เทียนหรานเข้าไปในหอส่องิญญาไม่ใช่หรืออย่างไร”
ก่อนจะมีเสียงของใครอีกคนหนึ่งพูดออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นใ“หรือว่าเ้าเด็กคนนั้นจะเป็ตัวต้นเหตุของเภทภัยในคราวนี้”
หลังจากที่อีกฝ่ายพูดจบประโยคลง ทุกๆ คนที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ต่างก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีแต่ความหวาดกลัวเ่าั้กลับกลายเป็ความเกลียดชังด้วยเช่นกัน
ยามเหมา
ยามเช้าของวันใหม่พายุที่โหมกระหน่ำเมื่อคืนนี้ ก็ค่อยๆ สิ้นสุดลงอย่างช้าๆแสงตะวันที่เพิ่งส่องผ่านหมู่เมฆฝนลงมาด้วยลำแสงรำไร
พอเห็นว่าพายุที่โหมกระหน่ำค่อยๆหยุดลง อี้เทียนหรานจึงออกไปทำงานในฐานะเด็กรับใช้ตามปกติ
แต่ยังไม่ทันที่จะเดินไปถึงที่หมาย กลับพบกับกลุ่มศิษย์ระดับกลางหลายคนมายืนขวางทางเขาเอาไว้ทุกๆ คนต่างก็จ้องหน้าเขาด้วยสายตาอาฆาตแบบไม่ปิดบัง
ส่งผลให้อี้เทียนหรานจำต้องชะงักฝีเท้าของตัวเองลงแล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับกวาดตามองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ
แต่เพียงเดี๋ยวเดียวชายร่างสูงผู้หนึ่งก็ก้าวขาออกมาโดยที่คนๆนี้คือหยางเฉินศิษย์ระดับกลางที่มีชื่อเสียงทางด้านความโเี้อำมหิตชอบรังแกผู้อ่อนแอกว่าเป็นิจ
จึงทำให้ลูกศิษย์ในสำนักเมฆาเขียวหลายๆคนพยายามหลบเลี่ยงคนคนนี้ตลอดมา
ก่อนอีกฝ่ายจะเอ่ยออกมาว่า“เ้าคืออี้เทียนหรานสินะ เมื่อคืนมีฟ้าคะนองราวกับโลกจะถล่มทั้งหมดเป็ฝีมือเ้าล่ะสิ”
ยามได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายอี้เทียนหรานก็เลิกเรียวคิ้วเข้มขึ้นหนึ่งข้างอย่างตั้งคำถามกลับไปแล้วถามออกไปว่า “เ้าเห็นข้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับท้องนภาหรือ ถึงได้มากล่าวหากันเช่นนี้”
ได้ยินเช่นนั้นหยางเฉินก็แค่นหัวเราะเสียงเย็นออกมาแล้วกล่าวออกไปว่า “ไม่ว่าจะจริงหรือไม่แต่ข้าก็ไม่ชอบหน้าคนที่ทำให้สำนักวุ่นวายอยู่ดี”ว่าจบเขาก็เคล้นลมปราณของตัวเองออกมาทันใด
ส่งผลให้รอบๆ กายของคนคนนี้ มีแรงกดดันบางอย่างแผ่ซ่านออกมาอย่างเต็มที่ราวกับกำลังจะบดขยี้ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ
เหล่าศิษย์ชั้นกลางที่มาด้วยกันต่างก็ส่งเสียงส่งเสริมการในกระทำของอีกฝ่าย “ดี รีบจัดการมันเลยศิษย์พี่หยางเ้าเด็กรับใช้นั่นมันสมควรได้รับการสั่งสอน อย่าให้มันเหิมเกริมไปมากกว่านี้จัดการมัน จัดการมัน”
แต่แล้วในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงของหลินเยว่ซินที่เพิ่งวิ่งมาถึงรีบร้องห้ามออกมาทันใด “ศิษย์พี่หยาง ท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้ ท่านจะทำร้ายเขาโดยที่ไม่มีเหตุผลได้อย่างไรกัน”
ยามได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย หยางเฉินก็เหลือบตามองหลินเยว่ซินก่อนจะเผยรอยยิ้มร้ายออกมา “เ้าสนับสนุนมันอย่างนี้ แสดงว่าเ้าเองก็ไม่ต่างกัน”
ว่าจบชายหนุ่มก็ชักกระบี่คู่กายของตัวเองออกมาแล้วพุ่งจู่โจมอี้เทียนหรานแบบทันทีทันใด
พอเห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็ได้แต่พ่นลมหายใจออกมาเบาๆหนึ่งที พร้อมกับพึมพำว่า “คนเหล่านี้ช่างไม่รู้จักเข็ดหลาบเสียจริง”ว่าเพียงแค่นั้นเขาก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นจับปลายกระบี่ที่หยางเฉินที่จู่โจมเข้ามาใกล้
เสียงโลหะกระทบกับฝ่ามือของอี้เทียนหรานส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวแต่กระบี่คู่กายของหยางเฉินกลับหยุดชะงักอยู่บนฝ่ามือของคู่กรณีตรงหน้าเสียอย่างนั้น
แม้หยางเฉินจะพยายามออกแรงมากเพียงใดก็ไม่อาจขยับไปด้านหน้าได้แม้แต่นิ้วเดียว
ส่งผลให้ั์ตาสีเข้มบนใบหน้าของหยางเฉินถึงเบิกกว้างอย่างใแล้วร้องออกมาว่า “นะ...นี่เป็ไปได้อย่างไร” แล้วพยายามดึงกระบี่ออกจากมือของคนตรงหน้าอย่างเต็มที่
แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ดึงกระบี่กลับคืนมาไม่ได้อยู่ดีเขาจึงจับจ้องมองใบหน้าของอี้เทียนหรานด้วยสายตาไม่ชอบใจ พร้อมกับพูดออกไปว่า“เ้ากล้ายึดกระบี่ข้าอย่างนั้นหรือ”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงเหลือบสายตามองคู่กรณีตรงหน้าด้วยสายตาที่เ็าก่อนจะออกแรงดึงใบกระบี่เข้ามาเล็กน้อย
และทันทีที่ััได้ว่าหยางเฉินกำลังพยายามดึงกระบี่ของตัวเองคืนกลับไปอี้เทียนหรานจึงปล่อยมือที่จับกระบี่เอาไว้ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วดีดออกไปเบาๆ หนึ่งที
ส่งผลให้คนที่พยายามจะดึงกระบี่คืนกลับมาพอถูกแรงดีดนิ้วจากคนตรงหน้าก็ทำให้ร่างทั้งร่างของหยางเฉินปลิวกระเด็นไปกระแทกกับเสาศิลาทางด้านหลัง จนกระดูกภายในร่างแตกละเอียดแล้วทรุดกายลงอยู่ตรงนั้นก่อนชายหนุ่มจะกระอักโลหิตออกมาหนึ่งคำ
และด้วยเหตุนี้เองก็ทำให้ศิษย์ระดับกลางที่อยู่รอบๆกายของอี้เทียนหลาน ต่างพากันเงียบเสียงลงราวก็ถูกตัดลมหายใจ
ความหวาดกลัวแล่นเข้ามาจนจับขั้วหัวใจแล้วได้แต่มองใบหน้าของศิษย์รับใช้ผู้นี้ด้วยสายตาที่ค่อนข้างหวาดหวั่น
พอได้เห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงพ่นลมหายใจออกมายาวๆ หนึ่งที ก่อนจะหมุนกายแล้วสาวเท้าเดินผ่านกลุ่มคนที่เมื่อครู่นี้กำลังมาหาเื่ตน
แต่ก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวเขาก็ชะงักฝีเท้าของตัวเองลงก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่หันกลับมา “หากยังคิดว่าข้าคือลางร้ายก็จงมาทดสอบด้วยตัวเองเถอะ” ว่าจบเด็กหนุ่มก็สาวเท้าเดินจากไป เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบและความหวาดหวั่นในใจของทุกคน
และในขณะเดียวกันนั่นเอง บริเวณบนหอสูงที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เกิดเื่สักเท่าไรผู้าุโซูมู่เหยียนกำลังลูบเคราสีขาวของตัวเองขึ้นลงไปมาั์ตาสีเข้มกับจ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสายตานิ่ง
พร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ ว่า“เด็กคนนี้ยังควบคุมพลังของตัวเองไว้ได้ไม่ให้เกินเลย แต่ถ้าหากวันใดวันหนึ่ง เขาไม่อาจควบคุมของอารมณ์ของตัวเองไว้ได้เกรงว่าไม่ใช่เพียงแค่สำนักเท่านั้นที่จะสั่นคลอน”
ยามเว่ย[1]
หลายชั่วยามผ่านไปไวยิ่งกว่าโกหกข่าวการปะทะกันของอี้เทียนหรานกับหยางเฉินศิษย์ระดับกลางก็แพร่ไปทั่วทั้งสำนักในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน
ส่งผลให้เหล่าศิษย์ที่เคยดูแคลนอี้เทียมหรานเมื่อครั้งเก่าก่อนนั้นบัดนี้กลับกลายเป็หวาดกลัว แต่ยิ่งหวาดกลัวมากเท่าไร เสียงลือเสียงเล่าอ้างเื่ลางร้ายก็ยิ่งดังขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
และในขณะเดียวกันนั่นเองภายในห้องโถงในหออาญาสิทธิ์ ก็มีผู้าุโสามคนกำลังนั่งปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นมาในวันนี้ด้วยเช่นกัน
ก่อนจะมีเสียงของผู้าุโหลานอวี้เซียนพูดขึ้นมาว่า“เราจะทำเช่นไรต่อไป หากปล่อยให้ข่าวลือเช่นนี้ดำเนินการต่อเช่นนี้สำนักคงไม่แคล้วปั่นป่วน”
ก่อนจะมีเสียงของผู้าุโหานเทียนอี๋ดังขึ้นมาให้ได้ยินว่า“จริงดั่งที่เ้าว่า แต่ถ้าหากคิดที่จะกำจัดเด็กคนนั้นก็เกรงว่าพวกเราจะทำไม่ได้แล้ว”
แต่แล้วผู้าุโซูมู่เหยียนก็ค่อยๆ ลืมตาอย่างช้าๆแล้วเอ่ยออกมาว่า “เช่นนั้นก็ให้เขาออกไปเผชิญโลกภายนอกเสียหน่อยก็แล้วกันส่งเขาไปทำภารกิจที่ศิษย์ในสำนักหลายคนทำไม่ได้ หากเขาเอาตัวรอดกลับมาได้ก็ถือซะว่าได้พิสูจน์คุณค่าแต่ถ้าถูกสังหารไปก็ถือซะว่ามันคือชะตาที่เขาต้องเผชิญ”
ยามได้ยินเสียงของอีกฝ่าย ผู้าุโทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ต่างพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยในทันทีเพราะนี่คือทางออกที่สำนักไม่ต้องเสี่ยงอะไรมากมาย เพื่อหาทางกำจัดอี้เทียนหรานที่อาจเป็ภัยคุกคาม
ยามเหมา
ยามเช้าของวันใหม่อี้เทียนหราน ก็ถูกผู้าุโเรียกไปยังลานประกาศภารกิจ
พอไปถึงผู้ดูแลก็ส่งป้ายหยกเล็กๆ แผ่นหนึ่งมาให้ก่อนอีกฝ่ายจะเอ่ยออกมาว่า “นี่คือคำสั่งของผู้าุโ เ้าจะต้องเดินทางไปยังหุบเขาหมื่นอสรพิษเพื่อนำแก่นพิษเขียวมรกตกลับมา”
ทันทีที่เสียงประกาศดังขึ้น ศิษย์ในสำนักที่ยืนอยู่รอบๆต่างตกตะลึงทันใด เนื่องจากภารกิจนี้เป็ภารกิจที่ยากลำบาก และยังไม่มีศิษย์ในสำนักคนไหนทำภารกิจนี้ได้สำเร็จ
ก่อนจะมีเสียงพูดคุยจากคนที่อยู่รอบๆ กายดังให้ได้ยินว่า“หุบเขาหมื่นอสรพิษที่นั่นแม้แต่ศิษย์ระดับสูงถ้าไม่ระวังให้ดีก็แทบเอาชีวิตกลับมาไม่ได้”
แล้วตามมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันของคนกลุ่มนี้“ผู้าุโส่งให้ศิษย์รับใช้อย่างมันไป ก็ไม่ต่างจากส่งไปตาย”
หลังจากที่ได้ยินเสียงพูดคุยของคนรอบกายอี้เทียนหรานก็พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ หนึ่งที แล้วยื่นมือไปรับแผ่นหยกตรงหน้า โดยที่ไม่พูดอะไรออกมาก่อนตัวเองจะหมุนกายแล้วเดินออกไปเงียบๆ เพียงลำพัง
ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ก้าวขาไปทางใดดีๆหลินเยว่ซินที่เพิ่งวิ่งมาถึงแล้วได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เข้าพอดี ก็ถามออกมาทันใดว่า“เ้าจะไปที่นั่นจริงๆ หรือ เ้ารู้หรือไม่ว่าหุบเขานั่น เต็มไปด้วยอสรพิษิญญาสัตว์อสูรระดับสองนับไม่ถ้วน”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็ชะงักฝีเท้าของตัวเองลงทันใดก่อนจะเหลียวหน้าหันไปมองคู่สนทนาที่อยู่ทางด้านหลัง
จากนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มบางเล็กน้อยแล้วพูดออกมาว่า “เ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าข้าผู้นี้ไม่เคยกลัวสิ่งใด”ว่าจบเขาก็หมุนกายเตรียมจะสาวเท้าจากไปทันที
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวขาดีๆ ก็มีเสียงของหลินเยว่ซินดังขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไปกับเ้าด้วย”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงส่ายศีรษะไปมาแล้วพูดออกไปว่า “เ้าไม่จำเป็ต้องไปเสี่ยงเพราะข้า”
ทว่าพูดได้เพียงแค่นั้นหลินเยว่ซินก็ก้าวขามาดักด้านหน้าของเขาเอาไว้ั์ตาสีเข้มเผยความมั่นคงแน่วแน่ แล้วพูดออกไปอย่างไม่ยอมแพ้ว่า“เ้าพูดเช่นนี้กับข้าทุกครั้ง แต่ข้าก็ไม่เคยทำตามคำสั่งของเ้าเช่นกัน”
ส่งผลให้อี้เทียนหราน มองสตรีตรงหน้า โดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “งั้นก็ตามใจเ้าเถอะ”ว่าจบเขาก็หมุนกายแล้วสาวเท้าเดินจากไป
ส่งผลให้หลินเยว่ซินที่ได้ยินคำพูดดังกล่าวเผยรอยยิ้มบางออกมาอย่างดีใจก่อนตัวเองจะจ้องมองแผ่นหลังของคนที่กำลังสาวเท้าเดินไปจนลับสายตา
[1] “ยามเว่ย” (未时) คือบ่ายโมงถึงบ่าย3 กล่าวกันว่าเป็่เวลาที่แพะกำลังออกกินหญ้าแล้วต้นหญ้าจะงอกใหม่ได้