ย้อนกลับมาพูดเื่ตอนข้ายังมีชีวิต
ข้าคือ 'สตรีที่งดงามที่สุดในใต้หล้า' บิดาของข้าเป็ถึงเสนาบดีขวามีนามว่า 'ลู่จื่อหาน' เดิมทีตำแหน่งพระชายานี้มิใช่ของข้า แต่ควรเป็ของ ‘ลู่เซี่ยนหนาน’ ผู้เป็พี่สาวเพียงคนเดียวของข้า เนื่องด้วยตัวของข้าเองนั้นนอกจากความงามแล้วอย่างอื่นข้าก็ไม่มีอะไรเลย
ฉายา หญิงงามล่มเมือง ไม่ได้มาเพียงเพราะความงามของข้าเท่านั้น แต่ข้าคือหญิงงามที่ทำให้คนในเมืองเดือดร้อนไปทั่วอย่างแท้จริง ข้ามักหนีเที่ยวและวิ่งไล่ตีกับอันธพาลในตลาด ท่านพ่อเคยจับข้าได้ขณะพยายามปีนข้ามกำแพงทั้ง ๆ ที่โดนกักบริเวณเื่ข้านำปลาที่ท่านพ่อได้รับเป็ของฝากไปปล่อย
ข้านึกขันทุกครั้งว่าข้าคงเด็กเกินไปกระทั่งไม่รู้ว่าไม่ควรนำปลาที่ตายแล้วส่งกลับไปยังแม่น้ำ
โตขึ้นมาอีกหน่อยข้าก็มีความสนุกกับการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น เพราะท่านพ่อไม่ยอมให้ข้าออกไปเที่ยวเล่นตอนกลางคืน จึงไม่ยอมให้ค่าขนมข้า ข้าจึงคิดแผนการอันชาญฉลาดขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง จึงไปนั่งขอทานเพื่อหาเหรียญสักไม่กี่เหรียญเพื่อใช้ซื้อขนมสายไหมของโปรด ข้าใช้ชีวิตเช่นนั้นมาตลอดหลายปี กระทั่งพี่สาวของข้าป่วยตาย
นับแต่นั้นชีวิตของข้าก็เปลี่ยนไป
ข้าต้องเรียนรู้มารยาทที่หญิงชนชั้นสูงทั่วไปควรรู้จัก ต้องฝึกพูดช้าๆ ข้าอึดอัดยิ่งนัก เดิมหากข้าเอ่ยแต่ละประโยคล้วนพูดจนตัวข้าเองยังหายใจไม่ทัน เกลียดที่สุดคือการทานอาหาร
ข้าใช้มือไม่ได้!
คิดดูสิน่องไก่เชียวนะ! น่องไก่! ข้าต้องใช้ตะเกียบค่อย ๆ คีบเนื้อไก่คำเล็ก ๆ เข้าปาก ต้องเ็ปจากการโดน ‘ฟางหรง’ อาจารย์ผู้สอนกิริยามารยาทที่ท่านพ่อของข้าสรรหามาตีนับครั้งไม่ถ้วนเพราะข้าพยายามใช้มือหยิบน่องไก่มากัด หนำซ้ำจะหยิบจะวางอะไรก็ต้องทำเบา ๆ สตรีผู้มีความประพฤติราวกับม้าดีดกะโหลกเช่นข้าใช้เวลาขัดขืนอยู่นานกว่าครึ่งปี ในที่สุดพวกเขาก็ยอมแพ้ข้า!
ข้าสุขใจได้เพียงไม่นานก็มารู้หลังจากนั้นว่าข้าเองต่างหากที่คิดผิด
เมื่อข้าแต่งงานกับหลี่เสี่ยวหานตามสัญญาหมั้นหมาย ข้าก็ก่อเื่ั้แ่วันแรกของการแต่งงานด้วยการบีบคอสามีข้าในคืนเข้าหอเพราะเขาพูดจาไม่เข้าหูข้า นับจากวันนั้นหลี่เสี่ยวหานก็ไม่คิดจะย่างกรายเข้ามาใกล้ตำหนักของข้าในยามค่ำคืนอีกเลย แต่กลับหาเื่กลั่นแกล้งข้าไม่หยุด ทั้งบังคับให้ข้าเรียนมารยาทอีกครั้งทั้งที่ท่านพ่อของข้าเองยังยอมแพ้ข้าแล้ว 'หลิวเฉิงเจี๋ย' ที่สามีของข้าส่งมาอบรมข้าดุจนข้าอยากกลับไปหาฟางหรงยิ่งนัก! ฟางหรงแค่ตีข้าเพียงเท่านั้น แต่หลิวเฉิงเจี๋ยไม่ทำเช่นนั้น
นางให้ข้าอดขนม!
นางฟ้องหลี่เสี่ยวหานว่าข้าดื้อ! ข้าไม่ได้ดื้อเสียหน่อย พวกเขาต่างหากที่เข้มงวดกับข้ามากเกินไป
เช่นนี้แหละ ข้าจึงได้รู้สึกราวกับในตำหนักบูรพาแห่งนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับข้า ข้าทั้งรู้สึกเหงาและอึดอัด นั่นจึงเป็เหตุผลให้ข้าไม่ชอบอยู่ที่นี่ เมื่อเจอกับหลี่ลู่เหอข้าจึงเผลอคิดว่าเขาคงเป็คนเดียวที่เข้าใจข้า แต่ข้าต้องมาตายอย่างน่าเวทนาเพราะเขา
หลังจากที่ข้าตายไปแล้ว
รู้ตัวอีกทีข้าก็ลอยในสถานที่แปลกประหลาด รอบข้างมีเพียงแสงสว่างสีขาวราวกับหิมะ แต่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นราวกับนั่งผิงไฟอยู่ในตำหนัก ข้าลอยไปลอยมาไม่รู้ว่าใช้เวลาไปแล้วนานเพียงใด
แต่ที่รู้แน่ชัดคือข้ากลายเป็ิญญาไปเสียแล้ว
การเป็ิญญานั้นมีทั้งเื่ดีและไม่ดี เพราะไม่มีขาดังนั้นการเคลื่อนไหวของข้าจึงเป็การลอยไปลอยมาซึ่งข้าไม่เหนื่อย ข้ายังแอบคิดว่าหากข้ามีชีวิตแล้วสามารถลอยไปลอยมาเช่นนี้ได้คงดี อย่างน้อยตอนที่ข้าหนีเที่ยวก็ไม่มีใครได้ยินเสียงฝีเท้าของข้า
แต่ที่ข้าคิดว่าไม่เอาดีกว่า นั่นคงเพราะการลอยของข้านั้นช่างเชื่องช้าเหลือเกิน หากที่พื้นมีมดเดินอยู่ข้ามั่นใจว่ามันคงนำหน้าข้าไปไกลหลายลี้นัก
ข้าได้ยินผีสองตนแรกที่เดินผ่านข้าไปคุยกันว่า พวกเขาเพิ่งกลับมาจากการไปเที่ยวที่หลุมศพของตนเอง ข้าจึงรู้อีกอย่างว่าข้าสามารถกลับไปยังโลกมนุษย์ได้เมื่อมีคนตั้งหลุมศพให้ข้า แต่น่าเสียดายที่ทำได้เพียงแค่มองมนุษย์เท่านั้นไม่อาจแตะต้องตัวพวกเขาได้
ความฝันที่ข้าจะเป็ผีไปหักคอหลี่ลู่เหอจึงหมดสิ้นไป
ในขณะที่ข้าลอยไปลอยมานอกจากในใจจะสาปแช่งเ้าองค์ชายใหญ่บ้านั่น ข้าก็นึกขึ้นมาได้ว่าที่แท้โลกหลังความตายก็ไม่ได้เป็อย่างที่ข้าคิด นานๆ ครั้งที่ลอยข้าก็จะเจอผีเร่ร่อนตนอื่นสวนทางอยู่บ้าง แต่พวกเขาเ่าั้ก็ทำราวกับมองไม่เห็นข้า
ชิชะ! คิดว่าข้าเป็ผีน้องใหม่แล้วมาทำหยิ่งใส่ข้าเช่นนั้นหรือ
“พวกเขามองไม่เห็นเ้า”
ข้าใมาก!
หลังจากที่ข้าพยายามหันหลังลอยกลับไปเพื่อจะกัดหัวผีตนที่สามที่ผ่านไปโดยไม่คิดทักทายข้าก็มีเสียงชายผู้หนึ่งดังขึ้น เสียงนั้นก้องกังวานและแลดูน่าเกรงขาม กระนั้นกลับได้ยินเพียงเสียงเท่านั้น หาได้เจอเ้าของเสียงเลยไม่
ยังมีผีที่เป็ยิ่งกว่าผีเช่นข้าอีกกระนั้นหรือ
ดูเหมือนว่าเ้าของเสียงเย็นเฉียบแต่กังวานนั้นจะได้ยินความคิดข้า “ข้ามิใช่ผีเร่ร่อนเช่นเดียวกับพวกเ้า”
ผีเร่ร่อนอะไรเล่า! ข้าเป็ถึงดวงิญญาพระชายาผู้สูงศักดิ์และงดงามหาผู้ใดเปรียบไม่ได้เชียวนะ!
เอาเถิดอย่างน้อยข้าก็มีใครให้คุยด้วย “เหตุใดพวกเขาจึงมองไม่เห็นข้า”
ข้าถามออกไปขณะมองผีตนที่สี่ลอยทะลุตัวข้าไป จริงอย่างที่เขาว่าไม่มีผีตนใดมองเห็นข้า อย่างกับว่าข้าเป็เพียงอากาศ นี่แม้กระทั่งข้าตายไปแล้วข้ายังไม่มีความสำคัญกับใครเลยหรือนี่
เสียงนั้นตอบข้าว่า “เพราะเ้ายังตายไม่สนิท”
“ตายไม่สนิทคือสิ่งใด ข้าเคยได้ยินแต่คำว่าหลับไม่สนิทเพิ่งจะรู้ครานี้เองว่ามีคำเช่นนี้อยู่ด้วย”
“เพราะเ้าควรตายแต่เ้าไม่ยอมตาย”
ยิ่งเอ่ยข้าก็ยิ่งงงนัก ข้าไม่ยอมตายเช่นนั้นข้าเลยตายไม่สนิทหรือ จริงอยู่ที่ข้าไม่้ายอมรับชะตากรรมนี้ ข้า้าที่จะลากคอหลี่ลู่เหอลงนรกไปพร้อมกับข้าด้วย!
อา ไม่สิ แค่เขาที่ลงนรก ส่วนข้าควรไปในที่ที่ดีกว่านั้น
ข้าถามอีกครา “เช่นนั้นเท่ากับตอนนี้ข้าไม่ใช่ผีสิ”
ข้าดีใจยิ่งนัก!
และเป็ดังที่ข้าคิดเมื่อเขาตอบข้าว่าข้าไม่ใช่ผี “หากเ้าเป็ผีเ้าจะมองเห็นข้า หากไม่ใช่เ้าก็มาที่นี่เพียงเพื่อฟังคำพิพากษาจากข้า”
“ว่าแล้วเชียวว่า์ต้องเมตตาข้าเป็แน่ ดูข้าสิข้าต้องมาตาย...”
“พอ ๆ ข้าไม่อยากฟังเ้าบ่น” ชายผู้นั้นหักหาญน้ำใจข้ายิ่งนัก แต่ช่างเถิด ในเมื่อเขาบอกว่าข้าไม่ได้ตายสนิทข้าก็ให้อภัยเขาสักครั้ง “เห็นแก่แรงแค้นของเ้าที่ไม่ยอมตายสนิทในเมื่อข้าไม่อาจพาเ้าไปยังโลกหลังความตายได้ ข้าก็จะให้เ้าทำตามใจปรารถนา”
“ท่านหมายถึงข้าจะกลับไปโลกมนุษย์ได้ใช่หรือไม่!”
ข้าสาบานว่าชีวิตข้าไม่เคยดีใจเท่านี้มาก่อน ในที่สุดคำขอร้องของข้าเป็จริง ข้าสัญญาหากข้ากลับไปได้ ข้าจะหักคอหลี่ลู่เหอเป็ผู้แรก!
หากแต่ข้าลืมไปว่าชายที่มีแต่เสียงนั้นได้ยินความคิดของข้า “เ้าไม่ได้กลับไปในสภาพเช่นนี้แน่”
หือ
“แล้วกลับไปอย่างไร”
“เ้าจะได้กลับไปเกิดใหม่อีกครั้ง”
หา! นี่ข้าต้องรออีกเกือบยี่สิบปี ข้าจึงจะได้ล้างแค้นหรือ เช่นนั้นข้ายอมรอเวลาให้ข้าตายสนิทยังจะเร็วเสียกว่า
ชายผู้นั้นไม่ได้ตอบในสิ่งที่ข้าสงสัย แต่กลับเอ่ยคำอื่นออกมาแทน “เ้าจำไว้ สิ่งใดที่เคยเป็ของเ้า เ้าจะต้องรักษาเอาไว้ หากเ้ารักษาไว้ไม่ได้ก็เท่ากับเปลี่ยนชะตาชีวิตเ้าไม่ได้ เ้ามีโอกาสอีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น”
สิ้นคำกล่าวนั้นแสงสว่างสีขาวรอบกายข้าก็สว่างกว่าที่เคยจนข้าเลี่ยงที่จะไม่หลับตาไม่ได้ แสงนั้นสว่างอยู่นานมากดูเหมือนจะนานกว่า่เวลาที่ข้าลอยเมื่อครู่เสียอีก
ข้ารู้สึกคล้ายกับว่าภาพที่ข้าเคยเห็นมาตลอดชีวิต ค่อย ๆ ปรากฏออกมา ทว่าย้อนกลับนับั้แ่ข้าตายไปเรื่อย ๆ สิ่งที่เห็นนั้นค่อนข้างเร็วมากเกินกว่าที่ข้าจะทานทนได้ ข้าเริ่มปวดหัวอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่ข้าเคยเป็มา
และสติของข้าก็ดับสิ้นลง