ฟังมาว่า...
ในประกายกระบี่ ในแสงวูบวาบของคมดาบ
ในความดำมืดของอารมณ์มนุษย์ในความเร้นลับของพิศวาสแห่งอิสตรี
มีความลับยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่เพียงใด
เ่าั้แล้ว ยังมิเท่าความลับที่แฝงเร้นหลังการฝึกเคล็ดวิชา“คัมภีร์เสน่หา 12 ราศี”
มันผู้นั้นจะเหาะเหินเดินอากาศได้ฝ่ามือของมันจะแฝงพลังวิเศษ พลังลมปราณจะมีค่ายิ่งกว่าทองคำ
หากสำเร็จวิชานี้
เื่ทั้งหมดทั้งมวลเริ่มต้นจากจุดนี้...
ณ เมืองฉาน หรือเมืองซีอานในปัจจุบันแต่ครั้งกาลอดีตสมัยต้นราชวงศ์ถัง ภายหลังเหตุการณ์ “ประตูเสวียนอู่” (玄武門之變)เหตุการณ์ที่สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีนเมื่อองค์ชาย “หลี่ซื่อหมิน” (李世民) องค์ชายรองพร้อมผู้ติดตามได้สังหารองค์ชายใหญ่“หลี่เจี้ยนเฉิง” (李建成) ผู้เป็รัชทายาทและองค์ชายสี่ “หลี่หยวนจี๋” (李元吉) ที่ประตูเสวียนอู่ซึ่งเป็ประตูทางด้านเหนือของพระราชวังหลวงแห่งฉางอัน
อีก 3 วันต่อมาองค์ชายหลี่ชื่อหมิน ได้รับการสถาปนาเป็รัชทายาทก่อนที่ถัดมาอีกสองเดือน จักรพรรดิเกาจู่จะสละราชบัลลังก์องค์ชายหลี่ชื่อหมิน ได้ขึ้นสืบราชบัลลังก์เป็ จักรพรรดิถังไท่จงส่วนอดีตจักรพรรดิเกาจู่ ได้รับพระอิสริยยศเป็ ไท่ช่างหวังเป็สมัญญาของจักรพรรดิจีนที่สละราชสมบัติ
ครั้งกระนั้นยังมีทหารชั้นล่างผู้เป็กำลังพลขององค์ชายใหญ่แตกพ่ายหลังเหตุการณ์ประตูเสวียนอู่แม่ทัพผู้สนับสนุนองค์ชายใหญ่ได้นำกองทหารเข้าต่อสู้กับกองกำลังของหลี่ซื่อหมินผู้เข้าก่อการรัฐปะายึดอำนาจแต่กลับพ่ายแพ้ ทหารถูกฆ่าจำนวนมาก แต่กลับมีทหารม้าคนหนึ่งหนีรอดมาได้
แม้จะาเ็ถูกอาวุธศัตรูที่แขนแต่ยังโชคดีม้าที่บุรุษผู้นั้นขับขี่เป็ม้าพันธุ์ดีของระดับแม่ทัพเขาพบมันระหว่างการหลบหนี จึงใช้พาหนะควบผ่านมายังชานเมืองฉานอันขณะนั้นเขาขบคิดได้ว่า สถานที่อันตรายที่สุดคือสถานที่ปลอดภัยที่สุดแทนที่จะหนีตายไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ทหารม้าผู้นั้นกลับเดินทางย้อนเข้าเมือง เขาตระหนักว่าตนควรถอดเสื้อผ้าชุดทหารทิ้ง ขโมยชุดชาวบ้านมาสวมใส่แล้วปะปนกับชาวบ้านร้านตลาดเขาตั้งใจหลบซ่อนในศาลเ้าสักแห่งก่อน รอให้าแหายดีและให้เหตุการณ์สงบนิ่งแล้วค่อยเดินทางออกจากเมือง
ในสายลมฤดูร้อนมีกลิ่นไอชื้นคล้ายฝนจะตกปะปนอยู่ในมวลอากาศแต่ทั้งหมดไม่เท่ากับสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพียงต้นราชวงศ์ถังเท่านั้น การฆ่าฟันแย่งชิงอำนาจก็เกิดขึ้นแล้วฤามันจะเพียงเรื่อธรรมดาในหมู่ชนชั้นนำ มันครุ่นคิด
ทหารหนุ่มผู้นี้นามว่า “เล็กเซี่ยวฮุ้น”มันปล่อยม้าเหยาะย่างผ่านสะพานน้อยช้าๆ ลมร้อนโชยมาวูบหนึ่งมันคิดได้ว่าตนควรจะปล่อยม้าไว้แต่เพียงเท่านี้ได้แล้ว หากขี่ต่อไปผู้คนจะจับได้ว่าตนเป็ใคร
ครั้นแล้วจึงะโลงจากม้าแล้วเหลียวขวาแลซ้ายมาหาหนทางที่จะไปช่างไร้จุดหมายเสียจริง เขาคิดแล้วรู้สึกปวดที่าแแขนข้างซ้ายของเขาถูกศัตรูฟันระหว่างการต่อสู้จึงพยายามมิให้ใครล่วงรู้ถึงอาการและาแ มันมิใช่ผลดีต่อตัวเขาเป็แน่
ทันใดนั้นบุรุษได้ยินเสียงร้องให้ช่วยเหลือเขากำลังชั่งใจอยู่ หากเปิดเผยตัว อาจไม่เป็ผลดี แต่เสียงร้องนั้นใกล้เข้ามาจนกระทั่งเ้าของเสียงร้องวิ่งผ่านโดยมีบุรุษร่างใหญ่กำลังฉูดกระชากลากดึงอยู่จนอาภรณ์ขาดรุ่ย
ด้วยมโนธรรมสำนึก มันจึงตวาดเสียงดัง“เ้ากระทำเยี่ยงไรกับหญิงสาวตัวคนเดียว”
“มิใช่ธุระกงการอะไรของเ้า หลีกไป”
เสียงหญิงสาวะโสวนแล้วพยายามปกปิดเรือนร่างภายใต้อาภรณ์ที่ขาดรุ่ยแล้วนั้นนางยกมือปิดบังถัน “ช่วยด้วย ข้ามิรู้จักเขา เขากำลังจะล่วงเกินข้า”
เมื่อบุรุษทหารหนีศึกสังเกตเห็นหญิงสาวในชุดรุ่ยร่ายเนื่องจากถูกกระชากจนขาด จึงแน่ใจว่าว่านางมิได้พบเจอเื่ราวชนิดดีเป็แน่จึงร้องออกปาก
“ในภาวะบ้านเมืองกำลังระส่ำระสายเ้าถือโอกาสก่อเหตุบัดซบหรือ”
“ข้าเป็ทหารขององค์ชายรองเ้าอย่ายุ่งจะดีที่สุด”
“การเป็ทหารหาใช่เหตุที่เ้าจะกระทำตามอำเภอใจ ปล่อยนางเถอะ”
“เ้านี่ช่างแส่หาเื่ใส่ตัวจริงๆ”
กล่าวจบบุรุษแปลกหน้าก็พุ่งตัวจู่โจม บุรุษที่เป็ทหารในกลุ่มผู้แพ้หลบหลีกพ้นแล้วซัดหมัดใส่จนทหารคู่ต่อสู้ล้มหมอนั่นลุกหยัดกายขึ้นแล้วซัดอาวุธลับใส่ บุรุษฯหลบพ้นอีกแล้วพุ่งตัวจี้สกัดเข้าจุดสลบของอีกฝ่าย ทหารหนีตายหันมากล่าวกับหญิงสาว
“เ้ามิเป็ไร ใช่ไหม”
“ขอบคุณท่านยิ่งนัก” หญิงสาวยกมือประสานพลางกล่าวแล้วนางก็เห็นเขากุมท่อนแขน “ท่านาเ็หรือ”
“เล็กน้อย”
“ไหน ให้ข้าดูาแท่าน”
“มิเป็ไรๆ”
แต่นางก็ไวปานสายฟ้าแลบเมื่อเห็นาแที่เืซึมออกมาจากการปะทะชั่วครู่
“าแท่านใหญ่ดูท่าจะมิใช่จากเหตุเมื่อครู่ เพราะท่านมิได้ถูกอาวุธมันผู้นั้น”
บุรุษมิตอบ ได้แต่ก้มหน้า
“ฤาท่านจะเป็ทหารของฝ่ายองค์ชายรอง”
บุรุษใ เงยหน้าขึ้นสบตานาง“ท่านรู้เื่เหตุการณ์ที่ประตูนั่นหรือเหตุการณ์เช่นนี้หาใช่บุคคลธรรมดาจะทราบเข้า”
“บิดาข้า อย่างน้อยก็เกี่ยวข้องด้วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
“ถ้าอย่างนั้น!”
“ท่านมิต้องกังวลข้ามิเห็นด้วยกับการกระทำของบิดาอีกทั้งบิดาข้าก็มิเห็นด้วยกับการกระทำขององค์ชายรองแม้จะสนับสนุนองค์ชายรองและเป็ลูกน้องขององค์ชายก็ตาม” กล่าวจบก็หันมาดูาแ
แต่กลับเห็นว่าบุรุษกำลังจ้องมองเรือนร่างนาง!
“ข้า ข้าขออภัย” เขารู้สึกอับอายที่แอบมองและนึกถึงเรือนร่างนางภายใต้อาภรณ์ขาดวิ่น
นางยิ้มแย้ม มิเป็ไร “ท่านตามข้าไปบ้านข้าเถอะ มิไกล เพียงถัดจากนี้ท่านจะปลอดภัยกว่า ข้าจะทำแผลให้ท่าน แล้วค่อยคิดหาหนทางกัน” นางตอบเขา
เมื่อเห็นเขาจดๆ จ้องๆแล้วสบถเมื่อเจ็บาแ จึงกล่าว “ข้ามิทำร้ายท่านหรอกเราต่างเป็เพียงหมากเบี้ยในกระดานข้ามิสนใจจะไปเกี่ยวข้องกับความเป็ความตายของคนใหญ่คนโตหรอกอีกทั้งท่านก็ช่วยข้าจากเภทภัย ข้าจะอกตัญญูท่านได้อย่างไร”
นางหยุดพูดพลางจ้องหน้าบุรุฯตรงหน้าอย่างสังเกตก้อนจะกล่าวต่อ “อ้อ ข้ายังมิได้ถามนามผู้มีพระคุณต่อข้าเลย
“ข้าแซ่เล็ก นามเซี่ยวฮุ้น ท่านล่ะแม่นางผู้มีใจเมตตาต่อข้า”
“น่ำเจ็ง”
ในเรือนหลังบ้านเรือนเล็กข้างเรือนคนรับใช้ น่ำเจ็งให้เล็กเซี่ยวฮุ้นหลบซ่อนตัวถึงมื้ออาหารนางก็ให้หญิงรับใช้ยกสำรับมาวาง ส่วนนางมิได้เดินผ่านมายุ่งเกี่ยว การระวังตัวของนางล้วนก่อเกิดผลดีต่อทุกคน
เช้าวันหนึ่งหลังอาการาเ็ทุเลาลงมากเล็กเซี่ยวฮุ้นออกมารับลมชมวิว พักผ่อนอยู่หน้าเรือนหลบซ่อน เนื่องจากมืดค่ำแล้วมิมีผู้ใดกราย มันได้ยินเสียงหญิงสาวครวญครางแ่เบาหลุดเร้นมาจากซอกหลืบแห่งใดแห่งหนึ่ง ท่ามกลางลมร้อนกระพือเสื้อหนาชั้นเลวจนพลิ้วไหวได้
บุรุษแซ่เล็กสูดจมูกฟิดฟาดประสบการณ์ในชีวิตบอกมันว่าเสียงนั้นคือเสียงชนิดใดและผู้ส่งเสียงอยู่ในอารมณ์ชนิดไหน
แม้จะอยู่ในการหลบหนีเร้นภัยต่อชีวิตแม้ด้วยเสียงเร่าร้อนและมันห่างหายจากเื่ราวเช่นนี้มานานนับปี นับั้แ่เข้าประจำพลในกองกำลังขององค์ชายรัชทายาทมันจึงเดินเข้าหาจนพบว่าเสียงนั้นมาจากเรือนอาบน้ำชำระกายของคนรับใช้อันแยกมาจากเรือนหลังใหญ่
มองซ้ายขวา หาทางมองเข้าไปมันจึงพบว่า ภายใต้ขื่อคา้านั้นกระทำอย่างไม่มิดชิด มีช่องให้แอบส่องเข้าไปมันจึงปีนขึ้นแล้วแนบดวงตาผ่านไปยังเรือนร่างอันสะโอดสะองค์ของหญิงสาวที่กำลังเคลิบครื้ม ใบหน้าเหยเก สูดปากซี๊ดซ้าดขณะที่มือขวาก็ส่งนิ้วแหย่เข้าไปในถ้ำของนางเอง สาวเข้าสาวออกขณะที่มือซ้ายก็บีบหน้าอกตนเองอย่างเสียวซ่าน
บุรุษแซ่เล็กมองไปยังรอบตัวด้านชีวิตส่วนตัวเขาเคยผ่านเื่ราวเช่นนี้มาอย่างโชกโชน่หลายปีก่อนจะมาเป็ทหารเขารู้ดีว่า แม้นางจะกำลังช่วยเหลือตัวเองแต่หาใช่ว่าเมื่อตนเข้าไปนางจะยินยอมพร้อมกระทำเพลงรักด้วยกันนั่นมันเื่เพ้อฝันในหนังสือปกขาว หาใช่ชีวิตจริง เขาจึงแอบมองดูเพียงอย่างเดียวจนกระทั่งนางสุขสมอารมณ์หมาย เขาจึงะโลงมาแล้วเดินหนีจากบริเวณนั้นไป
ครั้นกลับเข้าห้องบุรุษแซ่เล็กรีบปิดประตูห้อง ภาพติดตามเมื่อครู่ยังคงติดตาเขาอยู่เขามิได้เห็นเรือนร่างหญิงสาวมานานนับปีแล้วขณะคิดเขาปลดผ้าผูกเอวปล่อยลงแล้วล้วงเอาัออกมาตากอากาศ เขาขยับมันช้าๆรูดขึ้นรูดลง ภาพหญิงสาวในหัวขณะทำอัตกามกริยาทำให้เขานึกไปว่าตนเองกำลังซอกไซร้ไปตามซอกคอของนางแล้วก้มลงดูดถันนางราวกับเด็กหิวนมมารดา
ชั่วเวลานั้นเองบุรุษแซ่เล็กมิได้รู้เลยว่าน่ำเจ็งลอบมองผ่านหน้าต่างเข้ามานางตั้งใจจะผ่านเข้ามาไต่ถามความเป็อยู่ที่ผ่านมา นางกำลังเตรียมเคาะประตูแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ นางเคยแอบมองหญิงรับใช้ลอบมีรักกับชายคนรักในห้องจึงย่องหารูเลี้ยวที่ตนเคยแอบมองแล้วก็ต้องตื่นเต้นใเมื่อเห็นเล็กเซี่ยวฮุ้นกำลังสาวัยาว
มันใหญ่มาก นางรำพึงนางเคยเห็นของชายคนรักของหญิงรับใช้ก็นึกว่าใหญ่แล้ว แต่ของบุรุษท่านนี้กลับใหญ่โตมโหฬารนางรู้สึกวูบวาบ พลางนึกไปถึงเมื่อครั้งเห็นหญิงรับใช้กับคนรักหนุ่ม
คืนนั้นเป็คืนพระจันทร์เต็มดวงมีคนมาแจ้งข่าวบิดาของนางเมามายอยู่โรงเตี้ยม เกรงว่าจะได้รับอันตรายเพราะบิดานางโวยวาย กล่าวพาดพิงถึงองค์รัชทายาท อยากให้รีบมารับกลับนางเรียกหาทั้งหญิงรับใช้และลุงพ่อบ้านแต่ก็ไม่เจอจึงเดินมาตามที่เรือนของคนทั้งสอง
เมื่อใกล้ถึงเห็นชายคนหนึ่งลับๆล่อๆหน้าเรือน ถึงย่องไปดู ทันใดฝนก็เทลงมาอย่างไม่บออกกล่าว
น่ำเจ็งได้ยินเสียงคนพูดจึงสะดุ้ง “โกวเนี้ยมาหลบในห้องข้าก่อนไหม”
เมื่อนางหันไปดูกลับพบว่าชายหนุ่มคนที่ลับๆล่อๆเมื่อครู่ไม่ได้กล่าวแก่ตน แต่กล่าวแก่หญิงรับใช้ของตน
หญิงรับใช้ตอบเขา “ท่านพี่ล้อเล่นข้าอีกแล้ว นี่เรือนของข้านะ ท่านนั่นแหละ ควรเข้ามาหลบฝนในนี้ก่อน”
น่ำเจ็งนึกคนของข้าแอบพบคนอื่นในเรือนของข้าเองหรือ ดูถ้าจะต้องตำหนิเสียแล้ว
นางกำลังจะหันหลังกลับนึกได้ว่าตนมีธุระเื่บิดา คงต้องไปหาคนอื่นดูเสียแล้วเดี๋ยวไว้ค่อยจัดการนางภายหลัง น่ำเจ็งคิดแล้วก็หันหลัง
ทว่าเมื่อมาถึงเรือนของตนนางไม่พบทั้งพี่สาวและพี่เขย จึงพาลโมโหกับทุกคนนางเดินไปเดินมาเพื่อหาคนติดตามนางไปด้วยนานอยู่พักหนึ่ง ยิ่งฉุนเฉียวมากขึ้นนึกว่าคงต้องกลับไปหาหญิงรับใช้ของตน ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้นแล้ว
ทว่าเมื่อไปถึงกลับได้ยินเสียงคนร้อง“โอ๊ยๆ “