2 สัปดาห์ต่อมา…
หลังจากผ่านบทเรียนบนเตียงอันเร่าร้อนลึกซึ้งกับภูผาและบอสในวันนั้น แพรแทบไม่มีเวลาว่างหาทำกิจกรรมบนเตียงกับใครอีกเลย เนื่องด้วยตารางเรียนของคณะเภสัชศาสตร์ที่หนักหน่วงและสูบพลังงานจนแทบกระอัก ในแต่ละคืนเมื่อกลับมาถึงห้อง สิ่งเดียวที่ทำได้คือการทิ้งตัวลงนอนด้วยความอ่อนล้า
ทว่าในที่สุด วันหยุดสุดสัปดาห์ที่รอคอยก็มาถึง แพรและกลุ่มเพื่อนมหาลัยได้รวมตัวกันจัดทริปพักผ่อนเพื่อหลีกหนีจากตำราเรียน มุ่งหน้าออกเดินทางสู่ผืนป่าตะวันตกอันอุดมสมบูรณ์และเงียบสงบ
…
รถเก๋งสีดำเคลื่อนตัวเข้ามาจอด ณ อุทยานแห่งชาติ กลุ่มวัยรุ่นที่ประกอบด้วยผู้หญิง 3 คน ผู้ชาย 2 คน ทยอยก้าวลงจากรถ ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์และเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว ซึ่งหาดูไม่ได้ในกรุงเทพ ทุกคนสะพายกระเป๋าเป้คนละใบบรรจุสัมภาระจำเป็
แพรและเพื่อนๆพากันเดินตรงไปยังส่วนบริการนักท่องเที่ยวเพื่อติดต่อกับเ้าหน้าที่อุทยานเกี่ยวกับเื่คนขับรถท้องถิ่น เนื่องจากจุดหมายปลายทางของพวกเขาคือหมู่บ้านชาวปกากะญอที่ตั้งรกรากอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาห่างไกล ถนนหนทางเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามมากมาย ทั้งดินโคลน ทั้งร่องน้ำลึก และทางชันเลียบหน้าผา ซึ่งรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปไม่มีทางที่จะเข้าถึงได้อย่างแน่นอน
ไม่นานนัก ลุงวิเชียร ชายวัย 50 ปีเศษ ได้เดินเข้ามาต้อนรับกลุ่มนักศึกษา แกเป็คนขับรถท้องถิ่นมากประสบการณ์ จะทำหน้าที่พากลุ่มของแพรออกเดินทางด้วยรถกระบะตอนเดียวโฟร์วิลที่ถูกดัดแปลงและยกเครื่องยนต์มาเป็พิเศษเพื่อลุยป่าโดยเฉพาะ ใส่ล้อวิบากพร้อมลุยโคลนและติดตั้งระบบท่อสน็อกเกิลสำหรับลุยน้ำลึก ดูสมบุกสมบันเต็มพิกัด
บริเวณท้ายกระบะถูกต่อเติมเสริมโครงเหล็กอย่างแ่า พร้อมทำเบาะนั่งยาวบุหนังเทียมขนานกันสองฝั่งคล้ายกับรถสองแถว แพรกับเพื่อนๆก้าวปีนขึ้นไปจับจองที่นั่งท้ายกระบะพลางส่งเสียงหัวเราะตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่ ลุงวิเชียรยืนยิ้มมองเด็กๆด้วยความเอ็นดู แต่สายตาที่แเีของเขาจับจ้องไปยังบั้นท้ายอวบแน่นของแพรเป็พิเศษ
ไม่กี่นาทีต่อมา สายลมเย็นจากชายป่าเริ่มพัดโชยมาปะทะใบหน้าวัยรุ่นทั้งห้าคน ขณะที่เสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่ปรับแต่งมาอย่างทรงพลังเริ่มร้องคำราม
…
เวลา 11:48 น.
หลังจากผ่านการเดินทางอันทรหดร่วม 3 ชั่วโมงเต็ม บนเส้นทางที่โยกคลอนจนตัวโยน รถออฟโรดคู่ใจของลุงวิเชียรได้พากลุ่มวัยรุ่นมาถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย หมู่บ้านชาวปกากะญอกลางหุบเขาเผยโฉมให้เห็นท่ามกลางม่านหมอกจางๆ
นอกจากจะทำหน้าที่เป็คนขับรถแล้วนั้น ชายที่บนใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลายังต้องทำหน้าที่เป็คนแนะนำสถานที่สำคัญต่างๆอีกด้วย พาเด็กๆเดินไปดูว่าห้องน้ำอยู่ตรงไหน อะไรอยู่ตรงไหน
วันนี้มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นกระจายตัวอยู่ประปรายตามจุดต่างๆ ไม่ถึงกับหนาตาจนแออัด กลุ่มของแพรเดินทางมาถึง่เวลาเที่ยงตรงพอดี ท้องไส้ของทุกคนจึงเริ่มส่งเสียงประท้วง พวกเขาพากันเดินเท้าลัดเลาะไปตามทางดินมุ่งหน้าสู่ร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ ซึ่งเป็ร้านอาหารเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้านอันห่างไกลนี้ ระหว่างที่รออาหาร แพรกับเพื่อนๆถือโอกาสพูดคุยสารทุกข์สุกดิบกับชาวบ้านไปด้วย
หลังจัดการมื้อเที่ยงจนอิ่มหนำ แพรกับเพื่อนๆเดินไปยังอาคารอำนวยการนักท่องเที่ยว เพื่อติดต่อขอเช่าเต็นท์และอุปกรณ์ตั้งแคมป์ เมื่อได้ของครบถ้วนทุกคนช่วยกันขนสัมภาระไปยังริมลำธารสายใหญ่ บรรยากาศร่มรื่นมาก เสียงน้ำไหลกระทบโขดหินดังคลอเคล้าไปกับสายลมเย็น พวกเขาเลือกพิกัดที่ค่อนข้างเป็ส่วนตัว เว้นระยะห่างจากนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นพอสมควร เพราะทั้งห้าคนต่างก็มีอุปนิสัยเป็เด็กเนิร์ดรักสงบ้าพื้นที่ส่วนตัวไม่ต่างกัน
การจัดสรรพื้นที่ถูกแบ่งเป็เต็นท์หลังใหญ่สำหรับผู้หญิงสามคน ส่วนเต็นท์หลังที่เล็กกว่าเป็ของสองหนุ่มสุดติ๋ม ทุกคนช่วยกันกางเต็นท์อย่างสนุกสนาน หยิบจับเสาเต็นท์ ตอกสมอบก มีหยอกล้อและแกล้งกันบ้างตามประสาเพื่อนสนิท ระหว่างนั้น ลุงวิเชียรที่เดินตามมาดูความเรียบร้อยอยู่ห่างๆ ได้ยืนยิ้มมองภาพความสดใสของเด็กๆด้วยความเอ็นดูปนขบขัน
นักศึกษาเภสัชกลุ่มนี้จะค้างที่นี่หนึ่งคืน มีกำหนดการเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้ ซึ่งลุงวิเชียรต้องอยู่สแตนบายที่หมู่บ้านแห่งนี้จนกว่าจะจบทริป เพื่อทำหน้าที่ขับรถโฟร์วิลคันเดิมพาลูกค้ากลุ่มนี้ลุยป่าฝ่าดงออกไปส่งยังอุทยานแห่งชาติที่เดิมอย่างปลอดภัย
…
หลังจากกางเต็นท์เสร็จเรียบร้อย วัยรุ่นทั้งห้าคนนั่งพักผ่อนสายตา มองดูสายน้ำในลำธาร ก่อนจะชวนกันออกไปเดินสำรวจรอบหมู่บ้าน ััวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของผู้คนในชุมชน บรรยากาศอบอวลไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความสนุกสนาน
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่บ่ายสามโมง เป็เวลานัดหมายที่พวกเขาจะไปทำกิจกรรมล่องแพไม้ไผ่ในแม่น้ำ แต่ทว่าแพรกลับปฏิเสธที่จะร่วมสนุก โดยเธอให้เหตุผลว่าเจ็บขาขึ้นมากะทันหัน ทำเอาเพื่อนๆพากันงง เพราะตลอดระยะเวลาที่เดินชมหมู่บ้านด้วยกัน ก็ไม่เห็นว่าแพรจะเดินสะดุดหรือล้มตอนไหน
ลุงวิเชียรเดินนำเพื่อนๆของแพรไปส่งยังจุดล่องแพ ซึ่งมีชาวบ้านท้องถิ่นคอยสแตนบายรับ่ดูแลต่ออยู่แล้ว ระหว่างทางเดิน ลุงวิเชียรแอบเหลียวหลังส่งสายตาหันกลับมามองเด็กสาวหน้าหมวย ที่กำลังเดินกะเผลกแยกตัวกลับไปยังบริเวณเต็นท์เพียงลำพัง
…
ไม่กี่นาทีต่อมา หลังจากส่งเด็กๆลงแพเรียบร้อยแล้ว ลุงวิเชียรเดินย้อนกลับมายังจุดกางเต็นท์ริมลำธาร เห็นคนใส่แว่นนั่งจ๋องอยู่ที่เก้าอี้สนามแบบพกพาที่กางไว้ด้านหน้าเต็นท์ ชายวัยห้าสิบหันมองซ้ายมองขวาเช็กความเรียบร้อย เมื่อเห็นว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นกางเต็นท์อยู่ห่างออกไปพอสมควรและไม่มีใครสนใจ แกจึงสาวเท้าเดินตรงเข้าไปหาเป้าหมายทันที
“เห็นหนูบอกว่าเจ็บขา เป็อะไรมากมั้ย” ลุงวิเชียรถามด้วยน้ำเสียงโทนผู้ใหญ่ที่แสดงความห่วงใย สายตาจับจ้องไปยังเรียวขาขาวเนียนของเด็กรุ่นลูก
“หนูข้อเท้าพลิกค่ะ…” แพรตอบเสียงอ้อยอิ่ง ใบหน้าหมวยเก๋บิดเบี้ยวเล็กน้อย ใช้มือจับกุมข้อเท้าตัวเอง ลุงวิเชียรหันมองไปรอบๆตัวเพื่อความแน่ใจอีกรอบ ก่อนจะขยับเข้าไปทรุดตัวนั่งยองๆลงด้านหน้าเก้าอี้
“ไหน... ลุงขอดูหน่อยซิ” ชายวัยกลางคนเอ่ยปาก พลางทำท่าจะยื่นมือหยาบกร้านตามประสาคนขับรถลุยป่าเข้ามาจับขาขาวเนียนของเด็กสาวใส่แว่น
“ดูเบาๆนะคะ... หนูเจ็บ” แพรทำสีหน้าแสดงอาการเหมือนคนเ็ปเจียนตายจริงๆ เมื่อมือฝ่ายชายแตะััลงบนผิวเนื้อข้อเท้าของเธอ
“อืมม... ลุงคิดว่าเอ็นข้อเท้าน่าจะยึดเฉียบพลันนะแบบนี้ ถ้าปล่อยไว้ประเดี๋ยวคืนนี้จะบวมเป่งจนนอนไม่ได้เอา” พูดอย่างจริงจังแล้วสายตาของผู้ชายรุ่นพ่อก็มองไต่ระดับขึ้นไปจนถึงขาอ่อน ตอนนี้แพรใส่กางเกงขาสั้นสบายๆ เผยให้เห็นผิวขาวจั๊วะอมชมพู
“ลุงรู้ได้ยังไงคะ?” แพรถามกลับด้วยความสงสัย
“ลุงเคยเป็หมอนวดแผนโบราณมาก่อนน่ะ จับดูแค่นี้ลุงก็รู้แล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำกล่าวบอกอย่างหน้าตาเฉย แต่ไม่รู้ว่าลุงแกพูดจริงหรือแค่โกหกเพื่อหาเื่แตะเนื้อต้องตัวเด็กสาวรุ่นลูก ในขณะที่ใบหน้าของคนใส่แว่นยังคงบิดเบี้ยวระคนเซ็กซี่เบาๆ
“เดี๋ยวลุงจะลองนวดคลายเส้นเบื้องต้นให้ก่อนนะ เผื่ออาการปวดจะทุเลาลง”
“ค่ะ… เอางั้นก็ได้”
ร่างมีน้ำมีนวลเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เรียวขาอวบขาวค่อยๆแบะอ้าออกจากกันต่อหน้าต่อตาผู้ชายที่กำลังนั่งยองๆอยู่กึ่งกลางระหว่างขาของเธอ แพรทำหน้ามึน ทำเป็ไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าตัวเองนั่งอ้าขาในลักษณะที่ไม่สุภาพและล่อแหลม ราวกับว่าเธอกำลังโฟกัสอยู่กับความเจ็บระบมที่ข้อเท้าเพียงอย่างเดียว
ลุงวิเชียรเมื่อเห็น์เปิดทาง เขาแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ เก็บซ่อนอาการหูตาวาว ก่อนจะเริ่มขยับมือบีบคลำสูงขึ้นเรื่อยๆ จากข้อเท้าไล่ขึ้นไปตามน่องขาจนถึงบริเวณหัวเข่า ทำแววตาจริงจังเหมือนกำลังประเมินอาการของเส้นเอ็นอย่างตั้งอกตั้งใจ
“หนูกับเพื่อนๆมาจากกรุงเทพใช่มั้ย” ลุงวิเชียรชวนคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศดูน่าสงสัยจนเกินไป
“ทำไมลุงถึงรู้ล่ะคะ?” แพรย้อนถาม ก่อนจะขยับขาหุบๆอ้าๆ ท้าทายสายตาและศีลธรรมของชายรุ่นพ่อ
“ก็เด็กกรุงเทพส่วนใหญ่จะผิวพรรณดี ขาวเนียนเหมือนไม่เคยโดนแดดโดนลม” ลุงวิเชียรพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ระหว่างนั้น แพรที่นั่งทิ้งตัวทำขาหุบๆอ้าๆพิงพนักเก้าอี้ นึกขึ้นได้ว่าเธอต้องเ็ปที่ข้อเท้า เธอจึงร้องครางซี๊ดซ๊าดออกมาเบาๆ พร้อมกับบิดเอี้ยวเนื้อตัวไปมา ท่วงท่าไม่ระมัดระวังนั้นส่งผลให้สายตาคมกริบของลุงวิเชียรมองเห็นบางอย่างเข้า
ด้วยความที่ตอนนี้แพรใส่กางเกงสั้นมาก ไหนจะท่านั่งอ้าขากว้างและทิศทางองศาที่เหมาะเจาะ ทำให้ลุงวิเชียรมองทะลุผ่านเข้าไปทางช่องขาของกางเกงบริเวณโคนขาหนีบ สายตาปะทะเข้ากับกางเกงในสีชมพูอ่อนที่โอบรัดโหนกเนื้อนูนแน่นอยู่รำไร
ภาพเนื้อขาอ่อนขาวๆนุ่มๆ สลับกับสีชมพูอ่อนของกางเกงใน แม้จะเห็นแค่วับๆแวมๆ ไม่ได้เห็นจะแจ้งทั้งหมด แต่นั่นก็เป็ภาพที่เปิดเผยความบริสุทธิ์ของเด็กสาว ทำเอาจิตใจชายวัยกลางคนเต้นระส่ำปั่นป่วนแทบกระเจิดกระเจิง ใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด
อย่างไรก็ตาม ลุงวิเชียรทำทีเป็ก้มหน้าก้มตามองต่ำลงพื้น แกล้งไม่สนใจและไม่ได้มองเข้าไปในหว่างขาแบบโจ่งแจ้ง เพราะกลัวแพรจะจับพิรุธได้ว่าเขาคิดไม่ซื่อ ขณะที่แพรเองจู่ๆก็หุบขาเข้าหากันอย่างมิดชิดเรียบร้อย แสดงท่าทางขัดเขินและสำนึกผิด ให้ความรู้สึกราวกับว่าเมื่อครู่นี้เธอเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอนั่งอ้าขาเสียมารยาทต่อหน้าผู้ใหญ่แบบไม่ตั้งใจ
“ไม่ต้องเกร็งนะหนู ถ้ายิ่งเกร็งกล้ามเนื้อจะยิ่งระบม นั่งปล่อยตัวตามสบายแบบเมื่อกี้จะดีกว่า” ลุงวิเชียรพูดในลักษณะชักจูง ในขณะที่สองมือยังคงบีบคลึงเบาๆตรงเอ็นร้อยหวายบริเวณข้อเท้าของแพร
“ลุงเคยเจอเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับหนูมาเยอะแล้ว ที่มาเที่ยวที่นี่ ลุงมองเหมือนลูกเหมือนหลานทั้งนั้นแหละ ไม่ได้คิดอะไรหรอก” ลุงวิเชียรพูดออกตัวต่อ เพื่อหวังจะทำให้เด็กสาวชาวกรุงสบายใจ
ซึ่งปรากฏว่าได้ผลตามคาด ขาคู่สวยของแพรทิ้งน้ำหนักผ่อนคลายอีกครั้ง หัวเข่าสองข้างแยกออกจากกัน อ้าขาแบะกว้างตามเดิม แพรปั้นแต่งสีหน้าให้ดูเหมือนเ็ประคนเขินอายที่ต้องรบกวนผู้ใหญ่
“ว่าแต่หนูไปทำอีท่าไหนเข้าล่ะ ถึงได้ข้อเท้าพลิกจนเดินไม่ไหวแบบนี้” ชายวัยกลางคนชวนคุย เงยหน้ามองสบตาเด็กสาวตรงๆ ก่อนจะฉวยโอกาสมองลึกเข้าไปในหว่างขาที่อ้าออกตรงหน้าเขา กางเกงขาสั้นที่แพรใส่มันรัดร่นเข้าไปตามท่านั่งและความแน่นของสัดส่วน ลุงวิเชียรยังคงเห็นกางเกงในสีชมพูอ่อนวับๆแวมๆผ่านทางช่องขาของกางเกง แต่เขามองแบบผ่านๆ แล้วดึงสายตากลับอย่างแเี
“หนูเดินสะดุดอะไรไม่รู้ตอนออกจากห้องน้ำค่ะลุง ตอนแรกก็ไม่รู้สึกเจ็บอะไรเลยนะ เพิ่งมารู้สึกระบมตอนกำลังจะเดินไปลงแพไม้ไผ่นี่แหละค่ะ”
“แสดงว่าตอนแรกที่หนูสะดุด ร่างกายหนูมันหลั่งอะดรีนาลีนออกมาเยอะ ก็เลยยังไม่ทันรู้สึกเจ็บ แต่พอหนูเริ่มเดินปล่อยตัวตามสบาย กล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นมันถึงเพิ่งจะเริ่มอักเสบตามมา” คนขับรถวัยกลางคนวิเคราะห์อาการเป็ฉากๆก่อนจะถามต่อ
“แล้วตอนนี้ค่อยยังชั่วหรือยัง”
“ค่ะ... รู้สึกดีขึ้นหน่อยแล้วค่ะ”
สายตาของลุงวิเชียรมองแพรในเชิงประเมินอย่างละเอียด เด็กคนนี้ท่าทางจะหัวอ่อน เชื่อคนง่าย ไร้เดียงสาต่อโลกกว้าง ยิ่งบวกกับรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณที่ล่อตาล่อใจขนาดนี้ มีหรือที่เพศตรงข้ามจะไม่รู้สึกอะไร ลุงวิเชียรเองแกก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูน
“แต่ถ้าจะให้ชัวร์ลุงว่าต้องเช็คอาการให้ละเอียดกว่านี้ แล้วก็ลองนวดไล่เส้นดู ลุงเคยเป็หมอนวดแผนโบราณมือหนึ่งของอำเภอ คนเฒ่าคนแก่หรือพวกนักกีฬาขาหักข้อเท้าแพลงมาให้ลุงเหยียบให้ดัดให้ หายวันหายคืนกันหมด เชื่อมือลุงเถอะหนู” ชายวัยกลางคนคุยโวสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง แพรทำสีหน้าครุ่นคิด ขยับหุบขาเรียบร้อยอีกครั้งเพื่อแสดงท่าทางรักนวลสงวนตัวให้ดูบริสุทธิ์ใสซื่อจริงๆ
“ก็ได้ค่ะ… รบกวนคุณลุงด้วยนะคะ” แพรปั้นแต่งน้ำเสียงและสีหน้าออกไปราวกับเด็กไม่ประสีประสา
“ถ้างั้น…” ลุงวิเชียรชะโงกหน้ามองเข้าไปด้านในเต็นท์หลังใหญ่ที่เปิดซิปอ้าไว้ “ลุงว่าเดี๋ยวเราเข้าไปในเต็นท์กันดีกว่า หนูจะได้นอนราบลงไปเลย เพราะถ้านั่งเก้าอี้แบบนี้ลุงจะจับเส้นจัดกระดูกให้ไม่ถนัด”
แพรกระพริบตาปริบๆ ทำสีหน้าใสซื่อบ้องแบ๊วไม่ทันคน ครุ่นคิดลังเลใจดึงเวลาอยู่นานสองนาน ก่อนจะพยักหน้ารับคำเบาๆ แล้วพยุงกายลุกเดินกะเผลกนำคุณลุงคนขับรถมุดเข้าไปด้านในเต็นท์…