“ผิดแล้วหลาน”เเลจูหันมาสบตากับหลานสาว “สำหรับคนเป็หมอแล้วการรักษาชีวิตคนได้เป็ความสำเร็จอย่างสูงสุด”
“ความตายเป็สิ่งที่เทพอานูบิสเป็ผู้มอบให้มนุษย์อย่างเราจะขัดพระประสงค์ขององค์เทพได้หรือ”อังค์เนสเอ่ยถามดวงตากลมโตเป็ประกายสดใส
“หากเป็ประสงค์ของเทพอานูบิสผู้ทรงเป็ผู้ช่วยในการชั่งิญญาโดยเป็ผู้ดูตาชั่งอย่างละเอียดโดยมีขนนกเป็เครื่องวัดถ้าขนนกเอนขึ้นแปลว่ามีความผิดมากถ้าคนนกเอนลงถือว่ามีความดีมาก ส่วนเทพธอธจะเป็ผู้บันทึกการตัดสินเมื่อถือว่าิญญานั้นบริสุทธิ์แล้วิญญาจะไปเข้าเฝ้าเทพโอสีริสเพื่อพิพากษาให้ไปสู่ในโลกแห่งิญญาใหม่หากไม่บริสุทธิ์จะถูกลงโทษอย่างโหดร้ายเราคงไมอาจขัดประสงค์ขององค์เทพได้หากความตายยื่นมือมาััเราคงไม่อาจหลุดพ้นได้ทว่าหากเทพอานูบิสบัญชาให้เราอยู่เราก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการรักษาแบบที่เราทำอยู่”
“ความคิดของท่านปู่เลจูต่างจากเหล่านักบวชยิ่งนัก” อังค์เนสก้มศีรษะยอมรับแท้จริงแล้วเธอชื่นชอบวิธีการสั่งสอนของท่านปู่เลจูมาก“แล้วท่านปู่จะให้ติดตามด้วยใช่มั๊ย”
“หาได้เป็เช่นนั้นไม่”
อังค์เนสอ้าปากค้างแล้วกระโจนเข้าเกาะแขนของท่านปู่เลจูเขย่าแรงๆ
“ทำไมละท่านปู่ ให้ข้าไปด้วยเถอะข้าจะได้ช่วยวินิจฉัยโรคประหลาดนั่นไง”
“แล้วถ้าเ้าไปใครจะดูแลที่นี่”
ประโยคของเลจูทำให้อังค์เนสเถียงไม่ออกที่โรงหมอแห่งนี้มีคนเจ็บคนป่วยเข้ามารับการรักษาไม่เว้นแต่ละวันและเธอเองก็ยอมรับว่าความสามารถของตนอาจมีไม่พอที่จะรักษาโรคประหลาดที่ยังไม่มีใครรักษาได้
“แล้วท่านปู่จะเดินทางอย่างไร”อังค์เนสพึมพำถามเบาๆ อย่างเสียดาย
“ข้าเลือกคนที่จะเดินทางไปกับข้าแล้วเ้าอย่าได้กังวลเื่นี้แต่เ้าอยู่ที่นี่ต้องเชื่อฟังดังชีอย่าดื้อกับเขานัก”
“ข้าทราบแล้ว” อังค์เนสรับคำ“ท่านปู่เลิกทำเหมือนข้าเป็เด็กเล็กๆ เสียทีเถิด”
“เ้าคิดไปเองกระมั้งว่าเป็เช่นนั้น”เลจูหัวเราะออกมา “เ้าไปพักผ่อนเถิด ของตรงนี้ข้าได้จัดการตระเตรียมแล้วพรุ่งนี้เช้าข้าต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่”
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวไปจัดการสมุนไพรที่ข้าเก็บมาได้ก่อนแล้วจะมาทานอาหารค่ำกับท่านปู่”
หญิงสาวเดินออกมาจากกระท่อมของเลจูผู้เป็ที่เคารพนับถือของทุกคนในหมู่บ้านและหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง กระท่อมที่พักของเลจูปลูกอยู่ใกล้โรงหมอขนาดย่อมมีลูกศิษย์ที่เคารพนับถือเลจูมาฝึกฝนวิชาแพทย์ที่นี่สามสี่คน และไม่ไกลนักเป็กระท่อมหลังน้อยของอังค์เนสหญิงสาวมักใช้มันเป็ห้องทดลองยาต่างๆ มากกว่าเอาไว้หลับนอนเสียอีกอังค์เนสชอบคลุมกายด้วยผ้าเก่าๆ ไม่แต่งเครื่องหน้าหรือเสื้อผ้าสวยงามชอบทำตัวราวหนุ่มน้อยและเอาเวลาหมดไปกับการผสมสมุนไพรทำยาชนิดต่างๆ และชื่นชอบการจับงูพิษเป็ชีวิตจิตใจจนแทบจะเรียกได้ว่า
‘ที่ใดมีงูพิษที่นั่นมีอังค์เนส’
เมื่อเดินกลับมาที่กระท่อมของตนก็พบตะกร้าสมุนไพรแขวนอยู่หน้าบ้านหญิงสาวยิ้มบางๆที่มุมปากก่อนหยิบมันมาดูอย่างทะนุถนอมราวกับพวกมันเป็ดอกไม้แสนงาม
“ต้องคัดแยกสมุนไพรก่อน”
หญิงสาวสั่งตนเองแล้วถอนหายใจเบาๆนึกเสียดายที่ไม่ได้เดินทางไปกับท่านปู่เลจูเพื่อที่จะได้ศึกษาโรคประหลาดนั่น.
ลูกธนูดอกหนึ่งแหวกผ่านอากาศหมายจะปลิดชีพชายหนุ่มบนหลังม้าที่ห้อตะบึงมือใหญ่จับแส้ไว้มั่นแล้วหวดลงที่สะโพกอาชาสีขาวอย่างแรงทำให้มันพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วใบหน้าคมเข้มที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีรัตติกาลมีแววยิ้มลูกธนูดอกนั้นเฉียดฉิวผ่านศีรษะไปเล็กน้อย ทำให้มีลูกธนูพุ่งมาอีกหลายดอกแต่ชายหนุ่มก็ยังสามารถหลบหลีกได้แม้จะอยู่บนหลังอาชาก็ตาม
“แผนตื้นๆ ก็ยังคิดกันได้” ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังมือข้างหนึ่งปล่อยจากบังเหียนแล้วชี้นิ้วไปทางหนึ่ง
“ไปเร็วโมตูจงเตรียมการอย่างที่ข้าสั่ง”
“พะยะคะเ้าชายเนเฟอร์คาเร”องครักษ์หนุ่มน้อมรับคำสั่ง “ระวังพระองค์ด้วย”
“เ้าก็เช่นกัน”
เนเฟอร์คาเรห้ออาชาทะยานไปทางแสงอาทิตย์อัสดง การเดินที่คาดว่าจะใช้สามวันแต่องค์รัชทายาทหนุ่มใช้เวลาเพียงหนึ่งคืนกับหนึ่งวันเท่านั้นก็ใกล้ถึงที่หมาย แม้พระองค์จะลอบออกจากวังเพื่อไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้กระนั่นการเดินทางของพระ องค์ก็ยังอยู่ในสายตาริษยาของมเหสีคูอิแต่มือลอบสังหารส่งมาจัดการเขานั้นก็ช่างอ่อนหัดเสียเหลือเกินแม้จะเป็อย่างที่คาดคิดไว้แต่ก็ดูไม่หนักหนาอะไรที่พระองค์จะรับมือเลยด้วยซ้ำ
อาชาสองตัวแยกไปสองทางและเหล่านักรบที่ถูกส่งมาไล่ล่านั้นติดตามอาชาขององครักษ์โมตูไปเ้าชายเนเฟอร์คาเรกระตุกยิ้มแค่การพร่างตัวด้วยเสื้อผ้าและอาชาที่เขาเคยใช้เป็ประจำก็ทำให้คนเ่าั้เข้าใจผิดได้
องค์รัชทายาทหนุ่มเงยหน้ามองดวงอาทิตย์พลางภาวนาให้เทพอาเมน-รา หรือเทพราผู้เป็ดั่งบิดาแห่งมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายปกป้องดินแดนไอยคุปต์ด้วย
“คืนนี้ลมแรงยิ่งนักพี่ดังชี”
มือเรียวเล็กยกขึ้นรวบผมยาวที่ถักเปียไว้หลวมๆหญิงสาวหรี่ตาลงเมื่อรู้สึกว่าลมปะทะเข้าใบหน้าอย่างแรง แต่ดังชีกลับช่วยกระชับผ้าคลุมไหล่ผืนหนาของอังค์เนสดวงตาเรียวของเขาจ้องมองใบหน้างดงามใต้แสงจันทร์นวลในยามค่ำคืนอังค์เนสมักจะเปิดเผยตนเองเป็หญิงสาวผู้แสนงดงามซึ่งดูเหมือนว่าเธอเองจะไม่เคยล่วงรู้ว่าตนเองมีความงามนั่นอยู่ในตัวเอง
“ข้าจะเดินไปส่งเ้า”
ดังชีเอ่ยบอกแล้วโอบไหล่เล็กๆของอังค์เนสให้เดินเคียงข้างสายตาของเธอที่มองเขาช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกของน้องสาวที่ชื่นชมพี่ชายซึ่งเขามา้าเลย
“พี่ดังชีทำเหมือนข้าเป็เด็กเล็กๆ”อังค์เนสหัวเราะเสียงใส “ข้าเดินกลับไปกลับมาอย่างนี้มาหลายปีแล้วไยพี่ดังชีต้องเอาเวลาพักผ่อนของพี่เพื่อข้าด้วยเล่า”
‘ทั้งชีวิตของข้าก็คือเ้า อังค์เนส’
“แค่ประตู พี่ดังชี”
เสียงหวานใสทักทำให้ดังชีตื่นจากภวังค์ดังชีมองบานประตูกระท่อมตรงหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ
“พักผ่อนเถิดพรุ่งนี้เ้ายังมีอะไรอีกมากที่ต้องทำ”
“พี่ดังชีก็เช่นกัน”
อังค์เนสยืนส่งดังชีสุดสายตาหญิงสาวเงยหน้ามองพระจันทร์ดวงโตกลมที่เปล่งประกายสุกใสสว่างนักเธอกอดกายตนเองอย่างปลอบประโลม ผ่านมากี่ฤดูกาลเธอก็ไม่อาจลืมค่ำคืนนั้นได้สายลมรุนแรงและหนาวะเืเด็กหญิงวัยเก้าขวบเดินฝ่าสายลมแห่งค่ำคืนโดยมีมืออบอุ่นของดังชีจับจูงไม่ยอมปล่อย เธอรู้ดีว่ามือคู่นี้จะไม่มีวันทอดทิ้งเธอ
‘ทำไมข้าต้องไปด้วย....ข้าอยากอยู่กับท่านแม่’
‘มันเป็ชะตาของเ้า อังค์เนส....’
น้ำเสียงอ่อนระโรยของมารดาเอ่ยพร้อมน้ำตานองหน้านางไร้เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นจากที่นอนด้วยซ้ำแต่ปรารถนาสุดท้ายก่อนเทพโอซิริส เทพเ้าผู้เป็ใหญ่ใต้พิภพผู้ยิ่งใหญ่แห่งยมโลกจะพรากิญญาไปนางก็ยังหวังจะให้บุตรสาวซึ่งเยาว์วัยได้เติบโต
‘ไปซะไปให้ไกลจากที่นี่...ยิ่งไกลเท่าไหร่ยิ่งดี’
‘แม่...ข้าจะอยู่กับท่าน’
‘ดังชี...น้าฝากอังค์เนสด้วย’
‘อังค์เนส...แม่ขอโทษ...แม่...’
‘แม่....’
อังค์เนสสะดุ้งสุดตัว
หญิงสาวตื่นจากภวังค์เหลียวมองรอบข้างหาที่มาของเสียงหวีดร้องนั่นเธอกระชับผ้าคลุมไหล่ให้มิดชิดแล้วเดินย่ำไปตามทางแสงจันทร์ใกล้ตลิ่งมีก่อหญ้าสูงเสียงหวีดร้องยังดังก้องกลางคืน มือเรียวแหวกก่อหญ้าออกก็พบเ้ากระต่ายน้อยสีขาวติดกับดักอยู่
“อย่าร้อง...เดี๋ยวพวกพรานก็มาจับเ้าไปหรอก”
อังค์เนสนั่งลงแกะบ่วงออกจากกระต่ายสีขาวขนฟูนุ่มมือมันช่างแสนเชื่องอย่างน่าประหลาด เธอกอดมันเบาๆ เพื่อปลอบประโลมแล้วหญิงสาวก็อดคิดถึงกระต่ายน้อยตัวหนึ่งที่เธอเคยช่วยชีวิตไว้ไม่ได้