“นี่แก เป็นตัวอะไรกันแน่...” ยีนส์ถาม น้ำเสียงสั่นเครือ ถูกยิงระยะเผาขนขนาดนี้แต่กระสุนกลับไม่สามารถคร่าชีวิตอีกฝ่ายได้ แม้เขาจะเป็นนักฆ่าก็ตาม ยังไม่สามารถสงบจิตสงบใจได้
หุ่นแบนเนอร์หัวล้าน หรือก็คือทอยหลังจากเก็บเกี่ยวชาเสร็จกล่าวว่า “ผมคือคนที่จะจัดการกับคุณยังไงละครับ แหมกระสุนเนี่ยเล็กจังนะ หากใหญ่กว่านี้พอๆ กับท่อนไม้ ไม่แน่หัวของผมอาจจะระเบิดก็ได้”
“พูดจริงเหรอ” ยีนส์ถาม สีหน้าหวาดหวั่น เพราะหากเป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูดจริง นั่นหมายความว่าต้องใช้ปืนติดจรวดต่อต้านรถถัง เพียงแต่อาวุธชนิดนี้หาได้ค่อนข้างยาก เคลื่อนย้ายลำบากและราคาสูงมาก
สำหรับคำถามนั้นทอยตอบในขณะยังเต้นอยู่ไม่เลิก “ล้อเล่นครับ ต่อให้กระสุนใหญ่กว่านี้ก็เปล่าประโยชน์ โดยเฉพาะอาวุธในยุคนี้น่ะนะ ล้าหลังเกินไป เอาเป็นว่าตอนนี้คุณนอนหลับไปเงียบๆ ดีกว่านะครับ”
“อย่าทำให้ขำหน่อยเลยน่า!” ยีนส์ไม่ยอมแพ้ พอเห็นว่าอาวุธปืนใช้ไม่ได้ก็กระโจนเข้ามาสู้โดยใช้สองมือ
ทอยหัวเราะขัน อาศัยแรงมนุษย์ แม้จะทุ่มสุดแรงหรือต่อให้เป็นแรงของนักมวย MMA ยังคงอ่อนแอมากในสายตา
หมัดของยีนส์ชกเข้าที่ใบหน้าและลำตัวของทอย เรียกได้ว่าจู่โจมเข้าเป้าทุกดอก หากยืนอยู่บนสังเวียนโดยไม่เตรียมตัว คงสลบใต้สองหมัดนี้ เพียงแต่ว่าดันมาเจอกับทอย หุ่นยนต์ที่มีร่างกายสุดแกร่ง ฝ่ายที่จู่โจมอย่างยีนส์นอกจากจะทำอะไรทอยไม่ได้ เป็นเขาซะอีกที่แขนหัก เลือดไหลรินจากบาดแผล ได้ยินเสียงกระดูกแตกหัก สีหน้าบ่งบอกว่าทรมานมาก
“เจ็บมากใช่ไหมครับ ก็บอกแล้วว่าต่อให้เป็นอาวุธปืนก็ทำอะไรผมไม่ได้ นับประสาอะไรกับมือเปล่า นี่เป็นนักฆ่าแต่โง่จังนะ”
ความจริงยีนส์ไม่ได้โง่หรอก เพียงแต่ว่าสติเขากระเจิงไปหมดแล้วหลังจากเห็นกระสุนแฉลบไปจากหน้าทอย อีกทั้งยังเต้นแร้งเต้นกาได้ นับว่าเป็นภาพสยองขวัญ ที่เห็นแล้วเป็นต้องขวัญผวา
มองเห็นฝ่ามืออันรุนแรงเข้ามาบีบหัวไหล่ ทำให้เขาต้องร้องเสียงหลง ทรุดเข่าลงไปนั่งที่พื้น ในสภาพหมดสิ้นแรงต่อต้าน หมดสภาพไปแบบง่ายๆ โดยไม่อาจตอบโต้หรือสร้างบาดแผลให้ชายหัวล้าน
“เจ้านายครับ ทางนี้จัดการเรียบร้อยแล้วนะครับ” หลังจากกำราบยีนส์ ทอยจึงส่งข่าวไปบอกเจมส์ทันที
........
ภายในคาเฟ่ เจมส์ที่นั่งอยู่กับสองสาวนางเอกและนางร้าย ในความจริงกระสุนควรจะคร่าชีวิตของเจมส์ แต่ที่เขารอดมาได้ก็เพราะรอบๆ ตัวถูกคุ้มกันโดยหุ่นแบนเนอร์ ที่พากันล่องหนผ่านหมวกนั่นเอง
พอฝ่ายนั้นยิงมา กระสุนจึงกระทบกับร่างกายของหุ่นแบนเนอร์ที่ล่องหน ดังนั้นแม้แต่เลือดสักหยดเจมส์จึงไม่มีให้เห็น
รับฟังเรื่องราวจากปากทอย เจมส์อมยิ้มน้อยๆ บอกไปว่า “เยี่ยมมาก เท่านี้เรื่องทุกอย่างก็จบลง เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะมีใครไหมที่เข้ามาช่วยนักฆ่าคนนี้...”
ที่เจมส์หมายถึงคือองค์กรที่อยู่เบื้องหลังยีนส์ คงมีนายใหญ่ที่คอยชักใย หรือคนในเงามืดที่น่ากลัว อันตรายกว่าตุ้ย นักธุรกิจโง่ที่วางแผนตื้นๆ
“เรื่องนั้นผมว่าเจ้านายอย่าได้กังวลเลยครับ แม้แต่คูร์เมียร่าก็ยังเสร็จเจ้านาย แล้วจะกลัวนักธุรกิจในประเทศ ที่อ่อนแอกว่าเธอไปทำไม”
“นั่นสินะ หลังจากจัดการกับยีนส์แล้วก็รวบรวมหลักฐาน ทำให้หมอนั่นรับสารภาพ ซักทอดถึงคนเบื้องหลังให้ได้”
“ทราบแล้วครับ”
วางสายแล้วเจมส์ดูโล่งใจปลอดโปร่ง
แม้จะกล่าวว่าทุกอย่างถูกคำนวณไว้แล้ว เป็นต้นว่าส่งหุ่นแบนเนอร์คอยประกบ ทว่ายังไม่วางใจ บางทีอาจมีตัวแปรเข้ามาขัดขวางทำให้สถานการณ์เปลี่ยน แต่ท้ายที่สุดทุกอย่างยังอยู่ในการคำนวณ
ยีนส์ถูกจับกุมตัว เช่นเดียวกับเพียวที่คอยซ่อนตัวอยู่ข้างนอก
มองดูสองสาวที่อยู่ข้างกาย พวกเธอค่อนข้างขวัญเสียไม่น้อย นี่เองก็เป็นหนึ่งในแผนของเจมส์ อาศัยชื่อเสียงของดาราสาวกระจายข่าว ข่าวก็ยิ่งดัง ดูสิว่าตุ้ยกับทีมงานเบื้องหลังจะหนีไปไหนได้
แน่นอนว่าพวกเขาไม่รอด อาศัยเพียงอิทธิพลของเจมส์ บวกกับนักธุรกิจที่สนับสนุนบนเรือ-ธันเดอร์โบ๊ท-อนาคตของตุ้ยถือว่าจบ นอกจากนั้นธุรกิจในเครือของพวกเขาทั้ง 5 ก็ถูกโอนย้ายตามสัดส่วน ให้กับผู้มีส่วนร่วมบนเรือด้วยเช่นกัน
นี่เรียกว่าทำงานเป็นทีม
และนอกจากนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้ยังทำให้พวกเขาเข้าใจอีกอย่าง การเป็นศัตรูกับเจมส์ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายโง่ๆ เพราะฉะนั้นหากไม่อยากจบสิ้นชีวิตและอนาคต อย่าคิดอะไรโง่ๆ จะดีกว่า
.........
“คุณเจมส์ ให้หุ้นพวกเราสองคนแบบนี้ ดีจริงๆ เหรอคะ” ปิ่นและปุยฝ้ายถาม นี่ก็ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้วตั้งแต่เหตุการณ์ลอบสังหารครั้งนั้นที่เป็นข่าวใหญ่
ตรงหน้าคือซองเอกสาร หลังจากเปิดอ่านจึงรู้ว่าเป็นหุ้นบริษัทเล็กๆ ในชื่อพวกเธอ
สำหรับปุยฝ้ายแม้จะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่หากคำนวณถึงมูลค่าในตลาด ก็ยังนับว่ามหาศาลอยู่พอตัว และเธอค่อนข้างงงงัน ว่าทำไมอยู่ๆ เขาถึงได้โยกย้ายหุ้นจำนวนนี้มาให้
หรือว่าเขาจะหลงรักเธอกัน?
สำหรับคำถามนั้น เจมส์ได้เตรียมคำตอบไว้แล้ว “วันนั้นผมทำพวกคุณขวัญเสีย จึงอยากจะชดใช้ให้น่ะครับ ก็เลยเลือกหุ้นเป็นของขวัญ หวังว่าพวกคุณจะพอใจ”
“เรื่องนี้นี่เอง มันมากเกินไปค่ะ อีกอย่างคือพวกเรารับไม่ได้หรอก ฉันว่าคุณเอากลับไปจะดีกว่า” ปิ่นไม่ใช่คนโลภ และมองว่ามันเป็นอย่างที่พูดจริงๆ
คำพูดของเธอทำให้เจมส์ค่อนข้างพอใจ นี่สิผู้หญิงในฝัน ไม่เห็นแก่เงิน เหมาะสำหรับการเป็นภรรยาคอยดูแลสมบัติ
ปุยฝ้ายไม่มีเหตุผลต้องดึงดัน สุดท้ายจึงพูดแบบเดียวกับปิ่น ทั้งที่ความจริงอยากได้
“เกรงใจเกินไปแล้ว นี่เป็นของขวัญที่ผมตั้งใจมอบให้ นอกจากนั้นชื่อก็ถูกโอนแล้ว เพราะงั้นอย่าปฏิเสธ คุณคงไม่อยากให้ผมโกรธหรอกใช่ไหม”
ปุยฝ้ายมองหน้านางเอกสาวอย่างปิ่น เห็นว่าเธอพยักหน้า สุดท้ายจึงยอมรับหุ้นดังกล่าว
เจมส์ค่อนข้างพึงพอใจ วันนั้นจึงสั่งอาหารมาเลี้ยงฉลองเต็มโต๊ะ
คืนนั้นปิ่นใช้เวลากับชายคนรักทั้งคืน เรียกได้ว่าเป็นบทรักเร่าร้อนที่แทบไม่ได้หลับได้นอน
เจมส์ไม่คิดแช่อยู่เมืองกรุงเทพฯ นาน เพราะยังมีเรื่องเยอะแยะบนเรือให้จัดการ หลังเสร็จธุระของตุ้ยจึงเดินทางกลับ โดยคราวนี้เดินทางผ่าน'ประตูสายรุ้ง'แทนรถ ที่ค่อนข้างช้าและเปลืองน้ำมัน
เพิ่งจะออกจากประตูสีรุ้งสดใส โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่น หยิบขึ้นมาดูพบว่าเป็นสายจากข้าว ผู้ดูแลไร่ในเมืองสัตหีบ
กดรับ เสียงปลายสายกล่าวร้อนรน “คุณเจมส์ ขอโทษนะคะที่โทรมาตอนเช้า แต่ฉันมีเรื่องเร่งด่วนจริงๆ ถึงต้องโทรบอกคุณ”
“เรื่องด่วนเหรอ...ว่ามาได้เลยครับ”
“ค่ะ ตอนนี้ที่ไร่ถูกวางเพลิง แต่สินค้าไม่มีอะไรเสียหายนะคะ ทุกอย่างยังอยู่ดี เพียงแต่ว่า...”
“แต่ว่า...อะไรเหรอครับ”
“คนที่กระทำผิดน่ะสิคะ เป็นคนงานไร่คุณเส้นด้าย ฉันมีคลิปยืนยันชัดเจน ตอนนี้เลยกำลังแจ้งความดำเนินคดี คุณเจมส์พอจะว่างเดินทางมาหรือเปล่าคะ แต่ถ้าไม่ว่างอยากให้จัดการยังไงบอกได้นะคะ”
“เส้นด้าย....”
เจมส์แทบจะลืมตัวตนของหญิงแกร่งคนนี้แล้วหากข้าวไม่พูด ตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่เคยพบหน้า แม้จะไปไร่ที่สัตหีบบ่อยๆ ก็ตาม ดังนั้นพอได้ยินจึงค่อนข้างสนใจ จึงตอบตกลง เดินทางไปที่นั่นทันที
“งั้นฉันจะเตรียมอาหารไว้ต้อนรับนะคะ” ปลายสายตอบด้วยความยินดี ดูเหมือนว่าหญิงสาวอยากจะเห็นหน้าตาเขามาก น้ำเสียงถึงได้เป็นลักษณะนั้น
วางสายแล้ว เจมส์ยังไม่เริ่มเดินทาง ไม่งั้นมันจะดูแปลกเกินไปที่อยู่ๆ ก็เดินทางไปถึงที่นั่นภายในไม่กี่นาที
“เรื่องวุ่นๆ จบแล้วใช่ไหมคะ คุณถึงได้เดินทางกลับมาที่เรือ” ปลายฝน เชฟมิชลินที่ดูแลอาหารทุกอย่างบนเรืออันเรียบหรูกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง
เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเห็นเขาเครียดๆ หน้าตาแทบไม่ได้เจอ แม้เธอจะอยู่ในครัวแต่ก็คอยถามไถ่จากเนตรบ่อยๆ จึงพอรู้เรื่องราวบ้าง
เจมส์เอื้อมมือไปคว้าเธอเข้ามากอด ทำเอาหญิงสาวเก้อเขิน ตอบสนองไม่ทันไปพักใหญ่ กว่าจะรู้ตัวก็ถูกเขาหอมไปทีหนึ่ง
“ใช่ครับ จบแล้วแต่ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องใหม่มาแทน”
“เอ๋...เรื่องใหม่เหรอคะ ร้ายแรงหรือเปล่า ช่วงนี้คุณมีเรื่องบ่อยจัง ฉันว่าควรจะให้ลุงอาคม ดูดวงหรือก็สะเดาะเคราะห์สักหน่อยนะคะ”
ปลายฝนไม่ใช่คนหลงงมงาย เพียงแต่กังวลเกี่ยวกับเขา เป็นห่วงจึงอยากหาทางแก้ไข บังเอิญว่าพ่อของเพื่อนสนิทเป็นจอมขมังเวทย์ อาศัยเพียงชื่อเสียงอย่างเดียวก็นับว่าคุ้มค่าแก่การกราบไหว้
เจมส์อมยิ้มน้อยๆ บอกไปว่า “ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก จัดการวันนี้วันเดียวก็เสร็จแล้วแหละ”
“งั้นเหรอคะ ถ้างั้นค่อยเบาใจหน่อย”
“จริงสิ ผมมีเมล็ดพันธุ์ข้าวตัวใหม่ ชื่อว่าข้าวสีทอง ตอนนี้ถูกเก็บเกี่ยวไว้ในยุ้งฉาง เดี๋ยวจะนำกลับมาให้คุณชิม มันจะกลายเป็นข้าวหลักที่ใช้บนเรือ”
“ข้าวสีทอง...”
“ใช่ ผมว่าคุณต้องชอบมากแน่ๆ”
“ขนาดนั้นเชียว”
เห็นสีหน้าไม่อยากจะเชื่อของเธอเขาจึงเสริมว่า
“เพราะว่ามันให้ประโยชน์ต่อร่างกายหลายคุณประโยชน์ นอกจากนั้นกลิ่นหอม และรสชาติอร่อยกว่าทุกสายพันธุ์ แค่ได้ลิ้มลองคุณจะไม่สามารถกินข้าวสายพันธุ์อื่นได้ตลอดชีวิต”