Chapter 6
The Eyes of River Basins
เสียงนกร้องหลากหลายชนิดอยู่เหนือผืนป่าเสียงสะท้อนในอาณาจักรเวนูอาร์ อาณาเขตของเอลฟ์แห่งวารี ดินแดนที่งดงามราวกับภาพวาดบนผืนผ้าใบป่าเสียงสะท้อนมีลักษณะเป็ที่ราบลุ่มแม่น้ำทางทิศตะวันออกของอาณาจักร เป็ดินแดนหน้าด่านของอ่าวคริสทัลก่อนถึงนครลอยน้ำของชาวเอลฟ์แห่งวารี ในป่าเสียงสะท้อนเป็ที่อยู่ชาวเอลฟ์แห่งวารีและสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะกวางเผือกที่มีเขาเป็คริสทัลเรียกว่า คาเลียอาส นกที่มีร่างโปร่งใสเหมือนน้ำชอบบินอยู่เหนือลุ่มน้ำมีชื่อว่า เรว่า ชาวเอลฟ์แห่งวารีมีพลังในการสื่อสารกับสัตว์ทุกชนิดรวมถึงต้นไม้ เหล่าต้นไม้โบราณในป่าเสียงสะท้อนมีเวทย์มนตร์ที่ทำให้พวกเขาสามารถติดต่อสื่อสารผ่านความนึกคิด บางต้นสามารถเคลื่อนไหวตามที่พวกเขาควบคุมได้และบางต้นก็สมารถควบคุมผู้บุรุกได้ ผู้พิทักษ์แห่งป่าเสียงสะท้อน ณ เวลานี้คือ โคเลียส ไซเรนเซีย เป็พี่ชายของนักบวชหญิงของมหาวิหารวารีสงบนามว่า ไซราเนีย ไซเรนเซีย ทั้งสองพี่น้องเป็ลูกของ คาบาเลียส และ ไมเนอา ไซเรนเซีย เติบโตในป่าเสียงสะท้อนั้แ่ยังเยาว์วัยผู้วิเศษชาวเอลฟ์มีไม่มากนักที่จะได้รับพรจากเทพีแห่งวารี โคเลียสจึงได้รับเลือกจากเลดี้ซิลลิเอนให้เป็ผู้พิทักษ์ป่าเสียงสะท้อนมายาวนานกว่าร้อยปี
ด้านนอกป่าเสียงสะท้อนป้อมปราการขนาดใหญ่มีชื่อเรียกขานว่าเพิร์ลวอลล์ มีลักษณะเป็หอคอยยอดแหลมสีขาวนวลสถาปัตยกรรมเหมือนกับนครวีเรียคอยปล่อยม่านแสงสีขาวประกายมุกมีลักษณะเหมือนคลื่นน้ำบางๆ ตั้งอยู่แนวชายแดนกั้นระหว่างอาณาจักรเวนูอาร์กับอาณาจักรโอดอลิก หอคอยแห่งนี้มีหน้าที่คอยป้องกันผู้รุกรานจากโลกภายนอกไม่ว่าจะเป็เผ่าพันธุ์ไหนก็ตาม หากไม่เป็ที่ต้อนรับหรือเชื้อเชิญจะถูกขับออกไปจากอาณาจักรโดยทันที เผ่าพันธุ์อื่นๆ จึงแทบจะไม่มีผู้ใดเคยได้เห็นป่าเสียงสะท้อนและนครลอยน้ำวีเรีย มีเพียงน้อยคนนักที่เคยถูกเชื้อเชิญเหล่านักรบและผู้วิเศษชาวเอลฟ์แห่งวารีต่างหวงแหนดินแดนบ้านเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ของตนมากกว่าที่ไหนๆ มันคือหนึ่งในสถานที่โบราณที่สุดของมหาทวีปและเคยเป็ที่พำนักของเทพีแห่งวารีนามว่าอันดีนในห้วงเวลาที่เหล่าทวยเทพยังไม่สูญสลาย พลังของพวกเขามาจากจิติญญาของนางที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในดินแดนแห่งนี้ บทเพลงของป่าเสียงสะท้อนถูกขับกล่อมมายาวนานนับศตวรรษเป็ที่รู้จักกันในหมู่ชาวเอลฟ์แห่งวารีและนักดนตรีพเนจรที่เดินทางไปตามอาณาจักรต่างๆ มีเนื้อเพลงดังนี้
ลำธารทั้งสิบสายล้วนมา
พานพบวิหคร้องสะกดบนนภา
มนตราแห่งวารีในห้วงนที
คืนชีวีแห่งพงไพรด้วยนาวา
เสียงสะท้อนชักนำไปสู่นิมิต
ที่ลิขิตชาวเราได้มาพานพบ
สู่ภพแห่งนางผู้วารี
อันดีนเทวีผู้เป็นิรันดร
The song of echoing forest, นีอารา, ผู้ขับขานแห่งป่าเสียงสะท้อน
ว่ากันว่าบทเพลงถูกถ่ายทอดมาั้แ่ชาวเอลฟ์แห่งวารีกลุ่มแรกที่มาถึงอาณาจักรเวนูอาร์พวกเขาตั้งรกรากที่แรกคือป่าเสียงสะท้อนก่อนจะก่อสร้างนครลอยน้ำวีเรีย ชาวเอลฟ์แห่งวารีที่เลือกจะศึกษาพลังเวทย์จากวารีพวกเขานับถือเทพีฟอส เทพีอันดีนและเทพีแอสเทรี ว่ากันว่าความขัดแย้งั้แ่ยุคของเหล่าทวยเทพและการพ่ายแพ้าต่อศัตรูยุคโบราณทำให้พวกเขาแตกออกจากกันนำไปสู่าหลายคาาว เอลฟ์แห่งแสงจึงถูกจำแนกออกตามทวยเทพที่พวกเขานับถือ คือ
เอลฟ์แห่งแสงหรือเอลฟ์แห่งพงไพร (Woodland Elf)
เอลฟ์แห่งวารี (Aquarius Elf)
เอลฟ์แห่งทะเลทรายนับถือเทพโฟเทีย เทพแห่งอัคคี (Sahra Elf)
และเอลฟ์แห่งท้องนภาหรือเอลฟ์แห่งดวงดาวนับถือเทพอนีมอส เทพแห่งลมกับเทพีแอสเทรี เทพีแห่งดวงดาว (Ouranos Elf)
พวกเขากระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของมหาทวีปมีเพียงเอลฟ์แห่งท้องนภาที่ได้รับเลือกให้อาศัยอยู่บนนครลอยฟ้าเอพิเลออน (Epileon) อาณาจักรเอพิเลออนเรียกได้ว่าเป็ทวีปขนาดย่อมอีกทวีปที่ลอยอยู่ พวกเขา้าดำรงชีวิตอันยืนยาวอย่างสันติตามความเชื่อที่พวกเขามีและเฝ้ามองความเป็ไปของโลกใบนี้รวมถึงพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านดวงดาว ส่วนเอลฟ์แห่งทะเลทรายพวกเขาซ่อนตัวอยู่ในทะเลทรายทางทิศใต้ของทวีปนามว่า ไพโรริออน (Pyroleon) โพรงใต้ดินขนาดใหญ่เท่าเมืองประดับประดาด้วยคริสทัลสีเหลืองอำพันและทองคำเมืองหลวงของเอลฟ์ทะเลทราย เธลิอาธริล (Theriathril) ปัจจุบันมีเพียงสองกลุ่มที่ยังคงติดต่อไปมาหาสู่กันคือ เอลฟ์แห่งแสงและเอลฟ์แห่งวารี
ป้อมปราการเพิรล์วอลล์ ชายแดนระหว่างเวนูอาร์กับโอดอลิก ด่านหน้าป่าเสียงสะท้อน
หน่วยลาดตระเวนของเอลฟ์แห่งวารีลาดตระเวนตามคำสั่งของเฮลิออส มีทั้งหมดเกือบยี่สิบห้ากองลาดตระเวนกระจายกันอยู่ตามแนวม่านเวทมนตร์ที่คุ้มครองชายแดนแห่งนี้ ผู้สังเกตการณ์แห่งป้อมปราการเพิรล์วอลล์คือ เบลธิออน นักรบเอลฟ์แห่งวารีถูกเรียกขานว่าดวงตาแห่งลุ่มน้ำ เบลธิออนได้รับคำสั่งจากเลดี้ซิลลิเอนให้เฝ้าระวังชายแดนและคอยส่งสัญาญาณเตือนภัยจากป้อมปราการไปสู่ชาวเอลฟ์แห่งวารีในป่าเสียงสะท้อนหากการรุกรานเกิดขึ้นนางไม่อาจนิ่งนอนใจเพราะคำสาปที่นางค้นพบในตัวของเ้าหญิงเงือกลิโนเลียร์ คำถามมากมายเกิดขึ้น ณ เวลานี้เผ่าพันธุ์ที่เคยมีอยู่ในายังดำรงอยู่อีกหรือ เผ่าพันธุ์ที่ผู้คนต่างหลงลืมนามของพวกเขามีเพียงน้อยคนนักที่จดจำความหวาดกลัวจากห้วงเวลานั้นได้
ชายป่าเวสวิเอร่า ชายแดนโอดอลิกและเวนูอาร์ สามสิบกิโลเมตรก่อนถึงเพิร์ลวอลล์ สตรีั์ตาสีแดงโลหิตสวมผ้าคลุมหน้าบางสีดำผมสีน้ำตาลเข้มยาวถึงกลางหลังผิวสีเทาอ่อนซีดเหมือนผิวของคนตายสวมชุดคลุมสีดำยาวปรากฏขึ้นที่ชายป่า พร้อมกับกองทัพคนในชุดดำอีกประมาณสามร้อยคน ชุดที่พวกเขาสวมมีสัญลักษณ์ของพระจันทร์เสี้ยวกับดวงตาพวกเขานำผ้ามาคลุมหน้าและผมอย่างมิดชิดเผยให้เห็นเพียงดวงตาสีแดงบ้างและดำสนิทบ้าง
“ท่าน ดิออนดร้า ทุกคนพร้อมแล้วขอรับ นักเวทย์ดวงดาวมรณะรายงานว่ากองลาดตระเวนของพวกเอลฟ์แห่งวารีที่กำแพงเวทมนตร์มีประมาณสองร้อยเกือบสามร้อยคนขอรับ” บุรุษชุดคลุมดำรายงานแก่สตรีั์ตาสีโลหิต
“ดีมาก อาการของท่านหญิงนอร์ฮัลเดรียเป็อย่างไรบ้าง?” ดิออนดร้าถามบุรุษชุดดำ เป็ภาษาทมิฬ
“ท่านหญิงต้องฟื้นคืนชีพใหม่ด้วยเมล็ดพันธุ์ าแจากกระจกแห่งเมอร์มาเลี่ยนสังหารนางหลังจากที่พวกเราบุกวิหารอันดีนในเนดาร์ลีอาร์ ผลึกหัวใจแห่งทาเดียถูกซ่อนไว้ในร่างของนางแล้วขอรับ” บุรุษชุดดำรายงานอาการของสตรีอีกนางหนึ่ง ผู้สวมหน้ากากจันทรานามว่า นอร์ฮัลเดรีย หลังจากการต่อสู้ที่วิหารแห่งอันดีนนางถูกสังหารด้วยกระจกเวทมนตร์ที่เป็อาวุธของลิโนเลียร์
“ลิโนเลียร์ เวทมนตร์ของเ้าหญิงเงือกจะเป็ประโยชน์กับพวกเราในการบรรลุจุดประสงค์หากข้าใช้อักขระทมิฬปลุกเมล็ดแบล็กเมนาราที่ฝังอยู่ในาแของนางสำเร็จ ถึงตอนนี้เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าอูลเดีย (Uldria) และ เนพีลาร์ (Nepelar) กำเนิดที่ใดตามคำทำนายของฟีเดลมา พวกเรายังต้องใช้เวลาในการคืนชีพท่านหญิงนอร์ฮัลเดรีย” ดิออนดร้ากล่าว
“ถึงเวลาแล้ว ท่านดิออนดร้า” ร่างร่างหนึ่งปรากฏออกมาจากเงาของต้นไม้เป็เงาสีดำก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนร่างเป็สตรีอีกนางในชุดคลุมยาวสีดำสวมทับด้วยเกราะหนังสลักลายพระจันทร์ ผมของนางถูกโกนออกจนหมดดวงตาทั้งสองข้างถูกปิดผ้าคาดสีดำแขนทั้งสองข้างมีรอยสักภาษาทมิฬ ผิวสีเทาซีดใบหูทั้งสองข้างเต็มไปด้วยต่างหูห่วงวงกลมข้างละสิบวง นางคือหนึ่งในกองกำลังนักเวทย์แห่งดวงดาวมรณะของดิออนดร้า นามว่า ยาเมียร์ ดินออนดร้าพยักหน้าก่อนจะดึงมีดโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยวออกมาจากปลอกเงิน นางกรีดแขนตัวเองเืสีแดงไหลออกมาเป็สายสู่ผืนดิน
“เืแห่งพันธะสัญญาจงหลั่งริน บาซิลิส อสูรแห่งท้องทะเลที่หลับใหลอยู่ในความมืด จงตื่นขึ้นมา!” นางชูมืดโค้งขึ้นบนทองฟ้าแขนข้างซ้ายของนางเต็มไปด้วยเื เืเ่าั้ค่อยๆ ไหลไปรวมกันที่พื้นด้านหน้าก่อนที่สัญลักษณ์เวทมนตร์เป็รูปสามเหลี่ยมจะปรากฏขึ้นพร้อมด้วยอักขระภาษาทมิฬ เสียงคำรามดังกึกก้องทั่วท้องนภา นกและสัตว์ในป่าเวสต์วิเอร่าต่างพากันแตกตื่น ร่างมหึมาของบาซิลิสค่อยๆ คลานออกมาจากสัญลักษณ์เวทมนตร์บนผืนดิน มันแผดเสียงคำรามกึกก้องไปทั่วทั้งผืนป่าร่างที่มีผิวมันเลื่อมสีเทาตัดด้วยเส้นเืสีแดงส่องสว่าง ดวงตาทั้งสองข้างมีสีแดงที่เชื่อมต่อกับเส้นเืของมัน หางของมันที่มีใบมีดโค้งครึ่งวงกลมตวัดไปมา
“บาซิลิส นำทัพของพวกเราสู่เพิรล์วอลล์ทำลายม่านเวทมนตร์ของพวกมัน” ดิออนดร้าสั่งการอสูรร้ายด้วยภาษาอสูรที่มีนางสามารถพูดได้
“ยาเมียร์ สั่งการให้นักรบของเราเดินทัพและให้นักเวทย์แห่งดวงดาวมรณะทุกคนซ่อนตามเงาเตรียมซุ่มโจมตีพวกมันพอสบโอกาส” นางหันไปสั่งการนักเวทย์สตรีที่ยืนด้านหลัง ก่อนที่นางจะหายเข้าไปในเงาของต้นไม้ กองทัพของดิออนดร้ากว่าสามร้อยคนเดินทัพตามบาซิลิสออกจากชายป่าเวสต์วิเอร่ามุ่งสู่เพิรล์วอลล์ของชาวเอลฟ์แห่งวารี
ป้อมปราการเพิรล์วอลล์ ชายแดนอาณาจักรเวนูอาร์และโอดอลิก
เสียงคำรามดังกึกก้องทั่วผืนป่าดังมาจนถึงแนวปราการของอาณาจักรเวนูอาร์ เหล่าทหารรักษาการณ์และกองลาดตระเวนของเอลฟ์แห่งวารีต่างพากันตื่นใ เบลธิออนเดินออกมาที่ระเบียงของป้อมปราการมองไปยังแนวป่าของเวสต์วิร่าที่มาของเสียงคำราม
“ทุกคนประจำตำแหน่ง พลธนูประจำตามแนวกำแพงรอคำสั่ง” เบลธิออนะโออกคำสั่งให้นายกองกระจายข่าวตามแนวกำแพงเพิรลล์วอลล์ ทหารเอลฟ์แห่งวารีประจำตำแหน่งตามจุดต่างๆ มือธนูเตรียมลูกธนูใส่ในซองหนังด้านหลังพวกเขา ทหารเอลฟ์แห่งวารีเป่าแตรสีขาวเป็สัญญาณเตือนไปถึงกองลาดตระเวนตามแนวชายแดน
“ท่านเฮลิออส สัญญาณเตือนจากป้อมปราการเพิรล์วอลล์ขอรับ” ทหารเอลฟ์แห่งวารีบนหลังม้าสีขาวกล่าว กองลาดตระเวนของเฮลิออสมีกันประมาณยี่สิบคนบนหลังม้าได้ยินเสียงแตรดังก้องกังวานจากป้อมปราการ
“ทุกคนมุ่งหน้าไปยังป้อมปราการ อาร์เดนเ้าส่งนกเรว่าไปแจ้งข่าวให้ทุกกองลาดตระเวนทราบเรียกพวกเขามารวมกันที่ป้อมปราการโดยด่วน ศัตรูพุ่งเป้าไปที่ป้อมปราการ” เฮลิออสสั่งการก่อนจะรีบควบม้านำกองลาดตระเวน มุ่งหน้าไปยังเพิรล์วอลล์
เบลธิออนสวมชุดเกราะสีเงินมีสัญลักษณ์รูปเกลียวคลื่นและดวงดาว ผมยาวสีบลอนด์ขาวถักเป็เปียไว้ด้านหลังเขาหยิบดาบสีเงินโค้งมีลวดลายสลักเป็ภาษาเอลฟ์ผสมกับเกลียวคลื่น โล่สีเงินประคองไว้ที่แขนซ้าย เขาเดินออกมาป้อมปราการพร้อมด้วยทหารติดตามอีกสามนายผ่านสะพานยกสูงซึ่งเป็ทางเชื่อมของป้อมปราการไปยังกำแพง สิ่งที่เขามองเห็นจากชายป่าเวสต์วิเอร่าค่อนข้างทำให้เขาหวาดหวั่น ร่างของอสูรั์โบราณวิ่งนำกลุ่มคนชุดดำกว่าสามร้อยคนบ้างก็วิ่งด้วยฝีมืออาวุธครบมือ บ้างก็ควบม้าสีดำ เสียงคำรามของอสูรั์ดังกึกก้องเป็ระยะ ทหารเอลฟ์แห่งวารีหลายคนหวาดผวากับสิ่งที่พวกเขามองเห็น
“บาซิลิส!” เบลธิออนพูดสายตาของเขามองไปยังอสูรร้ายที่วิ่งอยู่เบื้องล่างก่อนถึงกำแพงอีกประมาณสิบกิโลเมตร
เฮลิออสมาถึงยังป้อมปราการทันเวลาพอดีหน่วยลาดตระเวนของเขาควบม้าวิ่งขึ้นบนกำแพงในขณะที่สถานการณ์ค่อนข้างโกลาหลทหารเอลฟ์แห่งวารีเตรียมพร้อมรบตามจุดต่างๆ ม่านเวทมนตร์ของเพิรล์วอลล์ยังส่องแสงสีขาวเป็ระยะๆ
“เบลธิออน สถานการณ์เป็อย่างไร?” เฮลิออสะโลงจากหลังม้า ทหารของหน่วยลาดตระเวนทยอยลงตาม
“เฮลิออส อสูรแห่งาจากท้องทะเลเป็ไปได้อย่างไรกันข้าไม่เคยคิดว่าจะมีอายุขัยยืนนานจนได้เห็นมันด้วยสองตา” เบลธิออนกล่าว
“กลุ่มคนพวกนั้นคือใคร ทำไมบาซิลิสถึงอยู่กับพวกมัน” เฮลิออสกล่าวขณะที่เดินไปยังริมกำแพง
“พลธนู เตรียมอาวุธ!” เบลธิออนะโสั่งเป็ภาษาเอลฟ์ พลธนูของเอลฟ์แห่งวารีตามแนวกำแพงต่างง้างคันธนูพร้อมยิง กองลาดตระเวนทั้งยี่สิบห้ากองมาสมทบที่กำแพงพวกเขาชักอาวุธออกมาเตรียมพร้อมรบ ณ ตอนนี้พวกเขามีกันประมาณสี่ร้อยกว่าคนบนกำแพงรวมถึงด้านหลังกำแพง ศัตรูเริ่มเข้ามาใกล้ม่านเวทมนตร์
“ยิง!” เบลธิออนสั่งการ พลธนูเอลฟ์แห่งวารีเริ่มกระหน่ำยิงธนูไปยังเบื้องล่างทะลุผ่านม่านกำแพงเวทมนตร์สีขาวออกไปลูกธนูพุ่งออกไปสังหารกลุ่มคนชุดดำได้หลายคน แต่หลายคนก็หยิบโล่ขึ้นมาป้องกันได้ทัน บาซิลิสตวัดลูกธนูทิ้งอย่างง่ายดายแถมลูกธนูทำจากต้นไลท์เอลม์ยังไม่ระคายผิวของมันแม้แต่น้อย มันคำรามอย่างเกรี้ยวกราดก่อนจะเริ่มตวัดหางฟาดใส่ม่านกำแพงเวทมนตร์สีขาว ทุกครั้งที่มันคำรามเส้นเืสีแดงและดวงตาของมันจะเปล่งประกายส่องแสงสุกสว่างราวกับไฟนรก มันพ่นไอสีแดงดำออกมาจากป่าใส่ม่านเวทมนตร์ ไอมืดของมันพยายามที่จะกลืนกินแสงสีขาว
“ไม่ได้การ ไอมืดของมันมีมากกว่าแสงสว่างของพวกเราเป็ไปได้อย่างไรกัน ข้ารู้สึกถึงเสียงกรีดร้องของมัน” เบลธิออนกล่าว มือกุมอกข้างซ้ายด้วยความเ็ปเฮลิออสประคองเบลธิออนขึ้นมา
“ไอมืดของพวกมันมีผลกับผู้วิเศษของชาวเรา อาร์เดนเ้ารีบเข้าไปในป่าเตือนภัยทุกคนรวมถึงผู้พิทักษ์แห่งป่าเสียงสะท้อน” เฮลิออสะโบอกอาร์เดน เอลฟ์แห่งวารีหนุ่มะโขึ้นหลังม้าอย่างว่องไวรีบควบลงจากกำแพงเข้าไปยังป่าเสียงสะท้อน
“ข้ายังไหวเฮลิออส พรของเทพีฟอส อันดีนและแอสเทรี ยังอยู่กับพวกเราแสงแห่งดาวเหนือยังคงส่องสว่างมายังที่นี่” เบลธิออนค่อยๆ ลุกขึ้น เขาชูดาบขึ้นบนท้องฟ้าดาบสีเงินค่อยๆ ปล่อยแสงสีฟ้าคราม อาวุธของเบลธิออนมีนามว่า วอร์เทอเรีย อาวุธเวทมนตร์จากยุคโบราณจากเอลฟ์แห่งวารีกลุ่มแรกที่ได้รับพรจากท้องทะเลและแสงแห่งดวงดาว แสงจากดาบวอร์เทอเรียพุ่งขึ้นไปยังท้องฟ้าผ่านลงสู่ม่านเวทมนตร์ของกำแพงแสงสว่างค่อยๆ สว่างขึ้นกว่าเดิม แสงนั้นพุ่งใส่บาซิลิสและกลุ่มคนชุดดำอีกจำนวนหนึ่ง บาซิลิสผงะออกไปด้วยความเ็ป แสงสีขาวส่งผ่านออกไปเรื่อยๆ สู่ร่างของอสูรทำให้มันไม่สามารถขยับตัวมันร้องด้วยความเ็ป มือธนูเอลฟ์แห่งวารียังคงกระหน่ำยิงอย่างต่อเนื่อง
ดินออนดร้าลงจากหลังม้าสีดำพร้อมกับชักมีดพระจันทร์เสี้ยวออกจากฝัก ยาเมียร์โผล่ออกมาจากเงามืดที่พื้นเพียงครึ่งตัว
“ท่านดิออนดร้า นักเวทย์แห่งดวงดาวมรณะที่ซ่อนตามเงามิอาจรุกล้ำแสงสว่างนั้นได้” ยาเมียร์กล่าว
ดินออนดร้าเดินไปที่ด้านหลังบาซิลิสก่อนจะกรีดแผ่นอกตัวเองเืสีแดงค่อยๆ ไหลออกมา
“แบล็กเมนารา จงหลอมรวมกับบาซิลิส” รากไม้สีดำค่อยๆ เลื้อยออกมาจากแผลของนางแผ่ขยายกิ่งก้านออกมาไม่รู้จบพุ่งเข้าใส่ิับาซิลิส มันร้องคำรามแสงสีม่วงอ่อนอมแดงค่อยๆ ไหลจากดินออนดร้าผ่านรากไม้แบล็กเมนาราเข้าสู่อสูรร้าย ไอความมืดเพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณบาซิลิสสามารถลุกขึ้นมาได้มันสลัดแสงสีขาวทิ้งจนหมด ก่อนจะคำรามและพ่นไอความมืดสีม่วงอมแดงออกมา เสียงกรีดร้องดังทั่วผืนป่าและป้อมปราการ ทหารเอลฟ์แห่งวารีต่างพากันอุดหูรวมถึงกองทัพของดิออนดร้า
“บาซิลิสจงทำลายม่านเวทมนตร์สีขาวให้สิ้นซาก!” ดิออนดร้าแผดเสียงออกมาขณะที่ไอความมืดยังคงถ่ายเทเข้าบาซิลิสเรื่อยๆ ร่างของนางค่อยๆ ลอยขึ้นพร้อมรากไม้สีดำคอยควบคุมบาซิลิส ยาเมียร์ร่ายมนตร์หายกลับเข้าไปในเงาที่พื้น เบลธิออนยังคงยื้อเอาไว้ดาบวอร์เทอเลียในมือของเขาเริ่มสั่นคลอนม่านเวทย์สีขาวของเพิรลล์วอลล์เริ่มจางลง เขารู้สึกความเ็ปผ่านเข้าทั่วร่างกายแต่ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้ม่านพลังและป้อมปราการแห่งนี้ถูกทำลาย
บาซิลิสยังคงคำรามอีกหลายครั้งต้านกับพลังของเบลธิออน ดิออนดร้าจึงเร่งไอความมืดเข้าไปอีกนางกรีดร้องออกมาเส้นผมสีน้ำตาลเข้มของนางสยายไปตามสายลมอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาสีแดงฉานส่องสว่างรากไม้สีดำส่องแสงสีม่วงออกมาสว่างกว่าเดิมพลังความมืดไหลเข้าร่างอสูรร้ายเป็ทวีคูณ การคำรามรอบสุดท้ายดังจนทหารเอลฟ์แห่งวารีหลายคนได้รับาเ็รวมถึงกองกำลังคนชุดดำของดิออนดร้าม่านเวทมนตร์สีขาวถูกทำลายอย่างสิ้นซาก เบลธิออนกระเด็นลงไปพื้นก่อนที่เฮลิออสกับทหารอีกสองคนจะรีบวิ่งเข้าไปดูในมือของเขายังคงกำดาบวอร์เทอเลียที่เปล่งแสงสีฟ้าคราม
“ทุกคนเตรียมพร้อมรบ พลธนูระดมยิงเข้าไป!” เฮลิออสะโสุดเสียงขณะที่พยายามประคองเบลธิออนขึ้นมา บาซิลิสพรุ่งตรงมายังกำแพงเพิร์ลวอลล์ก่อนจะใช้หางฟาดเข้าที่กำแพงของป้อมปราการถล่อมลงอย่างราบคาบพร้อมกับสังหารทหารเอลฟ์แห่งวารีตรงนั้นไปประมาณสิบกว่าคน กลุ่มคนชุดดำก็ถูกลูกธนูยิงใส่ไปอีกหลายคนแต่มิอาจหยุดการรุกรานนี้ได้ เบลธิออนกลับมาตั้งหลักได้ก่อนจะเข้าห้ำหั่นกับศัตรูต่อพร้อมกับเฮลิออส บาซิลิสตวัดหางใส่ทหารเอลฟ์แห่งวารีไปพร้อมกับคำรามมันพังกำแพงทีละส่วนอย่างบ้าคลั่ง ดิออนดร้าถอนรากแบล็กเมนาราที่กลับเข้าร่างของนางยุติการเชื่อมต่อพลังเวทย์กับบาซิลิส นางเดินไปตามแนวกำแพงและใช้มีดโค้งสังหารทหารเอลฟ์แห่งวารี
“เบลธิออนระวัง!” เฮลิออสะโเตือนเบลธิออนขณะที่เขาปะทะกับชายชุดดำ ร่างของสตรีผมดำยาวคนหนึ่งโผล่ออกมาจากเงาที่กำแพงเพียงครึ่งตัวนางคือหนึ่งในนักเวทย์แห่งดวงดาวมรณะของดิออนดร้า นางเปลี่ยนมือเป็กรงเล็บยาวสีดำหวังจะฟันเข้าด้านหลังเบลธิออน เบลธิออนได้ยินเสียงของเฮลิออสทันก่อนจะม้วนตัวะโขึ้นเหยียบบนกำแพงหลบกรงเล็บมัจจุราชนั้นและตัดศีรษะของสตรีนักเวทย์ผู้นั้นทิ้ง เืสีแดงไหลออกมาจากร่างที่ไร้ศีรษะของนาง ทหารเอลฟ์แห่งวารีและพลธนูหลายคนที่ตั้งรับเหล่านักเวทย์แห่งดวงดาวมรณะไม่ทันถูกสังหารอย่างรวดเร็ว เฮลิออสใช้ดาบเลเปียร์และดาบโค้งในมือทั้งสองข้างสังหารบุคคลชุดดำอย่างรวดเร็ว เสียงบาซิลิสยังคงคำรามกึกก้องและเริ่มเข้าใกล้ป้อมปราการเรื่อยๆ เบื้องหน้าของเขามีแต่การฟาดฟันและทะเลเืของทั้งสองฝั่ง
“ท่านเฮลิออส!” พลธนูชาวเอลฟ์แห่งวารีด้านหลังะโก่อนจะยิงธนูใส่บุรุษที่โผล่มาจากเงาที่พื้นลูกธนูพุ่งเข้าที่หัวของนักเวทย์แห่งดวงดาวมรณะผู้นั้นอย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะเล่นงานเฮลิออส แต่ทว่าพลธนูผู้นั้นถูกกรงเล็บสีดำยาวแทงจากด้านหลัง ยาเมียร์ปรากฏร่างของนางออกมาจากเงาของกำแพงนางใช้ลิ้นเลียเืที่ปลายนิ้วอย่างเอร็ดอร่อย เฮลิออสตั้งท่าพร้อมปะทะกับสตรีนักเวทย์แห่งดวงดาวมรณะที่อยู่เบื้องหน้า นางกางกรงเล็บสีดำยาวทั้งสองข้างก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกับนักรบเอลฟ์แห่งวารี
เบลธิออนกับทหารอีกจำนวนราวๆ สามสิบคนและพลธนูประมาณสิบคนพยายามรุมโจมตีบาซิลิสและดิออนดร้า การโจมตีของพวกเขาไร้ผลกับบาซิลิสโดยสิ้นเชิงมันพ่นไอความมืดออกมาใส่ทหารเอลฟ์แห่งวารีสามคนที่หลบไม่ทันพวกเขาถูกไอนั้นกัดกินจนเหลือเพียงโครงกระดูก ดิออนดร้าดึงพลังิญญาจากเหล่าทหารที่ตายเข้ามาในร่างของตนเอง
“ช่างเป็ิญญาที่เลิศรสจริงๆ ชาวเอลฟ์แห่งวารีพวกเ้าช่างหอมหวานราวกับน้ำผึ้ง” ดิออนดร้ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่กระหายเื นางะโอ้อมไปด้านหลังของพลธนูคนหนึ่งและใช้มีดโค้งปาดคออย่างรวดเร็วเืสีแดงสดไหลโชกออกจากเหยื่อของนาง เบลธิออนขว้างโล่กระแทกเข้าด้านข้างของดิออนดร้านางกระเด็นไปที่พื้นก่อนจะลุกขึ้น โล่ลอยโค้งกลับเข้าไปที่แขนข้างซ้ายของเขา
“ไม่เลวนิ ข้าชักรอไม่ไหวที่จะได้ลิ้มรสิญญาของเ้า” ดิออนดร้าลุกขึ้นและพุ่งเข้าใส่เบลธิออน เบลธิออนตั้งรับการโจมตีด้วยโล่และสวนกลับด้วยดาบวอร์เทอเลียในมือแต่นางก็หลบพ้นหลายครา บาซิลิสพ่นไอความมืดใส่ป้อมปราการจนมันค่อยๆ พังทลายลง เบลธิออนรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่หน้าอกพลังของเขาเชื่อมโยงกับป้อมปราการเพิรล์วอลล์เขาเสียจังหวะจนเปิดช่องโหว่ให้ดิออนดร้าใช้มีดแทงเข้าที่ด้านข้างลำตัวใต้ชุดเกราะ เืสีแดงไหลทะลักออกมา เฮลิออสที่ติดพันอยู่กับยาเมียร์สังเกตเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำนวนทหารของพวกเขาเหลือไม่มากบัดนี้ ป้อมปราการได้ถูกทำลายลงอย่างราบคาบพวกเขาพ่ายแพ้มิหนำซ้ำม่านเวทมนตร์ที่มีมานานหลายศตวรรษถูกพังทลายด้วยน้ำมือของอสูรร้ายที่มาพร้อมกับศัตรูลึกลับ
“ถอนทัพ เข้าไปยังป่าเสียงสะท้อน!” เฮลิออสะโบอกนายกองที่ต่อสู้อยู่ ทหารอีกคนเป่าแตรบอกให้ทหารเอลฟ์แห่งวารีที่เหลือราวๆ ห้าสิบคนถอยทัพเข้าไปยังป่าเสียงสะท้อน เขาะโตีหลังกาหลบการโจมตีของยาเมียร์ก่อนจะเตะเสยเข้าที่คางของนางจนกระเด็นและเขวี้ยงดาบโค้งใส่ดิออนดร้าที่กำลังจะเอามีดโค้งโจมตีใส่เบลธิออนอีกรอบหวังปลิดชีวิต นางถูกดาบโค้งของเฮลิออสเฉียดเข้าที่แขนขวาจนมีดหลุดออกจากมือพลธนูจากด้านหลังยิงใส่นาง นางรีบพุ่งตัวหนีไปหลบที่ขาของบาซิลิส เฮลิออสและทหารอีกสามคนแบกเบลธิออนขึ้นม้าสีขาวพันธุ์เกลิอาส ก่อนรีบพากันหนีเข้าไปในป่าเสียงสะท้อน บาซิลิสยังคงคำรามดังกึกก้องไปทั่วผืนป่า
“ได้เวลาปลุกเ้าหญิงเงือกแล้ว” ดิออนดร้ากล่าว ยาเมียร์หยิบมีดโค้งพระจันทร์เสี้ยวมาคืนให้นาง
“แบล็กเมนารา รากไม้โบราณจงหยั่งรากเติบใหญ่ในกายของนาง ครอบงำนางเป็ส่วนหนึ่งของนาง” ดิออนดร้าร่ายมนตร์อักขระภาษาทมิฬค่อยๆ ปรากฏตามตัวและใบหน้า มนต์ของนางลอยไปตามสายลมผ่านป่าเสียงสะท้อน มุ่งหน้าไปยังนครลอยน้ำวีเรีย ที่ลิโนเลียร์รักษาตัวอยู่ในสระจันทราของมหาวิหารวารีสงบ
“จงตื่นขึ้นมาลิโนเลียร์ เ้าหญิงแห่งเผ่าเมอร์ไมอา จงขับกล่อมบทเพลงอันสิ้นหวังจากห้วงเหวลึก ดำดิ่งสู่ท้องทะเลมรณะ”