แสงอาทิตย์ยามโพล้เพล้ช่วงปลายยามเซินสะท้อนลงบนเรือนร่างผอมบางราวกับอิสตรีผิวพรรณขาวนวลราวกับเด็กทารกพราวระยับหยาดเหงื่อ ขับเสน่ห์ความเป็นบุรุษออกมา
รวมไปถึงใบหน้าที่หล่อเหลาราวรูปสลักที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและผมเปียกชื้นช่างพูดได้ว่าภาพตรงหน้านี้สะท้านหัวใหญ่เหล่าสาวน้อยสาวใหญ่ได้ไม่ยาก
แม้หลี่เจี่ยหลิงจะเคยเห็นเรือนร่างของชายหนุ่มมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนโดยเฉพาะยามเย็นที่นางต้องคอยฝังเข็มให้ชายหนุ่มนางยังอดรู้สึกเคลิบเคลิ้มกับภาพตรงหน้าไม่ได้
ชายผู้นี้มันน่านัก!
“เป็นหนุ่มเป็นแส้เหตุใดไม่รู้จักอาย หึ!”
แม่นางเขามีแต่เป็นสาวเป็นแส้… อีกอย่างข้าเป็นบุรุษเปลือยท่อนบนก็ไม่มีอะไรเสียหายสักหน่อยชาวบ้านชาวนาที่นี่ยามหาบน้ำทำนาบางคนก็เปลือยท่อนบนทำงานกันทั้งสิ้น
เอาเหอะ!ท่านตาบอกเสมอว่ายามภรรยาเอ่ยให้สามีทำสามข้อ
เคารพ! ยำเกรง! เชื่อฟัง! แล้วจะรอด
จ้าวห่าวหลินยิ้มอ่อน“ข้าไปทำสิ่งใดให้เจ้าไม่พอใจอีกเล่า”
หลี่เจี่ยหลิงหรี่ตามองเขาอย่างไม่พอใจแต่ไม่ทันนางจะได้เอ่ยก็มีเสียงแทรกเข้ามาจนนางเลิกคิ้วยิ้มหวานแต่เป็นหวานสยองสำหรับจ้าวห่าวหลิน
“ต๊าย!ที่แท้คุณชายหลินก็มีเมียแล้วหรอกหรือนี่”
“โถ่!คุณชายหลินที่น่าสงสารตัวเล็กบอบบางเยี่ยงนั้นจะไปสู้รบกับแม่เสือที่บ้านตัวนี้ได้อย่างไรหากเป็นข้าละ...หึ!ข้าจะอ่อนโยนทะนุถนอมมดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเชียว”
“ใช่ๆ ผู้หญิงอะไรป่าเถื่อนนัก เป็นสตรีย่อมต้องรู้จักอ่อนหวานทำงานบ้านงานเรือนปรนนิบัติเชื่อฟังสามี มีอย่างที่ไหนมาตะคอกสามีเช่นนี้”
“ขนาดอยู่ข้างนอกนางยังเป็นเช่นนี้ไม่รู้ว่ายามผู้เรือน คุณชายหลินจะได้รับความอยุติธรรมเช่นไรบ้าง?”
“หากเป็นข้าข้าจะหย่ากับสตรีนางนั้นเสีย”
ใบหน้าจ้าวห่าวหลินมืดคล้ำขึ้นมาทันทีสตรีปากหมา!
หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะแผ่วเบาเดินเข้าไปหาชายหนุ่มนิ้วเรียวเกลี่ยลงบนแผ่นอกชุ่มเหงื่อ “ข้าปฏิบัติกับเจ้าอย่างไม่ยุติธรรมแล้วเจ้าอยากหย่ากับข้าหรือไม่?”จ้าวห่าวหลินมีแววตาเจ้าเล่ห์ราวกับจิ้งจอกหนุ่มแทนคว้ามือบางที่ไต่บนหน้าอกเข้าแนบบนหน้าอกแกร่ง “ข้าเป็นคนของเจ้าต่อให้ตายเป็นผีก็เป็นผีของเจ้า”
หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะชอบใจ“เหม็นเหงื่อ”
จ้าวห่าวหลินก้าวขึ้นไปประชิดหลี่เจี่ยหลิง“ฮูหยิน อาบน้ำให้ข้าดีหรือไม่?”
“ไปเช็ดตัวแล้วแต่งตัวดีๆ ซะ ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน” นางผลักเขาออกไปนับวันเขายิ่งหน้าหนาจนบางครั้งนางก็รับมือไม่ไหวแล้วเช่นกัน
“งั้นเจ้าก็เข้าไปกับข้า”จ้าวห่าวหลินคว้ามือหลี่เจี่ยหลิงเดินไปด้านหลังโรงตีเหล็ก
เรือนของตาเฒ่าหวางตั้งอยู่หลังโรงตีเหล็ก...คงมีเพียงคนประหลาดอย่างตาเฒ่าหวางที่ทำเช่นนี้โดยส่วนใหญ่แล้วโรงตีเหล็กจะให้ความร้อนสูง คนทั่วไปจะสร้างเรือนแยกจากโรงตีเหล็กหรือไม่ก็อย่างมากก็วางไว้ข้างบ้านของตน คงมีแต่คนเพี้ยนกู่ไม่กลับเช่นตาเฒ่าหวางเท่านั้นที่วางไว้ส่วนหน้าของบ้าน
คิดดูแล้วกันว่าใครจะเข้าเรือนของแกย่อมต้องผ่านเตาหลอมและโรงตีเหล็กเสียก่อนบ้าหรือเปล่า?
ตาเฒ่าหวางไม่มีลูกหลานบ้านไม่ได้ใหญ่โตเป็นบ้านดินหนึ่งห้องนอนหนึ่งห้องโถง ด้านหลังมีห้องครัวเล็ก ๆ
“พี่ใหญ่บอกกว่าจะถอนขนไก่ให้ลวกน้ำร้อนก่อนเจ้าโง่”
“หากเจ้าเก่งจริงทำไมไม่ทำเองเล่า”
“เร็วเข้าได้หรือไม่หากตาแก่กลับมาแต่ไม่มีอาหารขึ้นโต๊ะอีก คนได้โมโหเสียเครากระเพื่อมข้าไม่อยากเฝ้าโรงตีเหล็กด้านนอกนั้นอีกแล้ว”
“เฮ้อ...หากไม่ใช่ว่าพี่ใหญ่ของข้าทำอาหารอร่อยเพียงนี้ ข้าไม่ติดตามลำบากร่วมหัวจมท้ายไปกับพี่ใหญ่ของข้าเด็ดขาดมีอย่างที่ไหนแทนที่จะไปนอนกอดเมียอุ่น ๆที่เรือนจะต้องมานอนดมกลิ่นเหม็นของพวกเจ้ากับตาเฒ่านี่แทน เวรกรรมแท้ ๆ”
“ข้าเองก็อยากกลับไปนอนกอดเมียแล้วเช่นกันเมื่อไรพี่สะใภ้ใหญ่จะกลับมาสักทีนะ”
“นั่นสิพี่ใหญ่ของพวกเขาเปลี่ยวเหงาเหลือเกิน อืม...ไม่ใช่ว่าแม่นางในหมู่บ้านแต่ละคนก็ชอบพอพี่ใหญ่ของพวกเราหรอกหรือเลือกสักคนให้พี่ใหญ่ดีหรือไม่?”
อีกสามคนหันไปมองเฉินเจิ้งอู๋ช่างกล้าพูด! หากพี่สะใภ้ใหญ่รู้เรื่องแล้วไม่ถลกหนังเจ้าออกมาสิแปลก
เฉินเจิ้งอู๋มองพวกเขาเหมือนมองคนโง่“บุรุษยิ่งใหญ่มากความสามารถย่อมมีสามภรรยาสี่อนุกันทั้งสิ้นไม่เชื่อก็ดูอย่างท่านใต้เท้านายอำเภอ เหล่ามือปราบ หรือซิ่วไฉในตัวอำเภอนั่นสิมีใครบ้างมีเมียคนเดียว”
“....”อีกสามคนชะงักมองไปทางด้านหลังเฉินเจิ้งอู๋กันเป็นตาเดียว
“หือ?พวกเจ้าไม่เชื่อข้า”
เฉินเจิ้งอู๋รู้สึกราวกับได้รับความไม่ยุติธรรมข้าพูดเรื่องจริงและมีเหตุผลยิ่ง เหตุใดพวกเจ้ามองข้าเช่นกัน สายตานั่นคือสิ่งใด?
หลี่เจี่ยหลิงยืนกอดอกค้ำเหนือหัวของเฉินเจิ้งอู๋และพรรคพวกอีกสามคนที่กำลังนั่งยองถอนขนไก่
นางหันไปมองจ้าวห่าวหลินข้างกาย“ท่านว่าน้องชายท่านพูดถูกหรือไม่ พี่ใหญ่” คำเน้นเสียง ‘พี่ใหญ่’ ทำให้จ้าวห่าวหลินเสียววูบ
เขายิ้มอ่อน“ข้าว่ามีเพียงเจ้าก็พอแล้ว” พูดจบก็ถีบเฉินเจิ้งอู๋กระเด็นออกไป “พูดจาเลอะเทอะ”
เฉินเจิ้งอู๋รู้สึกไม่ยุติธรรมข้าพูดความจริงเหตุใดท่านต้องถีบข้าด้วยเล่า
แต่พอเขาสบตาเข้ากับสายตาเฉียบคมของพี่สะใภ้ใหญ่ก็รีบเม้มปากหลบตาเอ่ยเสียงเบา“พี่สะใภ้ใหญ่”
“ทำไมเล่าไม่พูดต่อแล้ว”
เขาจะกล้าพูดต่อหน้าพี่สะใภ้ใหญ่เสียที่ไหนกันพี่สะใภ้ผู้นี้ดุเสียยิ่งกว่าเสือต่อให้เขาจะโง่เพียงใดก็ไม่กล้าเสี่ยงกับพี่สะใภ้ผู้นี้ได้แต่นั่งก้มหน้าส่ายหัวไปมาราวกับลูกหมาตัวใหญ่ที่โง่งม
เฉินเช่อกับพวกยิ้มเจือนถอยห่างเฉินเจิ้งอู๋อย่างเอาตัวรอดพร้อมเอ่ยเสียงประจบประแจง “พี่สะใภ้ใหญ่”
หลี่เจี่ยหลิงอืมไปคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ“ยังจำได้หรือว่าข้าคือพี่สะใภ้ใหญ่ของพวกเจ้า ไม่ใช่ว่าเจ้าวางแผนหาพี่สะใภ้ใหญ่คนใหม่อยู่หรอกหรือ?”
“พี่สะใภ้ใหญ่ท่านล้อเล่นอะไรกันขอรับถามใต้หล้ากว้างใหญ่เพียงนี้เถอะมีสตรีใดที่ทั้งงดงามและเก่งกาจเทียบเคียงพี่ใหญ่ได้บ้างล้วนมีเพียงท่านผู้เดียวสตรีอื่นจะคู่ควรกับพี่ใหญ่ของข้าเสียได้อย่างไรเล่าขอรับ”เฉินเช่อเอ่ยอย่างไหลลื่น
อีกสามคนรีบพยักหน้าตามไปด้วยอย่างรวดเร็วไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคลายโทสะพี่สะใภ้ผู้นี้เสียก่อน พวกเขายังไม่อยากตาย!
จ้าวห่าวหลินกระตุกมุมปากรู้สึกว่าทักษะการประจบประแจงของเจ้าเด็กเฉินเช่อนี่ไม่เลวเลยทีเดียว
หลี่เจี่ยหลิงเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันนางหรี่ตามองทั้งสี่คน“ต่อไปหากเห็นสตรีนางอื่นมายืนอออยู่หน้าร้านก็ตะเพิดไปเสีย”
ทั้งสี่มองหน้ากันจะบอกได้หรือว่านี่คือกลยุทธ์การขายของตาเฒ่าไม่เช่นนั้นจะมีแม่นางบ้านใดมาซื้อมีดทำครัวและหม้อได้ทุกวันบ้างเล่าหากไม่ใช่มาชมความงามของพี่ใหญ่ของเขาผู้นี้
ดียิ่ง! ตอนนี้พวกเขาสี่คนกลายเป็นตัวรับคมหอกแทนท่านแล้ว
“ไปเอาน้ำมาให้พี่ใหญ่เจ้าเช็ดตัวเสีย”หลี่เจี่ยหลิงโบกมือไล่เจ้าสี่ตัวนี้ออกไปอย่างรำคาญ
จ้าวห่าวหลินยิ้มกว้าง“เหตุใดเจ้าต้องโมโหกับเจ้าเด็กน้อยพวกนี้ด้วยเล่า”
หลังจากได้อยู่ด้วยกันหลายวันจ้าวห่าวหลินก็ได้รู้ว่าแท้จริงเนื้อแท้ของเจ้าเด็กสี่คนนี้ไม่ใช่คนชั่วร้ายอะไรนักพวกเขาก็แค่เด็กเกเรกลุ่มหนึ่งที่ถูกเลี้ยงดูตามใจจนเสียคนเท่านั้นเองเพราะแบบนี้จึงไม่เคยเจอความลำบาก ไม่เคยต้องช่วยงานที่บ้านอาศัยเที่ยวเตร่ด้วยกันตั้งแต่เด็ก
เพราะว่าพ่อกับปู่เป็นที่นับหน้าถือตาของคนในหมู่บ้านทำให้เฉินหยางมีอิทธิพลในหมู่เด็กในหมู่บ้านรุ่นพวกเขาตั้งแต่เด็กพวกเฉินเช่อจึงคอยติดตามไม่ว่าเฉินหยางพูดสิ่งใดพวกเขาก็เชื่อสิ่งนั้นและทำสิ่งนั้น
พอนานวันเข้าพวกเขาก็ติดนิสัยเกียจคร้านและเที่ยวเตร่เสียแล้ว
หลังจากได้ทำงานที่โรงตีเหล็กภายใต้การสั่งสอนของจ้าวห่าวหลิน นิสัยของพวกเขาก็ดีขึ้น ถึงจะโง่ไปสักหน่อยแต่ก็หยิบจับคล่องมือและทำงานได้ดีกว่าที่ตาเฒ่าหวางคาดคิดไว้
อย่างเช่นเฉินเวยก็เก่งเรื่องการค้าและคำนวณหลังจากที่จ้าวห่าวหลินสอนคำนวณและการจดบัญชีเขาก็สามารถเรียนรู้และทำงานได้อย่างคล่องแคล่วเพียงไม่กี่วันก็สามารถดูแลหน้าร้านเดินทางไปจัดซื้อแร่เหล็กและข้าวของในตัวเมืองได้แล้ว
เฉินเจิ้งอู๋เป็นคนที่โง่แต่ตัวใหญ่ร่างกายกำยำมีแรงมาก การทุบตีและขึ้นรูปเหล็กทำได้ดีที่สุดในหมู่พวกเขาทั้งสี่คน
เฉินเฟิงเป็นคนขี้อายและขี้ขลาดที่สุดในกลุ่มแต่นับเป็นคนที่มีความละเอียดอ่อนรอบคอบงานละเอียดเล็กน้อยอย่างการลบคมใบมีด การสลักลายบนด้ามมีดล้วนเป็นฝีมือของเขา
เฉินเช่อเปรียบดังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์และรู้สึกพูดที่สุดในกลุ่มแต่มีความฉลาดสามารควบคุมทุกคนและวางแผนงานให้กับทุกคนได้เป็นอย่างดี
เพราะแบบนี้ตาเฒ่าหวางจึงได้ผู้ช่วยฝีมือดีสี่คนมาช่วยงานเพิ่มขึ้นเมื่อก่อนเขาตัวคนเดียวย่อมไม่อาจรับงานมากมายพร้อมกันได้อาศัยทำงานทีละชิ้นและขายออกไป รายได้ไม่มากนักแค่พอมีกินมีใช้แต่พอมีลูกมือช่วยเขาก็สามารถจัดการทุกอย่างในโรงตีเหล็กได้ดียิ่งขึ้น
นี่นับว่าหว่านพืชไม่หวังผลโดยแท้จริง
หลี่เจี่ยหลิงมองชายหนุ่มตรงหน้าบางครั้งนางก็รู้สึกว่าเขาลึกลับและยากจะคาดเดาหากเป็นผู้อื่นคงยากจะให้อภัยคนที่เคยทำร้ายตัวเองแต่ชายหนุ่มไม่เพียงไม่โกรธแต่ยังใจกว้างให้โอกาสพวกเขาด้วยความเต็มใจ
ในเมื่อเจ้าตัวไม่โกรธเคืองแล้วนางจะทำอะไรได้นอกจากปล่อยเรือไหลตามน้ำ
เฉินเฟิงประคองอ่างน้ำร้อนออกมาวางไว้ให้จ้าวห่าวหลินอย่างนอบน้อมแล้วถอยกลับไปเงียบๆ พยายามทำตัวให้ไร้ตัวตนต่อหน้าหลี่เจี่ยหลิงให้มากที่สุด
“ข้าน่ากลัวเพียงนั้นเชียว”
จ้าวห่าวหลินหัวเราะ“ข้าก็กลัว”
หลี่เจี่ยหลิงถลึงตาใส่เขา“ข้าเคยทำอะไรเจ้าด้วยหรือ?”
“เจ้าทำให้ข้ากลัว”เขามองหญิงสาวด้วยแววตาหวานซึ้งจนนางทำอะไรไม่ถูกชั่วครู่ “กลัวว่าเจ้าจะหนีข้าไป”
หลี่เจี่ยหลิงกระตุกยิ้มมุมปากอย่างห้ามไม่ได้ก้มหน้าลงคว้าผ้าฝ้ายจุ่มน้ำเช็ดตัวให้ชายหนุ่มแทน ทำให้จ้าวห่าวหลินหัวเราะชอบใจ
ปกติมีเพียงนางที่เอาแต่หยอกล้อเล่นเขาราวกับเขาเป็นสาวน้อยพอวันนี้เขาได้เห็นท่าทางเขินอายราวกับสาวน้อยของหญิงสาวแทนใจของเขาก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
หลี่เจี่ยหลิงไม่รู้จะทำอย่างไรกับเจ้าคนไร้ยางอายนางฟาดผ้าใส่เขาไปทีหนึ่งก่อนจะเช็ดตัวให้เขาต่ออย่างใส่ใจ และยังช่วยเขาแต่งตัวด้วย
“เสี่ยวหลิน”เสียงลั่นล้ามีความสุขแว่วเข้ามาก่อนจะเห็นตัวคน
หลี่เจี่ยหลิงเลิกคิ้วมองชายหนุ่มเบื้องหน้า...ตาเฒ่าของเจ้าไปกินสิ่งใดมาถึงได้อารมณ์ดีนัก
จ้าวห่าวหลินมีสีหน้าเรียบเฉยจับมือจูงหลี่เจี่ยหลิงออกไปในเรือน
ตุ้บ...
ปลาในมือของตาเฒ่าหวางล่วงลงพื้นเขาหาได้สนใจมันไม่ มือของเขาชี้ตรงมายังหลี่เจี่ยหลิง “เจ้า!เหตุใดเจ้ามาอยู่ที่นี่”
“แล้วทำไมข้าถึงมาที่นี่ไม่ได้”
ดวงตาของตาเฒ่าหวางเหมือนคนใจสลายมองหลี่เจี่ยหลิงอย่างไม่พอใจราวกับนางไปชิงคนรักของตนมา “เจ้ารีบกลับไปเลย”
ตาเฒ่านี่สมองกลับหรือไม่?
หลี่เจี่ยหลิงมองเขาอย่างไม่เข้าใจจับมือจ้าวห่าวหลินเดินออกไป กลับก็กลับสิ
“หยุด!”
“นี่!ตาเฒ่าเจ้าแกล้งข้า”
“เจ้ากลับไปเสี่ยวหลินอยู่” ตาเฒ่าหวางเอ่ยอย่างเอาแต่ใจสุด ๆ อีกสี่คนมองทั้งสองฝ่ายไปมาห่างๆ ไม่กล้าเข้าร่วมสนามรบครั้งนี้ด้วย
“ข้ามารับห่าวหลินกลับบ้าน”
ตาเฒ่ามองปลาบนพื้นข้างเท้าตัวเองและมองจ้าวห่าวหลินคิ้วขมวดมุ่น “เสี่ยวหลินมอบตัวเป็นศิษย์ของข้าแล้วเป็นอาจารย์หนึ่งวันเป็นบิดาทั้งชีวิต แล้วเจ้าจะเอาบุตรชายของข้าไปได้เยี่ยงไรนี่...ไม่ถูกต้อง”
ตาเฒ่าเชิดหน้าขึ้นเหลือบมองปลาบนพื้นอีกรอบ
หลี่เจี่ยหลิงเหลือบมองตามสายตาตาเฒ่าก่อนจะหยิบเชือกที่คล้องปลาขึ้นมาชูพร้อมรอยยิ้ม“สามี วันนี้ข้าอยากกินปลา” นางหันไปเอ่ยกับสามีอย่างออดอ้อนเสียงหวาน
จ้าวห่าวหลินรู้สึกพอใจยามโดนภรรยาเอ่ยคำหวานเขายิ้มตาใจนาง “ได้ทุกอย่างที่ฮูหยินต้องการ”
“ฮึ่ม! เหลวไหลชายชาตรีควรห่างครัวไฟ ศิษย์ข้าเป็นชายชาตรีเจ้าอย่าได้เข้าครัวเด็ดขาด”
จ้าวห่าวหลินยิ้มหยอกล้อ“ท่านแน่ใจ?”
ตาเฒ่าหวางพยักหน้าหนักแน่น“แน่นอน เชื่อข้าเถอะหากศิษย์สะใภ้ทำครัวไม่เป็นเห็นทีอาจารย์ของเจ้าควรออกหน้าหาศิษย์สะใภ้คนใหม่ให้เจ้าเสียแล้ว”ตาเฒ่าหวางเชิดหน้า เป็นอย่างไรเล่าข้าเป็นอาจารย์ ศิษย์ข้าย่อมฟังข้า
จ้าวห่าวหลินพยักหน้าเข้าใจ“เช่นนั้นต่อไปข้าจะไม่เข้าครัวทำอาหารให้ท่านทานแล้วขอรับ วางใจเถอะข้าเป็นชายชาตรีไม่ยุ่งเกี่ยวกับครัวไฟ”
ตาเฒ่าหวางชะงักอ้าปากแล้วหุบอ้าใหม่แล้วหุบ
...นี่ข้าโยนหินทับเท้าตัวเองหรอกหรือ?
เขายื่นมือไปยึดปลาตัวนั้นไปถือเองพร้อมสบสายตาหวานซึ้งกับหลี่เจี่ยหลิง“อาหารของข้าควรค่ามอบให้ภรรยาของตนได้ทานผู้เดียวอาจารย์ข้าเอ่ยได้ถูกต้องยิ่งนัก”
หลี่เจี่ยหลิงหันไปยักคิ้วส่งให้ตาเฒ่าหวางอย่างผู้ชนะ“เฮ้อ... ช่างน่าเสียดายนัก สามีข้าทำอาหารอร่อยเหลือเกินหากมีเพียงข้าเท่านั้นที่ได้กินฝีมือของเขาผู้เดียวใต้หล้าย่อมไม่รู้ว่าสามีข้าเก่งกาจเพียงใด”
“ข้าไม่สนใต้หล้าขอเพียงเจ้าชอบข้าพร้อมทำให้เจ้า”
รำคาญ!
รำคาญยิ่งนัก!
รำคาญเจ้าสองผัวเมียคู่นี้ยิ่งนัก!
สองสามีภรรยาหนุ่มสาวเดินออกไปแล้วสี่สมุนมองทั้งสองฝ่ายก่อนเดินตามออกไปอย่างไม่ใยดี พี่ใหญ่ไม่อยู่แล้วอาหารก็ไม่มีเหตุใดข้าจะต้องนอนดมเท้าเหม็น ๆ ของตาเฒ่าด้วยสู้กลับไปนอนกอดเมียเสียยังดีกว่า
ตาเฒ่าหวางนั่งลงบนพื้นห้องโถงมองสุรานารีแดงในมือตนแล้วส่ายหน้า
ศิษย์ข้าคนนี้ช่างเกินเยียวยาแล้ว...
อาหารเย็นข้า...ก็ไม่มีแล้ว
มีอาจารย์ผู้ใดน่าสงสารกว่าข้าอีกหรือไม่มีศิษย์ ศิษย์ก็เห็นเมียดีกว่าอาจารย์
ถามใต้หล้ากว้างใหญ่ใครอนาถกว่าข้า