“รู้สึกอย่างไรบ้าง” ซูหยุนหรานยิ้มเมื่อเห็นรุ่ยอ๋องพยายามจะพูดแต่ก็พูดไม่ได้ “เช่นนั้นก็ไม่เป็ไร เ้าฟังที่ข้าพูดก็พอ”
รุ่ยอ๋องพยักหน้า
“ผลการผ่าตัดของเ้าเป็ไปได้ด้วยดี เื่การดูแลแผลและอาหารที่ต้องทานในระยะพักฟื้นข้าเขียนไว้ให้หมดแล้ว กลับไปถึงจวนเ้าก็เอาไปให้ผู้ดูแลปฏิบัติตามนี้ก็พอ ที่สำคัญคือ่นี้พยายามอย่าใช้เสียงหรือไม่ก็ห้ามะโเสียงดัง จากนั้นเ้าก็มาที่โรงหมอเพื่อตรวจติดตามอาการเป็ระยะ ข้าเขียนกำหนดการในใบนัดเรียบร้อยแล้ว”
“การผ่าตัดครั้งนี้ไม่ได้กระทบกับการพูดของเขาใช่หรือไม่ เอ่อ...เขายังพูดได้ใช่หรือไม่” ฉินจื่อฉิงถามอย่างกังวล
“พูดได้สิเ้าคะ การผ่าตัดไม่ได้ทำลายเส้นเสียง แต่เส้นเสียงอาจระคายเคืองอยู่บ้าง ซึ่งจะทำให้เสียงของเขาแหบลงเล็กน้อย แต่ท่านไม่ต้องกังวลไป ขอแค่รุ่ยอ๋องพักฟื้นและดูแลร่างกายให้ดีอาการเสียงแหบนี้ก็จะดีขึ้น เพียงแต่อาการนี้ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานครึ่งปีถึงหนึ่งปี บางทีอาจทำให้เขารู้สึกรำคาญอยู่บ้างเ้าค่ะ”
ฉินจื่อฉิงถอนหายใจโล่ง “เสียงแหบบ้างก็ไม่เป็ไร ขอแค่เขายังพูดได้ก็พอ”
“ท่านพี่อย่าลืมส่งคนเข้าไปแจ้งฮองเฮาด้วยนะเ้าคะ ป่านนี้คงร้อนใจแย่แล้วกระมัง” ซูหยุนหรานเตือน
“หรานเอ๋อ!” ลั่วซีเหยียนวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น “ข้ารับใช้แจ้งว่าหนานอ๋องปวดท้องหนักมาก เ้าช่วยไปดูอาการเขาที”
“เวลานี้หนานอ๋องอยู่ที่ใดเ้าคะพี่หญิง” ซูหยุนหรานถาม
“อยู่ในห้องตรวจ พี่ใหญ่ก็อยู่ที่นั่นด้วย”
“เมื่อวานข้ามัวแต่ยุ่งเื่ที่ต้องส่งท่านแม่กับซูจิ้นจงไปพร้อมขบวนเนรเทศจึงไม่ได้ไปตรวจอาการให้หนิงอ๋องกับหนานอ๋อง” ซูหยุนหรานมองสามี “ท่านพี่จะไปกับข้าหรือไม่เ้าคะ”
“ไปสิ ข้าจะไปกับเ้าด้วย” ฉินจื่อฉิงพยักหน้า “ที่ข้ารับใช้พาหนานอ๋องมาส่งที่นี่คงเป็เพราะที่สำนักแพทย์หลวงรักษาไม่ได้”
ในบรรดาองค์ชายทุกพระองค์ มีเพียงเสียนอ๋องเท่านั้นที่ไม่ถูกกับพี่น้องคนอื่น เมื่อได้ยินว่าพี่ชายคนรองป่วยหนัก รุ่ยอ๋องจึงอยากตามไปด้วย
“ให้เลี่ยงรุ่ยตามไปด้วยได้หรือไม่ เขาคงเป็ห่วงพี่ชายของเขามาก” ฉินจื่อฉิงอธิบายกับภรรยา “นอกจากเสียนอ๋องแล้วทุกคนก็ดีกับเลี่ยงรุ่ยทั้งนั้น”
“เดี๋ยวข้าให้คนเอารถเข็นมาพาเขาไปก็แล้วกันเ้าค่ะ” ซูหยุนหรานสั่งคนงานให้เอารถเข็นคนไข้มาพารุ่ยอ๋องไปที่ห้องตรวจ
“หรานเอ๋อ ในที่สุดเ้าก็มาเสียที” ลั่วซิ่วหยางยกมือขึ้นปากเหงื่อ “ข้าตรวจดูอาการแล้วก็ไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ พอถามว่าเขาไปกินอะไรมา เขาก็บอกว่าั้แ่เริ่มปวดท้องก็ยังไม่ได้กินอะไรเข้าไปเลย ข้าจึงยังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมเขาถึงปวดท้องหนักขนาดนี้”
“หนานอ๋องเ้าคะ ท่านปวดท้องมากี่วันแล้ว” ซูหยุนหรานเริ่มซักประวัติคนไข้
“เมื่อวาน...เช้าเมื่อวาน ข้าเริ่มปวดท้องก่อนที่จะไปดูการทดสอบที่สำนักแพทย์หลวง” หนานอ๋องตอบอย่างลำบาก จากนั้นเขาก็หันไปมองรุ่ยอ๋องที่นั่งอยู่บนรถเข็น “คอเ้าไปโดนอะไรมา ทำไมถึงต้องเอาผ้าพันไว้หนาขนาดนั้น หรือว่าอาการป่วยของเ้าแย่ลง น้องหก! เ้าไม่ได้เป็อะไรมากใช่หรือไม่”
“ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดแล้วยังจะไปถามอาการของคนอื่นอีก” ฉินจื่อฉิงพูดเสียงเข้มแต่ก็ยังอธิบาย “เลี่ยงรุ่ยผ่าเอาของไม่ดีออกจากคอ ตอนนี้เขายังพูดไม่ได้เพราะยังพักฟื้นอยู่”
“ผ่าคอ! เขาคงไม่ได้กลายเป็ใบ้ไปแล้วกระมัง” หนานอ๋องมองน้องชายอย่างสงสาร “ต่อไปคนช่างพูดเช่นเ้าจะกลายเป็คนที่พูดไม่ได้ เ้าจะไม่อึดอัดตายไปก่อนหรือ”
“หรานหราน เ้ารีบตรวจดูอาการให้เขาทีเถอะ อย่าปล่อยให้เขาพูดเพ้อเจ้ออยู่เลย” ฉินจื่อฉิงพูดตัดบท
“พี่ใหญ่ช่วยจัดท่าให้ท่านอ๋องนอนหงายทีเ้าค่ะ ข้าจะตรวจดูอาการที่ท้องของเขาสักหน่อย” ซูหยุนหรานบอกลั่วซิ่วหยาง จากนั้นนางก็เริ่มใช้มือกดบริเวณท้องน้อยด้านขวา
“โอ๊ย!” หนานอ๋องเจ็บบริเวณที่ถูกมือของซูหยุนหรานกดจนร้องเสียงหลง “ปวด...ปวดมาก เ้าช่วยเบามือหน่อยได้หรือไม่”
“นอกจากอาการปวดท้อง ท่านยังมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และยังมีไข้ต่ำด้วยใช่หรือไม่เ้าคะ”
“เป็อย่างที่เ้าพูดมาทั้งหมด” หนานอ๋องตอบ “น้องสะใภ้ ตกลงว่าข้าป่วยเป็อะไร? ร้ายแรงหรือไม่? ข้าจะตายหรือไม่?”
“ใครเป็น้องสะใภ้ของเ้ากัน ข้าไม่มีพี่ชาย ข้ามีแค่เลี่ยงรุ่ยที่เป็น้องชาย” ฉินจื่อฉิงพูดขึ้น
“ไม่ใช่น้องชายบ้าอะไร หากเ้าไม่อยากนับญาติก็ไม่ต้องนับญาติกับเ้าเสียนอ๋องนิสัยไม่ดีโน่น แต่เ้ายังต้องนับข้า พี่ใหญ่ น้องสี่ น้องห้า แล้วก็น้องหกเป็พี่น้องอยู่” หนานอ๋องพูดอย่างไม่เห็นด้วย
“ปวดท้องจนจะตายอยู่แล้วยังจะมาห่วงเื่นับญาติอะไรอยู่อีก” ฉินจื่อฉิงมองหนานอ๋องอย่างเฉยเมย “ในเมื่อมีแรงมาเถียงกับข้า เช่นนั้นก็กลับไปนอนพักที่จวนของเ้าเถอะ ไม่ต้องมารบกวนให้ภรรยาข้ารักษาแล้ว”
“น้องสะใภ้! เ้าอย่าไปฟังคำพูดไร้สาระของเ้าน้องชายใจดำของข้าเลย” หนานอ๋องมองซูหยุนหราน “เ้าคงไม่ทำเช่นนั้นกระมัง”
“พวกท่านนี่นะ มันใช่เวลาที่จะมาทะเลาะกันไหมนี่” ซูหยุนหรานส่ายหน้า “พี่ใหญ่ พี่หญิง เข็นหนานอ๋องเข้าห้องผ่าตัดเถิดเ้าค่ะ ข้าคิดว่าเขาเป็ไส้ติ่งอักเสบ หากไม่รีบผ่าตัด ไส้ติ่งอาจแตกซึ่งจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้เ้าค่ะ”
“ผ่าตัดหรือ?” หนานอ๋องมองไปที่รุ่ยอ๋อง “น้องหกเจ็บคอจึงต้องผ่าตัดที่คอ ข้าปวดท้องก็คือต้องผ่าตัดที่ท้องอย่างนั้นหรือ!”
“ใช่สิ หรานหรานต้องเอามีดหมอคมๆ กรีดลงไปบนท้องของเ้า จากนั้นค่อยล้วงเอาของไม่ดีในท้องของเ้าออกมา พอเอาของเ่าั้ออกมาหมดถึงค่อยเย็บแผล” ฉินจื่อฉิงอธิบายพร้อมเปิดเสื้อตัวเองขึ้น “ตอนที่ข้าถูกฟันที่ท้อง หรานหรานก็เย็บแผลให้ข้าเหมือนกัน ดังนั้นแผลของเ้าก็น่าจะใหญ่พอๆ กับแผลที่ท้องของข้านี่ล่ะ”
หนานอ๋องหน้าซีด “น้องสะใภ้ ที่เขาพูดเป็ความจริงหรือ”
“ข้าจะเก็บตัวอย่างเืและจะพาท่านไปเข้าเครื่องสแกนเพื่อตรวจให้ละเอียดอีกที หากพบว่าท่านเป็ไส้ติ่งอักเสบจริงก็ต้องผ่าท้องของท่านเหมือนอย่างที่สามีข้าอธิบาย เพียงแต่ท่านไม่ต้องกังวลนะเ้าคะ เพราะข้ามียาที่จะทำให้ท่านไม่รู้สึกเ็ประหว่างผ่าตัดเ้าค่ะ” ซูหยุนหรานยิ้ม “อย่าบอกว่าหนานอ๋องผู้องอาจเกรียงไกรกลัวการผ่าตัดนะเ้าคะ”
หนานอ๋องมองไปที่ฉินจื่อฉิงกับรุ่ยอ๋องที่มองมาที่เขาด้วยสายตาเย้ยหยัน เขากัดฟัน “ผ่าก็ผ่าสิ ข้าไม่กลัวอยู่แล้ว”
ซูหยุนหรานใช้เวลาอยู่ในห้องผ่าตัดเกือบสองชั่วยามถึงได้เดินออกมา และนางก็ต้องใเพราะนอกจากสามีกับรุ่ยอ๋องแล้วยังมีหนิงอ๋อง จงอ๋อง และหรงอ๋องที่นั่งรออยู่ที่หน้าห้องผ่าตัดกันครบทุกคน และทุกคนต่างก็จ้องมาที่ประตูห้องผ่าตัดกันหน้าเครียด
หนิงอ๋อง “น้องสะใภ้ อาการของเ้ารองเป็อย่างไรบ้าง”
จงอ๋อง “พี่สะใภ้ พี่รองฟื้นหรือยังขอรับ”
หรงอ๋อง “พี่สะใภ้ผ่าเอาของไม่ดีในท้องของพี่รองออกมาหมดแล้วหรือขอรับ ข้าเข้าไปดูอาการเขาได้หรือไม่”
ฉินจื่อฉิงเดินไปหยุดข้างภรรยา “พวกเ้าจะถามอะไรให้มากความ ไม่เห็นหรือว่าภรรยาของข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
“โธ่...พี่สาม ข้าแค่เป็ห่วงพี่รองมากไปหน่อยเท่านั้น” หรงอ๋องยิ้มให้ซูหยุนหราน “พี่สะใภ้อย่าถือสาข้าเลยนะขอรับ”
ซูหยุนหรานยิ้ม “รออีกสักพักหนานอ๋องก็จะตื่นแล้วเ้าค่ะ หลังจากนั้นพวกท่านอยากสอบถามอะไรก็ถามจากเขาได้เลย”
“พี่รองไม่เหมือนเ้าหกที่หลังจากผ่าตัดแล้วต้องห้ามพูดใช่หรือไม่ขอรับ” จงอ๋องมองรุ่ยอ๋องแล้วหัวเราะ “ความจริงแล้วเ้าหกพูดไม่ได้ก็ดี พวกเราสบายหูไปเยอะเลย”
“นั่นสิ...นั่นสิ บางทีฟังเ้าหกพูดมากๆ ข้ายังกลัวว่าหูของข้าอาจพิการเข้าสักวัน ระยะนี้ได้พักหูบ้างก็ดีเหมือนกัน” หรงอ๋องพูดสนับสนุน “ว่าแต่พี่สะใภ้ ท่านคงเหนื่อยมากแล้ว เช่นนั้นท่านกลับไปพักก่อนเถิดขอรับ เดี๋ยวทางนี้ข้าจะช่วยดูแลให้ หรือไม่ก็รอให้พี่รองฟื้นขึ้นมา ข้าค่อยให้คนไปตามท่านมาดูอาการเขาอีกที”
ฉินจื่อฉิงพยักหน้าให้หรงอ๋องอย่างพอใจ “ดีที่เ้ายังคิดได้ เอาไว้วันหลังข้าจะพาเ้าไปล่าสัตว์ในเขตทหารของข้าด้วยก็แล้วกัน”
“จริงหรือขอรับ!” หรงอ๋องถามอย่างดีใจ “พี่สาม ข้าได้ยินมาว่าเขตทหารของท่านมีเสือขาวด้วย หากล่าได้เสือขาวจริงๆ ข้าจะเอาหนังมันมาทำเสื้อให้พี่สะใภ้ไว้ใส่หน้าหนาว ถือเป็ของขวัญแต่งงานย้อนหลังจากน้องชายก็แล้วกัน”
“พี่สาม ข้าขอตามไปด้วยคน” จงอ๋องรีบพูด
“เอาแต่เรียกข้าว่าพี่สามอยู่ได้ ลืมแล้วหรือว่าข้าไม่ใช่คนของราชวงศ์ตั้งนานแล้ว หากมีใครมาได้ยินทั้งเ้าและข้าต้องเดือดร้อนกันแน่” ฉินจื่อฉิงพูดเสียงเข้ม “เวลานี้พี่สามของพวกเ้าคือเสียนอ๋อง พวกเ้าต้องเรียกให้ถูก”
“พี่สามอะไรกัน ข้าไม่นับเขาเป็พี่ชายของข้าหรอก มีแค่ท่านเท่านั้นที่เป็พี่สามของข้า และหากเขากล้ามาหาเื่ข้าก็ไม่กลัว คนอย่างเขาต่อยตีสู้ใครก็ไม่ได้ อาศัยแค่ว่าเป็ลูกชายคนเดียวของเสียนกุ้ยเฟยถึงได้ทำตัวใหญ่คับฟ้า” จงอ๋องยักไหล่อย่างไม่สนใจ “อีกอย่างเป็เพราะเื่ที่ซูชิงหว่านวางยาพี่ใหญ่กับพี่รอง เสด็จพ่อถึงสั่งกักบริเวณเขาหนึ่งเดือน ดังนั้น่นี้เขาย่อมไม่กล้าออกมาสร้างปัญหาให้ตัวเองเพิ่มอีกแน่”
“ใช่ พี่สี่พูดถูก...เขาไม่ใช่พี่สามของข้า ท่านต่างหากที่เป็พี่สามของข้า” หรงอ๋องสนับสนุน
“พูดถึงเื่นี้...” หนิงอ๋องมองฉินจื่อฉิงกับซูหยุนหราน “ข้าได้ยินมาว่าเสียนกุ้ยเฟยคิดว่าเหตุการณ์เมื่อวานเป็แผนของสกุลลั่ว อีกทั้งยังเป็น้องสะใภ้ที่เสนอวิธีตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ซูชิงหว่านวางยาพิษข้ากับน้องรอง จนทำให้ตระกูลซูถูกตัดสินความผิด ส่วนเสียนอ๋องในฐานะคู่หมั้นของซูชิงหว่านก็ถูกสั่งกักบริเวณ อีกทั้งเสด็จพ่อยังเลื่อนการประกาศราชโองการแต่งตั้งรัชทายาทออกไปอย่างไม่มีกำหนด ข้ากลัวก็แต่ว่าเสียนกุ้ยเฟยจะส่งคนมาทำร้ายเพราะคิดว่าพวกเ้าเป็ต้นเหตุที่ทำให้เสียนอ๋องพลาดการแต่งตั้งให้เป็รัชทายาทน่ะสิ”
“หากนางกล้าทำก็ลองดู” ฉินจื่อฉิงจับมือภรรยาไว้แน่น “ข้าไม่มีทางปล่อยให้ใครมาทำร้ายภรรยาของข้าอย่างแน่นอน”
“แต่ไหนแต่ไรเสียนกุ้ยเฟยกับเสียนอ๋องก็ไม่เคยออกหน้าทำอะไรด้วยตัวเองอยู่แล้ว” หนิงอ๋องขมวดคิ้ว “พวกเ้าลืมไปหรือเปล่าว่ายังมีอีกคนหนึ่งที่จะมาสร้างปัญหาให้พวกเ้าได้”
“ท่านหมายถึงฉินผินหรือเ้าคะ” ซูหยุนหรานพูดขึ้น
“จะเป็ใครไปได้อีกล่ะ” หนิงอ๋องมองฉินจื่อฉิงอย่างเห็นใจ
“ต่อให้เป็ฉินผินแล้วอย่างไร นางเป็แค่ผู้ให้กำเนิดแต่ไม่ใช่มารดาที่ข้าต้องเคารพเกรงใจ” ฉินจื่อฉิงพูดเสียงเรียบ “หากนางกล้ามาสร้างปัญหาให้ข้ากับหรานหราน ข้าก็ไม่จำเป็ต้องเห็นแก่ความสัมพันธ์ อีกทั้งท่านตาก็เคยบอกไว้แล้วว่านางกับตระกูลฉินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันนับั้แ่วันที่นางส่งข้ากลับตระกูลฉินและนางยังให้ฝ่าาตัดข้าออกจากราชวงศ์แล้ว ดังนั้นหากนางกล้ามาทำร้ายข้ากับหรานหราน หรือแม้แต่คิดจะทำร้ายตระกูลฉิน ข้าก็จะจัดการกับนางอย่างไม่เกรงใจเช่นกัน”
หนิงอ๋อง จงอ๋อง หรงอ๋อง และรุ่ยอ๋องมองฉินจื่อฉิงอย่างเห็นใจ หากไม่นับรุ่ยอ๋องที่ได้รับความรักความเอาใจใส่จากมารดาเช่นฮองเฮา พวกเขาทั้งสามคนก็เป็บุตรชายที่ไม่ได้รับความรักจากมารดาเช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นมารดาของพวกเขายังดีกว่ามารดาของฉินจื่อฉิงมาก เพราะมารดาของพวกเขาไม่เคยวางแผนกับผู้อื่นเพื่อทำร้ายบุตรและพวกนางก็ไม่เคยคิดที่จะเอาชีวิตบุตรชายเหมือนอย่างที่ฉินผินทำ