เสื้อผ้าที่สามแม่ลูกสวมใส่อยู่ก่อนหน้านี้ทั้งสกปรกและขาดรุ่งริ่งจนเกินเยียวยา ไม่มีความจำเป็ต้องเก็บไว้อีก ซูชิ่นจึงโยนพวกมันทิ้งไปทันที
เมื่อเตรียมตัวออกเดินทางกลับอำเภอชีฝู ซูชิ่นก็กำดินบนพื้นขึ้นมาหนึ่งก้อน แล้วทาลงบนใบหน้าของตนเองและลูกทั้งสองจนเลอะเทอะ
เยว่เยว่ถามด้วยความสงสัยว่า "ท่านแม่ ทำไมต้องทาหน้าให้สกปรกด้วยเ้าคะ?"
ซูชิ่นเหลือบมองโจวโจวแวบหนึ่ง แล้วเลียนแบบท่าทางของเ้าของร่างเดิมด้วยการบีบจมูกเล็ก ๆ ของนาง
"เพราะเยว่เยว่หน้าตางดงามเกินไป ระหว่างทางมีคนเลวอยู่มาก และท่านแม่ก็สู้คนเลวไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องทาหน้าให้สกปรก แสร้งทำเป็น่าเกลียด เช่นนี้คนเลวจะได้ไม่คิดมาวุ่นวายกับพวกเรา"
พอเยว่เยว่ได้ยินดังนั้นก็รีบกำดินมาทาลงบนใบหน้าของตนเองอย่างแรง และยังทาให้โจวโจวอีกชั้นหนึ่งด้วย
โจวโจวยืนนิ่งให้น้องสาวจัดการอย่างว่าง่าย
เพียงครู่เดียว เ้าตัวเล็กทั้งสองก็กลายเป็ลิงน้อยโคลนสองตัว บนใบหน้ามองเห็นเพียงลูกตาสองข้างที่กลอกไปมาเท่านั้น
หลังจากทาเสร็จ เยว่เยว่ก็ควักดินอีกก้อนส่งให้ซูชิ่น "ท่านแม่ ท่านงดงามที่สุด ท่านต้องทาเพิ่มอีกหน่อยเ้าค่ะ"
โจวโจวได้ยินดังนั้นก็เห็นว่ามีเหตุผล จึงควักดินอีกก้อนส่งให้ซูชิ่นเช่นกัน
ซูชิ่นไม่อาจปฏิเสธคำขอของลิงน้อยทั้งสองได้ มุมปากของนางกระตุกเล็กน้อยขณะรับดินมาทาลงบนหน้าตนเองอีกชั้น จนเลื่อนขั้นกลายเป็ลิงน้อยตัวที่สามได้สำเร็จ
ก่อนจะออกเดินทาง โจวโจวยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าต้องกลับไปยังจุดที่พวกเขาพักค้างคืนเมื่อวานนี้
ซูชิ่นสงสัยในใจยิ่งนักว่ามาที่นี่เพื่ออะไรกัน?
โจวโจวจับมือแล้วดึงให้นางนั่งลง มือหนึ่งขุดคุ้ยดินบนพื้น ปากเล็ก ๆ ก็พึมพำว่า "ซูชิ่นเหนียงกลับมาแล้ว ซูชิ่นเหนียงไม่ต้องกลัวแล้ว..."
ซูชิ่นเบิกตากว้าง นี่มันพฤติกรรมประหลาดอะไรกัน?
โจวโจวะโแบบนั้นสามรอบ จากนั้นจึงปัดมือแล้วลุกขึ้นยืน ทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อยแล้วกล่าวว่า "เรียบร้อยแล้วท่านแม่ ข้าช่วยเรียกขวัญที่ท่านใจนเตลิดให้กลับมาแล้วขอรับ"
ใบหน้าซูชิ่นเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
ขวัญหาย? สรุปว่าเมื่อกี้เขาช่วยเรียกขวัญให้นางอย่างนั้นหรือ?
ดูไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าเ้าตัวเล็กคนนี้อายุยังน้อย แต่กลับงมงายเื่ไสยศาสตร์ถึงเพียงนี้!
ซูชิ่นคิดในใจว่า คงเป็เพราะนางกับเ้าของร่างเดิมแตกต่างกันมากเกินไป จนทำให้เด็กชายสังเกตเห็นความผิดปกติ ทว่า นางไม่อยากปฏิบัติต่อเด็กทั้งสองเหมือนที่เ้าของร่างเดิมทำ เ้าของร่างเดิมนั้นขี้ขลาดเกินไป หากนางต้องใช้ชีวิตแบบนั้น คงอึดอัดจนตายเป็แน่
ต่อจากนี้ไปนางก็คือตัวนาง คือซูชิ่นที่เปลี่ยนร่าง ไม่ใช่ซูชิ่นเหนียงคนเดิม ตอนนี้เด็กทั้งสองอาจยังไม่ชินกับการเปลี่ยนแปลงของนาง แต่ในอนาคตย่อมต้องชินแน่นอน
เมื่อเห็นความกังวลในดวงตาของโจวโจว นางจึงยกมุมปากขึ้น แล้วลองยื่นมือไปลูบหัวที่ยุ่งเหยิงของเขาเบา ๆ
"แม่... แม่ไม่เป็ไร ไม่ต้องกังวลนะ"
ดวงตาของโจวโจวเป็ประกายขึ้นมาทันที การเรียกขวัญได้ผลจริง ๆ ด้วย ท่านแม่เริ่มมีท่าทางปกติขึ้นแล้ว แม้จะยังไม่ฟื้นตัวสมบูรณ์ แต่ขอเพียงเรียกอีกหลาย ๆ ครั้งต้องหายแน่นอน
หากซูชิ่นรู้ความคิดในใจของโจวโจว นางคงเอามือกุมหน้าด้วยความระอา
สามแม่ลูกออกจากป่า มุ่งหน้าไปยังทิศทางของอำเภอชีฝู
ความจริงนางไม่อยากกลับไปที่อำเภอชีฝูเลย คนตระกูลเฉิงแต่ละคนล้วนไม่ใช่คนดี หากพาลูกกลับไป ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์เช่นไร แต่นางจำเป็ต้องกลับไป
ทะเบียนบ้านของนางและลูกอยู่ที่ตระกูลเฉิง หากไม่มีทะเบียนบ้าน ผู้หญิงตัวคนเดียวที่พาลูกสองคนเดินทางค่อนข้างลำบากยิ่งนัก ดังนั้นนางต้องกลับไปที่ตระกูลเฉิงเพื่อเอาทะเบียนบ้านมาให้ได้
ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องเอามาให้ได้ก็คือทรัพย์สินของตระกูลเฉิง
ทุกสิ่งที่ตระกูลเฉิงมีอยู่ในตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็สิ่งที่สามีของเ้าของร่างเดิมหามาได้ เมื่อสามีไม่อยู่แล้ว ของของเขาย่อมต้องตกเป็ของลูกทั้งสอง นางไม่อยากให้พวกสุนัขตระกูลเฉิงได้ประโยชน์ไป
เย็นสองวันต่อมา สามแม่ลูกก็เดินทางมาถึงอำเภอชีฝูในที่สุด เพียงแต่มาช้าไปก้าวหนึ่ง ประตูทางเข้าได้ปิดลงแล้ว พวกเขาจึงทำได้เพียงพักค้างคืนที่นอกประตูชั่วคราว
นอกประตูมีผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่มาไม่ทันเวลา และถูกกักไว้อยู่ด้านนอก ซูชิ่นจึงพาลูกทั้งสองหามุมที่คนน้อย ๆ แล้วนั่งลง
ยามนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว รอบด้านมีการจุดกองไฟเป็จุด ๆ ในขณะที่หลายคนก็เริ่มกินอาหารกันแล้ว
แม้จะเป็ผู้ลี้ภัยเหมือนกัน แต่ฐานะย่อมมีดีและแย่ต่างกันไป ครอบครัวที่อยู่ข้าง ๆ สามแม่ลูกซูชิ่นจัดว่าเป็กลุ่มที่มีฐานะค่อนข้างดี ขณะนี้พวกเขากำลังกินอาหารกันอยู่
กลิ่นหอมของอาหารลอยมาทำให้สามแม่ลูกลอบกลืนน้ำลายพร้อมกัน
แม้ว่าการดื่มน้ำพุวิเศษจะทำให้ไม่รู้สึกหิว แต่เด็กทั้งสองกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตจึงอดโหยหาไม่ได้
ซูชิ่นเองก็หิว นางเป็คนชอบกินอยู่แล้ว ชาติก่อนเคยลิ้มลองอาหารเลิศรสมาหมดทุกอย่าง แต่พอทะลุมิติมาที่นี่ นอกจากแป้งทอดชิ้นที่ใหญ่กว่าเล็บมือนิดเดียวในคืนนั้นแล้ว นางก็ไม่ได้กินอะไรอีกเลย
เมื่อเห็นลูกทั้งสองพยายามกลืนน้ำลาย แต่กลับรู้จักกาลเทศะด้วยการหันหน้าไปทางอื่น ไม่จ้องมองอาหารของผู้อื่นด้วยความอยาก ซูชิ่นจึงลูบตำลึงเงินในกระเป๋า
ในเมื่อมีเงิน เหตุใดนางต้องปล่อยให้ตนเองและลูกลำบากด้วยเล่า?
ขณะที่กำลังจะเข้าไปขอซื้ออาหารจากคนข้าง ๆ ทันใดนั้น ก็มีคนเดินเข้ามาขวางหน้านาง พร้อมถามด้วยท่าทางจองหองว่า "เ้าคือเฉิงซูซื่อใช่หรือไม่?"
ซูชิ่นไม่ได้คาดคิดว่าคนผู้นี้กำลังพูดกับนาง ด้วยเกรงว่าจะขวางทางผู้อื่นจึงหลีกทางให้เล็กน้อย ในใจกำลังคำนวณว่าพอจะซื้อเสบียงจากครอบครัวที่ดูมีฐานะดีข้าง ๆ ได้หรือไม่ อีกทั้งนางเพิ่งทะลุมิติมาได้เพียงสองวัน เลยไม่คุ้นเคยกับคำว่า 'เฉิงซูซื่อ' นัก
คนผู้นั้นเห็นนางไม่ตอบสนอง จึงก้าวเข้ามาฉุดกระชากนาง "ข้าถามเ้าอยู่นะ เ้าใช่ซูชิ่นเหนียงหรือไม่?!"
ซูชิ่นได้สติ จึงหันไปมองคนที่ฉุดนางไว้
นี่ไม่ใช่หนึ่งในน้องสามีของเ้าของร่างเดิม ที่ชื่อเฉิงซีอวี้หรอกหรือ?
เฉิงโจวซื่อเป็ภรรยาคนที่สองของเฒ่าเฉิง มีลูกชายหนึ่งคน ลูกสาวสองคน ลูกชายคือเฉิงเยี่ยนผิง ลูกสาวคือเฉิงเหลียนเซียงและเฉิงซีอวี้ ซึ่งเป็ฝาแฝดกัน แม้หน้าตาจะไม่ค่อยเหมือนกัน แต่นิสัยกลับถอดแบบมาจากเฉิงโจวซื่อไม่มีผิด
่ปีแรก ๆ ตระกูลเฉิงมีชีวิตความเป็อยู่ที่ลำบาก เฉิงโจวซื่อจึงขายเฉิงซีอวี้ให้กับเศรษฐีในอำเภอเพื่อไปเป็สาวใช้ ชื่อเฉิงซีอวี้เป็ชื่อที่นายจ้างตั้งให้ ส่วนชื่อเดิมคือเฉิงเอ้อร์ยา
ส่วนเฉิงเหลียนเซียงชื่อเดิมคือเฉิงต้ายา เนื่องจากตอนเด็ก ๆ มีนักพรตเต๋าพเนจรมาทำนายดวงชะตาว่า เกิดมาพร้อมความร่ำรวย เฉิงโจวซื่อจึงไม่กล้าขายนาง และให้การดูแลเฉิงเหลียนเซียงเท่าเทียมกับเฉิงเยี่ยนผิง ต่อมาเมื่อเฉิงเอ้อร์ยาได้รับความเอ็นดูจากนายจ้างและเปลี่ยนชื่อเป็ซีอวี้ เฉิงเหลียนเซียงจึงรู้สึกว่าชื่อของตนเองดูไม่สง่างาม เลยเปลี่ยนเป็ชื่อปัจจุบัน
ซูชิ่นมองเฉิงซีอวี้ที่แต่งกายสะอาดสะอ้านดูดี นางกลอกตาแวบหนึ่งแล้วรีบคว้าตัวอีกฝ่ายไว้ทันที
"ซีอวี้ เ้ามีอะไรให้กินบ้างไหม หลานของเ้าจะอดตายกันหมดแล้ว รีบเอาของกินให้พวกเราเถิด"
เฉิงซีอวี้ไม่คาดคิดเลยว่าซูชิ่นเหนียงจะดึงตัวนางเพื่อขอของกิน นางลี้ภัยมาพร้อมกับครอบครัวเ้านาย ตลอดทางจึงไม่อดอยากและไม่ลำบากมากนัก เพียงแต่กังวลเื่ที่บ้าน กลัวว่าจะมีเื่เกิดขึ้น
เมื่อครู่เห็นว่ารูปร่างของผู้หญิงคนนี้คล้ายกับพี่สะใภ้ราคาถูกของนาง จึงคิดจะดึงตัวมาถามว่าคนในครอบครัวพักอยู่ที่ไหน จะได้ไปเยี่ยมเยียน
นึกไม่ถึงว่าซูชิ่นเหนียงจะไม่เปิดโอกาสให้นางได้เอ่ยปาก แต่กลับดึงตัวนางเพื่อขอของกินเสียอย่างนั้น